[Reborn] Il Dea ตราบนิจนิรันดร์

ตอนที่ 2 : สิ่งที่เดอาต้องรู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 244
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    30 ม.ค. 64

     หลังจากที่ทั้งหมดตกลงรับข้อเสนอ พระเจ้าก็ได้แจกแจงหน้าที่และข้อมูลคร่าวๆ มา ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรมาก ทุกคนจะได้ไปอยู่คนละยุคอย่างที่เขาบอกในตอนแรก คีตาเป็นยุคพรีโม่ อชิหรือเด็กสาวผู้มีท่าทางขวางโลกนั้นเป็นยุคสึนะ และนาชิ หญิงสาวผมเงินได้อยู่ยุคอนาคตอย่างที่เธอปรารถนา 

 

        ทุกคนจะถูกนำไปใส่กายหยาบที่มีความเข้ากันของพลังงาน พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ วิญญาณจะถูกนำไปใส่ในร่างของใครสักคนที่อยู่ในโลกรีบอร์น ซึ่งเจ้าของเดิมได้ตายไปแล้ว และพวกเธอจะถูกทำเครื่องหมายว่าเป็นเดอา ซึ่งมันคือดวงตา

 

       ของคีตานั้น จากที่เคยเป็นสีดำก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสว่างสดใสราวกับอำพัน อชิเป็นฟ้าเย็นสบายอย่างอความารีน และนาชิเป็นสีม่วงเปี่ยมเสน่ห์ของอเมทิส

 

       พระเจ้าบอกว่าดวงตาของทุกคนเป็นแหล่งกักเก็บพลังและสัญลักษณ์ที่สำคัญของเดอา พลังที่จะช่วยพยุงมิติล้วนอยู่ตรงนี้ทั้งสิ้น และอีกสิ่งสำคัญที่ต้องติดตัวไว้ตลอดคือสร้อยเรซิ่นเดอา

 

        เขาให้ทั้งสามใส่ไว้ในทันที มันเรืองแสงอยู่หลายอึดใจแล้วก็หยุด ซึ่งได้ความว่าสาเหตุที่มันเป็นแบบนี้มีอยู่สามกรณี หนึ่งคือมีนินฟีอยู่ใกล้ๆ  สองคือพวกเธอใช้งานอะไรสักอย่าง และสามคือเรซิ่นอีกหนึ่งหรือสองอยู่ใกล้กัน ซึ่งมันก็คล้ายๆ กับจุกนมของเหล่าอัลโกบาเลโน่นั่นเอง

 

        สีของพวกมันแตกต่างกันไปตามพลังธาตุของแต่ละคน คีตานั้นเป็นสีเหลืองของธาตุอรุณ แถมได้ลักษณะพิเศษคืออึดกว่าเดิม และร่างกายฟื้นฟูเร็วมาก แต่ว่าเธอและอชิไม่มีสัตว์กล่องเหมือนกับนาชิ โดยพระเจ้าให้เหตุผลว่า ในยุคอดีตและช่วงที่อชิจะไปนั้นยังไม่มีการสร้างอาวุธกล่อง หากพวกเธอมีมันจะทำให้เหตุการณ์ผิดเพี้ยนเกินไป แถมยุคอดีตนั้นการต่อสู้ของเหล่ามาเฟียก็ไม่หวือหวาเหมือนอนาคต ยังไม่มีการนำไฟธาตุมาประยุกต์ใช้อย่างหลากหลายเท่าไหร่

 

       คีตาแอบเซ็งนิดหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะ ยังไงเธอก็ถนัดแค่มวยอยู่แล้ว อาวุธนั้นนอกจากมีดทำครัวก็ไม่เคยจับอย่างอื่น ส่วนปืนไม่ต้องพูดถึง ยิงไปสิบนัด เข้าเป้าได้สักนัดก็บุญหัวสุดๆ

 

      ตอนนี้ในมือเด็กสาวมีกล่องไม้ขนาดกลางอยู่ เมื่อเปิดฝาออกก็พบกับเชือกแข็งเส้นไม่เล็กไม่ใหญ่ ลักษณะเหมือนที่มวยคาดเชือกเขาใช้กัน แต่เป็นสีทองสวยงามและมีไฟธาตุอรุณไหลเวียน

 

       พระเจ้าทำการบ้านมาดีไม่น้อย ความจริงแล้วสิ่งที่ครูชาญ อาจารย์ของเธอสอนให้ ไม่ได้มีแค่ลูกไม้มวยไทยที่ใช้เป็นกีฬา แต่เป็นแม่ไม้ที่มีความรุนแรงและอันตรายกว่า หลายท่าก็เล็งจุดตายหรือบางทีหากโดนก็เสี่ยงพิการได้ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสมัยก่อนใช้ต่อสู้จริง และมันจะรุนแรงมากเมื่อใช้เชือกคาดแทนนวม สมัยก่อนก็เคยมีการชกกันตายมาแล้ว ความแข็งของมันเพิ่มประสิทธิภาพได้มากทีเดียว

 

       “เรื่องนินฟี กฎของเดอา และข้อมูลอื่นๆ พวกเจ้าจะได้รู้หลังไปอยู่ในมิตินั้นแล้ว ขอย้ำอีกครั้งว่าเรซิ่นเดอาคือสิ่งสำคัญ ห้ามถอดออกจากคอเด็ดขาด หรือหากถอดก็ต้องมั่นใจว่ามันจะปลอดภัย มันก็เหมือนไอเทมพิเศษของพวกเจ้านั่นแหละ แม้มีอาวุธแต่ถ้าไม่มีมันก็ต่อกรกับนินฟีไม่ได้ และถ้าหาย ความเป็นเดอาก็จะไม่มีความหมายอีก ในเรซิ่นมีประตูเข้าไปในมิติไร้กาลอยู่ ที่นั่นจะมีผู้ดูแลซึ่งเขาจะเป็นคนอธิบายเรื่องที่เหลือต่อจากข้า เป็นผู้ที่จะคอยช่วยเหลือพวกเจ้านับจากนี้ หากพวกเจ้าไปถึงยุคของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็จงหลับตาแล้วอธิษฐานว่าขอเข้าไปในมิติไร้กาล เรื่องนี้สำคัญนะ ห้ามลืมเด็ดขาด”

 

        นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่คีตาจำได้ พระเจ้ายกมือขึ้นสาดพลังบางอย่างใส่พวกเธอ มันเป็นสีขาวสว่างทั้งยังระยิบระยับโดดเด่นแม้จะอยู่ในโลกที่มีแต่สีขาว ทันทีที่หลับตาเพราะเกินจะต้านทาน สมองก็ขาวโพลนแล้วรู้สึกตัวอีกทีในตอนที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหน

 

        เปลือกตาบางกระพือขึ้นลงเพื่อสร้างความคุ้นชินกับแสง อำพันสีสวยกรอกมองซ้ายขวาเพื่อสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ทัศนวิสัยของเธอแคบลงมากๆ  ทั้งยังรู้สึกว่ากำลังนอนอยู่บนเบาะนุ่มนิ่ม และมีสิ่งที่คล้ายขอบตะกร้าสานล้อมรอบทุกทิศทาง เธอเห็นแต่ท้องฟ้ากับปลายไม้สูงๆ ที่กำลังผ่านไปไม่ช้าไม่เร็ว นอกจากนั้นก็ยังมีใบหน้าคนที่อยู่ใต้ฮู้ดสีขาว แม้คนอื่นอาจมองไม่เห็นหน้า แต่จากมุมของเธอนั้นเห็นชัดเจนเชียวล่ะว่าเป็นพระเจ้า และดูเหมือนว่าเขากำลังถือเธอที่นอนในตะกร้าแนบอกอยู่ด้วย

 

         “.....” ถือ? นอนอยู่ใน...ตะกร้า?

 

        ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามเหลือบมองหน้าเขา รอยยิ้มอ่อนโยนเป็นมิตรยังคงมีไม่จางหาย ระหว่างที่พาเด็กสาวซึ่งกลายเป็นทารกวัยหนึ่งเดือนเดินไปอย่างนุ่มนวล ผู้เป็นพระเจ้าก็ได้เอ่ยอธิบายให้ฟัง

 

       “ในยุคนี้ไม่มีกายหยาบที่พลังงานเข้ากับเจ้าเลยสาวน้อย ดังนั้นข้าจึงสร้างให้ใหม่เป็นกรณีพิเศษ ถึงจะมีข้อเสียตรงที่เป็นได้แค่ทารกก็เถอะ แต่ไม่เป็นอะไรหรอก ยังเหลือเวลาอีกหลายปีให้เจ้าเติบโตและฝึกฝน ความพิเศษของร่างกายและความรู้ที่เจ้ามีติดตัวนั้นจะช่วยให้อะไรง่ายขึ้น และข้ากำลังจะพาไปหาคนที่เหมาะจะอุปการะเลี้ยงดูเจ้า ไว้ใจได้เลย” คีตาที่เป็นเด็กทารกไม่สามารถตอบอะไรได้ แต่ดวงตาสีทับทิมก็สื่อสารว่ามันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าเขาพาเธอไปให้คนที่ไม่ดีก็xเกินไป เขาต้องใช้งานเธออีกนานนะ อย่าลืมสิ

 

        เจ้าของเสียงทุ้มหัวเราะขลุกขลักในลำคอ เขาไม่ได้พูดอะไรจนเดินไปถึงบ้านหลังหนึ่ง มันไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ก็มีลักษณะที่ดี ดูสะดวกสบายครบครันและยังอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านพอสมควร เขาเลือกที่จะวางเด็กน้อยเอาไว้หน้าประตูซึ่งตอนนี้แสงส่องไม่ถึง กระดาษแผ่นเล็กถูกสอดไว้ใต้ตัวเด็กน้อย ก่อนที่จะเคาะประตูแล้วหายตัวไปทันที

 

       คีตาเหลือบมองประตูอย่างเฝ้ารอว่าคนที่ตนต้องอยู่ด้วยนับจากนี้จะเป็นยังไง ไม่นานประตูไม้ลักษณะแข็งแรงก็เปิดออก เจ้าของบ้านเป็นชายวัยกลางคน แต่ท่าทางยังดูแข็งแรงทั้งกำยำล่ำสัน ดวงตาสีเทาเป็นประกายประหลาดใจเมื่อพบทารกถูกใส่ตะกร้าวางไว้หน้าบ้าน แถมยังมีสร้อยคอที่ห้อยด้วยจี้อะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก มันมีลักษณะเป็นสีเหลืองใสเหมือนดวงตาเด็กน้อย ไม่ใช่อัญมณีแต่ก็แวววาวสวยงาม สายสร้อยที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ถูกเอาทบกันเพื่อให้สั้นลงจนพอดีกับคอเด็ก แถมข้างตะกร้าก็ยังมีกล่องไม้ลายวิจิตรวางอยู่

 

       “ไหนดูซิว่าวันนี้ข้าเจออะไร เด็กน้อย ใครใจร้ายเอาเจ้ามาทิ้งไว้ที่นี่กัน” ภาษาอิตาลีสาดใส่หน้าให้มึนงง แม้ความจริงแล้วคีตาจะพูดได้หลายภาษา แต่เธอไม่เคยเรียนหรือฝึกภาษานี้มาก่อน ความรู้มีค่าเท่ากับศูนย์ ดังนั้นจึงได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองเขา

 

        มือที่ทั้งใหญ่และสากกระด้างช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มได้อ่อนโยนเกินคาด แม้ว่าจะดูเก้ๆ กังๆ ก็ตามที สงสัยว่าคงไม่เคยอุ้มเด็กอ่อน ดวงตาฉงนเปลี่ยนเป็นมองเขาอย่างพิจารณา

 

          วูออโต้มองเด็กน้อยด้วยความสนใจ ดวงตาสีทับทิมนั้นนอกจากจะมีประกายระยิบระยับยามต้องแสงแล้ว ยังดูฉลาดเฉลียวเกินกว่าเด็กปกติ หนูน้อยมองมาที่เขาแล้วยังกระพริบตาชวนให้หลง ริมฝีปากเล็กแย้มยิ้มพิมพ์ใจ ดูน่ารักน่าชังไม่หยอก

 

      “ฮะๆ” หนุ่มใหญ่หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปสะดุดตากับแผ่นกระดาษเล็กๆ ที่วางอยู่ในตะกร้า วูออโต้จึงไม่รอช้าที่จะหยิบมันขึ้นมาดู

 

       “ค...คีตา? ชื่อเจ้าอย่างนั้นหรือ หืม?” เขาส่งเสียงในลำคอเมื่อพบว่ามันเขียนไว้สองชื่อ อันแรกนั้นออกเสียงได้ไม่มีปัญหา เพราะมันคล้ายกับภาษาอิตาลีอยู่แล้ว แต่ชื่อที่สองที่กำกับไว้ว่าเป็นชื่อเล่นนั้น “พ...” พยายามออกเสียงตาม ทว่าสุดท้ายก็ได้แต่นิ่วคิ้วอึดอัดใจเมื่อมันยากเกินจะทำได้

 

       “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าคีตาแล้วกัน ถึงจะไม่รู้ว่ามันมีความหมายว่ายังไงก็เถอะ อย่างน้อยก็ดีกว่าชื่อเล่นอะไรนั่นล่ะนะ ออกเสียงยากจริงๆ” ร่างสูงก้มลงหยิบตะกร้าใบเล็ก ก่อนจะพาเด็กน้อยเข้าไปในบ้านพัก

 

        วูออโต้รู้ดีว่าตัวเขานั้นไม่เหมาะจะรับเลี้ยงเด็กอ่อนเท่าไหร่ ทางที่ดีคือพาไปส่งโบสถ์สักแห่ง แต่เขากลับตัดใจทำอย่างนั้นไม่ได้ เด็กน้อยคนนี้ราวกับร่ายมนต์ใส่ เขารู้สึกถูกชะตาและรักใคร่เอ็นดูอย่างง่ายดาย สุดท้ายเลยตัดสินใจว่าถึงยังไงก็จะเลี้ยงให้ได้

 

        ในบ้านกว้างขวางกว่าที่เด็กสาวในร่างทารกคิดมาก คีตาพยายามสำรวจเท่าที่จะทำได้ ร่างกระจ้อยร่อยถูกวางไว้บนเตียงหนานุ่ม ส่วนคนที่จะเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูต่อจากนี้กลับหายไป เดอาตัวน้อยกรอกตาอย่างกังขาว่าปล่อยเด็กอ่อนไว้คนเดียวแบบนี้ก็ได้หรือ เขาจะเลี้ยงเธอรอดไหม แต่คิดได้ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง

 

       ท่าทางเขาดูตื่นเต้นและเร่งรีบ อีกทั้งยังดูนำเสนอว่าที่ลูกบุญธรรมสุดๆ  ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในวัยสาว อายุคงจะยี่สิบกลางๆ ถึงตอนปลายไม่มากไปกว่านั้น เรือนผมสีทองยาวเป็นลอนคลื่นถึงน่องขา ดวงตาสีเทาเป็นประกายประหลาดใจยามมองมาที่คีตา และไม่รอช้า หล่อนตรงเข้ามาสำรวจเด็กน้อยทันที “ผู้หญิง? ท่านแน่ใจหรือว่าจะรับเลี้ยงนาง”

 

       “แน่นอน! แต่ว่าช่วงนี้คงต้องวานเจ้าช่วยดูแลหน่อยนะเซียนน่า ส่วนเรื่องค่าจ้างนั้นไม่ต้องห่วง ข้าจะตอบแทนให้อย่างเหมาะสมแน่นอน”

 

       หญิงสาวพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไร เธอมองเด็กทารกบนเตียงแล้วยิ้มออกมาอย่างนึกถูกชะตาอยู่ไม่น้อย ท่าทางนิ่งเงียบมองเธอกับวูออโต้คุยกันอย่างสนใจและครุ่นคิดนั้นดูฉลาดเกินเด็กมากทีเดียว แล้วเซียนน่าก็นิ่วคิ้วเมื่อสังเกตเห็นสร้อย ผิวขาวอมชมพูของเด็กน้อยขึ้นรอยแดงจนเห็นได้ชัด สาวเจ้าดูไม่ค่อยพอใจ “สร้อยนี่ท่านเป็นคนใส่ให้นางหรือวูออโต้”

 

      “เปล่า มันติดมากับนางนั่นแหละ สงสัยว่าพ่อแม่ของนางคงเอาไว้ให้เป็นของดูต่างหน้า...ก็ดูรักลูกดีนี่นา มีเหตุผลอะไรให้นำมาทิ้งไว้กัน” ตอบแล้วพึมพำกับตัวเองอย่างสงสัย

 

      “สร้อยมันทำให้เด็กอ่อนระคายผิวนะ ข้าว่าท่านเก็บไว้ให้นางก่อนดีกว่า โตเมื่อไหร่ค่อยเอาให้” มือเรียวเอื้อมไปจะถอดสร้อยออก แต่คีตาที่จ้องอยู่แล้วตั้งแต่เห็นท่าทางมีปัญหากับเรซิ่นเดอานั้นรีบยกมือป้อมๆ  ขึ้นคว้าจี้ไว้ ทั้งยังหน้านิ่วคิ้วขมวดพูดพึมพำไม่ได้ศัพท์ใส่หญิงสาว 

 

      เซียนน่าเลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู “หวงเสียด้วย ข้าไม่ได้จะขโมยหรอกเด็กน้อย ให้พ่อทูนหัวของเจ้าเก็บไว้ให้นะ โตขึ้นแล้วค่อยเอากลับมาใส่”

 

      ฟังไม่ออกว้อย!’ คิดในใจแล้วโวยวายด้วยเสียงอ้อแอ้ ทั้งยังพยายามผลักมืออีกฝ่ายออกเท่าที่แรงเด็กหนึ่งเดือนจะทำไหว ทว่าก็ไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่ เรซิ่นเดอาถูกถอดออกไปในที่สุด ก่อนจะตกไปอยู่ในมือของวูออโต้

 

       โว้ย!’ ขาและแขนเล็กๆ ดีดดิ้นตบที่นอนปุๆ อย่างโมโห ดวงตาสีทับทิมที่เคยมองทั้งสองคนอย่างแป๋วแหววกลายเป็นความเกรี้ยวกราดเอาเรื่อง คีตามองอย่างข่มขู่ หากลุกขึ้นไปชวนต่อยได้คงทำแล้ว รู้สึกอนาถใจมาก ร่างเด็กทารกนี่มันทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ

 

       “ฮ่าๆ เอาเรื่องน่าดูเลยลูกพ่อ” วูออโต้เรียกลูกได้เต็มปากเต็มคำ เขาเดินไปนั่งใกล้คีตาก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัว แล้วเอาสร้อยให้

 

      “วูออโต้” เซียนน่าแย้งด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด

 

      “น่าๆ นางก็คงรักของนางนั่นแหละ” คีตาชะงักกับท่าทางอ่อนโยนนั่น มือเล็กป้อมรีบคว้าเรซิ่นมากำไว้แน่น แต่ไม่ยอมสบตาสีเทาอีก เธอเป็นพวกไม่ค่อยถูกกับคนอ่อนโยนเท่าไหร่ มันอึดอัดใจทำตัวไม่ถูกพิกล รู้สึกว่าเขาเป็นคนดีเกินไปจนไม่กล้าเข้าใกล้ ทั้งยังรู้สึกจั๊กจี้แปลกๆ

 

       “คีตา~” แต่วูออโต้ไม่ได้รู้เรื่องนั้น เขาลูบหัวและเรียกชื่อลูกสาวหมาดๆ ด้วยความอารมณ์ดี ท่าทีหันหน้าหนีหลบสายตานั้นดูน่ารักน่าชังแปลกๆ  เขาคิดว่าเธอคงเขินกระมัง

 

      “นั่นชื่อนางหรือ แปลว่าอะไร” เซียนน่าที่ตอนนี้เปลี่ยนไปยืนอยู่ข้างเตียงถามขึ้น

 

      “ไม่รู้สิ มันเขียนมาในกระดาษน่ะ” ว่าพลางพยักพเยิดไปทางแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนกล่องไม้แสนสวย

 

       คีตาเลิกสนใจทั้งสองคน เธอหลับตาแล้วตั้งสมาธิว่าอยากเข้าไปในมิติไร้กาล แม้ว่าจะงงๆ ว่ามันคืออะไร เข้าไปแล้วจะเป็นยังไง แต่เธอก็รู้สึกว่ามันคือทางเลือกที่ดีหากอยากหนีไปจากสถานการณ์กระอักกระอ่วน เพราะหลับตาอยู่จึงไม่รู้ว่าเรซิ่นเดอาเรืองแสงวูบหนึ่ง ส่วนชาวอิตาลีสองคนก็ไม่ทันสังเกตเพราะมัวแต่หันไปคุยกันเรื่องชื่อเด็กน้อย

 

 

 

 

         วงตาสีทับทิมลืมขึ้นอีกครั้งในที่แห่งใหม่ คีตามองไปรอบๆ ด้วยความฉงน ก่อนจะสำรวจตัวเองเมื่อรู้สึกว่าทัศนวิสัยมันกลับมาเป็นแบบที่คุ้นเคย เธอกลับไปเป็นเด็กอายุสิบหกอีกครั้งแล้ว และตอนนี้ก็กำลังนั่งอยู่บนโซฟา กลิ่นหอมของกาแฟลอยตลบอบอวน เสียงช้อนกระทบกับถ้วยกระเบื้องดังให้ได้ยิน และเมื่อหันไปมองก็ได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง

 

       “มาแล้วหรือครับ กำลังรออยู่เลย” เขามีเรือนผมสีขาวสะอาด ดวงตาสีชมพูใสดูว่างเปล่าอ่านยาก ใบหน้าหล่อเหลาค่อนไปทางหวาน

 

       “นายเป็นใคร” คีตานิ่วคิ้วเลือกที่จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ

 

      “ผมชื่อเซโร่ครับ เป็นคนดูแลมิติไร้กาล คิดว่าคุณคงพอจะได้ยินมาบ้างแล้ว” ชายหนุ่มถือถ้วยกาแฟทั้งสองแก้วเดินมาหาแขก เขาทรุดตัวนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามก่อนยื่นถ้วยหนึ่งให้ คีตาเหลือบมองมันแต่ไม่คิดแตะต้อง เพราะเธอไม่ชื่นชอบรสขมเสียเท่าไหร่

 

       “เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ คุณนาชิกับคุณอชิเพิ่งมาที่นี่ ผมเพิ่งอธิบายรายละเอียดของนินฟี การต่อสู้ วิธีใช้เรซิ่นเดอา มิติไร้กาลแล้วก็กฎที่พวกคุณต้องรู้ให้ฟังไป คุณพร้อมที่จะฟังเลยไหมครับ?” เขาถาม ดูไม่ได้มีปัญหาเลยเมื่อต้องอธิบายใหม่อีกครั้ง ซึ่งคีตาก็พยักหน้า แล้วคอยฟังด้วยท่าทีสงบดูครุ่นคิดผิดกับความเลือดร้อนเวลาไปต่อยกับคู่อริ

 

       นินฟีนั้นเป็นปีศาจที่มีรูปร่างไม่แน่นอน มันเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำแฝงอยู่ตามเงามืดต่างๆ  มักจะออกอาละวาดเวลากลางคืน การกัดกินมิติของมันนั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือคอยดูดซับพลังงานด้านบวกจนหมด ไม่ว่าจะความสุข ความดี ความสนุกสนานรื่นเริง ความหวังและความรักของสิ่งมีชีวิต โดยการจะดูดซับได้นั้นต้องอาศัยพลังงานด้านลบเป็นตัวนำ อย่างเช่นว่า หากมนุษย์คนหนึ่งกำลังถูกคนอื่นรังแก เขาจะเกิดความเจ็บปวดหรือเคียนแค้นขึ้น นินฟีจะอาศัยจังหวะนั้นดูดกลืนความดีหรืออารมณ์อื่นๆ ที่เป็นด้านบวกของเขานั้นมา จนในที่สุดก็จะเป็นคนที่มีแต่อารมณ์ด้านลบ

 

       เพราะว่ามีวิธีการเป็นแบบนั้น นินฟีจึงมักจะพยายามสร้างความปั่นป่วนหรือความร้าวฉาน หากพวกมันเกาะกลุ่มกันจนแข็งแกร่งเมื่อไหร่ ก็จะสามารถสิงสัตว์แล้วเข้าทำร้ายมนุษย์จนเกิดความหวาดกลัว ทำให้เป็นตัวนำดูดกลืนพลังงานด้านบวกอื่นๆ  หรือบางทีถ้าแข็งแกร่งมาก ก็ถึงขั้นเข้าสิงมนุษย์ที่มีจิตใจไม่ดีและศีลธรรมต่ำ แล้วควบคุมให้ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองเลยก็ได้ และหากถึงจุดหนึ่งที่มิตินี้ไม่หลงเหลือพลังงานด้านบวก มันก็จะสามารถเข้าไปกัดกินแก่นของมิติจนพังทลาย แล้วลามไปกัดกินมิติอื่นต่อ

 

         แต่แม้ว่านินฟีจะเป็นกลุ่มก้อนพลังงานที่คนปกติจับต้องไปไม่ได้ แถมยังอาศัยอยู่ในความมืดจนมองไม่เห็น แต่เดอามีความพิเศษ หนึ่งคือมองเห็นได้ด้วยดวงตาที่เป็นสัญลักษณ์ผู้ถูกเลือก สองคือรับรู้ถึงตัวตนพวกมันได้ทันทีที่อยู่ใกล้เพราะเรซิ่นจะเรืองแสง และสามก็คือแตะต้องตัวพวกมันได้ สามารถกระชากพวกมันออกมาเลยก็ได้ และจุดอ่อนอันใหญ่หลวงของมันคือการแพ้แสงสว่างทุกชนิด

 

        และก็คล้ายว่าเป็นการแก้เผ็ด เพราะนินฟีที่ถูกดูดเข้ามาจะกลายเป็นพลังของพวกเธอ ยิ่งดูดกลืนมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง เป็นแหล่งพลังงานชั้นยอดของเดอาเลยทีเดียว

 

        เดอาไม่จำเป็นต้องออกตามล่าพวกมันไปทั่วทั้งโลก นินฟีรับรู้ได้ตั้งแต่วินาทีที่นักล่าอย่างพวกเธอเหยียบเข้าไปในมิติแล้ว เพราะตัวตนของเดอานั้นทำให้พวกมันร้อนรนอยู่ไม่สุข อยากกำจัดพวกเธอให้พ้นๆ   หน้าที่ของพวกเธอมีแค่รอกำจัด และระวังเวลามันรวมตัวกันจนแข็งแกร่งแล้วไปสิงมนุษย์ที่มีฝีมือมาตามฆ่าก็พอ

 

      อีกเรื่องหนึ่งที่คีตาได้รับสิทธิพิเศษคือ ภายในสี่ห้าปีนี้จะมีบาเรียคอยคุ้มครองอยู่ เพราะยังเด็กมากจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นินฟีในยุคของเธอจึงยังไม่รับรู้ถึงตัวตนเดอา แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง เธอจะถูกคุ้มครองได้จนถึงอายุห้าขวบ ดังนั้นเมื่อบาเรียหมดอำนาจลง ก็ต้องหาทางเอาตัวรอดเอง

 

          เรซิ่นเดอานั้น หน้าที่หลักๆ คือการดูดกลืนนินฟีแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานให้พวกเธอ วิธีใช้ไม่ยากเลย แค่มันอยู่ใกล้นินฟีก็เรืองแสงแล้ว เธอก็แค่ต้องจัดการพวกมันให้หมอบ แล้วเอาเรซิ่นไปจ่อใกล้ๆ มันก็จะดูดกลืนปีศาจนั่นมาให้เอง ส่วนหน้าที่อีกอย่างก็คือการเป็นประตูเข้ามาสู่ที่แห่งนี้

 

         มิติไร้กาลคือช่องว่างพิเศษ มันไร้เวลา ไร้สิ่งมีชีวิตอื่น แต่ผู้ดูแลอย่างเซโร่สามารถเรียกอะไรออกมาก็ได้ไม่จำกัด หากพวกเธอต้องการอะไรก็เข้ามาเอาได้ อยากรู้อะไรก็ถามได้ อยากจะเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจก็ย่อมได้ แต่รู้เอาไว้อย่างว่า ถึงจะอยู่ที่นี่เป็นปีแต่กลับออกไปข้างนอก เวลาก็จะเดินต่อจากเดิมก่อนที่เธอจะเข้ามา เพราะที่นี่มันไม่มีเวลามาตั้งแต่แรก

 

        และเรื่องสุดท้ายที่ต้องรู้คือกฎ มีอยู่สองข้อใหญ่ๆ  แต่ที่เขาอยากให้เธอรับรู้และจดจำให้ขึ้นใจคือข้อแรก มันถูกเรียกกฎการคงอยู่ หากเธอฝ่าฝืน มิติก็จะปั่นป่วนจนเกิดนินฟีขึ้นมากกว่าที่เป็น กฎมีง่ายๆ เพียงสองข้อเท่านั้น

 

       “หนึ่ง ห้ามเผยแพร่เรื่องราวของภารกิจ ตัวตนของเดอาและนินฟี สอง ห้ามบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับบุคคลใดก็ตามที่อยู่ในมิตินั้น”


---


      #มาตอนที่ฉองงงง เดี๋ยวตอนที่สามต่อพรุ่งนี้ค่ะ ง่วงแล้ว;;;



เรซิ่นเดอา

ของคีตาจะเป็นสีเหลืองนะคะ แต่ไรท์หาแบบที่ต้องการไม่เจอ555 



อชิ : อชิรญา สิริเมธา (16)

เด็กสาวชาวไทย อีกหนึ่งผู้มีชะตากรรมต้องเป็นเดอา



นาชิ (19)

สาวญี่ปุ่น ผู้ที่ต้องเป็นเดอาเช่นกัน



วูออโต้ (51)

 พ่อบุญธรรมของคีตา



เซียนน่า (26)

พี่เลี้ยงคนสวย



เซโร่ (??)

ผู้ดูแลมิติว่างเปล่า

By เงาลดา 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

40 ความคิดเห็น

  1. #20 HDHF (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 18:12

    อ้ายยยยยวมาเเล้ววววววววววววววววดีต่อใจมากก

    #20
    1
    • #20-1 เงาลดา(จากตอนที่ 2)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:01
      ดีใจที่ชอบน้าา
      #20-1
  2. #19 Gunny4 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 09:57

    วันนี้แล้ววววอร้ายยยย รออัพอยู่น้าาาาา น้อนหนูเพลงคีตาสู้ๆ!!!
    #19
    1
    • #19-1 เงาลดา(จากตอนที่ 2)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:01
      ฮือออ ขอบคุณที่ติดตามน้าา
      #19-1
  3. #18 คาเรียน่า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 21:48

    รออ่านตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้เลยค่ะ^_^
    #18
    1
    • #18-1 เงาลดา(จากตอนที่ 2)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:01
      ขอบคุณค่ะ;;-;;
      #18-1