[Reborn] Il Dea ตราบนิจนิรันดร์

ตอนที่ 1 : ข้อเสนอจากพระเจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 266
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    30 ม.ค. 64

         คีตา พยัตโสภณ เด็กสาวลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ผู้เป็นเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มสะสวย แต่กลับซ่อนความแสบสันไว้ด้วยบุคลิกส่วนตัว หล่อนเป็นเด็กเฮี้ยวตัวแสบ หัวหน้าแก๊งนักเรียนที่ชอบยกพวกตีกับคู่อริต่างสถาบันบ่อยๆ  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ใครสามารถดูถูกได้ ในเมื่อห้องที่อยู่คือห้องคิง และเจ้าตัวก็มีผลคะแนนในระดับท็อปเสมอ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มสองคนที่มักอยู่ข้างกายตลอด

 

         ไนท์ นพวิชญ์และราม รามิล ลิ่วล้อคนสนิทของเด็กสาว

 

        ทั้งสามล้วนแต่เก่งวิชาการและกีฬา สร้างชื่อเสียงพอๆ กับชื่อเสียให้โรงเรียน และแม้ว่าจะมีภาพลักษณ์เป็นนักเลงอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่ได้สักแต่จะมีเรื่องชกต่อยหรือทำตัวไร้สาระไปวันๆ  ถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในแก๊งจะไม่ได้อยู่ห้องคิง บางคนถึงกับอยู่ห้องบ๊วย แต่คีตาก็พยายามหาจุดเด่นให้ บางคนมีฝีมือวาดภาพ เธอก็ดันให้เข้าไปอยู่ในชมรมศิลปะ บางคนมีฝีมือด้านดนตรี เธอก็จะดันไปอยู่ชมรมดนตรี ซึ่งส่วนใหญ่จะถนัดใช้แรงกาย เธอจึงชวนให้เข้าเป็นนักกีฬาตามแขนงต่างๆ 

 

         เด็กสาวเป็นคนรักสนุก รักพวกพ้อง และชอบที่จะเที่ยวเล่นไปกับพวกลิงทโมนทั้งหลาย แม้จะมีเรื่องชกต่อยแทบไม่เว้นวัน แต่สาเหตุก็มาจากอีกฝ่ายที่หาเรื่องก่อนทั้งนั้น ปกติพวกเธอจะชนะตลอดด้วยความที่เป็นนักมวยกันเกือบครึ่ง ถึงจะเป็นแบบสมัครเล่นกันก็เถอะ 

 

        เพราะชนะบ่อยบวกกับความบ้าระห่ำเกินเด็กผู้หญิง คีตาจึงไม่เคยกลัวหรือสนคำเตือนของใคร โดนหาเรื่องกี่ทีกี่ทีเธอก็ไม่รอช้าที่จะสนองพวกมัน จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง เกิดแหตุทะเลาะวิวาทเหมือนเคย ฝ่ายตรงข้ามคือโอ๊ต มันเป็นหัวโจกแก๊งต่างสถาบันที่ใหญ่พอๆ กัน ดังนั้นเวลายกพวกตะลุมบอนแต่ละทีจึงสูสี ชนะบ้าง แพ้บ้าง เพราะมันเองก็เป็นนักมวย ชนวนเหตุครั้งนี้คือเด็กในแก๊งเธอถูกทำร้าย 

 

      เสียงตุบตับของหมัดปะทะเนื้อและเสียงอวดครวญของคนที่นอนกับพื้นดังให้ได้ยิน คีตาเป็นคนนัดสถานที่ โดยเลือกปะทะกันตรงๆ ในบริเวณเขื่อนเก็บน้ำของหมู่บ้าน เพื่อจะได้ไม่มีใครเข้ามาสอด และป้องกันไม่ให้คนนอกถูกลูกหลง แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก โอ๊ตยอมร่วมมือตามปกติ ทว่าที่ต่างกว่าทุกทีก็คือ

 

         ฉึก!!

 

        เด็กสาวเบิกตากว้างพอๆ กับโอ๊ต เมื่อกี้เธอเป็นฝ่ายได้เปรียบและกำลังจะซัดหมัดสุดท้ายใส่ปากคนที่ถูกคร่อมไว้ ทว่าความเจ็บและชาวาบก็แล่นทั่วท้อง เมื่อก้มลงมองก็เห็นมีดเสียบคาอยู่ กลิ่นคาวสนิมฟุ้งกระจาย ความเจ็บชามีมากขึ้นทุกที ใบหน้าจิ้มลิ้มไร้เลือดฝาด เธอมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกหลากหลาย ม่านตาผู้กระทำหดลงแถมยังสั่นระริก

 

        “ม...” โอ๊ตปากสั่นพูดไม่ออก เขาเพียงพกมีดมากะจะใช้ขู่ แต่ไม่รู้ว่าอะไรมันดลใจให้แทงใส่ท้องเธอไป

 

      “ไม่! กูไม่ได้ทำ!! เพลง! กูขอโทษ!!” น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความสติแตกอย่างยิ่งยวด มือเปื้อนเลือดยกขึ้นผลักเธอจนกระเด็นไปนอนแผ่อยู่กับพื้น ซึ่งความผิดปกตินี้ก็ทำให้ทุกคนที่กำลังตะลุมบอนอยู่หยุดชะงักกันถ้วนหน้า

 

       “เจ๊!/ เพลง!/ไอ้โอ๊ตมึง!/ลูกพี่!/ฮะ เฮ๊ย!/พวกมึงหนี!” สารพัดเสียงของทั้งสองฝ่ายดังระงม พวกของโอ๊ตหน้าซีดรีบพากันวิ่งไปขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปจากที่นี่ ส่วนพวกของคีตานั้นรีบวิ่งกรูเข้ามาหาเด็กสาว

 

       ไนท์พยุงร่างอ่อนปวกเปียกที่กำลังแสดงสีหน้าเจ็บปวดขึ้นมาประคองกับอก เขาเอามือห้ามเลือดโดยพยายามไม่ให้มีดที่ปักคาอยู่ขยับเขยื้อนมากนัก ปากก็ร้องบอกว่าอย่าหลับ ตั้งสติไว้ แกต้องเข้มแข็งสิวะเพลง ด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น ส่วนรามนั้นรีบโทรเรียกรถพยาบาล แต่สุดท้ายก็พากันตัดสินใจพาไปเองอยู่ดี 

 

        ในขณะที่รอบข้างวุ่นวายเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก เด็กสาวที่เงียบมาตั้งแต่ถูกแทงนั้นก็พยายามลืมตาที่ใกล้จะปิด เธอรู้สึกว่าร่างกายกำลังเย็นเยียบลงเรื่อยๆ  เสียงรอบข้างคล้ายฟังไม่ได้ศัพท์เข้าไปทุกที เธอดูไร้ความหวาดกลัวและไม่มีน้ำตาสักหยด เหงื่อเย็นๆ ไหลจนใบหน้าเปียกโชก ร่างกายกำลังหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ  ทุกอย่างวูบไหวเลือนลางแม้แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้า เธอรู้สึกได้เล็กน้อยว่ากำลังถูกไนท์เขย่าตัว เขานั่งซ้อนท้ายเพื่อคอยประคอง เด็กสาวจึงไม่ตกลงไปขณะทิ้งร่างตามแรงโน้มถ่วง เสียงร้องไห้ตะโกนบอกให้ลืมตาจากเพื่อนชายทั้งสองเข้าหูบ้างไม่เข้าหูบ้าง

 

       คีตายังคงประคองสติอันน้อยนิดไว้ได้จนตอนที่ไปถึงโรงพยาบาล ร่างเล็กถูกอุ้มวางบนเตียงแล้วเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉิน เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังสะท้อนแต่ค่อนข้างเบามากแล้วในความรู้สึกของคนเจ็บ ตอนนี้เด็กสาวตาพร่าไปหมด ไม่รู้ว่ามีดมันถูกตรงไหนถึงได้เลือดไหลมากขนาดนี้ ขนาดไม่ได้เอาออกยังห้ามมันไม่ได้เลย


        เธอกำลังจะตายใช่ไหม

 

        ตอนนี้เธอมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว รู้สึกว่ารอบข้างยังเคลื่อนไหวแต่ไม่รู้แล้วว่าใครกำลังทำอะไร คำตักเตือนต่างๆ แวบเข้ามาในหัว ไม่ว่าจะจากพ่อ แม่ ปู่ ย่าหรือแม้แต่เหล่าอาจารย์ที่รักและเอ็นดู เธอเสียใจที่ไม่ยอมฟังคำเตือนเหล่านั้น เสียใจที่ประมาทจนสุดท้ายก็ต้องมาจบชีวิต พ่อแม่จะเป็นยังไง ปู่ย่าจะเสียใจแค่ไหน ครูล่ะ เพื่อน พี่ น้อง

 

    ทุกคน

 

       'ขอโทษ'เสียงสัญญาณชีพจดังยาวเป็นโทนเดียว พร้อมๆ กับที่หมอตะโกนให้เตรียมเครื่องปั้มหัวใจ

.
.
.
.
.
       ายลมเย็นสบายพัดผ่านร่างผะแผ่ว เด็กสาวรับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังนอนแผ่หราอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ มันแข็งจนไม่น่าจะเป็นเตียงของโรงพยาบาล ร่างกายที่เคยหนักอึ้งชาหนึบ ตอนนี้กลับเบาหวิว เธอนึกขึ้นได้ในวินาทีต่อมาว่าตัวเองตายแล้ว แต่ความรู้สึกของโลกหลังความตายต่างจากที่จินตนาการไว้ลิบลับเลย

 

       “เธอ” มีเสียงผู้หญิงดังอยู่ใกล้ๆ  แถมยังเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก คนถูกเรียกลืมตาขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ยมทูตที่มารับดวงวิญญาณ แต่เป็นหญิงสาวที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองสุดๆ  เรือนร่างเพรียวระหงนั่งสูงสักร้อยเจ็ดสิบเห็นจะได้ ใบหน้ารูปไข่สวยหยดล้อมกรอบด้วยผมยาวสีเทา แถมข้างหน้ายังย้อมเป็นสีม่วงอมเทาอีก คาริสม่าของสาววัยสะพรั่งแผ่กระจาย คีตานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันไปสำรวจรอบๆ  แล้วสะดุดตากับผู้หญิงอีกคนที่ยืนทำหน้าเบื่อโลกอยู่ข้างหลังแทน 


         คราวนี้เป็นเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หน้าตาน่ารักแต่ดูเบื่อโลกสุดๆ  ผมสั้นประบ่าสีดำและมีปอยสองข้างไฮไลท์สีขาว...เทรนฮิตของโลกหลังความตายเหรอ? 

 

         “ลุกไหวไหม?” พี่สาวคนสวยเอ่ยถาม เธอกำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างคีตาที่นอนแผ่ คนถูกถามพยักหน้าแล้วลุกขึ้นนั่ง แล้วมองไปรอบๆ อีกครั้ง ที่มีแต่สีขาวเต็มไปหมด มันกว้างขวางและใหญ่โตราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด เธอมองไม่เห็นผนังเลยสักด้าน เพดานก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า ที่นี่ดูน่าอึดอัดใจพิกล มันไม่ใช่นรกที่เคยเห็นตามสื่อต่างๆ  ไม่เหมือนคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ สวรรค์ก็ไม่คล้าย

 

        “ที่นี่ที่ไหน?” ถามแล้วนิ่วหน้าเมื่ออีกฝ่ายส่ายหัว เธอลุกขึ้นยืนสำรวจตัวเอง พบว่าบาดแผลได้หายไปแล้ว แม้แต่เสื้อผ้าก็กลับเป็นปกติ รอยเลือดก็ไม่มี...หรือว่าเพราะเป็นวิญญาณแล้วเลยกลายเป็นแบบนี้?

 

        “นี่คือโลกหลังความตายรึไง” เธอถอนหายใจก่อนบ่นออกมา ทำให้อีกสองคนเลิกคิ้วเล็กๆ  ความจริงแล้วพวกเธอต่างก็ตายแล้วมาโผล่ที่นี่ทั้งนั้น ดูเหมือนว่าผู้มาใหม่ก็ไม่ต่างกัน แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร เสียงทุ้มมีอำนาจและชวนให้จิตใจสงบยามได้ฟังก็ดังขึ้น

 

         “ในที่สุดก็มาเสียทีนะ เหล่าเดอาของข้า” เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามีรอยยิ้มเป็นมิตร จากภายนอกแล้วอายุน่าจะราวยี่สิบปลายๆ  เครื่องหน้าสมบูรณ์แบบพอๆ กับรูปร่าง ดูหล่อเหลาและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ผมยาวสีเงินสว่างกลมกลืนไปกับชุดคลุมที่มีขลิบสีฟ้าอ่อนดูหรูหรา  ดวงตาสีทองกำลังทอดมองเหล่าผู้ถูกเลือก

 

      “นายเป็นใคร” เด็กสาวท่าทางขวางโลกถาม

 

         ชายหนุ่มผมเงินยังคงยิ้มอ่อนโยนมั่นคง “มนุษย์อย่างพวกเจ้าคงเรียกข้าว่าพระเจ้ากระมัง”

 

       “พูดเป็นเล่น” คีตานิ่วคิ้วแถมมองอีกฝ่ายอย่างกังขา หากเป็นพระเจ้าจริงๆ  เธอก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีสิทธิ์เจอหรอก

 

       “เดอาคืออะไร” หญิงสาวที่อายุมากที่สุดดูจะเก็บรายละเอียดได้มากกว่ารุ่นน้อง เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ดูเหมือนจะเป็นที่ถูกใจของผู้อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้ามาก เขายิ้มกว้างขึ้นอีกหน่อย

 

       “เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่เรื่องราวที่เป็นคำตอบว่าทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ตรงนี้ อยากฟังหรือไม่?” ทิ้งท้ายด้วยคำถามเหมือนยั่วให้อยากรู้มากขึ้น แต่ไม่มีใครตอบอะไร ต่างก็จ้องมองเขาด้วยท่าทีที่แตกต่างตามอุปนิสัย

 

       คีตายกมือขึ้นกอดอก เธอหรี่ตาคล้ายจะสื่อว่าจะลีลาทำซากอะไรเยอะแยะ ความเป็นนักเลงที่อยู่ในสายเลือดนั้นฉายชัดออกมาทุกท่าทางการขยับ พระเจ้าสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กสาวจะสื่ออะไร

 

       จะรีบเล่าดีๆ หรือจะเล่าทั้งน้ำตา

 

      ใบหน้าหล่อเหลายังคงมีรอยยิ้มไม่จางหาย เขาเปิดปากเล่าด้วยท่าทีสงบน่าเชื่อถือ

 

        “เคยได้ยินเรื่องโลกคู่ขนานหรือไม่? โลกที่พวกเจ้าอยู่นั้นเป็นเพียงมิติใบหนึ่ง ในจักรวาลอันน่าพิศวงนี้ยังคงมีมิติคู่ขนานอีกมากมาย พวกเจ้าอาจได้เห็นผ่านตามาจากเรื่องเล่าหรือนิยายบ้าง คงคิดว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระที่พิสูจน์ไม่ได้สินะ?" เว้นจังหวะให้คิดตาม 


          "แต่ว่ามันก็คือความจริง ข้าคือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลมิติทั้งหมด การเกิด คงอยู่และสิ้นสูญของพวกมันล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของข้า ตอนนี้ได้มีมิติเกิดขึ้นมาใหม่ ลักษณะของโลกและผู้คนล้วนคล้ายกับเรื่องราวที่มนุษย์ในมิติเดียวกับพวกเจ้าสร้างขึ้น” เบื้องหลังทั้งสามมีกระจกบานใหญ่ปรากฏ กรอบของมันเป็นสีเงินสลักลายวิจิตร แต่นั่นไม่ได้เป็นที่น่าสนใจเท่าภาพที่ฉายอยู่ข้างใน

 

      “อนิเมะเรื่องรีบอร์น?” พี่สาวคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

 

     ภาพที่เห็นคือเหล่าผู้คนที่มีลักษณะแปลกๆ  พวกเขาล้วนมีสีผมหลากหลายทว่าดูเป็นธรรมชาติ ดวงตาไม่ได้มีเพียงสีดำ น้ำตาล ฟ้าหรืออื่นๆ ที่มีตามปกติของมนุษย์ 

 

      ที่เห็นอยู่ตอนนี้คือภาพของมิลฟีโอเล่ในโลกอนาคต แม้ตอนนี้จะดูเหมือนมนุษย์แค่ไหน แต่คนติดตามย่อมจำได้เพราะเอกลักษณ์อันโดดเด่นนั่น คีตาเองก็ดูรีบอร์นมาเหมือนกันเลยรู้สึกประหลาดใจ เมื่อข้างกายของเบียคุรันปรากฏเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนมีผมสีเงินเป็นลอนยาวสลวย ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตาสีเดียวกันนั้นเป็นประกายใสสะอาดไร้เดียงสา

 

      เธอเป็นใคร? ไม่น่าจะมีในรีบอร์นนี่

 

       “อย่างที่เห็น มันมีความผิดปกติ ตัวละครและเรื่องราวที่ไม่น่าจะมีได้ผุดขึ้นมากมาย นั่นจึงทำให้มิติเสียสมดุลจนเกิดปีศาจชนิดหนึ่งขึ้น มันชื่อนินฟี จะกัดกินมิติจนในที่สุดก็พังทลาย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีผู้คอยกำจัด เรื่องราวแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆ หรอกนะ" ยักไหล่เล็กน้อย "คนที่มีหน้าที่กำจัดนินฟีในครั้งนี้ได้ถูกเรียกว่าเดอา แต่ว่ามิติทุกมิตินั้นมีความละเอียดอ่อนมาก หากไม่ใช่คนมีพลังงานของจิตที่เข้ากันได้ก็จะไม่สามารถเข้าไป หรือหากเข้าไปแล้วก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ แถมยังต้องเป็นคนจากมิติอื่น

 

        “ซึ่งก็คือพวกเรา?” เด็กสาวอีกคนเลิกคิ้ว

 

        “ถูกต้อง พวกเจ้าได้หมดอายุขัยในมิติของตัวเอง พอดีกับที่มีลักษณะตรงกับที่ข้าต้องการ ดังนั้นจึงกลายเป็นผู้ถูกเลือก เอาล่ะ...จะรับหน้าที่เป็นเดอาหรือไม่” เมื่ออธิบายเรื่องราวคร่าวๆ แล้ว เขาก็จบท้ายด้วยคำถาม

 

        “ถ้าสมมุติว่าไม่รับ?” เด็กสาวคนเดิม

 

       “พวกเจ้าก็จะกลับไปสู่กฎวัฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิดเช่นมนุษย์ปกติ”

 

        “งั้นขอถามหน่อยได้รึเปล่า ถ้าสมมุติว่าพวกเราไม่รับข้อเสนอมันจะเป็นยังไง แล้วถ้าไม่มีใครไปกำจัดนินฟีอะไรนั่น จะเกิดอะไรขึ้น” คีตารู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ  ความจริงก็ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวเพราะเธอไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมิตินั้น เธอไม่ใช่ฮีโร่และไม่ได้อยากเป็น ไม่ใช่คนดีถึงขนาดจะยอมรับข้อเสนอไปหาเรื่องลำบากลำบนทำเพื่อคนไม่รู้จัก แต่กลับสังหรณ์ว่าถ้าไม่ถามแล้วปัดข้อเสนอทันที เธอจะต้องเสียใจ

 

      “หากพวกเจ้าไม่ยอมเป็นเดอาเลยสักคน ข้าก็แค่ต้องหาใหม่ แต่ว่าจะหาคนที่พลังงานตรงกับมิตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะหาได้พร้อมกันสามคนแบบนี้ยิ่งเป็นไปได้ยาก ข้าใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อเฟ้นหาพวกเจ้า และหากต้องรอนานไปกว่านี้ก็คงจะไม่ทันการ นินฟีมันคงกัดกินมิตินั้นจนพังทลายและลามไปหามิติอื่น รวมถึงมิติที่พวกเจ้าจากมาด้วย”

 

       ภาพครอบครัวและคนที่รักผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ  คีตาไม่รู้หรอกว่ามิติพังทลายมันเป็นยังไง แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะกล่าวว่า “งั้นตกลง” ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเดอามันต้องทำยังไง นินฟีมันเป็นตัวแบบไหน แล้วตัวเองจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่เธอก็ไม่กลัว คราวนี้ความบ้าระห่ำจะถูกใช้เพื่อคนอื่นบ้าง อย่างน้อยมันก็มีประโยชน์มากกว่าที่เคยแน่

 

       พระเจ้ายิ้มอย่างพึงพอใจกับความกล้าหาญนั่น ก่อนจะหันไปมองอีกสองคนที่ยังคงเงียบ “แล้วพวกเจ้าล่ะ?”

 

       “เดอานี่ต้องทำอะไรบ้าง บอกไว้ก่อนนะ ฉันไม่รู้วิธีต่อสู้” เด็กสาวคนนั้นพูดด้วยท่าทางเฉยชา “แล้วฉันก็ไม่เคยอ่านมังงะหรือดูอนิเมะเรื่องนี้ด้วย ถึงจะเคยเห็นผ่านตามาบ้างก็เถอะ แต่ถ้าจะให้เข้าไปอยู่จริงๆ คงไม่เหมาะมั้ง”

 

      “ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร พวกเจ้าก็แค่ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และกำจัดนินฟีเมื่อเจอเท่านั้น ส่วนรายละเอียดที่เหลือ พวกเจ้าจะได้รู้หลังจากที่ยอมเป็นเดอา”

 

       “เดี๋ยวก่อน ขอคำถามสุดท้าย” หญิงสาวพูดขึ้น เธอเป็นคนที่ดูรีบอร์น แถมเป็นติ่งมากกว่าอีกสองคนด้วย “จะให้ไปอยู่ในช่วงไหนของเรื่องเหรอ? หรือว่าไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลักที่ฉันเคยรู้มา”

 

       “ตัวตนของพวกเจ้านั้นเหมือนแก่นสำคัญที่จะช่วยพยุงมิติให้สมบูรณ์ มันจะถูกแบ่งเป็นช่วงเวลาตามเนื้อหามังงะ พวกเจ้าจะถูกส่งไปกันคนละที่ หนึ่งคือยุคอดีต” ภาพในกระจกเปลี่ยนไป ชายคนหนึ่งซึ่งมีท่าทางสง่างามและหน้าตาหล่อเหลาปรากฏขึ้น ผมสีทองซอยละต้นคอยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ดวงตาสีท้องฟ้าปรือคล้ายง่วงเต็มแก่ เขาเหมือนราชสีห์ขี้เกียจที่กำลังนั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะทำงาน

 

        “สองคือยุคปัจจุบัน” คราวนี้เป็นภาพของเด็กหนุ่มท่าทางซุ่มซ่ามที่อยู่ในชุดนักเรียน ทรงผมเขาคล้ายชายคนแรกแต่สั้นกว่า ทั้งยังเป็นสีน้ำตาล ดวงตาสีเดียวกันนั้นฉายแววใสซื่อเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานด้านบวกมองโลกในแง่ดี

 

       “และสามคือยุคอนาคต ซึ่งเป็นมิติซ้อนมิติ เป็นเหมือนโลกคู่ขนานที่จะไม่เกี่ยวกับสองมิติแรก” ภาพได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง  แต่คนที่กระจกฉายออกมาไม่ใช่คนอื่น เป็นเด็กหนุ่มคนเมื่อครู่ในสภาพโตแล้ว ท่าทางใสซื่อไร้เดียงสาเปลี่ยนไป เครื่องหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างวัยหนุ่มฉกรรจ์กำลังยกยิ้ม มันก้ำกึ่งระหว่างอ่อนโยนกับเจ้าเล่ห์ ทั้งยังสื่อว่าเขากำลังรู้สึกชนะอยู่นิดหน่อย

 

       มันซับซ้อนและมากไปด้วยอารมณ์หลากหลายจนพูดยาก ที่แน่ๆ คืออันตรายมากๆ สำหรับผู้หญิงที่อยู่ใต้อาณัติเขา หล่อนมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือหูแมวสีมาเจนต้ากลืนไปกับเส้นผม ใบหน้าสวยอ่อนเยาว์ติดน่ารัก แต่กำลังแยกเขี้ยวใส่ชายหนุ่มที่คร่อมตัวเองอยู่ คีตาแอบเห็นด้วยว่าหล่อนมีหางสีเดียวกับผมด้วย มันฟูฟ่องแนบไปกับเตียง ดูน่าขยุมขยำมากๆ 

 

        “แค่กๆ!” เสียงไอสำลักดังขึ้น เด็กสาวรู้สึกว่านี่มันชักจะประหลาดไปกันใหญ่ ผู้หญิงที่เหมือนแมวคนนี้ก็คงจะเป็นอีกตัวละครที่โผล่ขึ้นมาอย่างผิดปกติ แต่ไม่ยักจะเคยรู้มาก่อนว่าเจ้าทูน่าซื่อบื้อนั่น โตไปจะร้อนแรงขนาดนี้...

 

       ตามความเข้าใจก็คือ ยุคแรกเป็นเรื่องราวในยุคของพรีโม่ ยุคที่สองเป็นเรื่องราวในเนื้อเรื่องหลักที่พวกสึนะอยู่ ส่วนยุคที่สามเป็นภาคโลกอนาคตของเรื่องรีบอร์น ซึ่งตอนจบภาคมันได้ถูกแยกจากโลกที่พวกตัวเอกอยู่ ทำให้พวกเขาจะไม่ได้เจอต้นเหตุความสูญเสียอย่างสงครามวองโกเล่กับมิลฟีโอเล่ อันที่จริงก็คลับคล้ายคลับคลาว่าในเรื่องมีการกล่าวถึงมิติคู่ขนานด้วย เพราะแบบนั้นยุคที่สามที่พระเจ้าพูด จึงกลายเป็นมิติซ้อนมิติล่ะมั้ง

 

      “ว่ายังไงล่ะ” พระเจ้าทวงถามถึงการตัดสินใจอีกครั้ง

 

      “ถ้าให้ฉันไปที่โลกอนาคต จะยอมตกลงก็ได้นะ” ภายใต้ท่าทีที่ดูเรียบเฉยนั้นซ่อนดวงตาเป็นประกายเอาไว้อยู่ เธอมีคนที่อยากเป็นเจอให้ได้

 

      “ฉันยังไงก็ได้” คนไม่ดูรีบอร์นเพียงยักไหล่ด้วยท่าทีเฉยชาเท่านั้น

 

       ส่วนคีตาเพียงยืนเงียบไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอตัดสินใจรับข้อเสนอไปก่อนใครแล้ว


---


      #อุ๊ยตายแล้ว...ดองหลายเดือนเลยเหรอนี่//โดนรุมสะกรำ

      #แค่กๆ--พอดีหาเมจใหม่ที่ถูกใจยากมากค่ะ ไม่ตั้งใจหาด้วยแหละ.....เก๊ากอโต๊ดดดด

     #ตอนที่หนึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมาก จะไปเปลี่ยนตอนหลังๆ มากกว่า


By เงาลดา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

40 ความคิดเห็น

  1. #24 Supanna boonsri (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:27

    มาแล้วววว คิดถึงไรท์มากกกกๆๆๆเลยค่าาาาาา~~~

    #24
    1
    • #24-1 เงาลดา(จากตอนที่ 1)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:02
      คิดถึงรีดมากๆๆๆเช่นกันค่า
      #24-1
  2. #17 คาเรียน่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 21:15

    รออ่านอยู่เสมอเลยค่ะดีใจที่ๆรท์มาต่อนะคะ^_^
    #17
    1
    • #17-1 เงาลดา(จากตอนที่ 1)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:01
      ขอบคุณนะคะ;-;
      #17-1