ตอนที่ 14 : [SS2] ตอนที่ 10 คำถาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 60

ตอนที่ 10

คำถาม

.

เตวิช :

“สรุป... ที่นายคุยกับคุณซานเธียวันนั้นคือการให้มานอนเฝ้าฉันงั้นเหรอ?” ดิวเปรยเสียงประชดประชันพร้อมปรายตาเย็นชามองผมกำลังเหยียดกายไปตามแนวยาวของม้านั่งภายในสวนหย่อมรั้วบ้านหยางหมิง

“เออน่า ฉันง่วง ไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว เธอช่วยนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปสักสองสามชั่วโมง ห้ามกระดุกกระดิกไปไหน เข้าใจ๋?” ผมตอบปนหงุดหงิดนิดหน่อย เพราะเสียงเจื้อยแจ้วถามไม่หยุดปากตั้งแต่เจอหน้ากัน

เธอคงรำคาญที่มีคนเดินตามทุกฝีก้าว แต่เชื่อเถอะ ผมเองก็เบื่อที่ต้องคอยตามเธอเหมือนกันนั่นแหละ ใครจะไปคิดล่ะว่า สิ่งที่หมอนั่นขอจะเป็นเรื่องจุกจิกหยุมหยิมแบบนี้

ให้มาเป็น ‘บอดี้การ์ด’ ส่วนตัวของดิว

“เวลาจะขอให้ใครช่วยก็หัดพูดให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” เธอยังคงบ่นหาเรื่องผมไม่หยุด “หรือว่า...เพราะฉันไม่ใช่น้องดาวคณะคนนั้น?”

!!!

นี่อย่าบอกนะว่า...

“หึ... ปากก็หมา ละเมอเก่งอยู่แต่ในใจแบบนี้ ถึงได้ซิ่ว”

ฮึ่ม...ประโยคนี้ทำเอาผมเส้นกระตุกขึ้นมาทันที ให้ตาย หล่อนก็รู้เรื่องนั้นด้วยเหรอวะ ถากถางกันได้แทบทรวงมาก แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่เธอจะรู้เรื่องของน้องดาวด้วย เพราะผมจีบน้องเขาชนิดออกตัวแรงมาตั้งแต่ต้น สมัยที่น้องดาวเข้ามาเรียนตอนปี1 จนใครๆ ก็รู้ทั้งคณะ จะติดก็ตรงที่โดนหมาคาบไปรับประทานเสียก่อน...

โอ๊ย! ยัยนี่จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม นึกถึงทีไรก็ชวนให้รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทุกที

“เฮ้ย! ไม่รู้อะไรก็หุบปากไปเลย สำหรับฉัน น้องดาวเขาคือไอดอลเว้ย! น่ารัก สดใส ยิ้มสวย มีน้ำใจ เห็นแล้วต่อมเฟรนด์ลี่มันทำงาน ความสัมพันธ์ของเราเป็นแบบนั้นน่ะดีแล้ว” ผมว่าออกไปแบบนั้น เพราะไม่อยากรู้สึกเสียหน้า

“แล้วนี่เป็นอะไรของเธอ ประจำเดือนไม่มาหรือไง ถึงได้พาลใส่ฉันอยู่ได้ ก็แค่เดินตามเฉยๆ เอง ไม่ได้เข้าไปสิงร่างสักหน่อย อย่าเยอะได้ไหม ฉันก็แค่ทำหน้าที่ที่ได้ตกลงกับหมอนั่น”

“หน้าที่? หน้าที่ของนายคือเดินตามฉันเนี่ยนะ!?!”

“ก็ทำนองนั้น” ตอบไปแบบเลี่ยงๆ เพราะไอ้ตี๋บ้านั่นสั่งไว้ ห้ามให้ใครรู้ว่าผมคอยตามอยู่ข้างดิวเพื่อทำหน้าที่บอดี้การ์ด

“แล้วนานแค่ไหน ข้อตกลงระหว่างนายกับเขาถึงจะสิ้นสุด”

“เห็นบอกว่า จนกว่าจะถึงวันงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง” ผมถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ “เลิกถามจุกจิกซะทีเถอะน่า ปกติเธอไม่พูดมากขนาดนี้สักหน่อย”

“ฉันก็แค่ถาม ไม่ได้พูดมาก” ดิวเถียงทันควัน ท่าทางศึกปะทะฝีปากครั้งนี้จะไม่ได้จบลงง่ายๆ

“นั่นแหละ เป็นผู้หญิงขี้ถามจุกจิกเยอะแยะ มันน่ารำคาญ!” สงสัยผมจะชินกับนิสัยเงียบขรึมของหนึ่งนาราไปแล้ว พอเจอผู้หญิงพูดปกติแบบยัยนี่ เลยรู้สึกรำคาญ อันที่จริง คำว่า ‘ปกติ’ ก็ใช้กับยัยนี่ไม่ได้อีกนั่นแหละ แต่ก็ดูใกล้เคียงกับคนทั่วไปมากกว่ายัยเด็กบ้าอัจฉริยะศิลปะคนนั้น

พอนึกถึงหนึ่งนาราขึ้นมาก็ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดใจได้อีก ถึงจะรู้สึกเหมือนว่าเราเริ่มปรับความเข้าใจกันได้บ้างแล้ว แต่...ตั้งแต่วันนั้น เราก็ยังไม่ได้คุยอะไรเป็นเรื่องเป็นราวกันเท่าไหร่ ก็ดีใจอยู่หรอกนะที่เธอชวนไปเที่ยวบ้าน แต่เหตุการณ์ที่เกิดในวันนั้น มันไม่ได้มีแค่เรื่องนั้นนะเว้ย

ที่ผมเผลอจูบเธอไง เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกตามเคย

ถึงจะไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะจูบตอบหรือทำอะไรที่เร่าร้อนกลับมาหรอก แต่ยัยนี่ยังมีความรู้สึกแบบชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างไหมนะ ปฏิกิริยาเขินอายอ่ะ! แสดงออกมาบ้างก็ได้มั้ง หรือผมจะต้องจับกดแบบไอ้ร็อตไวเลอร์วะ ยัยเด็กบ้านั่นถึงจะรู้สึกรู้สาอะไรขึ้นมาบ้าง!

แค่คิดก็คุกแล้ว…

ไหนจะเรื่องไปกลับโรงเรียนช่วงเย็นอีก ไม่ว่ายังไง หนึ่งนาราก็ยืนยันว่าจะกลับเอง ทำไมต้องทำเหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างที่เป็นความลับ และไม่สามารถบอกผมได้ด้วย

โอ๊ย! นี่มันอะไรกัน ปัญหาชีวิตวัยรุ่นระหว่างคุณผู้ปกครองกับเด็กในปกครองหรือยังไง

“แล้วนายได้ทำเลย้ายร้านใหม่หรือยัง?” จู่ๆ ดิวก็โพล่งคำถามชวนเครียดขึ้นมาอีก ทำให้ผมหลุดจากเรื่องฟุ้งซ่านไปอย่างฉับพลัน

“ยุ่งน่า! เรื่องของฉัน แล้วก็เลิกตั้งคำถามสักที ฉันจะนอน!” เสียงผมเริ่มจะห้วนขึ้นเรื่อยๆ เพราะดิวชวนผมคุยไม่หยุด ไม่รู้อะไรของเธอ เป็นสาวขี้เหงาหรือไง ก็พูดอยู่ว่าจะนอนๆ นี่ก็ชวนคุยอยู่ได้

“เฮอะ ฉันอุตส่าห์จะแนะนำสถานที่ดีๆ ให้ซะหน่อย คิดว่าน่าเหมาะกับบาร์ของนาย แต่ถ้านายจะนอน...ฉันก็ไม่ขัด”

คิดว่าหลอกล่อผมด้วยเรื่องนี้แล้วจะลุกขึ้นมาง้อหรือไง

“ที่ไหนวะ?” แต่มันได้ผลว่ะ และมากด้วย ผมผุดลุกขึ้นมานั่งหลังตรง ตั้งใจคุยกับเธอเป็นเรื่องเป็นราวทันที

“ฉันจะบอกให้ก็ได้ แต่นายต้องช่วยอะไรฉันอย่างหนึ่งก่อน” ดิวระบายยิ้มเจ้าเล่ห์ ชนิดที่มองปุ๊บรู้ปั๊บว่ามีเลศนัยแอบแฝง

“ลีลาชะมัด” ผมพึมพำ แต่ก็ดังพอที่เธอจะได้ยิน เธอเลยตวัดสายตาขุ่นเคืองใส่ปนคำทวงถามเชิงคะยั้นคะยอ

“ตกลงว่าสนใจไหม?”

“สนใจมันก็สนอยู่หรอก แต่มันต้องไปดูที่ก่อนป่ะวะ? ว่าจะเอาไม่เอา เธอเล่นให้ฉันช่วยก่อนแบบนี้ มันไม่แฟร์!”

“เตวิช ฉันคิดว่านายคงไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาต่อรองอะไรได้หรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นท่านเจ้าสัว คุณซานเธีย หรือต่อให้เป็นฉัน นายก็ไม่มีสิทธิ์เถียง ไม่ว่าใครจะสั่งให้ทำอะไร นายก็ต้องทำ และที่ฉันเสนอมามันก็แฟร์สำหรับเราแล้ว ทั้งช่วยยืดระยะเวลาของโครงการ แล้วยังช่วยหาทำเลตั้งร้านใหม่ให้ จะมีใครใจดีไปกว่าฉันอีก”

พูดได้มั่นอกมั่นใจสุดๆ

หน็อย ยัยนี่มันร้ายไม่ใช่เล่น พอได้เป็นบุตรบุญธรรมบ้านหยางหมิงเข้าหน่อยก็ทำเป็นวางโตเชียว เธอพูดเหมือนรู้ว่าซานเธียกับผมตกลงอะไรกันไว้ และยิ่งรู้ว่าผมกำลังเดือดร้อนที่จะต้องย้ายบาร์ ก็เลยหาข้ออ้าง หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาบีบให้ผมทำตามความต้องการของเธอ

“เออๆ ตกลงก็ได้วะ! แต่เอาไว้คุยทีหลัง ขอนอนก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ผมตอบรับอย่างหัวเสีย พลางเอนตัวไปตามแนวยาวของม้านั่งอีกครั้ง เพราะมันถูกทุกอย่างทุกถ้อยคำ ผมไม่สามารถปฏิเสธพวกเขาได้ หากว่าอยากจะรักษาร้านเอาไว้

.

หลังจากที่ผมหลับไปหนึ่งตื่น ช่วงบ่ายดิวก็ขออนุญาตเจ้าสัวโดยใช้ผมเป็นข้ออ้างออกไปข้างนอกว่าไปดูทำเลที่จะย้ายร้านใหม่

แต่จริงๆ แล้ว เธอให้ผมพาไปสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆ ขนาดสองชั้น เธอเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเคยเช่าอยู่ที่นี่กับพี่สาว อันที่จริง ผมไม่เคยรับรู้เรื่องครอบครัวของเธอมาก่อน ไม่รู้ว่ามีพี่น้องญาติสนิทที่ไหน หรือกระทั่งมีความเป็นอยู่ยังไง อย่างที่เคยบอกนั่นแหละ ยัยนี่ทำตัวลึกลับมาก เข้าถึงยากจะตาย ทั้งที่เรียนด้วยกันมาสี่ปี ไม่เห็นเธอจะคุยกะหนุงกะหนิงกับใคร แม้กระทั่งพวกผู้หญิงด้วยกัน

นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าเธอคล้ายกับหนึ่งนาราในบางมุม เพียงแต่ ดิวไม่ใช่คนใสซื่อขนาดนั้น

ผมเพียงแค่รับฟังแบบผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องส่วนตัวของเธอนักหรอก แค่เรื่องของตัวเองก็วุ่นวายมากพอแล้ว เลยไม่อยากจะรับรู้ปัญหาของใครมากไปกว่านี้ เพียงแค่ทำตามที่ที่ไอ้ตี๋เกรียนสั่งก็พอ แต่กลับไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่ที่ตัวเองยอมตกลงรับข้อเสนอนั่นก็เท่ากับว่าผมได้นำพาความ ‘ซวย’ ครั้งใหม่เข้ามาในชีวิต (อีกแล้ว)

.

‘ถ้าคุณเตวิชยอมตกลงทำเรื่องที่ผมกำลังจะขอ ผมจะเลื่อนระยะเวลารื้อถอนจากกำหนดเดิมคือปลายปีนี้ออกไปอย่างน้อยอีก 1 ปี’

‘ได้นานขนาดนั้นเชียว?’ ผมยอกย้อนกลับน้ำเสียงยียวนราวไม่เชื่อคำพูดของซานเธียเท่าไหร่

‘จะให้นานกว่านี้ก็ได้นะครับ ถ้าคุณสร้างผลงานที่น่าพึงพอใจ’ เขายังคงทำกิริยาเรียบเฉย เหมือนกับมั่นใจว่าผมจะตอบรับ เพราะเขายังคงถือไพ่เหนือกว่า แม้ว่าผมจะยียวนกลับไปเท่าไหร่ นัยน์ตาเล็กแหลมเฉียบคมยังคงจับจ้องไม่กะพริบ ราวกับว่าสิ่งที่เขากล่าวมาเป็นสัจจะแท้จริง และเรื่องที่ต้องการจะให้ผมทำค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญ

‘ผลงาน? ทำไมต้องมีผลงาน นายอยากให้ฉันทำอะไรกันแน่’

‘เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่หน้าที่หลักๆ ก็คือการคุ้มครองคุณดิวให้ปลอดภัย จนกว่าจะถึงวันงานเปิดตัวบุตรบุญธรรมของเจ้าสัวกิตติศักดิ์’

คุ้มครองดิวให้ปลอดภัย? นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำอย่างกับว่ามีคนจ้องจะฆ่าเธอ

‘บ้ารึไง? นายก็มีคนของนายมากมาย ทำไมต้องให้ฉัน...’

‘หนึ่ง เพราะคุณเป็นลูกของตำรวจ...’ เหตุผลนี้ มันใช่เรื่องไหมวะ แค่มีพ่อเป็นตำรวจก็ได้งานเลยเหรอ

‘ถ้าอย่างนั้น ทำไมนายไม่...’ ผมกำลังจะเถียงไปว่า ‘ทำไมถึงไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัวจริงมาเป็นผู้คุ้มครองเอง’ แต่เขาก็พูดแทรกทันที เหมือนที่ผมพูดแทรกเขา

‘สอง ทักษะการต่อสู้ของคุณค่อนข้างดีเยี่ยม หลังจากที่ผมเคยได้เห็นเมื่อครั้งนั้น ถ้าให้เทียบกับลูกน้องระดับรองลงมาจากที่คอยขนาบข้างอากง ก็คงจะเป็นกำลังหนึ่งต่อสิบที่ดี’

‘เฮ้ยๆ นายจำผิดคนแล้วมั้ง? คนที่บู๊เก่งคือยาหยีต่างหาก’ ผมโบ้ยความดีความชอบไปให้ยัยตัวแสบทันที

.

เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับซานเธีย มันเกิดขึ้นในช่วงวันฮัลโลวีนเมื่อคราวก่อน พอนึกย้อนไปแล้ว มันช่างเป็นวันเทศกาลที่สยองสุดติ่ง

เพราะคำขอ (พาซวย) ของไอ้ร็อตไวเลอร์ ที่อยากจะรู้เรื่องของกิ๊บซี่และความสัมพันธ์ของเธอระหว่างแก๊งหยางหมิง ทำให้ผมต้องสะกดรอยตามสืบเรื่องของซานเธียที่เพิ่งได้รับสืบทอดตำแหน่งผู้นำแก๊งคนใหม่ แต่ก็ถูกจับได้ แถมหมอนั่นยังลักพาตัวยาหยีน้องสาวของไอ้ร็อตไวเลอร์นั่นมาอีก

คืนนั้นโคตรปวดกบาล ยาหยีฤทธิ์เยอะสุดๆ ขนาดเพิ่งฟื้นจากที่ถูกโดนรถเฉี่ยว แผลถลอกเต็มตัว แต่นางยังมีแรงอาละวาดใส่พวกบอดี้การ์ด จนปากแตกหน้ายับไปหลายคน แถมปากก็จัดสุดๆ เหมือนพี่ชายแป๊ะ

ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าที่ซานเธียทำแบบนั้น เขามีเหตุผลอะไรกันแน่ เพราะแม้จะกักตัวผมกับยาหยีเอาไว้ ก็ไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไร ไม่ได้พยายามจะทำร้ายใคร ไม่ถามผมสักคำว่าทำไมถึงต้องตามสืบเรื่องของเขา นอกจากโทร.ไปกวนประสาทไอ้ร็อตไวเลอร์ให้ออกมาหา แต่มันก็ดันประสบอุบัติเหตุรถชนเสียก่อน

ในตอนนั้น เหมือนซานเธียแค่รอเวลาให้ผ่านไป จนเกือบจะรุ่งเช้า คุณเชย์ที่เป็นพ่อบ้านของตระกูลกรภัควัฒน์ก็ปรากฏตัว ซานเธียจึงปล่อยตัวพวกเรา เหมือนเขาแค่ต้องการกักตัวเราเอาไว้ จนกว่าจะมีใครสักคนมารับไป

เหมือนกับเขากำลังพยายามปกป้องใครบางคนอยู่

ใครบางคนที่เขาไม่สามารถพูดหรือทำอะไรออกมาได้ตามตรง

หรือว่าจะเป็น...

‘อย่าถ่อมตัวแบบนั้นสิครับคุณเตวิช ผมมีพยานนะ” เสียงของซานเธียดึงผมให้กลับมาที่สถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง

อา...ใช่ และพยานที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นก็คือ…

“นั่นก็คือตัวผมเอง เราสองคนก็เคยลองกันมาแล้ว จะโกหกก็ให้มันเนียนๆ หน่อยสิ’

ไอ้หมอนี่ เอ่ยขัดได้แม้กระทั่งความคิดในใจเลยเหรอวะ!

‘ฟังนะไอ้ตี๋ ชีวิตฉันไม่ได้น่าอิจฉาแบบแกหรอกนะเว้ย จู่ๆ ก็มีผู้ใหญ่ประเคนสาวหุ่นสะบึ้มมาให้ถึงที่ พอกินจนเบื่อแล้วก็เขี่ยทิ้งอ่ะ คนเราเกิดและตายได้แค่ครั้งเดียว ฉันยังไม่เคยมีแฟน ยังไม่เคยแต่งงาน ที่ตามเต๊าะอยู่นี่ก็กินยากมาก ขอให้ฉันได้แก่ตาย ตามยถากรรมไม่ได้หรือไง เพราะงั้น ฉันไม่มีวันเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายของพวกนายแน่!’

แค่เรื่องของตัวเองก็ยังไม่รอดเลย จะให้ผมไปคุ้มครองใครได้ ไหนจะยังมีเยาวชนของชาติที่ในอนาคตอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี (หญิง) คนที่สองของประเทศให้ต้องดูแลอีก ชีวิตประจำวันของผมมันสามัญราบเรียบมากเกินไปหรือไง พระเจ้าถึงได้ส่งหญิงสาวพ่วงดวงนารีพิฆาตมาให้เนี่ย

‘ถ้าอย่างนั้น ปลายปีนี้ผมก็สามารถรื้อร้านของคุณทิ้งได้เลยสินะครับ’

‘ไอ้...’ พอไม่ได้ดั่งใจก็เลยยกเรื่องบาร์ขึ้นมาขู่ทันควัน ผมได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หมอนั่นด้วยความเดือดดาลอยู่ในใจ

.

และด้วยเหตุนั้น ผมจึงต้องยอมตกลงทำตามข้อเสนอของหมอนั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซานเธียไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากนัก แค่ให้ผมคอยเฝ้าดิวใกล้ๆ อย่าให้คลาดสายตา จนกว่าผมจะกลับไปเปิดร้านตอนเย็น หรือเธออยู่ภายในรั้วของหยางหมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ตอนนี้

ภาพตรงหน้าที่เห็นก็ทำให้ผมอยากจะชิ่งจากยัยนี่ไปเปิดร้านเสียจริงๆ นี่มันอะไรวะเฮ้ย! ทำไมบ้านหลังนี้ถึงได้ถูกรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจายอย่างกับเคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาก่อน ไหนจะรอยพ่นสีสเปรย์เต็มไปด้วยคำหยาบคายบนฝาผนัง แถมหนึ่งในนั้น ยังมีคำครหาใครบางคนว่าเป็น ‘เมียน้อย’

ผมเอาแต่ยืนสะพรึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หน้าประตู แต่เชื่อเถอะ คนที่เป็นเจ้าของบ้านอึ้งกว่าผมอีก ดิวเบิกตาโตตะลึง จนตัวแข็งทื่อประดุจรูปปั้นหินก็ไม่ปาน หลังเห็นสภาพบ้านของตัวเอง

“บ้านเธอ โคตรรกเลยว่ะ อย่าบอกนะว่านี่ฝีมือของพี่สาวตอนโมโห” ผมเปรยเสียงทำลายความเงียบ และพยายามจะเรียกสติคนข้างๆ ให้กลับมา แม้ในใจรู้ว่าคงไม่ใช่ฝีมือของคนในบ้าน แต่ได้ยินเธอบอกอยู่หลัดๆ ว่าอยู่อาศัยกับพี่สาว ก็เลยหามุกมาทำลายบรรยากาศที่ไม่ดีนี่ทิ้ง

แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าการพูดถึงพี่สาวของเธอมันจะชวนให้บรรยากาศอึดอัดเพิ่มขึ้นได้อีก

“ถ้าเป็นเพราะนาดาจริง นั่นก็คงจะเป็นผีแล้วล่ะ”

“ฮะ!?!”

“พี่สาวของฉันตายไปแล้ว”

!!!

ดิวตอบเพียงสั้นๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปในบ้านด้วยความระมัดระวัง ไล่สายตามองไปรอบๆ เพื่อสำรวจ ราวกับว่าเธอไม่ได้กลับมาที่นี่...นานแล้ว

“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะนินทาพี่สาวเธอ” ผมเป็นฝ่ายเปรยขึ้นปนความรู้สึกผิด และไม่อยากให้บรรยากาศของบ้านหลังนี้เงียบเหงาจนเกินไป เพราะหลังจากประโยคนั้น ดิวก็เงียบไปพักใหญ่ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าที่นี่โคตรวังเวงเลย ยิ่งได้ยินที่เธอพูดถึงพี่สาวว่าตายไปแล้วอีก

ยอมรับเลยว่ากลัว...ผอสระอี

“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่านายมันปากหมา”

“เฮ้ย ไรวะ คนเขาอุตส่าห์ขอโทษดีๆ” ผมหันขวับส่งสายตาเขม่นใส่

“ฉันก็ตอบดีๆ ไง” ดิวไหวไหล่ให้ราวไม่สะทกสะท้านด้วยความยียวน

ฮึ่ม...ยัยนี่ หลอกด่ากันชัดๆ ผมเพียงแค่แยกเขี้ยวใส่เธอไปหนึ่งที ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำด้วยแล้ว

จากนั้น เราช่วยกันเก็บข้าวของที่หล่นเกลื่อนกลาดไปทั่วให้เข้าที่ ทั้งๆ ที่บ้านของเธอก็แทบไม่มีอะไร เฟอร์นิเจอร์ก็น้อยชิ้น ทว่าคนที่จงใจเข้ามาทำลายรื้อค้นข้าวของกลับทำให้มันเละเทะได้แบบสุดๆ อย่างกับเคยเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้นที่นี่ ถ้าเป็นไปได้ พวกนั้นคงอยากจะวางเพลิงเลยละมั้ง ติดที่ว่าบ้านหลังนี้เป็นแบบทาวน์เฮ้าส์ติดกับหลังอื่น หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นจริง คงได้วอดวายเป็นสิบๆ หลังแน่

และเพราะอย่างนั้น เลยทำให้เกิดคำถามมากมายอยู่ในใจ ติดอยู่ที่ว่าเจ้าตัวกลับเอาแต่เก็บงำซ่อนความประหลาดใจเอาไว้จนลึกสุด ผมรู้ว่าดิวคงรู้สึกไม่ต่างกัน ‘เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่’ คำว่าเมียน้อยบนผนัง หมายถึงดิวหรือว่า...ใคร?

“ขอบใจนะที่ช่วย แล้วก็ขอโทษด้วยที่ทำให้ต้องเสียเวลา วันนี้เลยไม่ได้พานายไปดูทำเลร้านใหม่ที่ว่านั่นเลย” จู่ๆ เสียงหวานก็เปรยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน พลางชำเลืองมองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเอง

เรามัวแต่เก็บของทำความสะอาดกันจนบรรยากาศด้านนอกเริ่มจะครึ้มฟ้าเข้าสู่ช่วงเย็น

“ช่างเถอะ ยังไงวันนี้ฉันก็ว่างทั้งวัน เสียอย่างเดียวที่ได้นอนน้อยไปหน่อย” ผมตอบปัดพลางขยับตู้โชว์เข้าไปชิดกับผนังตามเดิม “ไอ้นี่ ไว้ตรงนี้ใช่ไหม” ถามออกไปเพื่อความแน่ใจ

“อืม วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ”

ผมถอนหายใจคลายความเหนื่อยอ่อน ก่อนขยับขามุ่งไปที่โซฟาแล้วทิ้งตัวลงอย่างเหนื่อยล้า ขณะที่ดิวยังคงเก็บกวาดเศษฝุ่นกับขยะที่เหลืออีกเล็กน้อย แต่เพราะความเงียบที่เข้าปกคลุม ทำให้สมองของผมเริ่มฟุ้งซ่านอีกครั้ง ปรายตาไปยังร่างบางปนความแคลงใจ

“ดิว เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ แบบนี้มันไม่ธรรมดาเลยนะ” เห็นขนาดนี้แล้ว จะให้ทำเฉยก้คงไม่ได้ ที่ถามก็ไม่ได้เพราะแค่อยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ในฐานะคนรู้จักและยังเป็นเพื่อนกันอีก ชักเริ่มรู้สึกเป็นห่วงเธอขึ้นมาตงิดๆ บ้าง

คำถามลอยๆ ของผมทำให้ดิวต้องหยุดมือลง

“นายจะถามทำไม” เธอถามกลับ เหมือนพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบมากที่สุด

“ก็เห็นคาตาแบบนี้ใครจะไม่ถามบ้างวะ เธอไปเป็นเมียน้อยใครมา”

“ฉันเปล่า...” เธอปฏิเสธทันควัน ทว่าแววตากลับสะท้อนถึงความลังเล “ไม่รู้สิ ฉันเองก็จำอะไรไม่ได้”

“หมายความว่ายังไง?”

“ฉันรู้แค่ว่าเจ้าสัวเจอฉันที่ริมแม่น้ำ เขาเป็นคนช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ฉันไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ถูกแทงและเกือบจมน้ำตาย”

“ถูกแทง! จมน้ำ!” เฮ้ย นี่มันเรื่องใหญ่มากๆ เลยนะ “หมายความว่ายังไง แกไปทำอะไรมาวะ”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่รู้”

“อะไรคือไม่รู้วะ นี่เรื่องของตัวเองนะ เธอกำลังถูกใครบางคนหมายหัวอยู่ ไม่อย่างนั้น ไอ้ตี๋เกรียนคงไม่ใช้ให้ฉันมาเดินตามต้อยๆ ทั้งวันแบบนี้หรอก” ให้ตาย ผู้หญิงสมัยนี่ทำไมคุยให้รู้เรื่องยากจัง “ดิว! เธอต้องบอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก”

“ฉันจำอะไรไม่ได้ แล้วจะให้บอกยังไง” เธอยังคงยืนกรานคำเดิมเสียงแข็ง

“หมายความว่ายังไง ที่ว่าจำอะไรไม่ได้”

“หลังจากที่ตกน้ำ ฉันหมดสติไปนานราวๆ ครึ่งปี พอฟื้นมาหมอก็บอกว่า ‘ฉันท้องและแท้ง’ มีรอยแผลเป็นถูกแทงอยู่ที่ท้อง ไหนจะจำอะไรไม่ได้อีกว่าทำไมตัวเองถึงอยู่ในสภาพนั้น” ดิวอธิบายเสียงเครียดปนความอึดอัดออกมาเป็นฉากๆ

“ที่นี้เข้าใจหรือยัง ทำไมฉันถึงบอกว่าไม่รู้”

“...”

“ความจำบางส่วนของฉันหายไป”

ผมยอมรับอยู่ลึกๆ ว่าตัวเองตกใจกับเรื่องที่ดิวบอก เพราะไม่คิดว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่จะมีเบื้องหลังที่น่าสะพรึงแบบนี้ ถ้าสิ่งที่เล่ามาคือความจริง นั่นก็หมายความว่าเธอกำลังถูกใครบางคน ‘พยายามฆ่า’ และถ้าฝ่ายนั้นรู้ว่าเธอยังไม่ตายละก็...

คนคนนั้น ต้องกำลังตามหาตัวเธอแทบพลิกแผ่นดิน เพราะเธอจะกลายเป็นทั้งเจ้าทุกข์ พยาน และหลักฐานชิ้นเอกในทันที

“ดิว แกต้องแจ้งความนะ”

“แล้วจะให้ฉันเอาอะไรไปแจ้งความกับตำรวจ ฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เอกสารส่วนตัวก็ยังไม่มีเลย”

“ถ้าอย่างนั้น…”

“เตวิช ฉันว่านายแค่ทำหน้าที่ที่ตกลงไว้กับคุณซานเธียเท่านั้นก็พอ ถ้าไม่อยากเดือดร้อนตามไปด้วย”

“ยัยบ้านี่” หมดคำจะพูดเลย ผมกลอกตาเอือมระอาใส่หล่อนที่พูดตัดบท เธอพูดดักคอราวกับล่วงรู้ความคิดในใจของผม

ชิ ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องของชาวบ้านเขานักหรอก แต่ดันมาเจออะไรแบบนี้ เห็นๆ กันอยู่ทนโท่ เป็นใครก็คงทิ้งเธอไว้ให้เผชิญตามยถากรรมไม่ได้หรอก

“ฉันจะกลับแล้ว เดี๋ยวจะเลี้ยงข้าวเย็นนายปลอบขวัญก็แล้วกัน รอแป๊บ ฉันขอไปเอาของก่อน” เธอพูดเอาแต่ใจ ละออกจากกองขยะตรงหน้า แล้วเดินปรี่ขึ้นบันไดไปยังชั้นสองทันที

“...” ผมไม่ตอบอะไร นอกจากเบ้ปากใส่เธอด้วยความไม่พอใจ

.

To be continued.


อัพจบทาง  ธัญวลัย และ Fictionlog

แต่ติดเหรียญนะคะ

244 ความคิดเห็น