รักขนานใจ

ตอนที่ 17 : ตอนที่ ๑๕ จำเลย(ไม่)รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 310
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 มิ.ย. 57

    เราได้เจอกันแน่ๆ  นายอัญชัญ   





ตอนที่ 15  จำเลย(ไม่)รัก

 

                   “พี่ชัญอย่าไป อย่าทิ้งแหนมไปนะ พี่ชัญ............

ณัฐปรียากรีดร้องสุดเสียงและสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย  หญิงสาวยกฝ่ามือขึ้นลูบเหงื่อที่ไหลออกมาเต็มใบหน้าของตัวเอง ขณะที่คิดว่าแอร์ในห้องท่าจะเสียอีกแล้วถึงได้ร้อนอบอ้าวขนาดนี้ เอ สงสัยไฟจะดับด้วยแฮะทั้งหอจึงมืดถึงเพียงนี้  หญิงสาวคิดกับตัวเองอย่างสงสัยแต่เมื่อสายตาปรับสภาพให้ชินกับความมืดแล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเธออยู่ในห้องที่ทำจากไม้ฟากเหมือนกระท่อมไม่มีผิด

หญิงสาวผุดลุกขึ้นและควานมือหาประตูอย่างทุลักทุเล  ขณะพยายามร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ใกล้ๆ

                   “ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย ฉันถูกขังอยู่ในนี้ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย

หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือไปและคลำทางในความมืดไป จนพบกับประตูในที่สุด หญิงสาวผุดยิ้มขึ้นอย่างยินดีและรีบกระชากประตูทันที  แต่เธอก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อประตูไม่ยอมขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ณัฐปรียาจึงทั้งทุบทั้งเตะอย่างโมโห

                   “บ้าเอ๊ย ทำไมต้องขังกันด้วยนะ  นายอัญชัญบ้าเอ้ย แน่จริงโผล่หน้ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ แม่จะชกให้หน้ายับเลยคอยดูสิ โว้ย ไอ้บ้าเอ๊ย....

          ณัฐปรียาสบถอย่างมีโมโห เธอพึ่งจะนึกออกว่าตัวเองโดนจอมวายร้ายนั่นโปะยาสลบมานั่นเอง และมารู้สึกตัวอีกทีก็มาถูกขังอยู่ในห้องมืดๆนี่แล้ว  ที่สำคัญเธอไม่เห็นใครโผล่มาให้เห็นสักคนไม่รู้จะถามใครดีว่าที่นี่มันที่ไหนกันแน่ ณัฐปรียาคิดกับตัวเองอย่างมีโมโหไม่ลดน้อยลงไปเลย เธอจึงทรุดลงนั่งคิดปริวิตกกับชีวิตของตัวเองไปต่างๆนาๆจนกระทั่งถึงตอนเช้าวันต่อมา

ณัฐปรียามองแสงอาทิตย์ที่สาดแสงลอดเข้ามาทางช่องว่างของห้องเล็กๆนี้เป็นแสงแรก จนห้องทั้งห้องที่เคยมืดสนิทค่อยๆสว่างขึ้นด้วยแสงจากธรรมชาติ  ณัฐปรียาจึงมองเห็นห้องที่เธออาศัยมาทั้งคืนได้เต็มตา  เธอมองเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองวางกองอยู่อีกฟากของห้อง ใกล้ๆกับที่เธอนั่งมีที่นอนเป็นฟูกวางเอาไว้แม้มันจะดูเก่าแต่ก็สะอาดและไม่มีกลิ่นเหม็น ก็เธอพิสูจน์มาแล้วทั้งคืนนี่นา

สายตาของหญิงสาวกวาดมองสำรวจไปทั่วห้องเล็กๆนั่น ก่อนที่เธอจะมองเห็นหน้าต่างบานเล็กๆที่หลบอยู่อีกฟากของห้อง ใบหน้าหวานฉายรอยยิ้มสมหวังขึ้นมาทันที ก่อนจะผุดลุกขึ้นวิ่งไปที่หน้าต่างเป้าหมาย เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการออกแรงงัดหน้าต่างที่ทั้งเก่าและฝืด ให้แง้มออกมาได้เพียงตรงกลางเท่านั้น

หญิงสาวรีบไล่สายตาออกไปนอกห้องขังตัวเองทันที เธอพบว่าด้านนอกเป็นหาดทรายและน้ำทะเลสีครามเท่านั้น มิน่าเธอได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว  หญิงสาวเลิกชื่นชมกับภาพธรรมชาติแสนงามที่เห็นตรงหน้าก่อนจะก้มมองหาช่องทางหลบหนีของตัวเองต่อไป เธอกำลังใคร่ครวญถึงความสูงระหว่างตัวกระท่อมที่เธออยู่กับพื้น ว่าเธอจะสามารถกระโดดลงไปโดยไม่เป็นอันตรายหรือเปล่า  แต่ไหนๆก็ไหนๆต่อให้ต้องตายเธอก็ไม่ขอทนอยู่เป็นเชลยให้หมอนั่นขังไว้ที่นี่แน่ๆ

คิดได้ดังนั้น ณัฐปรียาจึงตะเกียกตะกายถีบตัวเองขึ้นจากพื้นไม้ที่ยืนอยู่ แล้ววาดขาขึ้นพาดที่ขอบหน้าต่างเล็กๆนั่นทันที  หญิงสาวกำลังยกขาข้างที่สองพ้นพื้นขึ้นมาได้ก็พอดีกับที่มีเสียงไขประตูหน้าห้องขึ้น ณัฐปรียาหันขวับไปมองอย่างตกใจก็พอดีกับที่คนตรงหน้าหวีดร้องขึ้นมาด้วยเช่นกัน  พร้อมกันนั้นร่างของเธอก็ลอยละลิ่วหล่นจากขอบหน้าต่างออกไปด้านนอกในทันที

                   “ว้าย นายๆ  นั่นคุณหนูกำลังจะหนีไปแล้ว นาย.......

เสียงเล็กๆของเด็กหญิงวัยสิบขวบเศษเอ่ยร้องขึ้นอย่างตกใจ ในขณะที่ร่างของณัฐปรียาลอยละล่องลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว  หญิงสาวหลับตาปี๋ทันทีขณะกลั้นใจรอรับการเจ็บปวดที่กำลังจะตามมาในระยะเวลาอันใกล้นี่ แต่แล้วเธอก็หล่นมาบนวัตถุบางอย่างที่ไม่แข็งกระด้างอย่างที่กลัวแฮะ  ณัฐปรียาจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาและต้องตกใจเป็นคำรบที่สองเมื่อเธอพลัดตกลงมาในอ้อมแขนของคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้ นั่นคือ นายอัญชัญ

                   “ว่าไง คุณ ประตูมีทำไมไม่ลงมาดีๆ ซนจริงๆเลยนะคุณนี่

                   “ไม่ต้องมาทำพูดดี คุณกล้าดียังไงถึงจับตัวฉันมาแบบนี้

เธอใส่เขาทันทีเมื่อสบโอกาส  แต่เขากลับยิ้มอย่างขบขันเธอเสียเต็มประดา  ที่พยายามดิ้นขลุกขลักไปมายังกับหนอนถูกน้ำร้อนลวก ยิ่งเธอดีดดิ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งแกล้งรัดอ้อมแขนแน่นเข้าไปทุกทีจนเธอเจ็บและยอมแพ้ในที่สุด

                   “ก็ไม่ได้จับอะไรนี่ แค่พาคุณมาตากอากาศเฉยๆ ทำไมจะพามาไม่ได้ล่ะ

                   “แก้ตัวน้ำขุ่นๆสิไม่ว่า ใครเขาอยากมาตากอากาศกับคุณ กรุณาพาฉันกลับไปได้แล้ว  ฉันตากพอแล้วจนจะแห้งกรอบอยู่แล้วด้วย

                   “ไม่เอาน่า แหนม พูดกันดีๆไม่ได้หรือไง

                   “คุณทำแบบนี้ยังจะให้ฉันดีด้วยอีกงั้นเหรอ  ฝันไปเถอะ ชาติหน้าตอนบ่ายๆเลยไป๊

ณัฐปรียาบอกเขาอย่างเข่นเขี้ยว และพูดกับเขาเสียงรอดไรฟันอย่างไม่กลัวเกรงเขาสักนิด  ขณะที่เธอจ้องเขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้ออยู่นั้น เด็กหญิงที่วิ่งมาจากบนกระท่อมก็มาหยุดมองผู้เป็นนายกับคุณหนูที่มารดาให้เรียกอย่างสงสัย

                   “โชคดีจริง ที่นายรับคุณหนูได้ทัน ปลาดาวไม่อยากเห็นคุณหนูเจ็บตัวเลยค่ะ

                   “เป็นไงล่ะ ปลาดาว เจ้านายคนใหม่ของเรา  ซนอย่างกับลิงเลยนะ

เขาหันไปสนทนากับเด็กหญิงแทนในขณะที่เด็กหญิงก็หัวเราะชอบใจในการเอ่ยเปรียบเทียบของเจ้านายเป็นอย่างมาก  ในขณะที่คนที่โดนให้เป็นลิงก็ขว้างค้อนให้เขาตาขุ่นขวางก่อนจะหันมาดุเด็กหญิงทางสายตา จนปลาดาวรีบย่นคออย่างกลัวๆคนตรงหน้าทันที

                   “นี่ พาลจริงๆเลยนะคุณนี่น่ะ เด็กเขาเกี่ยวอะไรด้วยกัน ไปดุเด็กทำไม

                   “ช่างฉัน คุณมันคนดีคนเก่งอยู่แล้วนี่ เด็กคนนี้ก็พวกคุณทั้งนั้นล่ะ อย่ามาสนใจฉันจะดีที่สุด

หน้าของเด็กหญิงซีดเผือดลงทันที  ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอคำดุกลายๆของคนที่เป็นเจ้านายคนใหม่  ที่เธอแอบมองมาตั้งแต่เมื่อคืนว่าหน้าตาน่ารักเสียเหลือเกิน  แต่ทำไมนะคนสวยถึงได้ใจร้ายนักก็ไม่รู้ ปลาดาวยังไม่ได้ทำอะไรก็ไม่ชอบขี้หน้ากันเสียแล้ว เด็กหญิงคิดอย่างเสียใจ

ณัฐปรียาพอเห็นสีหน้าและท่าทางของเด็กหญิง  ก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเธอคงจะแรงเกินไปจริงๆ หญิงสาวจึงหยิกหมับเข้าที่สีข้างของอัญชัญ  จนเขาร้องโอดโอยและรีบปล่อยเธอทันที

                   “โอ๊ยๆ คนอะไรมือหนักชะมัดเลย

                   “สมน้ำหน้าคนชอบรังแกชาวบ้าน

เธอตวัดเสียงใส่เขาอย่างมีโมโห ก่อนจะหันมาพบว่าเด็กหญิงที่ยืนอยู่ใกล้ตัวยิ่งยืนตัวลีบและนึกกลัวเธอมากขึ้นทุกทีแล้ว  ณัฐปรียาจึงขยับมายืนตรงหน้าเด็กหญิงและสบตากับเด็กหญิงยิ้มๆ  เด็กหญิงเองพอเห็นว่าคุณคนสวยยิ้มให้ไม่ได้ทำหน้าดุ  จึงค่อยๆคลายสีหน้าเหยเกในตอนแรกเป็นยิ้มแป้นแทน

                   “ขอโทษด้วยนะหนู พอดีฉันโกรธเจ้านายหนูอยู่  ก็เลยมาลงที่หนูเมื่อกี้  อย่าโกรธฉันเลยนะ

                   “ปลาดาวไม่มีสิทธิ์โกรธคุณหนูหรอกค่ะ แม่บอกว่าเราเป็นลูกจ้างที่ดีต้องเชื่อฟังเจ้านายค่ะ คุณหนู

ณัฐปรียาทำสีหน้าเหมือนอมบอระเพ็ดทันทีเมื่อได้ยินเด็กหญิงตัวเล็ก เรียกเธอว่าคุณหนูอีกแล้ว เธอโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงมานานแล้ว  ยังจะมาให้เด็กเล็กๆเรียกคุณหนูอยู่ได้

                   “ใครบอกให้หนูเรียกฉันอย่างนั้นล่ะ ไม่เอาล่ะ ฉันไม่ใช่คุณหนูของใครหรอก เรียกฉันว่าพี่แหนมก็ได้ ตกลงไหม

                   “แต่แม่บอก....

เด็กหญิงยังอธิบายไม่จบ เจ้านายก็ขัดขึ้นมาว่า

                   “ตามใจคุณหนูของเราเถอะปลาดาว เดี๋ยวพอไม่ได้ดั่งใจจะมาอาละวาดเอาอีกนะ

                   “ได้ค่ะ นาย งั้นเชิญคุณแหนมไปทานข้าวดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะเย็นซะหมด

ณัฐปรียาที่ไม่นึกอยากกินข้าวนัก เธออยากหาทางหนีมากกว่า แต่พอได้ยินคำพูดลอยๆของใครบางคนที่แว่วมารบกวนโสตย์ของเธอ  เธอก็เลยเปลี่ยนใจ

                   “ฉันว่าอย่าชวนเลยนะ ปลาดาว คุณแหนมของเธอคงจะกำลังคิดไปเอง ว่าตัวเองโดนจับมาขังเป็นเชลยที่นี่  ก็คงต้องอดข้าวอดน้ำกันหน่อยล่ะ  ไม่งั้นมันจะไม่ได้ฟีลถูกคุมขังนะ

          พอเขาพูดจบณัฐปรียาก็เดินไปฉุดแขนเด็กหญิงทันที  ก่อนหันมามองนายอัญชัญตาลุกวาว  และขู่คำรามเขาเอาไว้ว่า

                   “ฉันอยากกินข้าวแบบไม่เสียทัศนียภาพ กรุณาหายหัวไปให้ไกลๆฉันเลยนะ ไปกันเถอะ ปลาดาว

อัญชัญสะอึกอึ้งทันที ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าณัฐปรียาจะต่อต้านเขาด้วยวิธีนี้ เธอคิดจะใช้ความหยาบกระด้างต่อต้านเขาไม่ให้เขาเข้าใกล้เธอได้แม้แต่น้อย  ทำไมเขาจะรู้ไม่ทันเธอ แต่ยกนี้เขาคงต้องยอมปล่อยให้เธอสบายอกสบายใจไปเสียก่อน แค่นี้เขาก็คิดว่าเธอคงจะยังไม่ทันได้ตั้งตัวอยู่แล้ว ยกนี้เขาถอยออกไปตั้งหลักใหม่ก่อนดีกว่า  คิดได้ดังนั้น อัญชัญจึงยอมถอยหลังกลับไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านพักของพี่ชาย

ฟากณัฐปรียาเมื่อเห็นนายจอมโจรใจโหด ที่ลักพาตัวเธอมายอมถอยหลังกลับได้  เธอจึงหันมาตีสนิทกับเด็กหญิงปลาดาวเอาไว้ทันที  จากการพูดคุยเล็กๆน้อยๆของเธอและเด็กหญิง  ทำให้เธอได้รู้ว่าที่นี่เป็นเกาะส่วนตัวของคุณอัญญาพี่ชายของนายอัญชัญที่มาซื้อเกาะต่อจากเจ้าของเดิมที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ  ที่นี่ไม่มีครอบครัวอื่นอาศัยอยู่ในเกาะเลย มีเพียงครอบครัวของปลาดาวเท่านั้น  ณัฐปรียารับฟังอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก เธอคิดเพียงอย่างเดียวว่าเธอต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้จงได้

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ เด็กหญิงก็ชวนณัฐปรียาออกไปเดินเล่นริมทะเลต่อ  หญิงสาวมองเด็กหญิงอย่างไม่ใคร่อยากจะเชื่อถือนักก่อนถามเด็กหญิงว่า

                   “พี่อออกไปเดินเล่นได้จริงๆเหรอ ปลาดาว?”

                   “ก็ได้น่ะสิค่ะ ทำไมจะไม่ได้หรือว่าคุณแหนมไม่อยากไปคะ?”

                   “อยากสิจ๊ะ ไปกันเถอะ

เธอรีบกระตือรือร้นชวนเด็กหญิงแทนทันที เนื่องจากกลัวว่าเด็กหญิงจะเปลี่ยนใจนั่นเอง ก็จะอะไรล่ะก็เธอน่ะสิ คิดว่าเขาจับตัวเธอมาก็คงต้องขังไว้เหมือนในหนังในละครสิ  จะมาปล่อยเธอให้เป็นอิสระไปได้ยังไงกัน  แต่ดูท่าเธอน่าจะเป็นเชลยที่ได้อภิสิทธิ์มากพอดูเพราะมีอาหารเสิร์ฟมากมาย แล้วยังมีพี่เลี้ยงตัวน้อยแถมให้อีกคน  หมอนี่กำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่นะ

อันดับแรกปลาดาวพาเธอไปหามารดาและบิดาของเด็กหญิงก่อนทันที  เธอพบว่าบ้านหลังกะทัดรัดที่ครอบครัวนี้ใช้อาศัยนั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนใหญ่ที่เป็นของเจ้านายเท่าไหร่ และดูสะอาดสะอ้านเป็นอย่างดีจากการดูแลของมารดาเด็กหญิงนั่นเอง  ผู้หญิงร่างอวบผิวคล้ำที่มีรอยยิ้มอันเป็นมิตร  ในขณะที่สามีกลับเป็นชายร่างเล็กแต่ดูกระฉับกระเฉงทะมัดทะแมงเป็นอย่างดี  ทั้งสองคนรีบยกมือไหว้เธอทันทีที่พบกันจนเธอเกือบรับไหว้ไม่ทัน

                   “สวัสดีค่ะ คุณหนู/ สวัสดีครับ คุณหนู

                   “สวัสดีค่ะ คุณน้าทั้งสองคน อย่าเรียกแหนมแบบนั้นเลยค่ะ ฟังแล้วจั๊กจี้หูยังไงไม่รู้

                   “แม่จ๋า คุณหนูเธอชื่อแหนมจ๊ะ คนก็สวยๆนะแต่ทำไมชื่อแปลกจริงๆ

เด็กหญิงแสดงความคิดเห็นให้ผู้ปกครองฟัง จึงโดนมารดาคาดโทษทันที

                   “ชื่ออะไรก็เป็นเรื่องของนาย  แกเป็นขี้ข้าอย่าสะเออะไปวิจารณ์นะนังปลาดาว

                   “จริงของแม่แกว่า ปลาดาว  อย่าทำสู่รู้มากเลยเอ็งน่ะ

ณัฐปรียาเห็นว่าชักจะไปกันใหญ่เธอจึงรีบสงบศึกก่อนในทันควันว่า

                   “อย่าไปดุแกเลยค่ะ ชื่อแหนมแปลกจริงๆนั่นแหละ ไม่เพราะเหมือนชื่อปลาดาวเลยเนอะ ปลาดาวเนอะ

เด็กหญิงพอเห็นเจ้านายคนใหม่ให้ท้ายจึงยิ้มออกในทันที  และอาศัยร่างบางของนายสาวหลบสายตาพิฆาตที่มารดากับบิดาส่งมาเอาไว้อย่างนกรู้  ณัฐปรียาจึงหันมาชวนทั้งคู่คุยทันที

                   “น้าค่ะ แหนมขอถามอะไรน้าสองคนหน่อยได้ไหมคะ?”

                   “ถามอะไรคะ คุณหนู?”

                   “ถ้าแหนมจะกลับขึ้นฝั่งน่ะค่ะ แหนมต้องทำยังไงคะ?”

สองสามีภรรยาหันไปมองหน้ากันอย่างตกใจทันที ไม่คิดว่าเธอจะมาเล่นถามกันตรงๆแบบนี้ แต่ทั้งสองคนก็โดนกำชับจากเจ้านายแล้วว่าต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น ดังนั้นพ่อของปลาดาวจึงตอบว่า

                   “เรื่องนี้ต้องปรึกษานายเท่านั้นครับ เพราะเรามีเรือเร็วลำเดียวที่ใช้ติดต่อกับคนบนฝั่งน่ะฮะ ถ้านายไม่อนุญาตเราคงออกไปไหนไม่ได้

                   “แล้วพวกน้าก็ยอมอยู่ที่นี่เหมือนถูกขังยังงั้นเหรอคะ จะออกไปไหนก็ไม่ได้น่ะ

                   “เราสมัครใจมาอยู่ที่นี่เองครับ คุณหนู เจ้านายใหญ่ เอ่อ ผมหมายถึงคุณอัญญาพี่ชายของเจ้านายน้อยน่ะครับ ท่านมีพระคุณต่อครอบครัวเรามาก ถ้าไม่มีท่านก็คงไม่มีเราในวันนี้

                   “แล้วพวกน้าไม่คิดบ้างเหรอคะ ว่าปลาดาวควรมีสิทธิ์ได้เรียนหนังสือไม่ใช่จมปลักอยู่ที่นี่ ถ้าออกไปไหนไม่ได้

                   “เรื่องนั้นคุณหนูอย่าห่วงเลยครับ เจ้านายได้ส่งนังปลาดาวไปเรียนที่โรงเรียนประจำอย่างดีครับ ช่วงนี้ที่คุณหนูพบมัน  ก็เพราะมันปิดเทอมกลับมาเยี่ยมบ้านเท่านั้นครับ

ณัฐปรียาคงจะไม่ยอมจบข้อสงสัยได้ง่ายๆแน่  ถ้าจะไม่โดนเด็กหญิงปลาดาวฉุดแขนเสียก่อน เธอจึงหันมามองเด็กหญิงทันที

                   “คุณหนูคะ เราไปเดินเล่นกันเถอะ ปลาดาวอยากไปแล้ว

เธอจึงจำใจพยักหน้าและเอ่ยลาผู้ปกครองของเด็กหญิงไป ถ้าเป็นในเวลาปกติเธอก็คงจะยินดีที่จะชื่นชมกับธรรมชาติตรงหน้าไม่ใช่น้อย  มีหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งไร้ซึ่งขยะที่มักเห็นดาษดื่นบนเกาะอื่นๆ  ท้องทะเลสีฟ้าจางๆที่ทอดตัวล้อมรอบเกาะแห่งนี้เอาไว้ เสียงคลื่นที่ซาดซัดเข้าฝั่งดังคลอเคล้ากันประหนึ่งเสียงขับร้องเพลงของธรรมชาติ  มันคงจะน่าอภิรมย์มากกว่านี้แน่ ถ้าเธอจะไม่ถูกจับมา  แต่ได้มาเยือนที่นี่ด้วยความสมัครใจของตัวเองแทน

ณัฐปรียานิ่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆอย่างหวาดหวั่น ป่านนี้ ที่ทำงานจะเป็นยังไงบ้าง พ่อแม่จะรู้ไหมว่าเธอหายตัวไปจากที่พัก เพื่อนพ้องแต่ละคนจะติดต่อเธอบ้างไหม  แล้วเธอจะทำยังไงให้หนีออกไปได้เสียที เธอไม่รู้ตัวเลยว่าเธอสามารถคิดถึงทุกคนและทุกเรื่องได้ แต่เธอกลับลืมคิดถึงคู่หมายอย่างนาธานไปได้ ทั้งๆที่ช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้นาธานน่าจะเป็นคนแรกด้วยซ้ำที่เธอคิดถึง

                   “เอ่อ  ปลาดาว พี่หิวน้ำจัง ปลาดาวกลับไปหยิบน้ำมาให้ทีนะ

หญิงสาวออกอุบายทันที เมื่อคิดว่าเธอกับเด็กหญิงเดินมาไกลมากแล้ว เด็กหญิงจึงรับคำและอดเตือนเธอไม่ได้ว่า

                   “ได้ค่ะ แต่คุณแหนมห้ามเดินไปทางป่าตรงนั้นนะคะ พ่อกับแม่ปลาดาวบอกว่า มันเป็นป่าอาถรรพ์ถ้าใครหลงเข้าไปจะไม่มีวันได้กลับออกมาค่ะ

                   “ทางไหนนะปลาดาว?”เธอถามอย่างสนใจทันที

                   “ตรงนู้นไงคะ อย่าเข้าไปใกล้นะคะ คุณแหนม

ณัฐปรียาไม่ตอบแต่รีบโบกมือไล่ให้เด็กหญิงกลับไปเอาน้ำแทน  เธอยืนมองเด็กหญิงจนกระทั่งเดินลับสายตาออกไป  ณัฐปรียาจึงหมุนตัวออกวิ่งไปเต็มสตรีมทันทีเพื่อมุ่งหน้าเข้าไปทางป่าอาถรรพ์แห่งนั้น เธออดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า บางทีทางออกติดต่อโลกภายนอกอาจอยู่ที่นั่นก็ได้  ทุกคนก็เลยกุเรื่องขึ้นมาให้เธอกลัวนั่นเอง หญิงสาวจึงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งสุดชีวิต วิ่งแล้วก็วิ่งต่อไป......




 ตอนนี้ ขอเป็น แหนมวดี  ศรีเท้าก่อนนะ เผื่อจะวิ่งเร็วเหมือนทีมชาติบ้าง


 คนเขาอุตส่าห์พามาเปลี่ยนบรรยากาศแท้ๆ ยังจะมาโกรธอยู่ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

80 ความคิดเห็น

  1. #28 พชรเมขลา (@5180010455) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2557 / 09:30
    ฮั่นแน่! รู้นะ ไรเตอร์คิดไรอยู่ ป่าอาถรรพ์จะกลายเป็นป่าสวรรค์ของสองเราแน่เลย ฮิฮิ รออ่านไวๆ หนุกแน่นอน แต่หนูแหนมซ่ามาก นายอัญชันถ้าคราวนี้ทำตัวดี จะเปลี่ยนใจมา Love เธอ... ><
    #28
    0