แผนสังหารลับวาติกัน - นิยาย แผนสังหารลับวาติกัน : Dek-D.com - Writer
×

    แผนสังหารลับวาติกัน

    โดย korocha

    กาลเวลาแห่งอดีตดำเนินมาสู่ปัจจุบันและยังคงมุ่งไปสู่อนาคตอันไกลโพ้นอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อม ๆ กับความกลัวของเหล่ามนุษย์ที่พยายามแสวงหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อการปลดพันธนการออกจากห้วงแห่งความกลัว พวกเขาสร้างความเชื่อและความศรัทธาจนนำมาสู่ศาสนาภายใต้ความพร

    ผู้เข้าชมรวม

    75

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    0

    ผู้เข้าชมรวม


    75

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  รักอื่น ๆ
    จำนวนตอน :  0 ตอน
    อัปเดตล่าสุด :  27 ส.ค. 53 / 00:00 น.

    อีบุ๊กจากนิยาย ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

    ตอนที่ 1 สิ้นสุดแห่งความตาย

     

    กาลเวลาแห่งอดีตดำเนินมาสู่ปัจจุบันและยังคงมุ่งไปสู่อนาคตอันไกลโพ้นอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อม ๆ กับความกลัวของเหล่ามนุษย์ที่พยายามแสวงหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อการปลดพันธนการออกจากห้วงแห่งความกลัว พวกเขาสร้างความเชื่อและความศรัทธาจนนำมาสู่ศาสนาภายใต้ความพระประสงค์ของพระเจ้าและไร้ซึ่งพระเจ้าบันดาล ในท่ามกลางความเชื่อและความศรัทธา มนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าชาวตะวันตกรับพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นความเชื่อนั้นได้แตกต่างกันออกไปเกิดเป็นลัทธิต่าง ๆ มากมายที่พวกเรารู้จัก แต่ก็มีลัทธิลึกลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้และยังคงเป็นปริศนาของโลกอันนิรันดร์

    ฮาโล เดส ออฟ .. เสียงพึมพำราวกับการสวดมนตร์เพื่อวิงวอนบางสิ่งบางอย่างดังแว่วออกมาจากบ้านไม้หลังเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณข้างไร่องุ่น        ฮาโล... เสียงนั้นสั่นไหวราวกับสายลวดของเปียโน แต่ก็เต็มไปด้วยความหนักหน่วงของพลังแห่งการศรัทธา นี่คือการวิงวอนของผู้สิ้นหวังหรือผู้ที่ขอความเชื่อให้สถิตในตัวของเขา วิงวอนซิ ขอร้องหรือพร่ำบ่นต่อสิ่งที่เขาคิดว่ามีอำนาจมากกว่า สิ่งนั้นดลบันดาลได้เสมอ การศรัทธาและนับถือด้วยความจริงใจอย่างลึกซึ้งหรืออาจแทบได้ว่า ข้าขอเป็นทาสรับใช้ อย่างน้อยก็ทำให้เชื่อได้ ว่ามันจะเกิดสิ่งมงคลกับตัว และคำขอนั้นก็ต้องสำเร็จหรืออาจจะสำเร็จบ้างบางส่วน แต่สิ่งที่ผู้วิงวอนหวังมากที่สุด ก็คือความสำเร็จทุกอย่างหรือสมปรารถนา ภาวนาเป็นเช่นนั้นเสมอ รวมทั้งการวิงวอนจากเจ้าของเสียงที่อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย ก็ต้องมุ่งหวังการประทานพรจากพระเจ้าให้สำเร็จ

    ความมืดนั้นแผ่คลุมไปทั่วบริเวณกว้างของภายนอกบ้าน เมื่อมองดูแสงของพระจันทร์ที่เลือนหายไปจากห้วงของท้องนภาเบื้องบน ณ ค่ำคืน มันหายไปไหน ราวกับแอบซ่อนอย่างไม่มีใครจะพบเห็น ไม่มีใครรู้สักนิดว่าดวงจันทร์ดวงน้อย ๆ ที่เรือนแสงอยู่ทุกค่ำคืนไปไหน และดวงจันทร์ก็ไม่เคยบอกใครเสียด้วยเกี่ยวกับการหายตัวในคืนเดือนมืด แม้ดวงดาวที่เป็นภาคีร่วมภาคพื้นเดียวกันก็ยังไม่ระยิบระยับเอาเสียเลย กลับพลันอับแสงอย่างวิปริตเสียอีก มีเพียงสายลมที่พัดว่อนไปมา แต่ก็ต้องแปรปรวนจากวันวานเช่นกัน แบบที่แตกต่างไปจากค่ำคืนก่อน บ้างก็พัดแรงเป็นระยะ ๆ จนผืนธงตราพระจันทร์เสี้ยวสีดำบนผืนผ้าป่านขาวที่ผูกไว้กับเสาไม้ไผ่โบกสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่งราวกับอยากจะหลุดลอยออกไป สักพักสายลมนั้นก็อ่อนแรงสงบนิ่งลง จนทำให้ผืนธงหยุดเคลื่อนไหวราวกับความมีชีวิตชีวาได้สูญหายไปจากมันแล้ว

                    แม้นภายนอกบ้านที่แสนจะมืดมิดไปหมด แต่แสงจากเปลวเทียนก็ยังเล็ดลอดออกมาจากทางบานกระจกของหน้าต่าง ทำให้มองเห็นสุนัขพันธ์ล็อตไวท์เลอร์สีน้ำตาลดำที่นอนราบกับพื้นหน้าประตู และเหมือนว่ามันกำลังเฝ้าอะไรบางอย่างจากข้างใน

                    ล็อกเกอร์ เสียงเรียกนั้นสั่นเครือดังมาจากในบ้าน สักพักกระดูกติดเนื้อ 2 ท่อน ก็ถูกโยนผ่านหน้าต่างออกมาอยู่เบื้องหน้าสุนัขเฝ้าบ้านตัวนี้ มันสอดสายตาไปทางซ้ายและหันกลับไปทางขวาอยู่หลายรอบ ราวกับหวงแหนสิ่งที่กำลังจับจ้องอยู่ ก่อนที่จะลุกขึ้นไปคาบกระดูกมานอนแทะที่เดิม

                การหวงแหนเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าข้าคือเจ้าของ และมีเอกสิทธิ์เต็มที่ที่จะครอบครองมัน เป็นเจ้านายมัน การที่ผู้อื่นอยากสัมผัสจะต้องผ่านการรับรองจากผู้หวงแหน ต้องขออนุญาตก่อนสิ ถึงจะได้สิ่งที่หมายตาเอาไว้ นั่นคือความคิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ แต่สำหรับกระดูกสองชิ้นที่สุนัขเฝ้าบ้านตัวนี้ได้ คงไม่มีใครคิดที่จะขอมันหรอก ความมีคุณค่าไม่ได้มีสำหรับทุกคนแล้วแต่ว่าเป็นผลประโยชน์กับเขาหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากความเป็นสัตว์ดิรัจฉานของสุนัขเฝ้าบ้านตัวนี้ มันไม่เคยต้องขออนุญาต หรือเขียนหนังสือบอกเจ้าของเลยสักนิดขอเพียงแต่ส่งเสียงสิ่งที่หวังก็จะได้มาอย่างราบรื่น แต่การส่งเสียงเพื่อเรียกหาอาหารนั้นไม่ค่อยปรากฏมากนักสำหรับมัน เพราะผู้เลี้ยงดูรู้ว่าถึงเวลาที่จะให้สิ่งที่มันรอคอย

                    ข้าขอวิงวอนต่อพระองค์ ขอความประสงค์แด่พระผู้สถิตในจิตวิญญาณ ชายชราชุดคลุมสีดำคุกเข่าหน้าแท่นศิลาสี่เหลี่ยมขนาดสูงราว 1 เมตร ซึ่งสลักข้อความอักษรละตินทั้ง 4 ด้าน สายตาของชายชราไม่สามารถมองเห็นได้เลยถึงข้อความที่เขียนอยู่ด้านหน้า เพราะแสงเทียนที่ส่องมาจากเชิงเทียนไขบนโต๊ะไม้ส่องได้เพียงน้อยนิด แต่เขารู้ว่าข้อความเหล่านั้นมีความหมายกับการศรัทธาเป็นอย่างมาก แม้จะไม่เห็นอักษรในเวลานี้ แต่พอที่ชายชราจะสังเกตได้ว่านี่คือบทสรรเสริญต่อพระเจ้าของเขา บทเพลงคุ้มครองแห่งพระจิต และทำนองความเมตตาแห่งพระบุตร เขาเบี่ยงสายตาขึ้นมองด้านบนของแท่งศิลา ซึ่งเป็นยอดมน ด้านบนปักไม้กางเขนโลหะที่มีพระคริสต์ถูกตรึงอยู่ ชายชรายก มือทั้งสองผสานกันไว้แน่นบนหน้าอก พระผู้สถิต เสียงของเขาสั่นเครือและรัวขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุด

    พลังแห่งความศรัทธาได้เริ่มขึ้นมานานแล้วสำหรับชายชราผู้นี้ ตั้งแต่ลืมตามาดูโลกแห่งความสับสนวุ่นวาย โดยเฉพาะการเข้ารับศีลล้างบาปจากบาทหลวงในคริสตจักรรวมทั้งการอุทิศตนส่วนใหญ่ให้กับพระศาสนา แม้บั้นปลายชีวิต ณ วันนี้ในบ้านไม้เก่า ๆ การศรัทธาก็มิได้จางหายไปเลยสักนิด กลับยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาและอายุของเขา

                    ขอพระองค์ทรงอภัย ขอพระองค์ทรงอภัย ขอพระองค์ทรงอภัย เขากล่าวย้ำประโยคเดิม 3 ครั้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืน ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายชราผู้นี้ลุกขึ้นยืน แต่เขาเคยยืนมาแล้ว เป็นการยืนให้กับความตั้งใจสูงสุดที่จะสารภาพบาปและไม่อาจที่จะกระทำได้ในความประสงค์ของผู้กรุณาเขา และคงจะเป็นความสับสนให้กังวลมาตลอดว่าใครคือผู้ที่เขาต้องให้การเชื่อฟังอย่างแท้จริง ชายชราปล่อยแขนข้างซ้ายของเขาเหยียดลง ราวกับอยากจะให้มันจบลงด้วยดีเฉกเช่นเดียวกับปลายนิ้วมือข้างซ้ายของเขาที่ได้ชี้ลงไปสู่เบื้องล่างแล้ว ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง เขาสอดเข้าไปใต้เสื้อคลุมเพื่อควาญหาอะไรบางอย่าง เขาชักมือออกมา ก่อนถอนหายใจเฮือก การหายใจแบบนี้กล่าวได้ว่าผู้กระทำมีเรื่องที่ต้องตระหนักอยู่ในใจ และคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับเขา ยิ่งเมื่อเหล็กหมุดจำนวนหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในมือของเขาแล้ว การถอนหายใจนั้นแลจะหนักหน่วงมากขึ้นกว่าเก่า เขากำไว้แน่นพลางสบพระพักตร์พระคริสต์ ตาของเขาแดงก่ำราวจะปล่อยสิ่งที่อัดอั้นออกมาพร้อมกับน้ำตาแต่เขาก็กลั้นไว้มากที่สุด แบบที่ไม่มีคราบน้ำตาเลยบนใบหน้าของเขา

    โอ นี่หรือคือสิ่งที่พระองค์ประทาน ชายชรารำพันขณะมองหัวหมุดของแท่งเหล็กที่มีรอยแกะสลักรูปไม้กางเขน นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากจะรับสิ่งที่ให้มาเลยสักนิด แต่ผู้รับเช่นเขาไม่อาจจะเลือกได้หรือต่อต้านความประสงค์ของพระองค์ บัดนี้รอยแกะสลักนั้นก็ได้มาอยู่ในมือของเขาแล้ว การปฏิเสธได้จบสิ้นลงสำหรับความคิด เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งลูบปลายเหล็กที่เป็นเกลียวแหลม และคิดว่าแม้เขาจะปฏิเสธไม่ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ครั้งหนึ่งเขาคิดว่าการหนีออกจากเรื่องนี้อาจจะต้องใช้สิ่งที่เขากำลังสัมผัส ปลายเหล็กสามารถที่จะปลิดชีวิตเขาได้ ถ้าเขาไม่ถูกสหายผู้หวังดีขอร้องไว้

    มันจะต้องสำเร็จ ชายชราพูดอย่างกล้ำกลืน

    เขาเดินไปที่โต๊ะเบื้องหน้าที่ตั้งอยู่ชิดกับกำแพง เมื่อทอดสายตามองไปบนโต๊ะเขามองเห็นได้ว่ามีกล่องกระดาษสี่เหลี่ยม แม้แสงเทียนจากเชิงเทียนไขทองเหลืองจะจุดสว่างอยู่ใกล้ ๆ แต่เขาก็ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน เขาเดินไปหากล่องที่ถูกปิดสนิท 

                มาคัส เตรียมพร้อมเสมอ   ชายชราเอ่ยขึ้นก่อนวางเหล็กในมือของเขากองไว้ข้างกล่องใบนั้น

                    เทียนไขที่จุดไว้นับ 10 ต้น รอบ ๆ ภายในห้องรวมทั้งบนโต๊ะไม้ เริ่มละลายจนเหลือสั้นลงไปตามเวลาที่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ  หยดน้ำตาเทียนไหลย้อยลงมาตามฐานทองเหลืองราวกับเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ แต่สิ่งหนึ่งที่ดูจะตรงข้ามเอาเสียเลย แม้ขนาดของเทียนไขที่เล็กลงแต่แสงของเปลวเทียนนั้นก็ยังคงเหมือนเดิมและ ไม่ได้หายไปไหน นั่นแหละเหมือนกับชีวิตของเขา ฐานะของเขาเคยได้รับการเคารพยกย่องมาก่อนแบบที่หลาย ๆ คนไม่อาจจะมีพรสวรรค์อย่างเขาได้ ผู้คนจำนวนมากให้การเคารพและศรัทธาด้วยสิ่งที่เขาเคยเป็น แต่ตอนนี้ ไม่แล้วแหละ ตั้งแต่ความเป็นเจ้าของในสิ่งนั้นได้หมดไปแล้วแต่ความทรงจำก็ยังอยู่กับเขาเสมอ  ถึงอดีตที่ไม่อาจจะลืมเลือน

                    สักพัก เสียงของสุนัขเฝ้าบ้านก็ดังขึ้นแทรกความเงียบเข้ามา ล็อกเกอร์ เสียงของชายชราตวาดก่อนเดินไปที่ประตู ยินดีที่คุณมา ขอพระเจ้าคุ้มครอง ชายชราทักทายแขกที่เพิ่งมาเยือนหน้าบ้าน รูปร่างของเขาสูงโปร่งราวกับเสาไฟฟ้าและทรวดทรงค่อนข้างที่จะถือได้ว่าเป็นคนผอมซึ่งกลมกลืนไปกับความสูงของเขานั่นแหละ แม้ภายนอกที่แสนจะมืดมิดมีเพียงแสงอ่อน ๆ จากเปลวเทียนในบ้านที่หลุดลอยออกไปแต่ก็ทำให้ชายชราเห็นได้ว่าเขาสวมชุดคลุมสีดำแบบเดียวกับเขา

    เสียงเจ้าล็อกเกอร์ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อชายคนนั้นสบตามัน

    มันซื่อสัตย์ ชายชรากล่าวก่อนหันไปตวาดเจ้าล็อกเกอร์อีกครั้ง มันก้มหน้าลงไม่สบตาแต่ก็ยังพยายามเหลือบมองแขกผู้มาเยือน

                    เข้ามาซิมาคัส เขาเอ่ยชื่อนี้เป็นครั้งที่สอง  เสียงนั้นฟังตื่นเต้นและกระโดดเข้ามาสู่ความหวังที่รอคอย หลังจากที่ชายชรารอมานานว่าชายผู้นี้จะมาวันไหน ดูคุณจะต้องการวางสิ่งที่นำมาด้วย

    แขกผู้มาเยือนเดินผ่านประตูเข้าไป มองรอบ ๆ บริเวณห้องอย่างเคร่งขรึม เขากวาดสายตาให้มากที่สุดเท่าที่จะมีพื้นที่ในบ้านให้เขามอง ห้องที่โล่งกว้างมีเพียงโต๊ะไม้เก่า ๆ ตรงมุมห้องกับแท่นศิลาไม้กางเขนและเชิงเทียนไขที่กำลังมอดไหม้จวนจะหมดภายในไม่กี่นาทีนี้

                    มาคัส คุณเตรียมพร้อมแล้วนะ ชายชราถามชายวัยกลางคนคนนั้นที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเขา

      ครับ เขาพยักหน้าแล้ววางถุงกระสอบที่แบกลงพร้อมส่งรอยยิ้ม สายตาของเขาเหลือกขึ้นมองชายชราแล้วกลับหันหลังไปมองถุงกระสอบขนาดใหญ่ที่แบกมา

    คุณเป็นห่วงสิ่งที่อยู่ภายในมาก

    ด้วยชีวิต เขาตอบเสียงนุ่มพลางมองไปยังแสงไฟรอบ ๆ

    มันทำให้คุณอุ่นสินะ

    ก็ช่วยได้ ถ้าผมไม่มาในคืนนี้ก็คงไม่ต้องใช้มัน

    ผมก็คิดแบบนั้น มาคัส คุณก็ทำตามพระประสงค์

    มาคัสมองไปที่เทียนที่กำลังสั้นลงเรื่อย ๆ คุณพ่อแมกเนอร์ เราอาจจะต้องการเทียนมากกว่านี้

                    แมกเนอร์มองไปเช่นกัน เดี๋ยวผมมา เขาเดินออกไปอีกห้องหนึ่งที่อยู่ถัดออกไปสักพัก ก่อนเดินเข้ามาพร้อมกับเทียนไขต้นยาวจำนวนหนึ่งในมือ

                    ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุณขอจะมีอย่างจำกัด เขายกขึ้นสูงให้มาคัสดูก่อนบอกแมกเนอร์ วาติกันคงไม่ทราบว่าคุณมาหาผม

    หลังจากที่เขาได้ยินคำถามนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาต้องการให้แมกเนอร์เปลี่ยนคำถามไปเลยดีกว่า แบบเดียวกับเขาที่กำลังจะคิดเปลี่ยนเทียนไข มาคัสนิ่งเงียบชั่วครู่ราวกับว่าไม่ได้ยินคำถามนี้ เขากัดริมฝีปากและขบฟันบนกับฟันล่างไปมาก่อนที่จะเดินไปยกเชิงเทียนไขบนโต๊ะไม้และจัดการเปลี่ยนเทียนใหม่ตั้งที่เดิม

    ไม่ ผมรู้ว่าผมต้องทำอย่างไร ตามพระประสงค์

    พระองค์ยังไม่ลืมผม

    ไม่ ไม่เคยลืมคุณพ่อแมกเนอร์

    แล้ว ปีเตอร์ หล่ะ

    เขาสบายดีครับ พระองค์ดูแลราวกับหลานชายของพระองค์

    เขาเป็นชีวิตจิตใจของผมเพียงคนเดียว น้ำเสียงชายชราแฝงไปด้วยความอาลัย

    ไม่ต้องเป็นห่วงครับ

    ผมก็สบายใจ

                    ชายชราก้มศีรษะมองลงไปยังพื้นไม้เบื้องหน้า สีหน้าเขาดูจะตื่นเต้นกว่าเก่า มือที่สั่นไหวด้วยอาการของวัยไม้ใกล้ฝั่งต่างกับสีหน้าของมาคัสที่นิ่งสงบและคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

    มาคัสยิ้มอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่คุณต้องการ แม้มันจะยากเย็น และบาปต่อพระคัมภีร์ แต่ผมก็ทำให้คุณ ซึ่งคุณก็เคยทำ

    มาคัส เสียงของชายชราตวาดสุดแรงด้วยอารมณ์โกรธ สีหน้าของเขาแสดงออกมาราวกับไม่พอใจคำพูดเช่นนี้เสียเลย

    มันเป็นอดีต ที่ผมไม่อยากคิดถึง และคุณก็ไม่ต้องย้ำ คุณคงไม่ทราบว่าการที่ผมมาอยู่ที่บ้านไม้เก่า ๆ โกโรโกโส หลังนี้เพื่ออะไร ชายชราหยุดชะงักคำพูดชั่วครู่

    คุณคง เสียใจกับบาป ที่คุณทำ ชายวัยกลางคนตอบแทน

    ไม่ มาคัส ผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ผมทำลงไป แต่ผมทำเพื่อพระองค์ คนใกล้ชิดพระองค์รู้ดีว่าผมเป็นคนเช่นไร และพระองค์ก็รู้ด้วยว่าผมยอมสละทุกอย่างได้ แม้ตำแหน่งและฐานันดรอันสูงส่ง ไม่เคย การเสียดายกับเรื่องตำแหน่งอันจอมปลอมเหล่านั้น

    คุณยังเหมือนเดิมนะ แมกเนอร์ กับการศรัทธา และในวันนี้ก็เป็นพระบัญชาของพระองค์

    ผมทำตามเสมอ ชายชราตอบพลางมองมาคัสที่กำลังแกะเชือกที่มัดปากถุงกระสอบ ชายหนุ่มยกสิ่งที่อยู่ภายในออกมาข้างนอก มันคือ ร่างของเด็กผู้ชายที่นอนนิ่งอย่างไม่ขยับเขยื้อนกาย

    คุณทำอะไร   เด็ก เขายังมีชีวิตนะ ชายชรากล่าวอย่างตกใจ ไม่ ผมไม่ทำ

    มันเป็นบัญชาจากผู้ที่คุณศรัทธา แมกเนอร์ ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงหนัก พลางจัดมือของเด็กวางประสานบนหน้าอกและจัดขาทั้งสองข้างให้เหยียดยาวไปตามพื้น  เขายิ้มอย่างมีความหวัง ดวงตาเป็นประกายกับห้วงเวลาที่ประสบผลสำเร็จต่อการวิงวอน

    แต่สิ่งที่คุณจะทำ คือ เด็ก นะ มาคัส ผมทำให้ไม่ได้

    มันเป็นคำสั่งของพระองค์ และคุณก็ไม่ใช่ไม่เคยทำนะ

    นั่นเด็กไม่มีชีวิตแล้ว

    ผมเข้าใจ คุณแมกเนอร์ มันออกจะลำบากกับคุณถ้าเขามีชีวิต แต่คุณต้องทำตามที่กำหนด

    ณ เวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่แมกเนอร์สับสนเป็นอย่างมาก เขาไม่เชื่อว่าพระองค์จะทำเช่นนี้ ความขัดแย้งในใจได้เกิดอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เขาได้เคยประสบมาแล้วในอดีต ไม่มีคำพูดใดที่จะเอ่ยคัดค้านได้ การขัดพระบัญชาจากพระองค์แลจะเป็นความลำบากของผู้รับใช้อย่างแมกเนอร์ และสิ่งหนึ่งที่เขาจะตอบได้ก็คือ

    ขอบคุณพระองค์ ชายชรากล่าวขอบคุณอย่างกลั้นใจแล้วกลับไปนั่งคุกเข่าหน้าศิลาเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนว่าการวิงวอน ณ ตอนนี้ ต่างไปจากก่อนหน้า

                    เทียนนั้นเริ่มดับลงไปที่ละต้นเมื่อเวลาผ่านไป คงเหลือแต่บนโต๊ะกับข้าง ๆ ศิลาสองสามเล่ม ความมืดครอบคลุมทั่วห้องมากขึ้น ชายชราเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างจ้องมองเขาอยู่

      ฉันรู้สึก เขาพึมพำ

                    สายลมนั้นเริ่มพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาบ้าง หลังจากที่ไม่เคยเข้ามาเลยตั้งแต่ค่ำวันนี้ เปลวเทียนแกว่งไปมาราวกับต้องการกลับไปสู่ความมืด

                    พระเจ้าทรงมองคุณอยู่ ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างช้า ๆ ในขณะที่เขาเดินไปยังโต๊ะตัวนั้น เขามองไปยังบริเวณโต๊ะ ข้างเชิงเทียนมีแท่งเหล็กสีดำวางอยู่ 5 แท่ง

      คุณเตรียมไว้พร้อมนะแมกเนอร์

    ฉันรู้ว่าจะต้องทำอะไร พระองค์ประทานให้ฉันเมื่อครั้งอยู่กับ   คุณก็รู้  

                    แต่พระองค์ต้องการซึ่งคุณทำไม่ได้ แมกเนอร์เสียงดังขึ้น มือของเขากำแน่นและทุบไปบนโต๊ะอย่างแรงจนกองเหล็กหมุดกลิ้งแยกออกจากกัน เขาขยำมือด้วยอารมณ์โกรธสักพักก่อนคลายปลายนิ้วออก

                นี่เป็นชีวิตของมนุษย์  พระเจ้าจะไม่ให้อภัยและการพิพากษาจากพระเจ้าจะบันดาลให้ผู้กระทำลงนรก และครั้งนี้..เออ.....ผมก็ทำไม่ได้

                    พระองค์ให้อภัยคุณเสมอ น้ำเสียงของเขาฟังทุ้มลึกและนุ่มนวมขึ้น

    ชายชราถอนหายใจยาว ยกมือเหี่ยวย่นของเขาแตะหน้าผาก แล้วลดลงมากลางหน้าอกก่อนเลื่อนจากซ้ายไปขวา เขายกมืออีกข้างประสาน ขอพระองค์ทรงอภัย

                    มาคัสหันกลับไปมองข้างหลังยังฝั่งประตูที่เดินเข้ามา เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เดินย่ำบนหญ้านอกบ้าน ฉันจะไปดูอะไรบางอย่าง เขาเอะใจและเดินไปอย่างเร่งรีบหยุดนิ่งมองผ่านหน้าต่างบานที่เปิดออก รอบ ๆ แลดูจะไร้ซึ่งเงามืดจากสิ่งมีชีวิตอื่นนอกเหนือจากล็อกเกอร์ที่คาบกระดูกวิ่งเล่นไปมาบนลานหญ้าหน้าบ้าน เขาปิดหน้าต่างบานนั้นแล้วเดินตรงมายังร่างอันแน่นิ่ง

      ได้เวลาแล้ว มาคัสบอกแก่แมกเนอร์ ก่อนเดินไปหยิบชอล์กสีขาวในกล่องกระดาษบนโต๊ะ เขาก้าวเท้ามาข้างหน้าอย่างช้า ๆ สายตาจับจ้องไปที่ร่างอันแน่นิ่งของเด็กเบื้องหน้า ก่อนที่จะหยุดแล้วก้มลงขีดชอล์กบนพื้นกลางห้อง เส้นที่ถูกลากจากซ้ายไปขวาราวเมตรครึ่งก่อนหยุดนิ่งมองไปที่ชายชรา พระเจ้าจะคุ้มครองคุณ คุณแมกเนอร์ เขาอวยพรก่อนลากเฉียงลงไปทางซ้ายและวกขึ้นข้างบน เขามองไปที่ร่างของเด็กที่ยังคงนอนนิ่งราวกับไม่มีชีวิตอีกครั้งก่อนลากลงมาด้านล่างและขึ้นไปบรรจบที่จุดเริ่มต้น ดับเทียนนั่นซิ คุณแมกเนอร์

    ผมทำไม่ได้ มาคัส และพระองค์คงเข้าใจผม

    นี่เป็นคำสั่ง มาคัสเค้นเสียงและหยิบของบางอย่างส่งให้ชายชรา

    แมกเนอร์ พวกคุณ... เสียงชายชราตวาดด้วยความโกรธแต่ก็แฝงไปด้วยความกลัวในสิ่งที่พบเห็น

    มาคัส ชายวัยกลางคนชี้นิ้วไปที่ต้นเทียน

    แมกเนอร์ก้มลง เขาสูดลมหายใจอย่างแรงเข้าปอดแล้วเป่าออกไปที่เปลวไฟด้านหน้า ความมืดของห้องเริ่มมากขึ้นคงเหลือแต่เชิงเทียนบนโต๊ะที่ยังปล่อยไอร้อนและให้แสงอ่อน ๆ แก่พวกเขา

                    <

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น