ตอนที่ 15 : [SS2] ตอนที่ 11 ตอบ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ต.ค. 60

ตอนที่ 11

ตอบ

.

ณ บาร์เมาดิบ

ตึง!

“นี่มันอะไรกันเนี่ย! ทำไมป่านนี้แล้ว ไอ้ออกัสกับเฮียเต้ถึงยังไม่มากันอีก!” ฝ่ามือของสนุกเกอร์กระแทกลงไปบนโต๊ะอย่างหัวเสีย หลังมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังซึ่งชี้บอกเวลาได้หนึ่งทุ่มเศษแล้ว ทว่ายังไร้วี่แววของเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องและเจ้าของร้านปรากฏตัว “รู้ไหมว่าตั้งแต่เปิดร้านวันนี้ ฉันต้องวุ่นวายขนาดไหน ทั้งช่วยเซิร์ฟ เก็บบิล จดบิล หรือแม้กระทั่งถอนเงินให้ลูกค้า ทำไมฉันต้องมาทำหน้าที่ของคนอื่นแทนด้วยวะเนี่ย!!”

“ก็ฟังดูขยันดีนี่นา”

“ว่าไงนะ?” น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยถามเอาเรื่อง ใบหน้าสวยถึงกับคิ้วกระตุกหันขวับไปหาเจ้าของเสียงทุ้มแกมประชดประชัน มือบางยกขึ้นกอดอก นัยน์ตาดวงกลมเจือแววหงุดหงิดตวัดมองไปยังเพื่อนร่วมงานที่นอนเอกเขนกสบายใจอยู่บนโซฟาในท่าประจำ พร้อมกับเจ้าคุโระแมวดำคู่ใจของเขา “ขยันบ้าบออะไรกัน ไอ้คนที่นอนนิ่งเป็นผักตากแห้งอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องมาทำปากดีเลย ถ้าพี่เบียร์ว่างนักละก็ หัดมาช่วยกันบ้างเซ่!” 

“ไม่ล่ะ...นั่นไม่ใช่หน้าที่ของฉันนี่นา”

“แล้วคิดว่าที่ทำอยู่มันเป็นหน้าที่ของฉันหรือไง! คอยดูนะ ถ้าเฮียเต้โผล่มาเมื่อไหร่ ฉันจะคิดค่าแรงของวันนี้เพิ่มเป็น 2 เท่าเลยคอยดู!”

“อ้อ จริงด้วยสิ” เบียร์ครางเสียงสูงพลางขยับกายลุกขึ้นนั่ง ปรายสายตาเรียบเฉยมองหญิงสาวที่กำลังทำหน้ายับยู่ อารมณ์เหวี่ยงวีนหรือแม้กระทั่งสายตากรุ่นโกรธของสนุกเกอร์ไม่อาจทำให้เขารู้สึกหวั่นเกรง อันที่จริง เขารู้สึกชินกับอารมณ์ร้ายๆ ของเธอแล้วมากกว่า “เกือบลืมบอกเธอเลย ไอ้ออกัสมันส่งข้อความมาฝากบอกเธอว่า วันนี้จะเข้าร้านสายนิดหน่อย ประมาณเที่ยงคืนน่ะ”

ส่งข้อความ?

เข้าร้านสายนิดหน่อย?

เที่ยงคืน...งั้นเหรอ?

“สายนิดหน่อยบ้าบออะไรกันเล่า! ถ้าจะมาตอนเที่ยงคืนละก็ไม่ต้องโผล่หัวมาแล้วเว้ย! อีกอย่าง แล้วทำไมหมอนั่นถึงส่งข้อความไปหาพี่เบียร์แทนที่จะเป็นฉัน ฉันต่างหากที่เป็นคนเช็กยอด!”

“คงเป็นเพราะว่าฉันมาทำงานเร็วกว่าเธอล่ะมั้ง?”

“พี่เบียร์!!” สนุกเกอร์แยกเขี้ยวแผดเสียงเกรี้ยวกราดลั่นราวกับปีศาจ พร้อมกระโจนร่างใส่ชายหนุ่มบนโซฟา ตั้งใจจะสั่งสอนคนปากร้ายสักหมัด แต่โชคดีที่อีกฝ่ายไหวตัวได้ทัน หนีกระเจิดกระเจิงทั้งคนทั้งแมวออกไปจากออฟฟิศ ความโหดร้ายป่าเถื่อนของสนุกเกอร์ในยามที่เกรี้ยวกราด เป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็ไม่อาจต้านทานได้ กระทั่งคุโระเองก็ไม่อาจเป็นคู่ปรับก็เธอได้

“หน็อย...! วันนี้พวกแกไม่ต้องโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นเลยนะ!!” แม้แต่เสียงประกาศิตที่ดังไล่หลังมาไกลๆ ยังทำให้ทั้งคู่หนาวยะเยือกไปทั่วแผ่นหลัง

“สงสัยวันนี้คงจะเป็นวันแดงเดือดของยัยปีศาจสนุ๊กสินะ แกก็คิดแบบนั้นใช่ไหมคุโระ”

“เหมียว!” (คงจะใช่)

“เฮ้อ...แล้วเราจะไปนอนอู้กันตรงไหนดีล่ะ?”

“เหมียว!” (นั่นสิ)

.

Loading...10%

.

ออกัส :

“เล่เข้ามาครับเล่เข้ามา! นี่เป็นผลงานภาพวาดของศิลปินชื่อดังจากรั้วโรงเรียนเทคโนโลยีพยัคพาคียะ หนึ่งนารา! สาวน้อยมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์จนได้รับฉายาว่าแวนโก๊ะจูเนียร์!”

หลังเลิกเรียนผมพาเจ้าหญิงและเพื่อนๆ ทุกคนที่อาสาจะมาช่วยการแสดงเปิดหมวก[1] มายังตลาดนัดแห่งหนึ่ง เพื่อหาเงินมาซื้อเฟรมอันใหม่มาคืนให้กับคณะ

โดยมีพี่มะเดี่ยวทำหน้าที่ในการเป็น PR[2] คอยเรียกลูกค้าและโปรโมทสินค้ากับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในตลาดนัดแห่งนี้

ดีจัง ที่คิดไม่ผิดที่ยอมบอกเรื่องนี้กับพี่มะเดี่ยว พอผมเอาเรื่องที่เจ้าหญิงคิดจะหาเงินโดยการทำการแสดงเปิดหมวกไปปรึกษา เขาก็รับอาสาทันที แถมยังไม่คิดมาก่อนเลยว่า สามสาวที่เคยมีเรื่องกับเจ้าหญิงเมื่อช่วงต้นเทอมแรกจะอยู่ชมรมดนตรี และยังสนิทสนมกับพี่มะเดี่ยวอีก เขาเลยขอร้องให้มาช่วยอีกแรง และพวกเธอก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งสามสาวตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกับเจ้าหญิงไปแล้ว ซึ่งพวกเธอรับหน้าที่ในการสร้างสีสันและเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่มาเดินเที่ยวตลาดนัดด้วยเสียงดนตรี

ส่วนผมก็...มีหน้าที่เฝ้ากล่องเงินไง...อิอิ!

“ภาพวาดที่พวกคุณเห็นเหล่านี้ ถูกวาดออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจอันแสนใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอ แถมผลงานของเธอยังเคยถูกประมูลขายในวงการศิลปะจนมีมูลค่าสูงเป็นตัวเลขถึง 7 หลัก แต่ในตอนนี้! เธอได้มาเปิดทำการแสดงวาดภาพให้พวกท่านได้ดูกันสดๆ ในตลาดนัดแห่งนี้ และยังมีผลงานของเธอที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกให้พวกท่านได้จับจองเป็นเจ้าในราคาเพียงภาพละ 100 บาทเท่านั้น! ถูกสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะครับ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย และเธอก็จะมาที่ตลาดนัดแห่งนี้เพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นพวกคุณ! คุณ! คุณ! ควรรีบเข้ามารับชม และรีบเข้ามาจับจองผลงานของฯ...”

พวกเราทุกคนต่างช่วยกันขายภาพวาดของเจ้าหญิงกันอย่างขันแข็ง ทั้งตะโกนส่งเสียงเรียกและใช้เครื่องดนตรีดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีมากๆ พวกเขาต่างให้ความสนใจผลงานของเจ้าหญิงและการแสดงดนตรีของพวกเรา นับว่าชื่อเสียงของเจ้าหญิงค่อนข้างโด่งดังพอตัวเลยล่ะ บ้างก็บริจาคและขอให้พวกเราร้องเพลงตามที่ขอมา จึงทำให้มีรายได้เข้ามาหลายทาง

ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวัน เพียงแค่สัปดาห์เดียวพวกเราก็คงจะรวบรวมเงินมาซื้อเฟรมยักษ์นั่นได้แล้วล่ะ

แหม คุณขยะของพาพัคพาคียะ ไม่ได้เป็นแค่ขยะเปียกที่รอเน่าแล้วเอาไปทำปุ๋ยหมักสินะ

ถึงแม้ฉายานี้จะฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็ตาม แต่พี่มะเดี่ยวก็ไม่ได้เป็นแค่ขยะที่เน่าแล้วเน่าเลย เพราะเขายังเป็นถึงประธานนักเรียนของพยัคพาคียะในปีนี้อีกด้วย ด้วยผลโหวตที่ชนะแบบขาดลอย ไร้คู่แข่งอย่างราชินีแดงที่จบการศึกษาจากพยัคพาคียะไปแล้ว ฮา

จริงๆ แล้วพี่มะเดี่ยวทั้งเนื้อหอมและป๊อบปูล่ามาก ผู้คนแทบทั้งโรงเรียนต่างรู้จักเขาและเขาก็รู้จักทุกคนแทบทั้งโรงเรียน คงเปรียบเหมือนกับแมลงวันที่รุมตอมขยะ เพราะงั้นเขาถึงได้ถูกราชินีแดงเรียกว่า ‘คุณขยะ’ ด้วยสาเหตุนั้น

“เฮ้ย! ออกัส!”

“ฮะ? คะ...ครับพี่มะเดี่ยว!” ผมตอบรับด้วยความประหลาดใจ พอรู้สึกตัวอีกที พี่มะเดี่ยวก็ยื่นหน้าเข้ามาซะใกล้ ไล่สายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“กำลังเมาแดดอยู่หรือไง? ฉันเรียกแกตั้งนานแล้ว ทำไมไม่ตอบวะ?”

“อ้าวเหรอ? โทษทีครับพี่” สงสัยผมจะมัวแต่ยืนประทับใจคุณขยะมากไปหน่อยจนเหม่อลอย เลยไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขา

“สงสัยจะเมาแดดจริง ถึงได้ยืนมองหน้าฉันแล้วก็ยิ้มแบบนั้น ขนลุกชะมัด”

และคงเป็นเพราะปากเน่าๆ แบบนี้ด้วยหรือเปล่านะ? ที่ทำให้ถูกเรียกว่าคุณขยะ

“ปะ...เปล่าพี่ ผมไม่ได้เมาแดด แค่กำลังคิดว่าพี่เป็นรุ่นพี่ที่เท่มากๆ อยู่น่ะ” ผมเอ่ยชมออกไปตรงๆ แล้วฉีกยิ้มกว้างอย่างประจบประแจง

“อะ...อะไรของแกวะ...ไอ้นี่ จู่ๆ ก็พูดชม” ทันทีที่พี่มะเดี่ยวได้ยินคำชมจากผม เขาก็ทำหน้าแดงเรื่อ พลันเก๊กหน้าหล่อเท่ขึ้นทันตา “หึ...หึ แกเพิ่งจะรู้หรือไงวะไอ้น้อง...”  พลางเดินเข้ามาโอบบ่าแล้วพูดด้วยความมั่นหน้าระดับสิบ “ฉันน่ะ มันเท่มาตั้งแต่เกิดแล้วเว้ย!”

ฮะๆ เขาเป็นคนที่บ้ายอไม่น้อยแฮะ แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์ที่ดีของเขาล่ะนะ เพราะการเป็นคนมองโลกในแง่ดี และเป็นมิตรกับใครไปทั่ว ถึงได้ทำให้เขาเป็นที่นิยมของทุกคนในโรงเรียน

แหม...ลึกๆ แล้วก็หมั่นไส้ไอ้คนที่มีบุคลิกแบบนี้แฮะ เหมือนกับใครบางคนไม่มีผิด แถมยังปากเน่าพอกันเลย

“คร้าบๆ...เพราะงั้นรอบนี้ผมจะยกความดีความชอบให้พี่มะเดี่ยวแล้วกัน ที่ทำให้การแสดงเปิดหมวกในวันนี้ได้ผลตอบรับดีเกินคาด”

“แหมๆ...เล็กน้อย เค้าก็แค่ทำเพื่อที่รักของเค้าเท่านั้นเอง” ไม่ทันไร เขาก็เริ่มหน้าแดงไปถึงหูและยิ้มเขินอีกครั้ง

“งั้น...ถ้าเก็บร้านแล้ว ผมจะลองชวนเจ้าหญิงไปกินข้าวก่อนกลับบ้านดีไหมครับ และถึงตอนนั้น ผมจะช่วยพูดสปอยคุณความดีของพี่ให้เจ้าหญิงฟังแบบยาวๆ เป็นหางว่าวจุฬาเลย”

“ดีมากไอ้น้อง ฮ่าๆๆๆ! แต่ว่าวจุฬามันไม่มีหางเว้ย!!”

“อ้าวเหรอ?”

“เออสิ ตั้งแต่เกิดมาแกเคยเล่นว่าวไหมเนี่ย?”

“คิดว่าไม่เคยนะครับ เพราะที่บ้านผมมีแต่พี่สาว เลยถูกชวนเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกันมากกว่า”

“อ้อ ไม่เล่นว่าวแต่เล่นหม้อเลยว่างั้น?” เขาพยักหน้าตอบรับเหมือนจะเข้าใจ แต่...

“พี่มะเดี่ยวครับ ยิ่งพวกเราพูดเรื่องนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่ามันติดเรตมากขึ้นยังไงก็ไม่รู้”

“เหรอ? งั้นกลับมาที่เรื่องเดิม” พี่แกจะปรับอารมณ์เร็วไปไหมวะครับ อะไรจะเปลี่ยนเรื่องได้ไวสุดๆ “แกจะพูดสปอยไปทำไม กูทำจริงไหม? มันต้องเป็นการพูดไซโคสิวะไอ้นี่”

“จัดไปครับรุ่นพี่!” พลางชูนิ้วโป้งตอบรับ

“ดีมาก! ถ้าอย่างนั้นฉันฝากแกไปเอาภาพวาดมาเพิ่มอีกสิ ที่หน้าร้านจะหมดแล้ว”

ที่แท้...ก็ตั้งใจจะใช้ตูนี่เอง เกิดเป็นน้องต้องอดทน...สินะ

“ได้ครับรุ่นพี่!”

ผมเดินกลับเข้ามาที่ด้านในร้านเห็นเจ้าหญิงยังคงเอาแต่นั่งวาดภาพอย่างขะมักเขม้นอยู่อย่างเดิม สีหน้าของเธอดูเหนื่อยอ่อนลงนิดหน่อย เพราะจำเป็นจะต้องเร่งมือวาดก่อนที่แสงจะหมด และคงเป็นเพราะอากาศอบอ้าวด้วย ที่จริงพวกเรามีไฟตะเกียงแบบใช้แบตเตอรี่อยู่ แต่ตั้งใจจะเอาไว้ใช้ตอนทำการแสดงสดเพื่อเปิดประมูลภาพวาดในช่วงหัวค่ำ

“เจ้าหญิง” ผมเอ่ยเรียกเธอเสียงเรียบ พลางหยิบขวดน้ำเปล่าเย็นๆ ที่แช่อยู่ในกระติกส่งให้

“อ้าว...ออกัส” เธอหันมามองอย่างประหลาดใจ เหมือนจะไม่ทันรู้ตัวเลยว่าผมเดินเข้ามา ถ้าไม่ส่งเสียงทักทาย เธอชำเลืองมองขวดน้ำที่ผมยื่นไปให้ครู่หนึ่งก่อนจะวางพู่กันลงและยื่นมือมารับ “ขอบคุณนะ”

“ถ้าเหนื่อยก็พักก่อนได้นะ พวกเรายังพอมีเวลาอยู่ ผมไม่อยากให้เจ้าหญิงหักโหมเกินไป” ลึกๆ แล้วผมก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ที่ทำให้เธอต้องมาทำอะไรแบบนี้ แม้ว่าการแสดงเปิดหมวกมันจะมาจากความคิดของเธอเอง เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเจ้าหญิงไม่สันทัดกับสถานที่ที่มีผู้คนจอแจขนาดนี้ แต่เธอก็อดทนได้ดีมาก

“ไม่หรอก ฉันรู้สึกเพลินมากกว่า” เธอบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและอมยิ้มขึ้นน้อยๆ เพื่อให้ผมรู้สึกสบายใจ “เวลาที่ได้อยู่แบบนี้ ได้วาดรูป ก็จะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเสมอ”

เจ้าหญิงในตอนนี้ ดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เธอเริ่มพูดคุยและเปิดใจกับทุกคนมากขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรที่สามารถพูดออกมาได้ก็จะเล่าให้ผมฟัง เธอรับฟังปัญหาของคนอื่นอย่างตั้งใจ แม้จะไม่เคยให้คำแนะนำอะไร แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกดีมากแล้ว

เจ้าหญิงเติบโตขึ้นมากกว่าแต่ก่อนมาก

ถึงอย่างนั้น แม้เราจะเริ่มสนิทกันมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่เธอยังคงเหมือนเดิม...

ในยามที่เธอมีปัญหากลับไม่เคยพูดถึงหรือระบายออกมาให้ใครฟังบ้างเลย

“ถ้าอย่างนั้น เจ้าหญิงก็คงกำลังมีบางเรื่องที่อยากจะลืมอย่างนั้นเหรอ?” ผมเผลอพูดออกมาลอยๆ ถึงความรู้สึกในใจของเธอ

“...”

และมันคงจะเป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้จริงๆ เพราะจู่ๆ เจ้าหญิงก็เงียบไป หลังจากที่ผมพูดออกไปแบบนั้น แต่เธอกลับมองหน้าผมด้วยแววตาฉงน เลยทำให้ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเสียเฉยๆ เพราะเธอคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ

ดันเผลอถามอะไรแปลกๆ ออกไปซะแล้วสิ

“เอ่อ...ผมหมายถึง...บางทีคนเราก็ชอบทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ เพื่อจะได้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น” ผมอธิบายเพิ่ม แต่ก็เบี่ยงประเด็นจากเรื่องเดิมไปคนละทางเลย “จริงๆ แล้ว ผมแค่จะมาเอารูปเพิ่ม ภาพวาดของเจ้าหญิงขายดีมากๆ เลย เพราะงั้นเจ้าหญิงไม่ต้องเป็นห่วงนะ ถ้าเหนื่อยก็พักก่อนก็ได้ รับรองว่าพวกเราต้องหาเงินมาซื้อเฟรมได้ทันภายใน 1 สัปดาห์แน่ๆ”

“อะ...อืม”

เหมือนเจ้าหญิงจะดูสับสนกับปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปกะทันหันของผมนิดหน่อย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เลยใช้โอกาสนี้หยิบรูปที่เจ้าหญิงวาดเสร็จอย่างรวดเร็ว ผมควรรีบกลับออกไปรวมกับทุกคน แต่แล้วเสียงหวานที่ดังแผ่วๆ นั่นก็ทำให้ขาของผมต้องหยุดลง

“ออกัส ขอบคุณนะที่ช่วยเหลือฉันในหลายๆ อย่าง นายเป็นเพื่อนที่ดีและเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันมาก เพราะงั้น...ถ้านายเหนื่อยก็อย่าลืมพักบ้างล่ะ”

ผมแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่า ในตอนนั้น ลมหายใจของผมได้หยุดลง สมองมันขาวโพลนไปหมด ร่างกายชาวาบ ไม่รู้ว่ากำลังจมหรือลอยหรือแม้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม รู้แต่เพียงว่ามีคำคำหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

เพื่อน…

ทำไมพอได้ยินคำคำนี้แล้วถึงได้แน่นหน้าอกไปหมด เหมือนจู่ๆ ก็มีของแหลมแทงเข้ามาตรงกลางอกเลย

เพื่อน…

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้คุยกับเธออย่างสนิทสนมขนาดนี้ และก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะรู้สึกกับเธอคนนั้น มากน้อยขนาดไหน แต่พอได้ยินคำจำกัดความระหว่างเราออกมาจากปากเธอแล้ว กลับทำให้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาว่าจริงๆ แล้วผมคิดยังไงกับเธอ

“อะ...อืม” เสียงของผมสั่นมาก จนควบคุมไม่ได้เลย “มะ...ไม่เป็นไรหรอก ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่ เพื่อนกันก็ต้องช่วยเหลือกัน”

แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะตอกย้ำตัวเองด้วยคำคำนั้น

“เพราะอย่างนั้น ถ้าหากเจ้าหญิงมีเรื่องทุกข์ใจอะไร ก็อย่างลืมมาระบายให้ผมฟังบ้างนะ เหมือนกับที่ผมเคยระบายให้เจ้าหญิงฟังไง” พอรู้สึกตัวอีกที ผมก็กำลังเห็นรอยยิ้มเบาบางที่ค่อยๆ เผยขึ้นบนใบหน้าหวาน เป็นรอยยิ้มที่แสนใสซื่อ จริงใจ และทำให้ผมตกหลุมรักเธอซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

“อืม ได้สิ ฉันจะบอกออกัสทุกอย่างเลย”

อ่า...เกลียดเฮียเต้ชะมัดเลย

.

เตวิช :

“ฮัดชิ่ว!”

“ไม่รู้มาก่อนว่าคนบ้าก็เป็นหวัดได้”

“เธอกำลังว่าฉันบ้าเหรอวะ?” ประโยคที่ดิวพูดทำไมถึงรู้สึกว่ามันฟังดูคุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย แต่ตอนนี้เหมือนว่าจะถูกประโยคเดียวกันย้อนกลับมาใช้กับผมแทน

ชิ คนบ้าที่ไหนจะหล่อขนาดนี้ได้ ฮ่าๆๆ...

“เปล่า ไม่ได้ว่าสักหน่อย แต่นายเป็นบ้าจริงๆ”

“ช่วยเก็บปากไว้กินก๋วยเตี๋ยวต่อเถอะ อีกอย่างฉันแค่จามเฉยๆ ไม่ได้เป็นหวัดหรือเป็นบ้าด้วย!” ชักเริ่มจะหงุดหงิดยัยนี่ขึ้นมานิดๆ อากาศร้อนก็ร้อน ยังให้มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวอีก

ไอ้เราก็นึกว่าจะพาไปเลี้ยงเนื้อย่าง ชาบู อะไรทำนองนั้น ดันพามาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดนัดอะไรก็ไม่รู้ร้อนเชี่ยๆ แถมยังเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าอะไรก็ไม่รู้ดันมีแต่เมนูต้มยำอีก โว้ย! คิดแล้วแทบจะพ่นไฟ เผ็ดฉิบหาย! อุตส่าห์ช่วยเก็บกวาดบ้านให้สุดใจขาดดิ้น ทำความสะอาดห้องตัวเองยังไม่เอี่ยมขนาดนี้เลย ให้ตาย ยังมีหน้ามาด่าคนอื่นเขาเป็นบ้าอีก

ยัยเมียน้อยจอมเนรคุณ!

ไม่รู้ล่ะ ก็คนมันเคือง ยัยนี่จะเป็นเมียน้อยจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ล่ะ แค่ด่าในใจไม่โดนฟ้องหรอก

“ถ้างั้นก็แสดงว่ามีคนกำลังนินทานายอยู่ล่ะสิ”

ยัง...ยังไม่จบอีก เริ่มจะคิ้วกระตุกแล้วนะเว้ย!

“พูดอะไรแบบนั้น นี่คนดีศรีสังคม ใครจะกล้านินทา คนคนนั้นอาจจะกำลังชมฉันอยู่ก็ได้”

“อ๋อเหรอ?”

“ทำไมต้องทำเสียงสูงแบบนั้นด้วยวะ!”

“เปล๊า…!”

“เสียงสูงกว่าเดิมอีกแม่คุณ!” เฮ้อ แล้วนี่ผมจะต้องตบมุกให้หล่อนอีกนานไหมเนี่ย อยากกลับบ้านไปนอนสุดๆ แถมไม่รู้ว่าป่านนี้ที่ร้านเป็นยังไงบ้าง ไม่มีจังหวะให้ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย พอนึกขึ้นมาได้ก็สายขนาดนี้แล้ว คงไม่ต้องโทร.ไปบอกแล้วล่ะ

แต่ก็แปลก… ทุกทีถ้าผมเข้าร้านสายแล้วไม่ได้โทร.ไปบอกคนที่ร้านไว้ ปกติไอ้ออกัสมันจะชอบโทร.มาตาม แต่วันนี้กลับเงียบสนิทเลยแฮะ หรือมันจะยังงอนผมเรื่องประชุมเมื่อคราวก่อนอยู่ เรื่องที่ต้องบอกกับทุกคนว่าบาร์เมาดิบคงจะต้องปิดตัวลงเร็วๆ นี้ วันนั้นผมไม่ได้ให้ออกัสเข้าประชุมด้วย เพราะรู้ว่ามันชอบปากสว่าง ถ้าเกิดเผลอหลุดปากพูดเรื่องนี้ให้หนึ่งนาราได้ยินเข้าละก็คงไม่ดีแน่ ผมไม่อยากให้เธอต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้ เลยตัดสินใจไม่ให้ออกัสเข้าประชุมด้วย

“ว่าแต่นายเถอะ ไม่หิว? หรือว่าไม่อร่อย? เส้นไม่พร่องเลยสักนิดแถมยังอืดเต็มชาม” ดิวชำเลืองมองชามผมแล้วก็วิจารณ์

“มันเผ็ดไป ฉันกินไม่ได้”

“อุ๊ยตาย! ขอโทษด้วยนะคะคุณชายเตวิช ดิฉันไม่ทราบว่าคุณชายจะกินเผ็ดไม่ได้”

แหม...น้ำเสียงนี่ประชดประชันตอแหลใส่สุดๆ

“แล้วเธอล่ะ...อิ่มยัง? คิดตังเถอะ ฉันต้องไปที่ร้านอีก” ตอนแรกก็ว่าจะไม่เข้าร้านแล้ว แต่คงต้องแวะไปสักหน่อย รู้สึกทะแม่งๆ ยังไงชอบกล

ป่านนี้เจ๊สนุ๊กด่าผมจนบ้านแทบไฟไหม้ไปแล้วมั้งเนี่ย สงสัยที่จามก็คงเป็นเพราะเหตุนี้แหละ

“อ้าว? แต่นายกินไปนิดเดียวเองนี่”

“เดี๋ยวฉันไปหาอะไรกินที่ร้านก็ได้ ก๋วยเตี๋ยวนี่ฉันกินไม่ไหวหรอกเผ็ดไป”

“เอาใส่ถุงกลับไปไหม?”

“ชามนี้ช่วยเททิ้งไปเถอะครับ ผมกินไม่ได้!” โว๊ะ อะไรของยัยนี่ จะขี้งกไปไหน

แต่ดันเผลอทำเสียงดังไปหน่อย เจ้าของร้านหันมามองตาขวางเลย กูจะโดนอีโต้บินเข้ามาเสียบกลางหน้าผากไหมวะ เพราะยัยดิวกวนตีนไม่หยุดแท้ๆ เลย

“โอเคๆ กลับก็กลับ” ดิวพูดยิ้มๆ พยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ คงเพราะเห็นปฏิกิริยาของเจ้าของร้านกับเสียงโวยวายของผมเข้า

เป็นพวกดวงนารีพิฆาตหรือไงกันนะ ทำไมถึงรู้จักแต่ผู้หญิงที่ชอบพาเรื่องซวยๆ มาให้ตลอดเลย

หลังจากคิดเงินเสร็จ ผมนี่เผ่นออกจากร้านแทบไม่ทัน แต่ยัยดิวกลับโยกโย้อยากจะขอเดินเล่นรำลึกความหลังที่ตลาดนี้อีกสักหน่อย เห็นว่าเมื่อก่อนเคยมารับจ้างตั้งแผงร้านขายของที่ตลาดแห่งนี้ อาจจะทำให้เธอนึกเรื่องอะไรออกมาได้บ้าง

เฮ้อ อยากจะชิ่งจากยัยนี่เต็มทีแล้ว แต่มันติดตรงที่ชิ่งไปไม่ได้ หากไอ้ตี๋บ้านั่นรู้ว่าผมทิ้งเธอไว้กลางตลาด เช้ามามันคงเอารถเคลนมาไถ่ร้านผมแน่

ร้องไห้แป๊บ...

พวกเราเลยเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย มองนั่นมองนี่ ดูข้าวของที่วางขายตามรายทางที่เดินผ่าน สงสัยจะเป็นคุณชายเตวิชอย่างที่ดิวว่าประชดไว้จริงๆ ไม่เคยมาเดินเที่ยวตลาดนัดแบบนี้เลย รู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตากับโลกใบใหม่

อืม...น่าจะลองพาหนึ่งนารามาเดินเที่ยวแบบนี้ดูบ้าง แต่คนเยอะแยะแบบนี้ ยัยนั่นจะไม่ชอบก็ได้

เฮ้อ...พูดแล้วคิดถึง ตอนนี้เธอจะกำลังทำอะไรอยู่นะ จะกลับคอนโดหรือยัง? หรือว่าจะยังนั่งติวหนังสือกับเพื่อนๆ ที่ร้านฟาสฟู้ด?

อยากรู้ อยากเห็น อยากไปรับจัง

“เล่เข้ามาครับเล่เข้ามา…”

ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ พวกเราก็ได้ยินเสียงของพ่อค้าตะโกนเรียกความสนใจจากลูกที่เดินผ่านไปผ่านมา พร้อมกับเสียงดนตรีดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ แต่ผมมองไม่เห็นเจ้าของเสียงโหวกเหวกนั่นหรอก เพราะตรงนั้น มีกลุ่มคนกำลังรายล้อมอยู่ที่ร้านเต็มไปหมด

“เปิดหมวกงั้นเหรอ?” ดิวพึมพำอะไรบางอย่าง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังกลุ่มคนที่มุงกันอยู่ด้วยความสนอกสนใจ

“อ้าวเฮ้ย! รอด้วยสิวะ!” อะไรของยัยนี่ เดินไม่รอเลย เดี๋ยวหลงกันพอดี ไม่ใช่ใครที่ไหน ตูนี่แหละที่จะหลง ไม่เคยมาเดินนี่หว่า

ผมเร่งฝีเท้าตามไปทันที แต่ดิวกลับใช้ร่างผอมเพรียวเดินแทรกฝูงชนไปที่ด้านหน้าสุดแล้ว เพื่อจะเข้าไปดูใกล้ๆ ว่าที่ตรงนั้นกำลังมีกิจกรรมอะไรกัน

“โธ่เว้ย! ยัยบ้านี่” ผมพึมพำปนหงุดหงิด ก่อนจะเดินแทรกฝูงชนตามเธอเข้าไป เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม ผมไม่สามารถปล่อยเธอให้คลาดสายตาได้

เฮ้อ ลำบากตูจริงๆ ไม่ได้ตัวเล็กผอมเพรียวแบบยัยนั่นซะด้วย

“เรากำลังจะเปิดประมูลภาพวาดชิ้นสุดท้ายในค่ำคืนนี้กันแล้วนะครับ!”

ขณะที่ผมกำลังแทรกตัวเพื่อตามดิวไปติดๆ ก็ได้ยินเสียงประกาศจากเจ้าของร้านดังขึ้นอีกครั้ง ที่แท้ก็เป็นการเปิดประมูลภาพวาดนี่เอง คนถึงได้มามุงกันเยอะแยะสุดๆ

“และเธอก็จะทำการแสดงวาดภาพให้พวกเราดูกันสดๆ ณ ตรงนี้ด้วย ของเสียงปรบมือต้อนรับและเป็นกำลังใจให้กับ ‘หนึ่งนารา’ หรือ ‘แวนโก๊ะจูเนียร์’ ของเราด้วยนะครับ”

!?!

อะไรนะ...เมื่อกี้ตูได้ยินผิดไปรึเปล่า?

.

To be continued.

[1]การแสดงเปิดหมวก หมายถึง การทำการแสดงสดในที่สาธารณะ อาจจะเป็นการแสดงแบบไม่คิดเงิน หรือตั้งกล่องรับบริจาคไว้สำหรับผู้มีจิตศรัทธาจะช่วยเหลือ

PR[2] Public Relations หมายถึง การประชาสัมพันธ์

.

ยังไงก็ขอฟีดแบ็คกันหน่อยนะคะ ภาษา สำนวน บรรยายงงตรงไหน ไรต์จะได้นำไปปรับปรุงพัฒนา หรือจะคอมเม้นต์ทักทายตามเนื้อหาก็ได้จ้า

244 ความคิดเห็น