Au Fic Identity V : Be our mistress

ตอนที่ 10 : เกมที่ 9 สมดั่งคํา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    20 เม.ย. 62

เกมที่ 9 สมดั่งคำ



               



               เสียงทักทายจากด้านหลังเรียกให้คุณหนูสาวในชุดกระโปรงสีม่วงเป็นเอกลักษณ์หันกลับไปหาก่อนหยุดเดินรอให้อีกฝ่ายรีบเร่งฝีเท้ามาหา เป็นนายทหารหนุ่ม นาอิบ นั่นเองที่เรียกเธอ เขาอยู่ในชุดประจำตัวที่เป็นสีแดงซึ่งมีความพิเศษกว่าตรงชายผ้าที่ทิ้งตัวจากไหล่ข้างหนึ่งคล้ายผ้าคลุมทหาร เขาเคยเล่าว่าได้มันมาเป็นของขวัญช่วงแรกๆที่มาคฤหาสน์แห่งนี้



มีอะไรหรือเปล่าคะ? สีหน้าคุณดูไม่ดีเลยคุณหนูสาวเอ่ย แม้ตามปกตินาอิบจะมีความหวาดระแวงอยู่แล้วก็ตาม แต่วันนี้ดูจะต่างออกไปซึ่งมันดูมีพิรุธ



อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันนั้นแล้วนะ เธอรู้หรือเปล่า?นาอิบเอ่ยขณะเดินขนาบข้างไปพร้อมๆกัน ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาสังเกตเห็นเธอดูสบายอกสบายใจผิดกับบางคนที่เริ่มหน้าเครียดหน้าเสียเพราะวันนั้นที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ทั้งฮันเตอร์แต่ละคนก็ดูจะคึกและบ้าคลั่งกว่าทุกทีโดยเฉพาะ [สไมลี่เฟส]



วันนั้นวันที่ทุกคนไม่อยากเผชิอญมากที่สุด!



วันอะไรหรือคะสำหรับนาอิบแล้ว ไม่รู้ว่านี่คือการแกล้งถามทำเป็นไม่รู้หรืออะไรกันแน่



คือมัน...



วันฉลองตายยังไงล่ะ



*!!?*



นั่นไม่ใช่เสียงของทหารหนุ่ม แต่เป็นของ [นักแต่งศพ] เสียงราบเรียบแสดงความสุขุมและติดแหบนิดๆเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย หนุ่มสาวทั้งสองหันกลับไปมองเจ้าของเสียงซึ่งจู่ๆก็โผล่มาอยู่ด้านหลังพวกตน ดวงตาสีเทาจดจ้องร่างบางอย่างพิจารณา



นาอิบไม่แปลกใจเท่าไรที่คนอย่างคาร์ลจะกล้าพูดเรื่องนี้ออกมาเสมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าที่ทำให้เขาไม่มีอะไรจะพูด คือการที่จู่ๆคนป่วยสังคมพรรค์นี้เข้าหาก่อนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นมานับตั้งแต่เกมใหญ่ครั้งล่าสุด...



แม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องความรักความชอบแน่ สายตาที่นักแต่งศพหนุ่มใช้มองโชนันกับเลดี้คนนั้นมันคนละแบบกัน



ฉลองตาย...วันนั้นจะมาถึงแล้วหรอ!’ โชนันคิดอย่างตื่นตระหนกและรู้จักผวาในใจอย่างที่สุด เมื่อพูดถึงวันฉลองตาย บทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สวนหลังคฤหาสน์ก็ย้อนกลับมาย้ำเตือน



เกมล่าครั้งใหญ่และครั้งสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องลงเล่น มีเพียงสองหรือหนึ่งเท่านั้นที่จะได้ออกไปและสมปรารถนา ทว่าขณะเดียวกันก็มีการสูญเสียเกิดขึ้นได้เสมอซึ่งฆาตกรคนนั้นก็ไม่ใช่ใครนอกจากฮันเตอร์ที่ถูกเลือกในเกมนั้น



“…..”



เธอขอภาวนาให้หนึ่งในฮันเตอร์ในวันนั้นไม่ใช่ [อู่ฉาง]



ทำได้ยังไงกัน...?!”



นักแต่งศพหนุ่มพึมพำภายใต้ผ้าปิดปาก



ทำ--- ทำอะไร?



โชนันทวนคำแบบงงๆ มิหนำซ้ำยังสัมผัสได้ว่าในน้ำเสียงของคาร์ลนั้นเจือด้วยความรังเกียจอย่างน่าประหลาด แม้ว่าโทนเสียงเขาจะไม่ได้ต่างไปจากปกติเลย เธอคงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม



นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่ คาร์ลทหารหนุ่มเอ่ย



นักแต่งศพหนุ่มไม่ตอบในทันที เขาเพียงเงียบ บรรยากาศสถานที่แห่งนี้เดิมไม่สดใสอยู่แล้วยิ่งอึมครึมมากกว่าเดิมเพียงเพราะประเด็นปริศนาที่จู่ๆก็ถูกยกขึ้นมา



ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟังเท่าไรหรอกครับ คาร์ลตอบ เขาไม่ยอมพูดทั้งที่มีโอกาส...



มีคนเคยพูดไว้ว่า รู้ก่อนดีกว่ามารู้ทีหลัง นะ คุณนักแต่งศพนาอิบโต้กลับราวกับพยายามที่จะเค้นคำจากคนตรงหน้า ทว่าเขาควรรู้ว่าเพื่อนร่วมชะตาคนนี้ไม่ใช่คนที่เขาจะโดนหลอกล่อได้ง่ายๆเช่นกัน



เสียงถอนหายใจเบาๆดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ในวินาทีนั้นก่อนที่เสียงทุ้มแหบจะดังขึ้นอีกครั้ง ร่างบางก็ให้รู้สึกคล้ายหัวใจโดนบีบรัด ลมหายใจที่เคยเข้าออกสบายๆกลับสะดุด



ถ้างั้นคุณควรรู้ไว้อีกข้อด้วยว่า บางเรื่องไม่รู้เสียยังจะดีกว่าด้วยนะความนัยอีกอย่างคือนักแต่งศพหนุ่มไม่ต้องการให้คนทั้งสองถามอะไรไปมากกว่านี้



พอพูดออกไปแบบนั้นก็หวนนึกถึงตัวเองเมื่อก่อน ตอนที่เลดี้โคลยังอยู่ เขาไม่ต้องการให้เธอตอบรับอะไรตนเองทั้งนั้น ขอแค่อย่าผลักไสกันก็พอ



จะว่าเป็นความขี้ขลาดก็ได้ แต่มันก็ดีกว่าที่จะรับรู้



“…..”



นั่นสินะ



รู้อะไรไม่เท่า รู้งี้---



*วาบ*



พลันไฟตราหนวดรูปกังหันลุกโชติช่วงขึ้นบนอกนักแต่งศพหนุ่มและนายทหารหนุ่มที่เพิ่งกลับออกมาจากเกมไล่ล่าก่อนหน้านี้ทำให้เจ้าตัวรู้สึกดีนิดหน่อยที่จะได้ไปยืดเส้นยืดสายอีกรอบ แม้จะเสียดายที่ต้องแยกกับคุณหนูสาว ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาที



รอบนี้ฉันจะได้เล่นกับนายงั้นหรอเนี่ย



ไม่ดีใจเลยสักนิดครับ คุณมักจะทำผมเสียของและใช้เปลืองที่สุดพอๆกับ [กองหน้า] ” คาร์ลเอ่ย ตัวเขาด้วยความเป็น [นักแต่งศพ] จึงได้รับพลังพิเศษในการเข้าเล่นเกมไล่ล่า ทำให้สามารถดึงตัวเพื่อนร่วมทีมที่ถูกจับนั่งเก้าอี้กลับมาเกิดในโลงศพได้ แต่ทั้งนี้ก็ทำได้แค่สองครั้งเท่านั้น



นิดหน่อยน่า อ่า พวกฉันไปก่อนนะโชนัน เจอกันอีกทีตอนมื้อเย็น



ขอให้สนุกค่ะ โชคดีนะคะ



เด็กสาวโบกมือกลับน้อยๆ ชายหนุ่มทั้งสองหายไปจากตรงนั้นแล้ว ทว่าสายตาสงบนิ่งที่มองมาจนแทบทะลุเข้าไปถึงใต้เนื้อหนังของนักแต่งศพหนุ่มนั้นเป็นสิ่งที่ยังติดใจเธออยู่ เช่นเดียวกับประโยคสนทนาที่เลือนลางของพวกเขา



ถ้ายังเล่นแบบนี้อยู่ และวันจริงผมไม่ได้อยู่ทีมเดียวกับคุณเหมือคราวก่อน คุณได้กลายเป็นศพจริงๆแน่



พูดเป็นลางไปได้ แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ฉันก็ไม่กลัวหรอกนะ!”



เฮ้อ ช่วยหวงชีวิตหน่อยสิครับ ในโลกความเป็นจริง--- คนตายไม่มีสิทธิฟื้นกลับมาเหมือนที่เรากำลังเจออยู่หรอกนะครับ



“…..”



มือบางเลื่อนไปแตะกำไลผีเสื้อที่ข้อมืออย่างเผลอไผล


.


.



.



ห้องที่แสนมืดมนไร้แสงอันสว่างไสว มีเพียงแสงน้อยจากตะเกียงห้องเท่านั้น เบื้องหน้าร่างสูงโปร่งของฮันเตอร์หนุ่ม คือ หญิงสาวผู้มีรูปลักษณ์ผสมระหว่างมนุษย์และนก ท่อนล่างอาจเป็นนก หากท่อนบนคือมนุษย์ หล่อนสวมหน้ากากรูปนกปกปิดรูปหน้าส่วนบนไปเสียหมด เผยให้เห็นริมฝีปากที่มักจะเหยียดยิ้มแฝงนัยอันเป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งที่พบกันคราแรก



หล่อนเท้าเอวข้างหนึ่งขณะที่อีกข้างยกนิ้วชี้กรีดไปตามแนวริมฝีปากอย่างใช้ความคิด ความเงียบอึมครึมนี้อยู่ไม่นานก็เลือนหายไปพร้อมกับการเปิดบทสนทนาของ [อู่ฉาง]



ทำไม...



“…..”



ทำไมถึงเป็นเด็กคนนั้น!?”



สนใจด้วยหรืออู่ฉางน้ำเสียงของหล่อนแสดงการหยอกเย้า



แค่ตอบคำถามมาก็พอ!”



เสียงทุ้มนุ่มของไป๋อู่ฉางเข้มขึ้นหลายส่วนและดวงตาสีม่วงคู่นั้นก็วาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจที่พยายามสะกดกลั้นยามมองไปยังหญิงสาวตรงหน้าซึ่งหล่อนไม่มีความสะทกสะท้านต่อสายตาที่มองมาราวกับจะแผดเผาตนให้เป็นจุญเลยสักนิด



.....



มันไม่มีทาง ไม่มีวันเป็นไปได้ ที่เด็กคนนั้นจะ...กลับมาท้ายประโยคเสียงเบาลง



มือเรียวกำด้ามร่มแน่นเสียจนน่ากลัวว่ามันจะหักคามือ ทว่าจากสีหน้าอาการกัดฟันของเขา ไม่อาจบอกได้เลยว่า ณ เวลานี้ [อู่ฉาง] กำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่



เสียใจ



หวาดกลัว



หรือ กริ้วโกรธ...



ช่างเป็นท่าทางที่หาได้ยากแม้กระทั่งหล่อนก็ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้มาก่อน ทว่ามิสไนติงเกลก็ยังคงรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ



จะคร่ำครวญไปทำไม ในเมื่อคนที่พาหล่อนกลับมาก็คือพวกเธอเองนั่นแหละ



“!!”



น่าสงสาร [อู่ฉาง] ของเรา ทั้งที่ได้เจอคุณหนูน้อยแห่งตระกูลหวางแล้วแท้ๆ แต่กลับพยายามที่จะยอมรับความจริง ฟังแล้วช่างน่าสมเพชสิ้นเสียง เสียงหัวเราะหากเสียดแทงไปถึงข้างในของมิสไนติงเกลก็ดังขึ้นและก้องเบาๆไปทั่วห้องอย่างหลอกหลอน



ในตอนนั้นเองแสงเรืองรองสีม่วงได้ปรากฎขึ้นห่อหุ้มคันร่มเอาไว้ หากคราวนี้มันมีสีเข้มเสียยิ่งกว่าที่ผ่านมาซึ่งเป็นเช่นเดียวกับสีหน้าไม่พอใจของเฮ่ยอู่ฉางที่จู่ๆก็ปรากฎกายขึ้นข้างพี่ชายตนที่ค้อมตัวยกมือข้างหนึ่งปิดหน้าราวกับต้องการหนีจากความจริง ไม่เหลือเค้าความสง่างามเดิม



มือเรียวสีดำวางบนไหล่และต้นแขนเพื่อประคองร่างผู้เป็นพี่ไว้ขณะที่ดวงตาก็มองตรงไปยังมิสไนติงเกล นัยน์ตาสีทองแดงของเขาวาวโรจน์ไม่ต่างจากที่พี่เขาเคยเป็น



หนึ่งคำขอแลกหนึ่งความปรารถนา นั่นถูกต้องแล้ว



หนึ่งคำขอ


จงเป็นฮันเตอร์ให้กับเกมไล่ล่าของเรา...



นี่มันไม่ถูกต้อง พวกแกน่าจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังทำมัน!” เฮ่ยอู่ฉางเอ่ย ด้วยความเป็นคนดุและอารมณ์ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่เขาจะแสดงอารมณ์รุนแรงยิ่งกว่าไป๋อู่ฉาง



มิสไนติงเกลยิ้มรับ



ถ้านั่นเป็นความปรารถนาของผู้เข้าร่วมโดยเฉพาะฮันเตอร์ที่น่าสงสารอย่างพวกเธอ เราก็ยินดีจะจัดให้



หนึ่งความปรารถนา---



สายฝนสาดเทลงมาสร้างบรรยากาศสีเทาที่น่าหดหู่แก่ผู้คนในวันหนึ่ง โดยเฉพาะกับชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองซึ่งหลบฝนอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมในสวนคฤหาสน์ตระกูลหวางที่แสนเงียบเหงา ครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยมีชีวิตและทำงานที่คฤหาสน์หลังนี้



แต่บัดนี้ไม่ใช่อีกแล้ว!



สีผิวที่เคยเรียบเป็นสีเดียวกันเช่นมนุษย์ทั่วไป กลับกลายเป็นสีเทาซีดแทรกดำเช่นเดียวกับสีผมที่แซมด้วยสีขาวหรือดำของอีกฝ่าย พวกเขาราวกับหยินหยางที่ผสานเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นเสมือนคนคนเดียวกัน



เบื้องหน้าท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำพลันปรากฎร่างของคนสองคน ชายหนุ่มทั้งสองไม่อาจรู้เลยว่าคนพวกนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงเป็นแบบไหน เพราะด้วยอากาศที่ไม่เป็นใจ ทำให้ภาพค่อนข้างเลือนราง ทว่าสิ่งหนึ่งที่จับสังเกตได้ คือ รอยยิ้มที่คล้ายกับคนที่พวกตนเกลียดของหนึ่งในนั้น



หึ...



นั่นจึงทำให้ชายเจ้าของเปียขาวเค้นเสียงในลำคอออกมาอย่างเสียไม่ได้



พวกแกเป็นใคร?ชายหนุ่มเจ้าของเอกลักษณ์สีดำเอ่ยถามเสียงแข็ง ดวงตาคมหรี่มองคนที่สองที่ดูจะไม่สะทกสะท้านกับสายฝนเลยแม้แต่น้อย คนพวกนั้นเพียงยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ



อารักษ์ขาวและดำ เชี่ยปี่อ้านกับฝ่านอู่จิ่วสินะหนึ่งในนั้นซึ่งเป็นเสียงของผู้หญิงเอ่ยขึ้นโดยจงใจเมินต่อคำถามอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้คนถามรู้สึกไม่พอใจ หากก็ยังไม่แสดงท่าทีใดๆออกมาด้วยเกรงใจพี่ชายอยู่หลายส่วน



ใช่ คือพวกเราเอง แล้วพวกคุณเป็นใคร? ต้องการอะไร?คราวนี้ฝ่ายเจ้าของเอกลักษณ์ขาวเอ่ย



เราคือคนที่จะยื่นข้อเสนอให้แก่บุคคลที่คู่ควร เรากำลังมองหาฮันเตอร์หน้าใหม่ที่จะทำงานให้กับเรา” 



เฮอะ! นั่นน่ะหรอข้อเสนอที่ว่า ไหนลองบอกมาซิว่า ถ้าพวกฉันรับงานนี้แล้วจะได้อะไร? ฝ่านอู่จิ่วเค้นเสียงใส่อย่างไม่สนใจระคนดูถูก การแลกเปลี่ยนไม่ต่างจากการพนัน คือต้องมีสิ่งที่ให้ความสมน้ำสมเนื้อกันทั้งสองฝ่าย โดยหารู้ไม่ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะไม่วันเลี่ยงโชคชะตาที่จะเกิดขึ้นได้เลย



พวกเธอทำงานให้เรา เราก็จะคืนค่าตอบแทนให้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แค่บอกความปรารถนาของพวกเธอมา



แต่--- แค่ข้อเดียวเท่านั้น แค่หนึ่งความปรารถนา มันจะกลายเป็นจริงชนิดที่พวกเธอก็คาดไม่ถึง



“…..”



เชี่ยปี่อ้านยืนฟังเงียบด้วยใบหน้าที่ยากจะคาดเดา



แม้แต่ดึงเง็กเซียนฮ่องเต้ลงจากสวรรค์?ฝ่านอู่จิ่วเอ่ยติดตลกแม้สีหน้าเขาจะไม่เป็นเช่นนั้น



หากมันคือสิ่งที่พวกเธอต้องการจริงๆ หึๆๆ



“…..”



งี่เง่าชะมัด



ฝ่านอู่จิ่วพึมพำ ร่างสูงซึ่งนั่งกางร่มอยู่ที่ขั้นบันไดของศาลาเบนสายตาไปที่อื่นหลังจากนั้น เขาแหงนหน้าขึ้นไปยังหน้าต่างห้องบานหนึ่งที่ปิดสนิทและไร้แสงไฟเช่นเดียวกับเชี่ยปี่อ้านที่ยืนอยู่ด้านหลังข้างในตัวศาลา สีหน้าของพวกเขาดูเศร้าสร้อยไปถนัด



คงจะดีถ้าเธอยังอยู่



ในตอนนั้นเองอารักษ์ขาวก็ได้เอ่ยขึ้นมา



ใช่ มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าไม่เป็นเพราะไอเวรนั่นเข้ามาแทรกและทำทุกอย่างพัง!” อารักษ์ดำเอ่ยอย่างแค้นเคือง เขาก้มหน้าลงมองพื้นบันได มือกำคันร่มแน่น ภาพในหัวตีกันวุ่นวายไปหมดและมันก็ช่างทรมานจิตใจนัก



เธอคนนั้นคือใคร?



เธอเป็นลูกสาวของบ้านหลังนี้และเป็นคนสำคัญของเราเชี่ยปี่อ้านอธิบายเพียงเท่าที่จําเป็น



นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พวกเธอมาอยู่ที่นี่กันสินะ



เพราะมัน! เราเลยต้องปล่อยมือจากเธอ แม้แต่นาทีสุดท้าย ถ้าไม่มีเจ้านั่นสักคน...



ต้องการให้พวกเรากำจัดชายคนนั้นให้ไหมเสียงชายคนนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้งเป็นการคาดเดาและยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยน หากแต่คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าของอารักษ์หนุ่มทั้งสอง



ไม่จำเป็นอีกแล้ว ชายคนนั้นเลวได้มากพอที่จะต้องรับผลจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างน่าอนาถ เขาถูกตัดสินและน้องชายฉันได้พาเขาไปยังนรกแล้วเชี่ยปี่อ้านเอ่ย



เช่นนั้นเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ได้เป็นอิสระแล้วน่ะสิ ยังต้องห่วงอะไรอีกหญิงสาวเอ่ย หากนั่นคือการจุดชนวนครั้งใหญ่แก่อารักษ์ดำที่นั่งอยู่ให้ลุกขึ้นโพล่งออกมา เสียงของเขาแทรกฝ่าเสียงฝนจนได้ยินอย่างชัดเจนทุกคำพูด



เธอได้ยินไหมว่า นาทีสุดท้าย! ยัยเด็กนั่นตายแล้ว!!”



ตาย!



หูเตี๋ยน้อยที่น่าสงสาร เธอดื่มยาพิษและสิ้นลมก่อนที่พวกเราจะได้รู้ข่าวเสียอีก



ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแต่งงานกับไอเวรนั่น!”



บุคคลนอกทั้งสองนิ่งฟังเสียงของอารักษ์หนุ่มขาวดำทั้งสอง พวกเขาคล้ายดูจะเห็นใจในชะตากรรมของคนทั้งสาม ทว่าเหนืออื่นใด อารักษ์หนุ่มทั้งสองไม่มีทางรู้เลยว่ารอยยิ้มกริ่มแฝงนัยบางอย่างได้ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าคนพวกนั้น



โอ อารักษ์ขาวดำที่น่าสงสาร



“!!?



จู่ๆเสียงห่าฝนก็เงียบไป รอบกายกลับมืดดำสนิทไร้แสง ทว่าตอนนั้เองที่พวกเขาได้เห็นหน้าของหนึ่งในบุคคลปริศนา หล่อนเป็นหญิงที่มีรูปลักษณ์ผิดจากมนุษย์ปกติ สวมหน้ากากซึ่งประดับด้วยขนนกก้านเล็กใหญ่ปกปิดใบหน้าส่วนบน สวมเสื้อผ้าแปลกตา



แล้วอีกคนไปไหน?!”



ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอารักษ์ขาว การแลกเปลี่ยนหลังจากนี้คือหน้าที่ที่ฉันจะต้องทำให้สำเร็จและคนที่จะบันดาลให้เป็นจริงคือเขา...



เราไม่แลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น เรื่องการเป็นฮันเตอร์อะไรนั่นก็ด้วย เก็บข้อเสนอแล้วกลับไปซะฝ่านอู่จิ่วเอ่ยพลางหรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้าอย่างระแวดระวัง ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง หัวคิ้วกดลง



ไปหาคนอื่นที่เหมาะสมกว่าเราเถอะ เราไม่ต้องการอะไรอีก ที่เป็นอยู่ก็เหมาะสมแล้วเชี่ยปี่อ้านกล่าวเสริม



แม้จะไม่มี คุณหนูหวางคนนั้นอยู่แล้วน่ะหรอ?



*อึก*



อารักษ์หนุ่มทั้งสองชะงักนิ่งเงียบไป



อารักษ์ขาวดำ พวกเธอเป็นพี่น้องที่มีความซื่อสัตย์ ความรักของพวกเธอที่มีต่อคุณหนูหวางก็ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นเป็นเด็กขายของ แล้วทำไมจะต้องเก็บไว้ฝันอย่างเดียว


ซื่อสัตย์กับตัวเองหน่อยสิ


เป็นฮันเตอร์ให้เรา...แลกกับหนึ่งความปรารถนา เพียงแค่บอกว่ามันคืออะไร



“…..”



บอกสิว่าอยากได้คุณหนูตัวน้อยกลับมาใช่ไหม



“…..”


“…..”



นั่นสินะ



ได้ก็ดี



อู่ฉางจำได้ว่าในตอนนั้นพวกเขาพูดออกไปแบบนั้นทว่าก็เป็นการตอบแบบไม่คาดหวังอะไร เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะคืนชีพคนตาย ก่อนจะบอกว่าอย่าใส่ใจ และท้ายที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจเข้ามาเป็นฮันเตอร์ที่คฤหาสน์ลึกลับแห่งนี้



พร้อมกับได้ชื่อเรียกใหม่ว่า [อู่ฉาง]



เป็นไป๋อู่ฉางกับเฮ่ยอู่ฉาง



ความเบื่อหน่ายและวุ่นวายใจที่มีได้ถูกปัดเป่าออกไปไม่น้อยกระทั่งเริ่มที่จะเลิกหวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ จนคืนก่อนที่ [เดอะ มิสเตรส] จะปรากฎตัวนั้นมาถึง ฝ่านอู่จิ่วก็ได้ฝันถึงผีเสื้อ ช่างสะกิดใจนัก!



แล้วใครเลยจะคาดคิด ว่า เซอร์ไวเวอร์ใหม่คนนั้นที่เข้ามา จะเป็นเด็กผู้หญิงที่มีทุกอย่างเหมือนกับคุณหนูหวางวัยสิบหกปีทุกกระเบียดนิ้ว ต่างก็แค่วิธีการพูดและอุปนิสัยบางอย่างเท่านั้น แม้จะตะขิดตะขวงใจในคราวแรก ทว่าพอได้เห็นกำไลผีเสื้อที่เคยมอบให้แล้ว



มันทำให้พวกเขาแน่ใจ !



แทบปิดความตื่นเต้นยินดีไว้ไม่ได้ อยากที่จะแสดงความเป็นเจ้าของ



ทว่า...



ขอโทษ--- ขอโทษ---



เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยคำเดิมซ้ำๆไปมา



ท่านพี่...



เพราะปากแท้ๆ คำพูดตอนยังไม่ออกมา เราเป็นนายมัน แต่เมื่อไรที่มันถูกปล่อยออกมา ตัวเราเองนั่นแหละที่จะกลายเป็นบ่าวแทน [อู่ฉาง] รู้ดีว่านี่มันไม่ดี แต่ที่ไหนสักแห่งในใจพวกเขากลับรู้สึกดีนัก



ไม่ต้องกังวลไปหรอก อารักษ์ขาวดำมิสไนติงเกลเรียกชายหนุ่มทั้งสองด้วยสรรพนามเดิมเมื่อครั้งก่อนที่เคยใช้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแฝงนัยของหล่อนได้หายไปแล้ว หากแต่ก็สุดจะคาดเดาความคิด



“…?



เดอะ มิสเตรส จะเติบโตเช่นคนทั่วไปและจะไม่มีใครสงสัยการมีอยู่ของเธอ คุณหนูหวางจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เธอเคยได้รับเสมอมา เว้นแต่ว่า---



“…..”



ฮันเตอร์หนุ่มจับเค้าบรรยากาศได้ไม่ค่อยดีนัก เมื่อมิสไนติงเกลเอ่ยคําว่าแต่ออกมา



เธอไม่สามารถเอาตัวรอดในเกมสุดท้ายได้น่ะนะ










ดีใจยิ่งงานเสร็จแล้ว และวันที่ 21 นี้ก็จะไปงานไอเดนฯ พาเฮียแฝดกลับบ้านล่ะค่ะ

ป.ล. อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว




THE★FARRY




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

26 ความคิดเห็น

  1. #22 Karasaki Ukino (@Satangandomsin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 02:14
    เอ๊ะ! ไม่อยากให้จบเลย! อย่าจบเลยนะคะ! เราติดใจฟิคนี้มากจริงๆ
    #22
    1
    • #22-1 Tsuki Makoto (@lion4748) (จากตอนที่ 10)
      20 เมษายน 2562 / 11:22
      ขอบคุณจ้า ตอนหลักจบแต่ตอนพิเศษเราไม่จบนะ อิอิ ^^
      #22-1