Au Fic Identity V : Be our mistress

ตอนที่ 11 : เกมที่ 10 วันฉลองตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    5 ต.ค. 62

เกมที่ 10 วันฉลองตาย



               



              

               >> แจ้ง : มีการปรับเนื้อหาของตอนนี้จากเดิมที่เคยวางไว้นิดหน่อยเพื่อความลงตัวของตอนนี้และตอนหน้า และเปลี่ยนชื่อตอนใหม่ด้วยเหมือนกัน

เสียดายนิดหน่อยที่ต้องบิดจากเดิมที่วางไว้ เอาล่ะ หวังว่ารีดฯทุกคนจะสนุกไปกับมันนะ พลาดตรงไหนก็ขออภัยไว้ ณ ตรงนี้ด้วย <<

------------------------------------------------




                ห้องอาหารในเวลานี้ถูกทำให้กลายเป็นโรงหมอขนาดย่อมไปเสียครึ่งห้องก่อนวันฉลองตายจะมาถึง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงจำเป็นต้องเตรียมให้พร้อม [เดอะ มิสเตรส] ไม่มีทางเข้าใจอย่างแท้จริงว่าความกลัว ความหวาดหวั่นของทุกคน มันมีอิทธิพลแค่ไหน และอาจมากกว่าที่คิด



[เดอะ มิสเตรส] แลเห็น [หมอ] หญิงที่แสนใจดีคนนั้นมีใบหน้าหวาดกลัวเช่นเดียวกับ [การ์เดนเนอร์] ที่คล้ายจะสติแตกในบางคราวจนหลายครั้งหมอสาวจำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ของตนเองเพื่อสาวชาวสวน ด้าน [ทนายความ] กับ [หัวขโมย] ที่ดูจะไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่แรกก็มีปากเสียงกันบ่อยขึ้น คนอื่นๆพยายามจับพวกเขาแยกให้อยู่ห่างกันอย่างน้อยคนละมุมฟากห้องเพื่อเลี่ยงปัญหา แม้บางครั้งมันจะไม่ค่อยช่วยอะไรก็ตาม



ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีอีกหลายเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นผิดรูปจากสถานการณ์ปกติจนโชนันได้แต่นั่งเฉยๆเพื่อมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความอึดอัดและรู้สึกปั่นป่วนเสียจนหายใจไม่ทั่วท้อง ไหนจะเรื่องของตัวเธอเองที่ยังคิดไม่ตกและกังวลเสียจนปัดออกจากหัวไม่ได้



มือบางมักจะเผลอเลื่อนไปจับกำไลผีเสื้อแสนสวยสองวงที่ข้อมือตนอยู่บ่อยครั้ง



มันคือของขวัญจาก [อู่ฉาง] ที่มอบให้ตนเมื่อนานมาแล้ว [เดอะ มิสเตรส] ก้มซ่อนใบหน้าที่คาดว่าคงขึ้นสีแดงด้วยความเขินอายยามสมองเจ้ากรรมพานึกถึงเหตุการณ์แนบชิดในวันนั้น สองมือบางกุมแก้ม ผลุบตาต่ำ ถึงจะไม่ลึกซึ้งแต่เพียงเท่านี้มันก็เกินกว่าจะจินตนาการแล้ว



เธอรู้สึกสมหวังและหัวใจก็อิ่มฟูไม่น้อย



“…..”



แต่แล้ว ร่างบางกลับมีท่าทีชะงักไป จริงอยู่ที่เธอได้รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับตนเองมากขึ้น ทว่ายังมีอีกเรื่องที่ตนเพิ่งมาตระหนักได้ว่า อาจเผลอมองข้ามไปในช่วงที่ผ่านมา เรื่องเดียวที่ยังคงเป็นปริศนา---



มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ทำไมถึงมีช่องว่างมากมายอยู่ในความทรงจำ 



อุบัติเหตุงั้นหรอ?



หรือว่าอย่างอื่น? เธอเดาไม่ถูกเลย...



‘…ในโลกความเป็นจริง--- คนตายไม่มีสิทธิฟื้นกลับมาเหมือนที่เรากำลังเจออยู่หรอกนะครับ



?!”



พลันไหล่บางสะดุ้งเล็กน้อยจากการที่คําพูดของ [ช่างแต่งศพ] ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ใช่เพราะจู่ๆมันก็มา เธอตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทําไมจะต้องรู้สึกใส่ใจและหวั่นๆกับประโยคนั้นที่ไม่ได้มีสลักสําคัญใดเกี่ยวกับตนเลย



ทันใดนั้นเองเสียงสัญญาณเตือนเสียงหนึ่งก็ได้ดังขึ้นก่อนที่เสียงของชายคนหนึ่งซึ่งโชนันไม่รู้จักจะกล่าวตามมา เสียงของเขาไม่สามารถระบุลักษณะได้อย่างชัดเจน และมันมีความคล้ายเสียงประดิษฐ์มากกว่าเสียงคนจริงเสียอีก



//“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ทั้งเหล่าเซอร์ไวเวอร์และเหล่าฮันเตอร์ของเรา ฉันมีความยินดีที่จะกล่าวทักทายพวกเธอทุกคนและขอต้อนรับเข้าสู่เกมตัดสินชะตาครั้งสุดท้ายอีกครั้ง ภายในสองนาทีหลังจากนี้ จะมีฮันเตอร์สองคนและเซอร์ไวเวอร์แปดคน ที่จะถูกเลือกออกไปวิ่งในเกมแรก!”//



//“เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ได้เลย เพราะผู้ชนะมีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นและรางวัลของเขาก็คือความปรารถนาที่เป็นจริง! แต่จงจำไว้ เหล่าเซอร์ไวเวอร์…”//



“…..”



//“ความตายรอพวกเธออยู่ทุกลมหายใจ”//



แปดคน?



โชนันนึกเอะใจจึงทวนคำออกมา หากที่ผ่านมานับและจำไม่ผิด จำนวนเซอร์ไวเวอร์มีไม่ถึงสิบหกคนด้วยซ้ำ สาเหตุเพราะอะไรก็อย่างที่รู้กันอยู่ และตั้งแต่ [เดอะ มิสเตรส] เข้ามา ก็ไม่มีข่าวการมาของเซอร์ไวเวอร์คนใหม่อีกเลย



เป็นอะไรไปคุณหนู ตื่นเต้นหรอ



คุณนาอิบ? คุณถูกเลือกตั้งแต่แรกเลยหรอ



เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงก็พบว่าคือ [ทหารรับจ้าง] นายทหารชุดเขียวซึ่งพักหลังมักคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆให้อุ่นใจ นัยน์ตาสีชมพูทอดสายตาไปยังตราเพลิงรูปกังหันหนวดบนอกกว้าง มันดูโชติช่วงยิ่งกว่าที่เคยเห็นตามปกติราวกับจะบอกว่า เกมนี้ไม่ใช่ของธรรมดา



พวกมันไม่สนหรอกว่าเรามีกันกี่คน แค่สร้างความบันเทิงให้ได้ก็พอแล้ว และสำหรับพวกเราก็มีแค่แพ้หรือชนะ อยู่หรือตาย มันก็แค่นั้น



หันไปอีกด้านก็พบกับ [ผู้หยั่งรู้] ที่อยู่ในชุดประจำตัวของเขาและนกฮูกพันธ์เล็กคู่ใจบนบ่า ผู้ชายคนนี้ยังคงมีบรรยากาศรอบตัวลึกลับไม่เปลี่ยน



เรื่องนั้นมันก็...โชนันรู้สึกจนคำพูด



*พรึ่บ*



“!”



ไม่กี่อึดใจต่อมา พลันตราเพลิงแบบเดียวกับของทหารหนุ่มก็ปรากฎขึ้นตีตราที่กลางอกร่างบาง โชนันและนาอิบมองมันด้วยความตื่นตระหนกก่อนเงยหน้าสบตา ขณะที่เสียงโวยวายของ [หัวขโมย] ดังขึ้นไม่ไกลและตามมาด้วยของ [ทนายความ] เนื่องจากพวกเขาถูกเลือกพร้อมกันในเกมแรก หวังว่าพวกเขาจะไม่เป็นฝ่ายตีกันตายก่อนเสียเองหรอกนะ



.....



อิไลมองโชนันอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังเธอกันมาหาตน



เฮ้อ ดูท่ารอบแรกจะเป็นเกมที่วุ่นวายน่าดู ดันเลือกให้คุณครีเชอร์กับทนายปากเสียนั่นอยู่ด้วยกันซะได้นาอิบถอนหายใจออกความเห็น เขาพอจะเห็นเค้าลางความยุ่งยากของทีมที่เป็นแบบนี้แล้ว



นี่ นาอิบ



ว่าไง?



[ทหารรับจ้าง] ตอบรับเสียงเรียกจาก [ผู้หยั่งรู้]



คนอื่นจะเป็นยังไงฉันไม่สน แต่แค่นายเท่านั้น



“…..”



ห้ามทิ้งเธอเด็ดขาด!”



[เดอะ มิสเตรส] ค่อยๆเบิกตากว้างเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้นเพราะเป็นถ้อยคำที่เธอไม่คาดคิดว่าจะออกมาจากปากบุคคลที่ดูจะไม่ค่อยใส่ใจคนรอบข้างอย่าง [ผู้หยั่งรู้] เช่นเดียวกับ [ทหารรับจ้าง] หากแต่ทางนายทหารหนุ่มนั้นดูจะผสมความเขินอายเข้าไปด้วย



อะ--- อะไรของนายน่ะ?! จู่ๆก็พูดอะไรแปลกๆ เราอยู่ทีมเดียวกันยังไงเกิดปัญหาขึ้นมาฉันต้องช่วยเหลือเธออยู่แล้ว ...อย่างทุกที เนอะคุณหนูนาอิบเอ่ย ดีที่เขามักดึงฮู้ดขึ้นสวมประจำจึงไม่มีใครได้เห็นหูที่แดงไปก่อนหน้าเสียอีก ชายหนุ่มหันไปหาเด็กสาวในประโยคสุดท้าย



ขอฝากตัวและขอบคุณไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะคุณนาอิบ แต่อันที่จริง ไม่ต้องใส่ใจฉันกันขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ฉันเองก็มีวิธีเอาตัวรอดอยู่เหมือนกัน



ตราบใดที่ฝ่ายฮันเตอร์ไม่มี [อู่ฉาง] อยู่ด้วยล่ะก็นะ โชนันคิดในใจ



ฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ [เดอะ มิสเตรส] แต่เพื่อเลดี้ต่างหาก อิไลกล่าวเสียงเรียบ



เพื่อเลดี้



แรกเริ่มอาจฟังดูเย็นชา แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น โชนันคิดพลางยิ้มเศร้า  เพราะอะไร ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าบุคคลที่อิไลอ้างถึงนั้นหมายถึงใคร หากไม่ใช่ญาติสาวผู้จากไปตลอดกาล...



นอกจากนี้ เราต่างก็ได้ยินมันพูดแล้วนี่ ความตายรอพวกเราอยู่ทุกลมหายใจประมาทแม้แต่นิดเดียวเธอได้ลาไปยมโลกแน่!”



อิไลพูดเป็นครั้งสุดท้าย



แล้วหลังจากนั้นเหล่าเซอร์ไวเวอร์ผู้ถูกเลือกก็ได้ถูกย้ายไปยังห้องปิดตายเพื่อรอเข้าเล่นเกมไล่ล่า มันเป็นห้องที่ทุกคนต่างเคยเห็นจนชิน ต่างกันแค่โต๊ะตัวยาวที่มีขนาดพอสำหรับแปดคนนั่ง เช่นเดียวกับฝ่ายฮันเตอร์ที่เก้าอี้นั้นจะมีเพิ่มอีกตัวหนึ่งโดยหันทำมุมเข้าหากันอยู่เบื้องหน้าโต๊ะในอีกมิติหนึ่ง



ฮี่ ฮ่าฮ่าฮ่า!”



เสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์ของ [สไมล์ลี่เฟส] ดังไปทั่ว ท่าทางเจ้าตัวกำลังพอใจและตื่นตัวไปกับการที่ได้รับเลือกให้ล่าในครั้งนี้ไม่น้อย ก่อนหยุดเสียงหัวเราะทันใดและตวัดตาเหลือบมองเจ้าของเสียงทุ้มนุ่มที่แสนน่าหมั่นไส้ตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้า



น่าประทับใจจริงๆ ทำไมผมต้องอยู่ในรอบเดียวกับคุณด้วย” [ช่างภาพ] เอ่ยประชด ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยว ปากเบ้ยกขึ้นเห็นเขี้ยวแหลมแสดงความเดียจฉันท์อย่างไม่ปิดบัง



เฮอะ! นั่นเป็นคำพูดของทางนี้ต่างหาก คอยดูเถอะโจเซฟ ช่างภาพกิ๊กก๊อกอย่างแกไม่มีทางชนะฉันได้หรอกโจ๊กเกอร์เอ่ยอย่างถือดี แม้จะเคยร่วมออกล่าในเกมครั้งสุดท้ายกันไม่ถึงสองครั้งเพราะโจเซฟเข้ามาคฤหาสน์นี้หลังตน แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยล่าชนะเดอะริปเปอร์มาแล้ว จึงกล้าพูด



จะอวดดีก็เบาๆหน่อย ไอคุณตัวตลก เกมจบค่อยปากดีก็ยังไม่สาย



ฮึ่ย !!



“!!?



ผมเองก็มีความปรารถนาที่ต้องเอามาให้ได้อยู่เหมือนกัน ถ้าเข้ามาขวางทางแม้แต่นิดเดียว ผมเองก็ไม่ลังเลที่จะฆ่าคุณไปพร้อมๆกับพวกเซอร์ไวเวอร์หรอกนะ



ปลายดาบแหลมชี้ไปที่กลางหน้าตัวตลกหนุ่มอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดวงตาสีฟ้างดงามเป็นประกายวาวโรจน์พร้อมกับบรรยากาศระหว่างฮันเตอร์ทั้งสองเริ่มมาคุมากขึ้นกว่าเดิมโดยที่เหล่าเซอร์ไวเวอร์ไม่มีทางรู้



ร่างใหญ่ของโจ๊กเกอร์หยุดชะงัก เขากัดฟันกรอดและมองโจเซฟอย่างหัวเสีย



แกกล้า---



ไม่มีกฎห้ามฮันเตอร์ฆ่ากันเองนี่ จริงไหมครับ หนุ่มผู้ดีกรีดยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ความเงียบเข้าครอบงำหลังจากนั้นแล้วไม่นานโจ๊กเกอร์ที่ทำฮึดฮัดหลังได้ยินโจเซฟตอกกลับก็ค่อยๆทิ้งตัวกลับลงไปนั่งเก้าอี้อย่างช่วยไม่ได้



ไอโรคจิตเอ้ย!”



ฝ่ายโจเซฟเมื่อเห็นคู่กรณียอมถอย เขายกดาบค้างอยู่ชั่วครูก่อนลดมันกลับมาวางบนตักตามเดิม นิ้วเรียวม้วนปลายผมสีอ่อนของตนพลางผลุบตามองต่ำไปอีกด้านอย่างไม่สนใจ




เกมแรกของการตัดสินชะตาครั้งสุดท้าย สมาชิกทั้งแปดคน ประกอบไปด้วย---


[หัวขโมย]


[ทนายความ]


[เม็คคาร์นิค]


[เพอร์ฟูเมอร์]


[ลัคกี้กาย]


[นักบวชหญิง]


[ทหารรับจ้าง]


และ


[เดอะ มิสเตรส] !


เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว...




เริ่มได้!!




ในเกมสุดท้าย บรรยากาศภายในโลกอีกมิติหนึ่งที่พวกเขาควรคุ้นชิน กลับเป็นสิ่งแปลกใหม่เสมอยามได้เผชิอญหน้ากับความจริงที่ว่า มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสมปรารถนา และในสถานการณ์ที่ฮันเตอร์มีถึงสองคนนั้น ไม่อาจบอกได้เลยว่า



เมื่อถึงที่สุดแล้ว จะยังมีมิตรในหมู่ผู้รอดชีวิตอยู่อีกหรือไม่?!



ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ราวกับความบังเอิญ แต่ทว่า ความบังเอิญนั้นไม่มีอยู่จริง มีเพียงโชคชะตาหรือแผนที่ถูกขีดเส้นกรอบเอาไว้โดยใครบางคนแล้วเท่านั้น



เกมไล่ล่าดำเนินไปได้พักใหญ่ในความรู้สึกของทุกคน



ขณะนั้น ร่างบางในชุดกระโปรงคลุมเข่าคอจีนของ [เดอะ มิสเตรส] กำลังวิ่งลัดเลาะไปตามแนวอาคารที่ค่อนข้างผุผังพลางหลบซ่อนในไร่ข้าวโพด พร้อมกับแบกความกังวลไว้ภายใต้ความสุขุม



เกมสุดท้ายครั้งแรก มันหนักหนาเกินไปสำหรับเซอร์ไวเวอร์หน้าใหม่อย่างเธอจริงๆ



สถานที่อันกว้างใหญ่กว่าปกติ ทั้งมืดมน น่าหดหู่ ทุกคนต่างเรียกที่นี่ว่า อู่ต่อเรือบ้างก็ ไร่ข้าวโพด



หวอออ!!”


ม่ายยย---!!”


อ๊ากกกก!”



นั่นเป็นช่วงเวลาที่พอรู้สึกตัวอีกที เซอร์ไวเวอร์แต่ละคนก็เริ่มทยอยถูกกำจัดออกไปทีละคนสองคนอย่างรวดเร็ว ก่อนทิ้งช่วงเงียบหายไปจนน่าใจหาย เพราะความเงียบที่มากเกินไป ไม่มีแม้แต่เสียงจากการถอดรหัสแว่วมาให้ได้ยิน



มีเพียงเสียงนกกาที่เป็นดั่งบริวารของเหล่าฮันเตอร์และเสียงคลื่นทะเลในยามนี้ เป็นเพื่อนเท่านั้น !



ตอนนี้เหลือเครื่องถอดรหัสที่ยังไม่เสร็จอีกกี่เครื่องกัน? และสมาชิกที่ยังเหลือรอดอยู่ล่ะ?



*แชะ*



*พึ่บ*



“!”



เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังขึ้น เรียกความสนใจและอาการสะดุ้งจากเด็กสาวไม่น้อย จากจุดที่เธออยู่นั้นมองเห็นว่ามีกล้องโบราณตัวหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ช่วงเวลาของโลกแห่งภาพถ่ายกลับมาอีกครั้ง



คุณอาจรู้อยู่แล้ว เกมนี้น่ะ ฮันเตอร์คือ [สไมล์ลี่เฟส] กับ [ช่างภาพ] ใครหนอ ช่างคิด! จับคนบ้ากับคนโรคจิตมาอยู่ในเกมเดียวกัน



ทันใดนั้นร่างบางพลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบและอดไม่ได้ที่จะกัดปากด้วยความกังวลที่มากขึ้น เมื่อตระหนักถึงความจริงที่ว่า หากครั้งนี้ถูกฮันเตอร์โจมตีอีกครั้ง เธอก็จะไม่เหลือหนทางรอดอีกแล้ว เนื่องจากความสามารถพิเศษส่วนตัวที่มีนั้นได้ถูกใช้งานไปตอนช่วงที่เจอกับโจเซฟ หรือ [ช่างภาพ] นั่นแหละ



เกมนี้ ตามปกติ หากโดนโจมตีแม้แต่ครั้งเดียว เซอร์ไวเวอร์ก็จะล้มในทันทีและจะถูกพาไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อส่งกลับไปที่คฤหาสน์ ทว่า โชนันก็ไม่แน่ใจนัก ว่าหากถึงคราวตนเอง จะได้กลับไปที่คฤหาสน์นั่นเหมือนคนอื่นหรือไม่?



คำพูดของชายปริศนา ความตายรออยู่ทุกลมหายใจ


หลุมศพของอดีตพวกพ้องที่ตั้งป้ายอยู่ที่สวนหลังคฤหาสน์ฝั่งเซอร์ไวเวอร์ โดยญาติสาวของเธอก็คือหนึ่งในนั้น



ทั้งหมดนี้ มันได้อธิบายทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว



“…..”



กรี๊ดดดด!!”



เสียงกรีดร้องซึ่งคาดว่าเป็นของ [เพอฟูเมอร์] ดังขึ้นจากที่ไกลๆพร้อมกับเสียงคล้ายระเบิด เธอถูกจับนั่งเก้าอี้ส่งกลับไปยังคฤหาสน์เสียแล้ว ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่ข้อความจากคนที่เหลือได้ถูกส่งมา



[นักบวชหญิง] สื่อสาร ช่วยด้วย


[ทหารรับจ้าง] สื่อสาร ตั้งใจถอดรหัส


[ทหารรับจ้าง] สื่อสาร อย่าขยับ!ฉันช่วยเอง



//“ขณะนี้เหลือผู้รอดชีวิตสามคนสุดท้าย ได้แก่ [ทหารรับจ้าง] [นักบวชหญิง] และ [เดอะ มิสเตรส] หลังจากนี้อีก 180 วินาที ฮันเตอร์จะเข้าสู่สเตทสุดท้าย”//



สเตทสุดท้าย?



โชนันนึกทวนคำ



เธอไม่มีทางรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของมันได้เลย จนกว่าสถานการณ์อันย่ำแย่ถึงขีดสุดจะมาเยือนหลังจากนี้ ที่ซึ่งความจริงอันน่าตกใจได้ถูกเปิดเผย โดยฮันเตอร์หนุ่มเจ้าของผมยาวสีอ่อน---





ฮึ หึๆๆๆ...





“!!”





เพียงจะขยับตัวนั้นยังยากนัก [เดอะ มิสเตรส] เริ่มเหงื่อตกให้กับสภาวะที่ไม่สู้ดี เกมไล่ล่าตอนนี้เหลือเพียงเธอกับ [ทหารรับจ้าง] เท่านั้น เพียงแต่ว่า พวกเธอถูกทำให้ต้องแยกออกจากกันอย่างช่วยไม่ได้ เวลานี้ ทหารหนุ่มกำลังถูก [สไมลี่เฟส] ไล่กวดอยู่ตรงไหนสักแห่ง



นัยน์ตาสีหวานพยายามจ้องมองไปยัง [ช่างภาพ] ที่บัดนี้ดวงตากลับกลายเป็นสีแดงแทนที่ความงดงามของนภา ใบมีดคมกริบของดาบในมือเรียว สะท้อนใบหน้างดงามผู้เป็นเจ้าของซึ่งเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่น่าวางใจ



สเตทสุดท้ายที่เสียงนั้นพูดถึงคือแบบนี้นี่เอง



ดวงตาสีแดง



มันคือสถานะหนึ่งที่ฮันเตอร์จะได้รับเมื่อเข้าร่วมการไล่ล่าครั้งสุดท้าย ดวงตา--- ที่ทำให้ฮันเตอร์สามารถลงมือขั้นสุดกับเซอร์ไวเวอร์ได้ มันเป็นดั่งสิ่งต้องสาป ไม่ว่าเจ้าตัวต้องการหรือไม่ สุดท้ายก็จะถูกบังคับให้ต้องฆ่าเซอร์ไวเวอร์อย่างไร้เงื่อนไข



ฆ่า



ฆ่า...



และฆ่าเท่านั้น!



หลังจากนี้ใครก็ตามที่ยังอยู่รอด จะไม่มีการส่งกลับไปยังคฤหาสน์อีก สถานที่แห่งเดียวที่รอพวกเขาอยู่มีแค่หลุมศพเท่านั้น หรือไม่ กระเสือกกระสนจนถึงที่สุด เพื่อหาทางเปิดประตูออกจากที่แห่งนี้แล้วกลายเป็นผู้ชนะให้ได้



ซึ่งโชนันกับนาอิบก็เป็นสองในแปดเซอร์ไวเวอร์ที่ได้รับเกียรตินั้น (!?)



รอยยิ้มอันน่าหลงใหลเหยียดกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย



เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นตามมาหลังจากนั้น



ช่างน่าประหลาดใจ



...?



ไม่อยากเชื่อว่าผู้รอดชีวิตคนใหม่จะทำให้ผม นึกถึงมัน--- ช่างน่าประหลาดใจ ช่างน่าประหลาดใจจริงๆประโยคเดิมถูกกล่าวออกมาด้วยเสียงพึมพำอันเบาที่เจ้าตัวเพียงย้ำขึ้นมาเฉยๆเท่านั้น ว่ามันน่าประหลาดใจแค่ไหน ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงจากใจหรือไม่ก็ตาม



ขอโทษนะ ที่ว่ามันน่าประหลาด...คุณกำลังจะหมายถึงอะไรกัน?



นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนัก แต่โชนันก็ยังคงเลือกที่จะถาม จากการคาดเดาท่าทีของโจเซฟ เขาคงยังไม่ลงมือในช่วงสองสามนาทีจากนี้แน่ เพราะดูเหมือนความสนใจของชายหนุ่มจะตกไปอยู่ในประโยคที่ได้เอ่ยออกมาเมื่อครู่



โจเซฟไม่ตอบในทันที เขานิ่งไปชั่วอึดใจก่อนปริปากพูด



ผมพูดอะไรอย่างงั้นหรอนั่นเหมือนจะเป็นการบ่ายเบี่ยงหรือเปล่านะ?



*!!*



ในตอนนั้นเสียงหัวเราะและการโจมตีของโจ๊กเกอร์ได้ดังแว่วมาราวกับเสียงโหยหวนของความตาย โชนันหวังว่านาอิบจะปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัดขึ้นทุกขณะ เหล่ากาดำเริ่มมาชุมนุมทีละตัวสองตัว พวกมันร่อนลงมาเกาะตามสิ่งของหรือต้นไม้แถวนั้น



อ่าห์--- ใช่... กลิ่นเลือด...เสียงของพวกมัน...



เวลาเดียวกันบุรุษตรงหน้าก็พูดออกมาราวกับละเมอ รอยยิ้มที่เคยมี เธอคิดว่ามันเริ่มจะบิดเบี้ยวทุกขณะยามที่เขาเริ่มพึมพำทุกอย่างช่างน่าอภิรมย์เสียจนอยากถ่ายเก็บไว้นัก



โชนันไม่รู้ว่าเมื่อครู่โจเซฟพูดอะไร เหมือนมันจะเป็นภาษาอื่น อาจจะฝรั่งเศส เพราะข่าวลือว่าเดิมเขาก็มาจากประเทศที่มีชื่อเดียวกันนั่น เด็กสาวเม้มปากแน่นและเริ่มกัดริมฝีปากด้วยความหวั่นวิตก เธอไม่เคยประสบกับสภานการณ์นี้มาก่อนและมันชักจะน่ากลัวขึ้นทุกที เด็กสาวไม่แน่ใจเลยว่า ยามนี้ โจเซฟยังมีสติดีอยู่ไหม ยังเป็นฮันเตอร์ผู้สุขุมคนนั้นอยู่หรือเปล่า?!



คุณโจเซฟ...?



คุณโจเซฟ



ภายในหัวของโจเซฟมีเสียงใครอีกคนดังเรียกชื่อตนเช่นเดียวกับที่โชนันกำลังเรียก



“…..”



อ๊ากกกกกกก!!”



ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!”



ร่างบางสะดุ้งเฮือกทันทีที่เสียงร้องของความเจ็บปวดและเสียงหัวเราะได้ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เสียงร้องนั่นต้องเป็นของนาอิบแน่ ทว่าก่อนที่จะเป็นห่วงคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ เธอควรห่วงตัวเองก่อน มือบางชะงักมือที่กำลังจะหยิบหลอดของเหลวสีใสหลอดสุดท้ายไว้เพียงปลายนิ้วที่ได้แตะลงไป



โชนันแทบตาค้างยามมองร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางยุโรปสีน้ำเงินแหงนหน้าระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง และแล้ว ทันใดนั้นเสียงประกาศก็ได้ดังขึ้น



มัน--- จะเป็นการประกาศครั้งสุดท้ายก่อนที่เกมนี้จะจบลง...



//“เร่งเวลากำจัดตัวตน และเปิดประตูทางลับในอีกแปดวินาที แล้วฉันขอเตือน การตัดสินใจใช้เส้นทางนี้ พวกเธอจะถูกพากลับไปยังจุดเริ่มต้นของเกม”//



//“โชคดี”//



ความรู้สึกราวกับเจ้าของเสียงกำลังฉีกยิ้มเยือกเย็นด้วยความสนุก แล้วถึงแม้เสียงนั้นจะเงียบไปแล้ว รวมถึงเสียงของนาอิบก็ด้วย แต่โจเซฟยังคงหัวเราะอยู่เช่นนั้น เขาต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ มิหนําซ้ำเหล่าอีกายังพากันแซ่ซ้องและตีปีกอย่างพร้อมเพรียงราวกับต้องการบอกเด็กสาวว่า เธอไม่รอดแน่



ร่างสูงโปร่งอาศัยท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องให้เห็นเสี้ยวใบหน้าที่แหงนขึ้นสู่ฟ้า เสมือนภาพประติมากรรมที่ทั้งงดงามและน่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน



เฮ้อ...



เสียงสุดท้ายถูกสูดกลับไปก่อนเขาจะผ่อนมันออกมาราวกับเสียงถอนหายใจ ฝ่ายโชนัน เธอแทบหายใจสะดุดยามได้สบดวงตาสีแดงคู่นั้นอีกครั้ง คราวนี้มันวาวโรจน์กว่าเดิม ช่างดูราวกับเลือดที่กำลังเปล่งประกาย



รอยยิ้มของเขาบิดเบี้ยวเช่นเดียวกับใบหน้าที่ดูจะใกล้เคียงกับคำว่าโรคจิตขึ้นไปทุกที ดาบในมือเรียวถูกหมุนแกว่งไปมาราวกับของเด็กเล่น และในอีกไม่ช้า มันจะต้องพุ่งมาปักหรือเฉือนเนื้อที่ส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างกายเธอแน่



ร่างบางรีบดันตัวลุกขึ้นยืนจนตัวเซเกือบได้ล้มลงไปนั่งอีกรอบ



[เดอะ มิสเตรส] พยายามตั้งสมาธิเฝ้าระวังปฏิกิริยาที่อาจคาดไม่ถึงของ [ช่างภาพ]



หนีไปก็เปล่าประโยชน์ คุณไม่เหลืออะไรและไม่มีหนทางให้หนีอีกแล้ว



ฉัน ฉันจะไม่ยอมตายที่นี่หรอก!”



นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณจะตัดสินเอาเอง ตราบใดที่ยังสั่นอยู่แบบนั้นช่างภาพหนุ่มเอ่ยเย้าพร้อมย่างสามขุมไปหาคุณหนูน้อย



คุณนี่สุดยอดไปเลยนะ



[เดอะ มิสเตรส] เริ่มขมวดคิ้ว เขาพูดอะไรทำนองนั้นอีกแล้ว เด็กสาวไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดจะมาไม้ไหนกันแน่ แล้วเธอก็เลือกที่จะเงียบแทนที่จะโต้ตอบ ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้ตนได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจและน่าตกใจในเวลาเดียวกัน



ผู้หญิงคนนั้นก็แค่ลูกแกะที่ถูกทอดทิ้ง ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องในตอนนั้นสักครั้งจนกระทั่งวันนี้ คุณกลับทำให้ความทรงจำนั้นตื่นขึ้นมา ทั้งที่เป็นแค่ [เดอะ มิสเตรส] แท้ๆ



แค่? งั้นหรอ



สักวันหนึ่ง [เดอะ มิสเตรส] ก็จะกลายเป็น [เดอะ เลดี้] ผู้งดงาม แต่เลดี้จะไม่มีวันได้ยืนในตำแหน่งที่สูงกว่านั้นหากไร้ซึ่งผู้เคียงข้าง



เมื่อได้ยินดังนั้น [เดอะ มิสเตรส] ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าบัดนี้ดวงตาของตนได้เบิกกว้างมากแค่ไหน ไม่รู้คิดมากไปเองหรือเปล่า แต่ลางสังหรณ์เธอกำลังร้องเตือนเพราะคำพูดอีกฝ่าย



“…!”



อ่าห์ ใช่แล้ว---



แล้วทันใดนั้นเอง [ช่างภาพ] ก็ได้เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา



ไม่ว่ามันจะเกิดจากความจงใจหรือจากความไม่เป็นตัวเองของเขา แต่มันก็ได้ทำให้คนที่ได้ยินนั้นตกตะลึงอย่างที่สุด!



คนที่ฆ่าเลดี้ผู้นั้นก็คือผมเอง



“!!!”



คำสารภาพที่ไม่คาดฝันจากปากฆาตกร



โชนันไม่แน่ใจตัวเองยืนนิ่งไปตอนไหน ทว่ารู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากใครบางคน ต่อด้วยเสียงปืนลั่นและสุ่มเสียงสบถ ก่อนที่ร่างบางจะขยับไปตามทิศทางแรงดึงอย่างรวดเร็ว














แก้ไปพอสมควรเลยสำหรับเนื้อหาตอนนี้ อันที่จริงแต่งเกือบจบไปนานแล้ว

แต่พอมาลองอ่านทวนเองก็รู้สึกไม่ชอบ เลยพักไว้ กอรปกับอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างวุ่นวายด้วย

ป.ล เราจะแต่งฟิคนี้จนจบแน่นอน :)





THE★FARRY




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

26 ความคิดเห็น

  1. #26 คนสำลักน้ำลาย (@phoomai) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 14:29

    รีบๆมาอัพนะ
    #26
    0
  2. #25 pje30969 (@pje30969) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 21:56
    จะรอน้ะไรท์
    #25
    0
  3. #23 Ning Nong (@ningnong321) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 09:30
    อ่ะ เพลงพี่ต้น
    #23
    0