กลร้ายเล่ห์รัก

ตอนที่ 48 : 14 เล่ห์ลวงบ่วงรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

“พระนาง” ท่านชายทรงขยับพระวรกายขึ้นเพราะแรงสะอื้นจนเรือนกายที่โอบรัดไว้ในอ้อมพระกรสะท้านด้วยความสะเทือนใจ “อย่าร้องไห้เลย ผมขอโทษ”


ท่านรับสั่งง่ายๆ เมื่อทรงเป็นฝ่ายได้เปรียบขณะที่ผู้สูญเสียร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจด้วยความเสียดายตัว หัวใจบอบช้ำคร่ำครวญด้วยความรู้สึกบีบคั้น การที่ต้องมาเสกสมรสกับท่านชายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แถมท่านชายยังทรงรักอยู่กับคู่อริของเธอและให้คำมั่นสัญญากับผู้หญิงอื่นเย้ยหยันคนที่ต้องเสกสมรสด้วยแลกกับเงินตราที่ราชสกุลของท่านติดค้างบิดาเธอเท่านั้น ชินานางตะแคงตัวหันหลังให้พระวรกายกระด้างพยายามควบคุมเสียงสะอื้น


“สาสมพระทัยแล้วใช่ไหมเพคะ พอพระทัยหรือยังที่ได้ลงทัณฑ์หม่อมฉันที่บังอาจให้ร้ายคนรักของฝ่าบาท ความผิดที่ต้องชดใช้ด้วยร่างกายของหม่อมฉันเพื่อสนองพระอารมณ์ กดหม่อมฉันให้ต่ำกว่าคู่รักของฝ่าบาท สะพระทัยแล้วหรือยังเพคะ”


“พระนาง...”


“ฝ่าบาทชนะแล้วก็ปล่อยหม่อมฉันซะที หม่อมฉันขยะแขยงฝ่าบาทเต็มทน  เกลียดที่สุดคนอสัตย์ โกหกคล่อง ไม่รักษาเกียรติเห็นแก่เงิน..”


เสียงเธอขาดหายเมื่อร่างบอบบางถูกจับหันเข้าหาพระวรกายกระด้างแล้วแนบพระโอษฐ์ดูดกลืนคำต่อว่าของเธอ ชินานางขืนตัวต่อต้าน เม้มริมฝีปากอย่างพยายามจะไม่ตอบสนองพระชิวหาที่ไล่ต้อนกวัดรัดปลายลิ้นเล็กและยกมือขึ้นผลักพระอุระ ทุบตีวรกายแกร่งอย่างมีโทสะแต่ถูกพระหัตถ์รั้งท้ายทอยบังคับไม่ให้ขยับส่ายใบหน้าหนี ร่างกายสะท้านไปตามสัมผัสโลมไล้ของพระหัตถ์อีกข้าง สะโพกและก้นงามงอนถูกเคล้นคลึงหยอกล้อตามแต่พระทัยและบีบบังคับให้ร่างกลมกลึงเสียดสีพระวรกายอย่างมัดมือชก ฝ่ามืออ่อนนุ่มไร้พละกำลังจะต่อต้านเมื่ออารมณ์เธอถูกท่านชายปั่นป่วนจนเตลิด จากทุบตีกลายเป็นไร้เรี่ยวแรงก่อนจะค่อยๆ ขยับลูบไล้พระอุระไปตามอารมณ์หวามไหวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อทรงประทานจูบหลังใบหูเธออย่างแผ่วเบาและเม้มติ่งหูพอให้รู้สึกตื่นตัว ขนอ่อนลุกเกรียวไปทั่วร่างที่สะท้านตามอารมณ์ที่เริ่มก่อเกิด


ชินานางเจ็บใจตัวเองขึ้นมาครามครันเมื่อความไม่ยินยอมพร้อมใจเริ่มเปลี่ยนแปรกลายเป็นความยินดีและให้ความร่วมมือ ร่างกายกับเสียงสั่งจากสมองย้อนแย้งกัน หลังสมองพร่ำสั่งให้ต่อต้านแต่ร่างกายทรยศเพริดไปกับสัมผัสปลุกเร้าเพราะพระหัตถ์กว้างอย่างไม่อาจต้านทาน


ทรงสรวลแผ่วเบาเมื่อร่างเล็กให้ความร่วมมือ ทรงประทานจุมพิตหน้าผากนูนไล่ไปถึงปลายเท้าของเธอที่ทำได้เพียงนอนสะท้านเพราะแรงอารมณ์ จากนั้นทรงเลื่อนวรกายขึ้นประทานจุมพิตแผ่วหวานลงบนริมฝีปากเต็มอิ่มอย่างเว้าวอนและเธอก็ตอบรับท่านอย่างน่ารักน่าใคร่ ฝ่ามือเล็กโอบรั้งพระอังสาเมื่อจะทรงเลื่อนพระวรกายออกห่าง


ทรงรู้สึกคล้ายจะสำลักความสุขเพราะฝีมือชินานาง หลังถูกท่านเล้าโลมอารมณ์ให้โลดโผนขึ้นจนถึงขีดสุด เธอก็ตอบสนองสัมผัสท่านอย่างเร่าร้อน แต่ไม่ทรงเร่งร้อนปล่อยทุกอย่างให้ดำเนินไปแบบเย้ายวน กว่าที่จะได้ร่วมรักกันอย่างแนบชิดทั้งเธอและท่านก็พร้อมยิ่งกว่าพร้อมที่จะพากันข้ามไปสู่ฝั่งฝันอีกครั้ง


ใบหน้านวลหวานฉ่ำเพราะแรงฤทธิ์พิศวาสของชินานางหลับสนิทชิดอยู่แนบพระอุระ เธอคงอ่อนเพลียทั้งจากฤทธิ์ไข้และฤทธิ์รักที่ทรงไม่ยั้งพระอารมณ์ถึงได้หลับไปอย่างง่ายดาย ทรงทอดเนตรหญิงสาวในอ้อมพระกรอย่างพิศวง ราวหนุ่มน้อยลองรักครั้งแรกทั้งที่ทรงผ่านผู้หญิงมามากแต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากชินานางให้ความรู้สึกแตกต่าง ทรงยอมรับว่าไม่เคยพบผู้หญิงที่ยังครองความบริสุทธิ์เหมือนคนในอ้อมพระกร เธอให้ความรู้สึกตรึงพระทัยมากกว่าผู้หญิงทุกคน ไม่เว้นกระทั่งนาถนารี ทรงประทานจุมพิตเรือนผมเธอ สูดพระปัสสาสะลึกและหลับพระเนตรลงขณะที่พระพักตร์แย้มรอยพระสรวล

 

พระวรกายกำยำขยับเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นแต่เช้าตรู่ ทรงทอดเนตรหญิงสาวที่หลับสนิทแล้วเอื้อมพระหัตถ์หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ไม่ไกล กดรับหลังเห็นชื่อที่โชว์อยู่หน้าจอ


“พระนาง ตกลงว่าแกมาถึงแม่ฮ่องสอนหรือยังฮะ” กรวิกส่งเสียงถามมาตามสาย


“ผมเองคุณวิก ตอนนี้เราอยู่ที่วังพนาลี” ท่านชายลุกขึ้นพร้อมตรัสเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนป่วย


“ประทานอภัยกระหม่อม ๆ คิดว่าเป็นพระนาง”


“พระนางป่วยครับ ตอนนี้เธอหลับอยู่”


“อ้าว...ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมกับพี่วุล์ฟขอประทานอนุญาตไปเยี่ยมพระนางนะกระหม่อม”


“เชิญครับ แต่ขอเป็นช่วงสายนะครับ ตอนนี้อยากให้เขาพักอีกสักครู่” ทรงรับสั่ง


“กระหม่อม” กรวิกรับคำก่อนจะวางสายไป


ท่านชายทรงเสด็จลงจากห้องบรรทมเพื่อสั่งนางกำนัลให้เตรียมอาหารให้หม่อมจากนั้นทรงนำถ้วยข้าวต้มกลับขึ้นไปยังห้องบรรทมแต่ไม่ทรงพบคนป่วยทั้งที่เธอควรนอนอยู่บนพระที่ ท่านชายทรงเสด็จไปทางพระทวารเชื่อมต่อระหว่างห้อง ทรงยกหัตถ์เคาะประตูและรับสั่งเรียกเบาๆ ขณะที่พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือถาดวางชามข้าวต้มกับถ้วยยา ทรงถอนพระปัสสาสะมองพระทวารที่แยกท่านให้อยู่ห่างเธอ และแม้ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างเธอกับท่านก็เหมือนมีเส้นใยบางเบามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแยกท่านออกห่างเธอได้ดียิ่งกว่า เมื่อทรงเอื้อมหัตถ์คว้าตัวเธอดึงมาชิดกันได้ชั่วครู่ก็เหมือนมีแรงผลักให้ต่างแยกออกห่างจากกันไปคนละทิศละทางในเวลาถัดมา


“พระนาง” ทรงรับสั่งเรียกแต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับของหญิงสาว “ถ้าคุณไม่ตอบผมจะเข้าไปแล้วนะพระนาง”


“หม่อมฉันปวดหัวเพคะ ไม่อยากทะเลาะกับฝ่าบาทในเวลานี้” ชินานางกล่าวเสียงเคร่งผ่านมาถึงท่านชาย


“คุณต้องกินข้าวกินยา ผมจะเอาเข้าไปให้”


“ขอบพระทัยเพคะ”


ชินานางไม่ใช่คนพยศเจ้าทิฐิ เมื่อเธอต้องพึ่งท่านในยามที่เธอป่วยเธอก็ไม่เก็บอารมณ์แค้นเคืองมาประชดด้วยการทำร้ายตัวเอง ท่านชายเสด็จกลับเข้ามาพร้อมยาและข้าวต้มอุ่นร้อน ทรงวางถาดในพระหัตถ์ลงที่โต๊ะตัวเล็กพร้อมทอดเนตรหญิงสาวที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้วแต่เธอกำลังนั่งบีบขมับตนเองพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ปลายเตียง


“ปวดหัวมากเหรอ”


“มากเพคะ เหมือนมันกำลังจะระเบิดเลยทีเดียวเพคะ”


“อย่างนั้นก็ลุกขึ้นมากินข้าวเสียหน่อยแล้วค่อยกินยา”


“ขอบพระทัยเพคะ” เธอกล่าวแต่ไม่ขยับมือที่บีบขมับตัวเองลง


“ผมป้อนให้ดีกว่า” ท่านชายรับสั่งแล้วตักข้าวต้มขึ้นเป่าเบาๆ ป้อนหญิงสาวที่เปิดปากรับโดยดี  และเธอกินไปเกือบครึ่งชามท่านจึงยอมวางถ้วยข้าวต้มหลังถูกเธอปฏิเสธไม่ยอมกินต่อจากนั้นจึงประทานยาแก้ปวดยื่นให้เธอรับไปกินแล้วรับแก้วน้ำคืนกลับมาวางลงบนโต๊ะ


ชินานางเลื่อนตัวลงนอน หลับตาพลางคลึงหัวคิ้วเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดร้าวกระบอกตาจึงไม่เห็นพระเนตรอ่อนโยนที่มองเธออย่างเอ็นดู


“ผมชอบเวลาคุณว่าง่ายแบบนี้จังพระนาง แต่ก็สงสารเหลือเกินเมื่อเห็นคุณทรมานอย่างนั้น หายไวๆ นะคนเก่งของผม” ท่านชายรับสั่งพลางก้มพระเศีรยลงแตะพระโอษฐ์ลงบนหน้าผากเธอเบาๆ


หัวใจเธอกระตุกเมื่อท่านประทานจุมพิตอ่อนโยนก่อนที่เธอจะได้ยินเสียงบานประตูถูกเปิดและปิดในเวลาถัดมาจึงถอนใจยาวขณะที่เปือกตายังเต้นตุบๆ อยู่กับอาการปวดร้าวไปทั้งศีรษะ

 

 

เรือสำราญลำนำทราย

ในขณะที่น้องสาวของเธอกำลังป่วยโชติรสเองก็กำลังปวดหัวกับการหาวิธีรับมือคนเจ้าเล่ห์อย่างท่านชายธันที่ทรงหาเรื่องเอาเปรียบเธอได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหารถวาย เธอก็มีหน้าที่ทำให้แถมยังต้องป้อนจนถึงพระโอษฐ์ หากเธอไม่ยอมทำก็จะโดนเอาเปรียบร่ำไป ทำให้เธอต้องยอมทำโดยไม่โต้เถียงแม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม


“เมื่อไหร่ฝ่าบาทจะนำเรือกลับเข้าฝั่งล่ะเพคะ” โชติรสถามเมื่อควบคุมน้ำเสียงตนเองได้แล้ว


“ทำไมล่ะ เราเพิ่งออกมาได้แค่สองวันเอง ยังไม่ทันได้เล่นน้ำทะเลด้วยกันเลยด้วยซ้ำ” ทรงสรวลเบา ๆ


“แต่หม่อมฉันไม่อยากเล่นเพคะ อยากกลับบ้านมากกว่า” โชติรสตอบทันที


“แย่จัง...เพราะผมยังไม่กลับเด็ดขาดถ้าไม่ได้ว่ายน้ำ ตกปลาเหมือนทุกครั้งที่ออกทะเล” ท่านชายรับสั่งพักตร์เฉย


“เอาแต่พระทัยที่สุด”


“อ๊ะ ๆ ถ้ายังว่าผมเรื่อย ๆ ผมจะทำจริงเหมือนที่คุณว่าแล้วนะ เพราะถ้าผมเอาแต่ใจตัวเองจริงรับรองคุณเสร็จผมแน่พระพาย”


“ฮึ เป็นเจ้าเป็นนายพูดจาเอาแต่ได้ หากำไรเข้าตัวแบบนี้เหรอเพคะ” โชติรสประชด


“ใคร ๆ ก็ชอบกำไรทั้งนั้นแหละคนสวย ใครจะอยากขาดทุนกัน” ทรงสรวลขำ ๆ


“แล้วเมื่อไหร่จะทรงพาหม่อมฉันกลับล่ะเพคะ”


“เมื่อไหร่ที่คุณยอมรับว่ารักผมและตกลงเป็นคนรักของผมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละลูกแมว”


“น้ำคงท่วมหลังเป็ดถ้าต้องรอนานขนาดนั้น”


“ไม่มีทางเพราะคุณแค่ปากแข็งทั้งที่ใจคุณเป็นของผมแล้วแท้ ๆ พระพายยอดรัก” ท่านชายรับสั่งด้วยความมั่นพระทัย


“เข้าข้างองค์เอง หม่อมฉันไม่เคยบอกว่ารักฝ่าบาท ยิ่งให้ยอมเป็นคู่รักคนเจ้าชู้อย่างฝ่าบาทหม่อมฉันยิ่งไม่เอาด้วยแน่ ๆ เพคะ”


“ผมหยุดได้ถ้าคุณให้โอกาสต่างหากลูกแมว”


“หยุดได้นานแค่ไหนล่ะเพคะ ยังไม่ทรงเบื่อหม่อมฉันก็ทรงทำได้แต่เมื่อไหร่ทรงเบื่อก็จะหันกลับไปทำองค์เหมือนเดิมทิ้งให้หม่อมฉันต้องช้ำใจ” โชติรสสะบัดหน้าหนีเนตรคมวาว


“ผมต้องทำยังไงคุณถึงจะเชื่อผมนะลูกแมว” ท่านชายถอนพระอัสสาสะเบา ๆ


“ทรงปล่อยหม่อมฉันกลับไปเรียนต่อให้จบสิเพคะ ถ้าหม่อมฉันเรียนจบกลับมาและฝ่าบาทยังยืนยันจะคบหากับหม่อมฉันเหมือนที่ทรงตรัสในวันนี้รับรองว่าหม่อมฉันจะไม่ปฏิเสธฝ่าบาทเลย ได้ไหมล่ะเพคะ” โชติรสหาทางทันที


“นานเกินไปพระพาย เวลาเป็นปีถ้าผมปล่อยคุณไปแล้วเกิดมีใครตัดหน้าคว้าคุณไปครอง ผมก็คลั่งตายสิ”


“หม่อมฉันสัญญาว่าจะไม่มองใครเลย”


“แต่คนอื่นมันมองคุณนี่”


“ไม่เชื่อใจหม่อมฉันเหรอเพคะ”


“ผมเชื่อคุณแต่ไม่เชื่อคนอื่น” ท่านชายตรัสสบาย ๆ


“เอ๊ะ นั่นก็ไม่นี่ก็ไม่ แล้วจะให้หม่อมฉันทำยังไงล่ะเพคะ”


“ตกลงเป็นคนรักของผม หรือไม่ก็แต่งงานกับผม”


“ฮึ” เธอสะบัดหน้าพร้อมเดินหนีออกไปยืนบริเวณหัวเรือหนีพระเนตรวาวเอาแต่พระทัยทันทีด้วยความเกรี้ยวกราด


ท่านชายธเนศวรทรงอ่อนพระทัยกับความดื้อรั้นของโชติรสแต่ไม่ทรงยอมแพ้ ท่านมั่นพระทัยว่าเธอเองก็มีใจให้กับท่านแต่ที่ยังยืนยันปฏิเสธแน่นหนักก็เพราะชื่อเสียงของท่านค่อนข้างเสียประกอบกับภาพที่เธอเห็นท่านควงคู่กับหญิงอื่นบ่อยครั้งคงทำให้เธอไม่พอใจและไม่แน่ใจว่าท่านจะหยุดที่เธอได้จริงตามที่รับสั่ง


“คุณต้องเรียนอีกนานแค่ไหนพระพาย” ท่านชายทรงรับสั่งถามสุรเสียงทุ้มเมื่อตามมาหยุดด้านหลังเธอ


“เทอมเดียวเพคะ” โชติรสตอบโดยดี


“อีกตั้งครึ่งปี หกเดือนเชียวนะ คุณคิดว่าผมจะยอมปล่อยให้คุณห่างผมได้นานขนาดนั้นเชียวเหรอพระพาย”


“แต่ก่อนทำไมทรงอยู่ได้เพคะ แล้วกับเวลาแค่ครึ่งปีเท่านั้นจะมาทรงอิดออดบ่นว่านานนี่นะเพคะ ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย” โชติรสปลายตาค้อนท่าน


“ก่อนเจอคุณกับตอนนี้ไม่เหมือนกันนะคนสวย คุณเข้ามายั่วให้ผมรักแล้วจะทิ้งกันง่าย ๆ ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอไงฮึ” ท่านชายยกหัตถ์โอบรอบเองกลมกลึงจากทางด้านหลังพร้อมกับเกยพระหนุไว้กับไหล่ของเธอ


“ทรงรับสั่งคำว่ารักกับหญิงอื่นมากี่รายแล้วเพคะ ถึงได้ตรัสคล่องอย่างนี้” โชติรสประชดเสียงขุ่น


“นอกจากคุณแล้วผมยังไม่เคยพูดคำว่ารักกับใครสักคนเลยจริง ๆ พระพาย” ทรงรับสั่ง


“เชื่อยากเหลือเกินเพคะ คลาสโนว่าเรียกพี่อย่างฝ่าบาทจะไม่ทรงเคยรับสั่งคำว่ารักกับใคร”


“โอ้โห...ดีว่าคุณไม่ให้หมอนั่นเรียกผมว่าพ่อ” ท่านชายหมายถึงนายคลาสโนว่าที่เธอพูดถึง


“ตกลงว่าเมื่อไหร่ฝ่าบาทจะส่งหม่อมฉันกลับเพคะ” โชติรสตัดสินใจถามท่านตรง ๆ    


“เมื่อคุณยอมเป็นคนรักของผม”


“ฝ่าบาทต้องการแค่เพียงเอาชนะคะคานกับหม่อมฉัน”


“ผมพูดยังไงคุณก็ไม่เชื่ออยู่ดี เอาเป็นว่าผมจะแสดงให้คุณเชื่อให้ได้ว่าผมรักคุณและพร้อมจะมีเพียงคุณคนเดียวนับจากนี้ไป”


“ถ้าอย่างนั้นก็พาหม่อมฉันกลับสิเพคะ แสดงความจริงพระทัยของฝ่าบาทให้หม่อมฉันเห็นก่อน” โชติรสต่อรองทันที


“แล้วคุณจะยอมเป็นคนรักของผมไหมล่ะถ้าผมพาคุณไปส่งบ้านเพื่อแสดงความจริงใจต่อคุณ”


“ขอบเขตของคำว่าคนรักของฝ่าบาทมีมากแค่ไหนล่ะเพคะ แค่ทดลองคบหาดูใจ หรือว่าต้องถึงขั้นถึงเนื้อถึงตัวกันเป็นคู่ควง คู่นอน” โชติรสถามเสียงเรียบ


“ใครจะกล้าทำแบบนั้นกับว่าที่ภรรยาได้ล่ะ ผมก็ต้องให้เกียรติคุณสิพระพาย อย่างมากผมก็ขอแค่ได้จูบคุณบ้างแค่นั้นเอง” ท่านชายทรงพระสรวล


“ไม่ได้เพคะ ผู้หญิงกับผู้ชายเหมือนน้ำมันใกล้ไฟ ถ้าต้องจูบกันบ่อย ๆ ใครจะยืนยันได้ว่าจะไม่เลยเถิดไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นเป็นคนรักในขอบเขตของหม่อมฉันคือแค่ลองคบหาดูนิสัยกันไปก่อน ห้ามถึงเนื้อถึงตัวเด็ดขาด” โชติรสปรายตาส่งค้อนท่านนิดหนึ่ง


“ว้า...คนรักกันเขาก็ต้องอยากกอดอยากจูบกันบ้างเป็นธรรมดานะลูกแมว” ท่านชายทรงท้วง


“ไม่ธรรมดาแน่ ๆ เพคะ ขนาดหม่อมฉันไม่ได้ตกลงเป็นคนรักของฝ่าบาทยังเสียเปรียบไปรู้กี่จูบต่อกี่จูบ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่คบหาดูใจกัน ฝ่าบาทอาจเกินเลยเอาเปรียบหม่อมฉันโดยอ้างความเป็นคนรักก็ได้” โชติรสประท้วงบ้าง


“หวงตัว” ทรงทำพักตร์งอง้ำ


“ถ้าไม่ทรงพอพระทัยก็ลองไปหาเอาใหม่ข้างหน้าเลยเพคะ” โชติรสเชิดใบหน้า


“เอาเป็นว่าผมจะไม่จูบคุณถ้าคุณไม่อนุญาต ตกลงไหม” ทรงรับสั่งถามด้วยพระพักตร์บึ้งตึง


“ตกลงเพคะ งั้นเรากลับกันเลยนะเพคะ” โชติรสยิ้มอย่างผู้ชนะ


“ไม่จนกว่าคุณจะยืนยันให้ผมแน่ใจว่าคุณตกลงเป็นแฟนกับผมและจะไม่เบี้ยวผมก่อน”


“หม่อมฉันก็ตอบตกลงแล้วยังไงเพคะ” โชติรสขมวดคิ้วไม่เข้าใจ


“แค่คำพูด คุณต้องแสดงความจริงใจก่อน”


“ยังไงเพคะ” เธอเอียงคอน้อย ๆ จ้องพักตร์คมนิ่ง


“จูบผม หนึ่งจูบ” ทรงรับสั่ง

“ไม่”


“อย่างนั้นก็ไม่กลับ”


“ทรงเอาแต่พระทัย”


“ยืนยันกันสักนิดจะเป็นไรไป นะพระพายนะ” ทรงรับสั่งอ้อนเบา ๆ


“ทำไมต้องเป็นจูบด้วย”


“มากกว่าจูบได้มั้ยละ” ทรงแย้มพระสรวลเจ้าเล่ห์ทั้งพระโอษฐ์และพระเนตรพราว


“ฝ่าบาท!


“เอ้า ว่าไงผมรออยู่นะ”


“...จูบเดียวแน่ ๆ นะเพคะ”


“อื้ม แต่ต้องตรงนี้เท่านั้นนะห้ามโกง” ทรงชี้ที่พระโอษฐ์ของท่าน


Thumbnail Seller Link
กลร้ายเล่ห์รัก
เตชิตา
www.mebmarket.com
หม่อมเจ้านคเรศ  วิษณุรังสรรค์ผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีและ รักเกียรติขององค์เหนือสิ่งใด จะทำเช่นไรเมื่อพินัยกรรมของพระชนกระบุให้ท่านซึ่งเป็นพระโอรสอ...
Get it now
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,509 ความคิดเห็น