คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic No.6] Last Farewell (One Shot : Nezumi x Shion)

โดย katba

หลังจากกำแพงของเมืองNo.6 ถูกทำลายลง...เนซึมิก็เลือกที่จะจากไป...วันเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่ปี...เขา...จะกลับมาอีกครั้งไหม? เนซึมิ x ชิอง

ยอดวิวรวม

5,724

ยอดวิวเดือนนี้

28

ยอดวิวรวม


5,724

ความคิดเห็น


77

คนติดตาม


178
เรทติ้ง : 98 % จำนวนโหวต : 5
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 ก.ค. 56 / 00:13 น.
นิยาย [Fic No.6] Last Farewell (One Shot : Nezumi x Shion) [Fic No.6] Last Farewell (One Shot : Nezumi x Shion) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ดีใจมากเลยที่เขียนฟิคนี้ออกมาได้ มีความสุขมากจากความฟินและจมูกบาน -oo-

เป็นแบบที่อยากเขียนเลย เรื่องที่คิดที่วิเคราะห์ระหว่างความสัมพันธ์ของสองคนนี้สามารถใส่ลงไปในความคิดของชิองและเนซึมิได้เกือบหมด

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ อย่าลืมเม้นท์กับโหวตด้วยล่ะ :)

และนี่ สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านตอนจบของนิยายค่ะ
http://writer.dek-d.com/katba/writer/view.php?id=815760
ถ้าอ่านก่อนฟิคนี้จะซึ้งขึ้นมาก ^^





“นายเคยเห็นสายลมพัดสวนกลับไหม? นายเคยเห็นเมฆลอยย้อนกลับหรือเปล่า?

นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก...เนซึมิเป็นเหมือนสายลมและก้อนเมฆพวกนั้น...

ที่ลอยไปแล้วก็ไม่มีวันหวนกลับ”

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 ก.ค. 56 / 00:13


 

“นี่คือ..จูบบอกลาหรอ...”

 

“มันคือจูบสาบาน”

 

“เราจะพบกันอีกครั้งแน่นอน..ชิอง..”

 

 

 

 

 

 

“คุณชิองคะ?

 

เสียงหวานดังทะลุผ่านโสตประสาท เรียกให้ใบหน้าหวานเกินชายสะดุ้งออกจากห้วงภวังค์...นัยน์เนตรสีน้ำตาลประกายแดงเบิกโตก่อนตวัดสายตามายังเจ้าของเสียงหวาน ซึ่งบัดนี้ยังคงยืนอย่างนอบน้อมอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเขา

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดิฉันเรียกอยู่หลายทีแล้ว ไม่สบายหรือเปล่า?” หญิงสาวในชุดกระโปรงสูทซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาเอ่ยด้วยสีหน้าแสดงความเป็นห่วง แต่ชิองกลับส่ายหน้าไปมาแล้วระบายยิ้มบาง

 

“อ่า..เปล่าหรอกครับ ผมแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย” เขาเอ่ยพลางเกาศีรษะของตนเองแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่..คุณอากิมีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

หญิงสาวผู้มีนามว่าอากิแย้มรอยยิ้มหวาน ก่อนยื่นซองจดหมายสีขาวสะอาดในมือส่งมาให้ชิอง

 

“จดหมายมาถึงคุณค่ะ”

 

เนตรสีน้ำตาลเบิกโต...หัวใจเต้นรัวเร็ว...จดหมายถึงเขางั้นหรือ...ใครกันที่ส่งมาหานะ...?

 

มือเรียวเอื้อมออกมาคว้าซองจดหมายบางตรงหน้าแล้วพลิกเปิดออกอย่างเร่งร้อน...กลิ่นของกระดาษเก่าคร่ำคร่าโชยมากระทบจมูก...ร่างบางรีบพลิกกระดาษจดหมายสีขาวซึ่งมีรอยเปื้อนสีน้ำตาลอยู่เป็นบางจุดด้วยความรู้สึกโหยหาภายในใจ...

 

จดหมายนี่...หรือว่า...

 

ข้อความในจดหมายถูกเขียนด้วยหมึกสีดำด่าง..ลายมือของผู้เขียนหวัดเสียจนชิองแทบจะอ่านไม่ออก...แต่ทว่าเนื้อหาของจดหมายกลับมิใช่สิ่งที่เขาพึงสนใจ...นัยน์เนตรสีน้ำตาลกวาดผ่านข้อความลงมาหยุดอยู่ตรงชื่อผู้ส่ง...

 

อินุกาชิ...

 

ความรู้สึกผิดหวังเอ่อล้นขึ้นภายในใจอย่างมิอาจห้าม...เนตรคู่สวยทอประกายเศร้าหมอง...ก่อนหรี่ลงอ่านข้อความตรงหน้าอย่างลวกๆ...เขารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่แสดงอาการผิดหวังต่อจดหมายจากเพื่อนคนสำคัญเช่นอินุกาชิ...แต่ทว่า..มันก็มิอาจห้ามใจตนเองได้ เนื่องเพราะมันมิใช่ข้อความจากคนที่เขาเฝ้ารอ...

 

เนซึมิ....

 

อากิเอียงคอด้วยความสงสัย เมื่อเห็นท่าทีที่แปรเปลี่ยนจากตื่นเต้นดีใจไปเป็นเศร้าหมองอย่างรวดเร็วจนเจ้าหล่อนตามไม่ทัน  “เอ่อ...มีอะไรหรือเปล่าคะ? รู้สึกว่าน่าจะเป็นจดหมายจากคุณอินุกาชิเช่นทุกทีนี่คะ”

 

“ครับ...” ชิองหลุบนัยน์ตาลงต่ำ “ก็แค่ว่า...ปกติอินุกาชิเขาไม่เคยใส่ซองส่งมาให้ผมมาก่อน”

 

หญิงสาวหัวเราะเบาก่อนเอ่ยแซวอย่างรู้ทัน... “ต้องไปช่วยอาบน้ำสุนัขอีกแล้วหรือไงคะ?

 

นับตั้งแต่ทำงานกับชายตรงหน้ามาร่วมสามปี...เธอก็รู้ดีว่าเนื้อความในจดหมายจากอินุกาชิคงไม่พ้นเรื่องนัดเจ้านายของเธอออกไปช่วยงานส่วนตัวในเขตตะวันตก

 

ชิองเพียงแค่ระบายยิ้มบางโดยมิได้ตอบอันใด...ไปช่วยเลี้ยงเด็กอายุสามขวบด้วยต่างหาก...เขาลอบคิดในใจ...

 

เขาช่างโง่เหลือเกิน...ที่วาดหวังว่าชายผู้นั้นจะส่งจดหมายใส่ซองแบบนี้มาให้เขาได้...

 

“นี่นายคิดว่าฉันจะทำเรื่องงี่เง่าอย่างกับเด็กอนุบาลที่ส่งจดหมายหาเพื่อนตอนปิดเทอมอย่างนั้นหรอ?.....เนซึมิคงจะพูดกับเขาเช่นนี้แน่หากล่วงรู้ว่าเขาคาดหวังอะไรอยู่...พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นผู้ชนะตลอดเวลา...รอยยิ้มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเนซึมิ...มีเพียงเขาเพียงคนเดียวที่จะวาดรอยยิ้มแบบนั้นออกมาได้...

 

และคงมีคนผู้นั้นเพียงคนเดียว...ที่วาดรอยยิ้มเย้ยหยันได้งดงามที่สุดในสายตาของชิอง...

 

ชิองถอนหายใจยาวก่อนพับจดหายในมืออย่างระวัง แล้วเก็บมันไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของตนเอง..นัยนเนตรสีน้ำตาลส่องประกายเบือนออกไปยังทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่าง...

 

วันนี้ฟ้ามืดครึ้มมากเป็นพิเศษ...หากเขาไม่รีบไปหาอินุกาชิล่ะก็สายฝนคงเทกระหน่ำลงมาก่อนเป็นแน่...เขาลอบคิดในใจพลางหยัดตัวลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินออกจากห้องทำงานของตน

 

เวลาล่วงเลยมากว่าสี่ปีแล้วนับจากที่กำแพงเมืองหมายเลขหกได้ถูกพังทลายลง...การเดินทางเข้าออกระหว่างตัวเมืองและเขตตะวันตกมิได้ยากเย็นเช่นอดีตอีกต่อไป...แม้แรกๆประชาชนของทั้งสองฝั่งจะขัดเขินหรือเข้ากันไม่ได้ไปบ้าง..แต่เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปความขัดแย้งนั้นก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนทั้งสองฝั่งสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ในที่สุด...การซื้อขายแลกเปลี่ยนรวมถึงการตั้งถิ่นฐานหรือสถานที่ทำงานภายในเมืองNo.6เป็นไปได้อย่างเสรีนับจากนั้น...

 

ชิองทำงานในฐานะหนึ่งในกรรมการควบคุมเพื่อทำนุบำรุงเมืองใหม่แห่งนี้มาเกือบสี่ปีแล้ว...ตำแหน่งงานของเขามีความสำคัญไม่แพ้รัฐมนตรีของประเทศอื่นๆ...ทั้งปรับปรุงสภาพเมืองที่ถูกทำลายไปในวันศักดิ์สิทธิ์เมื่อสี่ปีก่อน...ทั้งพัฒนาให้เศรษฐกิจและเทคโนโลยีของเมืองก้าวเดินไปข้างหน้า...อีกทั้งยังคอยช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆภายในเมืองอีก....เรียกได้ว่างานของเขายุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเลยด้วยซ้ำ...

 

แต่ถึงงานจะยุ่งมากเพียงใด...ชิองก็ไม่เคยลืมเพื่อนพ้องผู้ร่วมเป็นร่วมตายของเขาในอดีต...อินุกาชิ..และริคิกะ

 

อินุกาชิยังคงอาศัยอยู่ในเขตตะวันตกเช่นเดิม โดยมักจะส่งจดหมายชักชวนให้ชิองเข้ามาช่วยอาบน้ำสุนัขและช่วยดูแลทารกน้อยที่ชื่อว่าชิออนอยู่เป็นระยะ...เช่นเดียวกับริคิกะ...ทว่าริคิกะนั้นมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเขาและมารดาที่บ้านอยู่เสมอๆ...จนอินุกาชิแอบแซวเขาทุกครั้งทีได้เจอกัน...

 

“ระวังเจ้านั่นจะเปลี่ยนฐานะไปเป็นพ่อเลี้ยงนายซะล่ะ” อินุกาชิเอ่ยเช่นนั้น

 

ชิองก้าวเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยร้านรวงค้าขายกันอย่างคับคั่ง...ประชาชนในเมืองหลายคนส่งยิ้มให้เขาเมื่อเขาเดินผ่าน...ชิองยิ้มกลับก่อนผงกศีรษะตอบอย่างนอบน้อม...เขายังคงเป็นคนถ่อมตนและมีสัมมาคารวะไม่เคยเปลี่ยน...

 

สีปีมาแล้ว....นับตั้งแต่วันศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายอาณาเขตภายในเมืองและคร่าชีวิตประชาชนไปกว่าครึ่ง...

 

สี่ปีมาแล้ว...ที่เขาหลบหนีออกมาจากกรมราชทัณฑ์ได้สำเร็จ...

 

สี่ปีมาแล้ว..ที่กำแพงเมืองถูกทำลายลง...และเขาสามารถรวมเมืองแห่งนี้ให้เป็นหนึ่งโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำ...

 

แล้วก็...

 

เป็นสี่ปี...นับตั้งแต่เนซึมิลาจากไป...

 

ลาจากไป...โดยไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมาแม้เพียงครั้ง...

 

“เราจะพบกันอีกครั้งแน่นอน..ชิอง..”

 

คำพูดนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในมโนคิด...มันดังแว่วอยู่ในโสตประสาทไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น...ราวกับว่าเขาเพิ่งจะได้ยินประโยคนี้เพียงเมื่อวานนี้เท่านั้น...

 

เนซึมิ...นายอยู่ที่ไหนกันนะ...

 

เนตรสีน้ำตาลหลุบลงมองพื้นยามใบหน้าของคนที่เฝ้าคิดถึงแล่นผ่านที่กลางใจเข้ามาปรากฎอยู่ในห้วงคำนึง...ดวงตาสีเทาส่องประกายราวกับท้องฟ้ายามรัตติกาล...รอยยิ้มหยันราวกับดูถูกทุกสิ่งภายในโลก..ใบหน้าราวรูปสลักและท่วงท่าที่งามสง่าซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนได้แม้เพียงแรกพบ...

 

และรสสัมผัสของจุมพิตในวันลาจาก...ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของชิองเสมอมา..

 

“ชิอง..”

 

เสียงทุ้มที่เคยใช้เรียกชื่อเขาอยู่เสมอเมื่อครั้งทั้งสองยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ห้องใต้ดินในเขตตะวันตก...ชิองนึกอยากได้ยินเสียงนั้นเรียกชื่อเขาอีกครั้งเหลือเกิน...ในห้องใต้ดินที่มีแต่กองหนังสือ...ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรูหรา...ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด...ฤดูหนาวก็เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บจนแทบทนไม่ไหว...

 

ทว่า...เขากลับคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในห้องใต้ดินแห่งนั้นมากที่สุด...

 

หนังสือที่แม้จะเก่าทว่าเนื้อหากลับชวนให้ติดตาม...บทกลอนที่แม้จะอ่านยากทว่ากลับฟังระรื่นหูเมื่อชายผู้นั้นคอยอ่านให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงไพเราะราวกับสายลม...เตียงเล็กๆแคบๆแต่กลับทำให้เขานึกอยากนอนให้ยาวนานที่สุด..เนื่องเพราะได้นอนอิงแอบแนบสัมผัสกับคนๆนั้น...ความหนาวเหน็บที่เกินทานทน ทว่ากลับอบอุ่นเมื่อมีร่างสูงของใครอีกคนคอยโอบกอดพลางพูดคุยชวนให้หายหนาว....

 

หยาดน้ำตารื้นเต็มหน่วย...ภาพเบื้องหน้าลางเลือนจากหยดน้ำที่เอ่อล้นพร้อมไหลรินเคลียแก้มใส....ชิองรู้สึกเจ็บข้างในอก...เจ็บเสียจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

 

เนซึมิ...

 

ผม...คิดถึงนาย.....

 

“มัวเหม่ออะไรอยู่น่ะเจ้าทึ่ม”

 

เสียงหวานออกห้าวของใครบางคนทำให้ใบหน้าหวานเกินชายต้องเงยขึ้นมาสบ...อินุกาชิยืนท้าวสะเอวอยู่ตรงหน้าเขาด้วยสีหน้าฉายแววรำคาญ

 

“มาเอาป่านนี้ไปเดินหลงทางอยู่ที่ไหนกันน่ะฮึ นี่มันจะมืดแล้วเนี่ย”

 

ชิองเบือนสายตาไปด้านข้าง ก่อนแสร้งยกแขนเสื้อขึ้นมาปัดน้ำตาของตนเองลวกๆ “ขอโทษทีนะ..พอดีผมงานยุ่งช่วงนี้...ก็เลยมาช้า..”

 

“....” อินุกาชินิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง..ก่อนพินิจมองร่างบางตรงหน้าที่เอาแต่เบี่ยงสายตาไปทางอื่นแล้วถอนหายใจยาวออกมาอย่างรู้ทัน...

 

งานยุ่งจนมาสายงั้นหรือ..แล้วที่ร้องไห้นั่นมันอะไรกันหือ เจ้าเซ่อเอ๊ย...?

 

อินุกาชิส่ายหน้าไปมาอย่างระอาแล้วเคลื่อนตัวเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าชิอง...”เอาเถอะ...ฝนจะตกแบบนี้ถึงอาบน้ำหมาไปก็เท่านั้น วันนี้นายกลับไปก่อนแล้วกัน ไว้คราวหลังค่อยมาใหม่”

 

“อืม..ผมขอโทษนะ อินุกาชิ” ชิองผงกศีรษะลงต่ำ

 

อินุกาชิถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าที่ล้อมด้วยผมยาวยุ่งสีดำเงยขึ้นมาสบกับอีกฝ่าย มือบางเอื้อมขึ้นมาสัมผัสบนแก้มของชิองอย่างแผ่วเบา

 

“เจ้านั่นจะไม่กลับมา...ไม่มีวันกลับมาที่นี่อีก”

 

ประโยคถูกเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากลับเป็นเช่นหอกแหลมที่ทิ่งแทงผ่านดวงใจของชิอง

 

เขา...จะไม่กลับมา...?

 

เนซึมิ...จะไม่กลับมาอีกงั้นหรือ...

 

“นายเคยเห็นสายลมพัดสวนกลับไหม? นายเคยเห็นเมฆลอยย้อนกลับหรือเปล่า? นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก...เนซึมิเป็นเหมือนสายลมและก้อนเมฆพวกนั้น...ที่ลอยไปแล้วก็ไม่มีวันหวนกลับ” อินุกาชิเอ่ยเสียงเรียบ...จ้องมองประกายปวดร้าวที่ฉายชัดอยู่บนดวงเนตรกลมโตตรงหน้า...

 

สายลม..และเมฆาที่ล่องลอยไปเรื่อย...

 

ไม่มีใครรู้ว่าปรากฎขึ้นมาจากที่ไหน...ไม่มีใครรู้ว่าจางหายไปเมื่อใด....ร่อนเร่ไปเรื่อยอย่างอิสระเสรี....

 

“อืม...ผมเข้าใจแล้ว...”  ชิองหลุบตาลงต่ำกว่าเดิม...ก่อนหมุนตัวเดินจากไปอย่างแช่มช้า...โดยไม่สนใจสายตาห่วงหาอาทรของอีกฝ่ายที่ทอดจากเบื้องหลัง...

 

เขาเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายจนมาถึงบ้านโดยที่เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเดินทางมาถึงที่นี่ได้อย่างไร...และใช้เวลาไปนานเท่าไรแล้ว...

 

แต่ที่เขารับรู้ได้ก็คือ...ผืนนภาเบื้องบนที่ส่งเสียงคำรามก้อง...สายลมเย็นกรรโชกแรง....และหยาดน้ำฝนซึ่งเทกระหน่ำลงกระทบร่างของเขาอย่างแรงจนรู้สึกชาไปทั้งร่าง...

 

พร้อมกับภายในอกด้านซ้าย...ที่ร่ำไห้โอดครวญด้วยความเจ็บปวด...

 

“ชิอง! ทำไมเปียกแบบนี้...ไม่ได้กางร่มไปหรอลูก...” คารันอุทานเมื่อเห็นร่างอันชุ่มโชกของลูกชายยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้าน

 

“...ผมลืมครับแม่” เขาเอ่ยตอบส่งๆ ก่อนรีบก้าวเดินเข้าไปในบ้าน ผ่านชั้นวางขนมปังที่เรียงรายอยู่รอบห้องแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องส่วนตัวของตนเองโดยมิสนใจสายตาฉายความเป็นห่วงของผู้เป็นมารดา...

 

ชิองก้าวเข้ามาในห้องส่วนตัวของตนเอง...นัยน์เนตรกวาดมองไปโดยรอบห้อง...ชั้นหนังสือจำนวนมากเรียงรายโอบล้อมผนังทั้งสี่ด้าน...ภายในบรรจุหนังสือต่างๆซึ่งเขานำมาจากห้องใต้ดินแห่งนั้น....ทั้งแฮมเล็ต...เชคสเปียร์..เฟาสต์..แมคเบธ...

 

หนังสือที่เขาเฝ้าอ่านทุกค่ำคืน...เฝ้ารอคอยให้เจ้าของกลับมาหา....

 

จี๊ด...จี๊ด...

 

สึกิโยะซึ่งนอนขดตัวหลับอยู่บนเตียงส่งเสียงกรีดร้องเรียก..ทว่าชิองกลับไมได้สินใจ...เขาเพียงก้าวเดินตรงไปที่หน้าต่างบานนั้น...

 

สายลมกรรโชกกระทบกระจกหน้าต่างส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด...กิ่งไม้และใบไม้เสียดสีแผ่นกระจกพร้อมกับสายฝนที่สาดกระเซ็นปะทะบานกระจกใส...ชิองเดินเข้าไปใกล้...แล้วผลักหน้าต่างตรงหน้าให้เปิดออก...

 

เหมือนกับเมื่อแปดปีที่แล้ว....

 

ซ่า....ซ่า.....

 

หยาดน้ำฝนเย็นเฉียบสาดกระเซ็นกระทบใบหน้าหวานจนรู้สึกชา...สายลมแรงกรรโชกผ่านกรอบหน้าต่างจนผ้าม่านปลิวไสว...กระดาษบนโต๊ะหนังสือปลิวกระจาย....ชิองรู้สึกหนาวจนสั่นสะท้านทั้งๆที่ขอบตาทั้งสองร้อนผ่าว...

 

มาสิ...เนซึมิ...

 

มาหาผม...เหมือนเช่นในคืนนั้น....

 

ทว่ากลับมีเพียงสายลมและน้ำฝนพัดผ่านมาเท่านั้น...ไม่ว่าชิองจะเปิดหน้าต่างบานนี้รอนานเท่าใด...ไม่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะหมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าสักกี่ครั้ง...เนซึมิก็ไม่กลับมา...เขาคงไม่กลับมาอีกแล้ว....

 

“เราจะพบกันอีกครั้งแน่นอน..ชิอง..”

 

คำมั่นสัญญาและจูบนั้นเป็นเพียงสิ่งลวงหลอกอย่างนั้นหรือ...ชิองคิดในใจอย่างเจ็บปวด...เจ็บปวดจนดวงใจร่ำไห้เช่นเดียวกับที่หน่วยตาทั้งสอง...

 

เนซึมิ....

 

ผม....อยากพบนาย...มากเหลือเกิน....

 

ได้โปรด...กลับมาเถอะ..เนซึมิ...กลับมาหาผมเช่นเดียวกับที่นายสัญญาในวันนั้น...

 

และคราวนี้...เขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากโดยที่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดอีกแล้ว...

 

หากความหวังของเขาเป็นจริง...หากเขาได้พบชายผู้นั้นแม้เพียงสักครั้ง...คราวนี้เขาคงไม่ลังเลอีกแล้ว...ไม่ลังเลที่จะบอกเนซึมิว่า...

 

ความรู้สึกของเขาที่มีให้อีกฝ่าย...มันมากมายเพียงไร...

 

 

 

 

พายุฝนหยุดลงแล้ว...เหลือไว้เพียงเสียงหยดน้ำหยดลงจากใบไม้เขียวขจีกระทบลงที่กรอบหน้าต่างเท่านั้น....

 

สายลมเอื่อยๆพัดผ่านเข้ามาภายในห้องที่มืดสนิท....แสงจันทร์ทอแสงขาวนวลผ่านกรอบหน้าต่างลงมากระทบร่างบางที่นอนขดตัวบนเตียงอยู่เพียงลำพัง...

 

ดาวที่ส่องแสงพร่าเลือนทอแสงตัดกับท้องนภายามรัตติกาลที่มืดสนิท...แม้ว่ามันจะเป็นดวงดาวที่อ่อนแสง...ทว่าเมื่อเทียบกับผืนนภาอันมืดสนิท....ดาวเหล่านั้นก็ส่องประกายโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดนั้นได้...

 

เฉกเช่นเดียวกับร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนเตียง...ซึ่งส่องแสงสว่างอยู่ในใจอันมืดมิดของชายหนุ่มซึ่งบัดนี้นั่งนิ่งอยู่บนกรอบหน้าต่างที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำฝน...

 

เนตรสีเทาจับจ้องไปยังร่างบางที่นอนหลับไหลอยู่บนเตียง...ก่อนเจ้าตัวจะกระโดดลงจากกรอบหน้าต่างลงมายืนอยู่บนพื้นห้อง...ร่างสูงก้าวเดินเข้าไปใกล้ก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเคียงข้างกับร่างบางที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง...

 

มือแกร่งไล้สัมผัสเรือนผมสีขาวโพลนอย่างแผ่วเบา...ก่อนเลื่อนลงมายังรอยแผลเป็นสีแดงชาดซึ่งเลี้ยวลดอยู่บนคอระหงและผิวขาวนุ่มเกินชาย...ริมฝีปากคมกระตุกรอยยิ้มบางก่อนเจ้าตัวจะส่ายศีรษะไปมาอย่างระอา...

 

การระวังตัวเป็นศูนย์อีกแล้ว....

 

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสี่ปี...แปดปี...หรือร้อยปี...เขาเองก็ยังคงสงสัยว่าคนตรงหน้าอาจจะยังไม่แปรเปลี่ยน...ทั้งไม่ระวังตัว..หุนหันพลันแล่น...ไว้ใจคนง่าย...บางครั้งก็เข้มแข็งจนน่ากลัว...แล้วอะไรอีกนะ...

 

เนซึมิระบายลมหายใจยาว...จริงสินะ...คนตรงหน้านั้นช่างเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วเหลือเกิน...เขาเคยคิดเสมอว่า แม้ต้องใช้เวลาถึงชั่วชีวิต..เขาก็อาจไม่เข้าใจความคิดหรือการกระทำของชิองได้...และนั่นคิอเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเลือกที่จะจากไป...เพราะว่าชิองเปรียบเสมือนสมการที่มิอาจแก้ได้...โจทย์ปัญหาที่มิอาจไข...เขาไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรถึงจะมองทะลุผ่านคนตรงหน้าได้...

 

ทว่า...นัยน์เนตรสีเทาทอแสงอ่อนลง...

 

ชิอง...ก็คือชิอง...

 

ไม่ว่าเขาจะแปรเปลี่ยนไปเป็นคนแบบไหน...แม้เขาจะฆ่าคน...หรือทำสิ่งที่เลวร้ายซึ่งแตกต่างกับภาพของชิองในความทรงจำเก่าๆของเขามากเพียงใด...ชิองก็ยังไงเป็นชิอง...ข้อเท็จจริงนี้ไม่มีวันแปรเปลี่ยน...

 

พวกเขาเปรียบเสมือนแสงสว่างและเงามืด...เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์...เปรียบเสมือนกลางวันและกลางคืน...ทุกอย่างช่างดูขัดแย้ง...เป็นราวกับสสารที่มิอาจผสมเข้ากันได้...ทว่ามันกลับเป็นสิ่งที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน...เป็นความเข้ากันไมได้ที่เติมเต็มจิตใจของแต่ละฝ่ายให้ท่วมท้นไปด้วยความอบอุ่นเสมอ

 

เนซึมิคลี่รอยยิ้มบาง..เขาถอดเสื้อแจ๊คเก็ทของตนเองพาดเอาไว้ใกล้ๆ..ก่อนล้มตัวลงนอนเคียงข้างอีกฝ่าย...บนเตียงเล็กๆในห้องคับแคบเช่นเดียวกับเมื่อสี่ปีก่อน....

 

นัยน์เนตรสีเทาพินิจมองใบหน้าหวานใกล้ๆ...เขาสังเกตเห็นรอยเปียกชื้นที่ขอบตาไล่ลงมาบริเวณแก้มนวล...ชิองร้องไห้...ร้องไห้เพราะเขา...แม้ไม่ได้ถามอีกฝ่ายเขาเองก็รู้ดี....

 

ใบหน้าคมคายโน้มเข้าไปใกล้..ริมฝีปากนุ่มซับรอยน้ำตาบนแก้มนุ่มอย่างแผ่วเบา...ก่อนเสียงทุ้มจะกระซิบข้างใบหูของร่างบางที่ยังคงหลับไหลในห้วงนิทรา

 

“ฉันกลับมาแล้ว...ชิอง...”

 

 

แสงสว่างยามรุ่งอรุณทอดผ่านกรอบหน้าต่างลงมากระทบในหน้านวล...เสียงนกร้องขับขานดังแว่วเสนาะหูต้อนรับเช้าของวันใหม่...แพขนตาขยับปรือเปิดขึ้นอย่างแช่มช้า...นี่เขาเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนกันนะ....

 

อุ่นจัง...

 

นั่นคือความรู้สึกแรกที่ชิองสัมผัสได้เมื่อรู้สึกตัว...ระหว่างที่ภาพตรงหน้ายังคงพร่าเลือนเขาก็ค่อยๆหวนคำนึงถึงความทรงจำเมื่อคืนนี้ก่อนที่เขาจะเผลอหลับไป...ชิองเปิดหน้าต่างออกทั้งๆที่พายุฝนโหมกระหน่ำ...ปล่อยให้สายลมและสายฝนซัดสาดผ่านร่างของตนจนเปียกชุ่ม...เขาร้องไห้..ร้องไห้จนแทบจะขาดใจ...ก่อนผลอยหลับไปบนเตียงทั้งๆที่น้ำตาเจิ่งนอง...

 

และ....

 

ฉับพลันนั้นนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนก็เบิกกว้าง...เมื่อพบเห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นตาอยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ...แขนแกร่งโอบล้อมร่างของเขาแนบชิดกับอกราบเรียบที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ...ชิดจนรู้สึกถึงจังหวะหัวใจและลมหายใจสม่ำเสมอของอีกฝ่ายได้...

 

เนซึมิ...

 

ชิองกระพริบตาอย่างแรงสองสามครั้ง...ภาพใบหน้ารูปสลักตรงหน้ายังคงไม่เลือนหายไป...นี่มันไม่ใช่ฝัน...มันเป็นเรื่องจริง..เนซึมิอยู่ที่นี่...เนซึมิกลับมาจริงๆแล้วอย่างนั้นหรือ...

 

เนตรสีน้ำตาลสั่นไหว...ขอบตารื้นไปด้วยของเหลวร้อน...ภายในใจเต็มตื้นจนต้องข่มกลั้นเอาไว้มิให้มันเอ่อล้นผ่านดวงตาออกมา...ชิองกลืนน้ำลายกลั้นเสียงสะอื้นของตนเอง...ร่างบางสั่นเทาอย่างมิอาจห้าม....

 

เขา...กลับมาแล้วจริงๆ...อย่างที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้...

 

“ร้องไห้อะไรของนาย เป็นเด็กผู้หญิงหรือไง” เสียงทุ้มกล่าวเหน็บแนมจนร่างบางสะดุ้งเฮือก...เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบก็พบดวงเนตรสีเทาเปี่ยมเสน่ห์ทอดมองลงมาก่อน...เนซึมิกระตุกรอยยิ้มหยัน

 

“ผ่านไปสี่ปีแล้วก็ยังซื่อบื้อเหมือนเดิมหรือไงหือ?

 

“พ...พูดอะไรของนายน่ะ...ผมไม่ได้ร้องไห้เสียหน่อย” ชิองเอ่ยเสียงติดขัดก่อนเบี่ยงสายตาหลบไปทางอื่นทั้งที่มบหน้านวลขึ้นสีระเรื่อ “ก็แค่...ไม่คิดว่านายจะกลับมาจริงๆ”

 

“แปลว่าไม่ได้ดีใจ?

 

คำพูดของเนซึมิทำให้ชิองรู้กระตุกวูบในหัวใจ...ดีใจหรอ...ดีใจสิ...ดีใจมากๆ..ทว่าอีกใจหนึ่งก็นึกน้อยใจอีกฝ่ายนัก....

 

“นายหายไปกี่ปีรู้ไหม”

 

“สี่ปี” เนซึมิตอบเสียงเรียบ

 

“ใช่...สี่ปี...ตั้งสี่ปี...โดยที่ไมได้ติดต่ออะไรกลับมาเลย” เสียงหวานเจือไปด้วยความตัดพ้อ...”จดหมายซักฉบับ...ไม่สิ..ม้วนเศษกระดาษสักม้วนก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ...”

 

คิ้วเรียวของชิองขมวดมุ่น...ใบหน้าหวานมุ่ยจนแก้มสีระเรื่อป่องราวกับเด็กขี้งอน..ไหล่ของเนซึมิไหวเบาๆ...เขาขำจนแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่แล้ว

 

“แล้วทำไม...ฉันต้องส่งข่าวหายนายด้วยล่ะ นายเป็นพ่อฉันหรือไง?” เสียงทุ้มเอ่ยยั่วเย้าตามนิสัย...ริมฝีปากระบายรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย..ทั้งๆที่นึกขำจนแทบระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอยู่รอมร่อ

 

“เนซึมิ!” ชิองประท้วง..ใบหน้าหวานงอง้ำค้อนขวับ...เห็นเช่นนั้นเนซึมิก็หลุดหัวเราะพรืดออกมาจนร่างบางส่งค้อนวงใหญ่กว่าเดิมมาให้...มือแกร่งเอื้อมขึ้นมาไล้เรือนผมสีขาวโพลนอย่างเอ็นดู

 

“เอาล่ะๆ...ฉันขอโทษ ฉันผิดเอง โอเคไหม? ว่าแต่ว่า...”  ริมฝีปากคู่สวยวาดรอยยิ้มเยาะ  “ผ่านไปสี่ปีแล้วแต่ดูเหมือนนายจะไม่สูงขึ้นเลยนะ...แถมยังขี้ก้างเหมือนเดิมอีก”

 

“เงียบเลยนะ” ชิองขมวดคิ้วมุ่นอย่างหงุดหงิด “สี่ปีมานี่ผมไม่เหมือนเดิมแล้วสักหน่อย เรียนรู้อะไรมากขึ้นเยอะแยะเลย..หนังสือของนายผมก็อ่านจบหมดแล้วด้วย”

 

“อ้อ...แล้วเรียนรู้อะไรมาบ้างล่ะ” เนซึมิเลิกคิ้วขึ้น “เรื่องผู้หญิง?เรื่องเซ็กส์...ได้เรียนรู้กับเขาบ้างหรือยังเด็กน้อย”

 

ใบหน้าหวานขึ้นสีร้อนทันที...ชิองผงะ...ลิ้นพันกันจนพูดอะไรไม่ออก...

 

หึ...

 

เนซึมิหัวเราะในลำคอ...ใบหน้ารูปสลักเคลื่อนคล้อยเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆแผ่กระทบบนใบหน้าหวาน...เขายิ้มอย่างผู้มีชัย..ก่อนกระซิบเสียงแผ่ว

 

“ให้สอนให้เอาไหม?

 

“น..เนซึมิ...” ชิองละล่ำละลัก...ใบหน้าหวานแดงซ่านราวกับลูกมะเขือเทศ...หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เมื่อสบเข้ากับเนตรสีเทาที่ทอดมองมาให้หลอมละลายตรงหน้า....

 

“ล้อเล่นน่ะเด็กน้อย” เนซึมิหลุดเสียงหัวเราะออกมา พลางส่ายหน้าไปมา...ก่อนจิ้มนิ้วไปยังแก้มสีแดงจัดของชิองเบาๆ “เห็นหรือยังหือ? ว่าประสบการณ์ชีวิตของฉันมีมากกว่านายแค่ไหน”

 

ชิองพึมพำเจริญพรคนช่างแกล้งอย่างแผ่วเบา...เป็นอีกครั้งที่เขาแพ้ทางเนซึมิอีกแล้ว...จะว่าไปแล้วแทบไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เขาจะไม่พ่ายแพ้ให้กับดวงตาที่ดึงดูดเขาเข้าไปคู่นั้น...

 

ร่างบางเพ่งพินิจใบหน้ารูปสลักของอีกฝ่าย...เนซึมิดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย...ใบหน้าที่ออกหวานกลับดูคมคายเช่นบุรุษมากยิ่งขึ้นตามอายุ...ทว่าก็ยังคงความสง่าและงดงามอยู่ไม่มีเปลี่ยน...ทั้งสายตา...ทั้งรอยยิ้ม..ทั้งรูปลักษณ์ที่ไร้ที่ติของอีกฝ่ายยังคงดึงดูดความสนใจของคนรอบข้างได้เสมอ...

 

“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย...พระองค์ไม่ราชกิจตอนเช้าหรือไง? ให้กระหม่อมอุ้มไปที่ห้องน้ำไหมพะย่ะค่ะ?

 

“ผมหยุดงานหรอก..วันนี้มันวันอาทิตย์นะ” ชิองมุ่ยริมฝีปากเมื่อได้ยินคำล้อเลียนของอีกฝ่าย...

 

“อ่อ...งั้นวันนี้ก็เป็นวันของลูกแหง่ติดแม่สินะ..ยังไงดีล่ะ?นอนจนตัวเป็นขนแล้วไปช่วยหม่าม้าอบขนมปังอย่างนั้นหรอ?

 

ชิองมิได้สนใจคำเหน็บแนมของเนซึมิ เขาจ้องมองไปยังนัยน์เนตรสีเทาด้วยสายตาจริงจัง

 

“เนซึมิ”

 

“หือ?

 

“นาย...จะอยู่ที่นี่ใช่ไหม?

 

“แล้วนี่ฉันอยู่ที่อื่นหรือไง?

 

“ผมหมายความว่า...อยู่ที่นี่ตลอดไป...ไม่จากไปไหนอีก..”

 

เนซึมิคลายอ้อมกอดออกจากร่างบางตรงหน้า ก่อนยันร่างลุกขึ้นยืนโดยที่ไม่ได้ตอบคำถามของร่างบาง...ถึงตอนนี้ชิองจึงสังเกตเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ชัด...เขาสวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ...กางเกงหนังสีดำ...แล้วก็..รู้สึกว่าเนซึมิจะสูงขึ้นอีกสักสองสามนิ้วได้...

 

“งั้นฉันขออาบก่อนแล้วกัน” เนซึมิยักไหล่ พลางหยิบผ้าเช้ดตัวของชิองขึ้นมาพาดบนบ่าแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ...สึกิโยะกระโดดขึ้นไปนั่งบนบ่าของเนซึมิ...ไม่นานนักแฮมเลตกับคราเวทก็พุ่งตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ตของร่างสูงแล้ววิ่งจู๊ดขึ้นไปบนหัวไหล่ของเนซึมิเช่นกัน..หนูทั้งสามส่งเสียงจ้อกแจ้กราวกับกำลังถามสารทุกข์สุขดิบตามประสาเพื่อนเก่าที่มิได้พบเจอกันมานาน

 

ชิองจ้องมองตามแผ่นหลังกว้างที่หายวับไปหลังประตูห้องน้ำ...เขาไม่สบายใจเอาเสียเลย...การที่ถามไปแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบนั้นมันหมายความว่าเขาอาจจะจากไปอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?

 

“นายเคยเห็นสายลมพัดสวนกลับไหม? นายเคยเห็นเมฆลอยย้อนกลับหรือเปล่า? นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากจะบอก...เนซึมิเป็นเหมือนสายลมและก้อนเมฆพวกนั้น...ที่ลอยไปแล้วก็ไม่มีวันหวนกลับ”

 

คำพูดของอินุกาชิดังก้องในมโนคิด..ใช่..เนซึมิเปรียบเสมือนสายลมและเมฆาที่อิสระเสรี...มันไม่แปลกหากเขาจะเลือกจากไปอีกครั้ง...ถึงตอนนั้น..ชิองคงต้องรออย่างไร้จุดหมายอีกครา...เป็นเช่นนี้วนไปเวียนมาอย่างไม่รู้จบ...

 

ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงก่อนเดินไปหยุดหน้าประตูห้องน้ำช้าๆ...เสียงน้ำจากฝักบัวสาดกระเซ็นดังแว่วออกมาจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของประตู...ตามด้วยเสียงผิวปากของเนซึมิ...มันเป็นเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานถึงสี่ปี...ภายในร่ำร้องด้วยความโหยหาถึงความทรงจำครั้งในอดีต...เมื่อทั้งสองอยู่ร่วมกันที่ห้องใต้ดินแห่งนั้น...

 

ชิองถอนใจ...มือบางเอื้อมขึ้นมาสัมผัสบานประตูไว้ ก่อนพึมพำกับตนเองเสียงแผ่วจนอีกฝ่ายหนึ่งมิอาจได้ยิน

 

“ผมจะผิดไหม...หากอยากเก็บทั้งสายลมและก้อนเมฆ...ไว้กับตัวเอง..”

 

 

 

เนซึมิมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว...

 

ทุกๆวันดำเนินไปจนแทบกลายเป็นชีวิตประจำวันของชิอง...ตื่นมาตอนเช้าในอ้อมกอดของเขา...ฟังเสียงน้ำจากฝักบัวและเสียงผิวปากของเขายามอาบน้ำ...ลงมาทานขนมปังอบของแม่พร้อมกันกับเขา...ก่อนที่ชิองจะออกไปทำงานภายในตัวเมืองNo.6

 

คารันรู้สึกยินดีมากที่เนซึมิกลับมาที่นี่...เธออบมัฟฟินที่เนซึมิชอบให้เขาในทุกๆเช้า อีกทั้งยังพร่ำบอกคำขอบคุณที่เนซึมิได้ช่วยชีวิตลูกชายของเขาไว้นับครั้งไม่ถ้วน...บางครั้งก็เข้ามาโอบกอดเนซึมิราวกับอีกฝ่ายเป็นลูกชายคนที่สองของตนเองท่ามกลางสีหน้าและท่าทางขัดเขินของอีกฝ่าย...

 

เนซึมิยังไม่คุ้นชินกับความอบอุ่นและความเอาใจใส่ของผู้อื่นเหมือนเคย...ชิองลอบคิดพลางระบายยิ้มกับตนเองระหว่างกำลังจัดการกับอาหารเช้าของตน

 

ช่วงนี้คารันอบขนมปังมากกว่าปกติ...การที่เนซึมิมาอยู่ที่ร้านทำให้มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาซื้อขนมที่ร้านมากขึ้นจนน่าตกใจ...เด็กๆมักจะชื่นชอบหนูตัวน้อยสามตัวที่แสนรู้ราวกับถูกฝึกมาอย่างดี...คนชรานั้นตราตรึงกับเสียงอ่านบทกวีและเสียงร้องเพลงที่พัดปลิวราวกับสายลมของเขา...ส่วนคนหนุ่มสาวนั้นมักถูกสะกดให้ต้องมนตร์กับใบหน้ารูปสลัก รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ และนัยน์เนตรสีเทาที่เปี่ยมเสน่ห์คู่นั้นไม่ว่าเป็นหญิงหรือชาย

 

“เสน่ห์แรงใหญ่แล้วนะ” ชิองเปรยขึ้นเรียบๆในระหว่างมื้ออาหารเช้า...คารันกำลังง่วนกับการจัดเรียงชนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ

 

“หึงหรือไง?” น้ำเสียงกวนประสาทและรอยยิ้มเยาะของอีกฝ่ายทำให้ชิองหน้าขึ้นสีเรื่อ ก่อนจะรีบหยิบชนมปังเข้าปากก้อนใหญ่แล้วเผลอกลืนลงไปโดยไม่ทันเคี้ยวให้ดีจนติดคอ...ร่างบางไอค่อกแค่กเมื่อเกิดอาการสำลัก เดือดร้อนให้คนช่างยั่วต้องยื่นแก้วน้ำมาป้อนให้ถึงที่

 

เนซึมิหัวเราะพรืดออกมา “นายนี่มัน...ซื่อบื้อไม่เปลี่ยนจริงๆ...อายุยี่สิบแล้วยังสำลักขนมปังอีกหรอ?

 

ชิองกลืนน้ำเย็นเฉียบลงคอ...น้ำนี่ช่างอร่อยจัง...มันทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่เขาป่วยหนักเมื่อสี่ปีที่แล้ว....อาการป่วยที่ทิ้งรอยแผลเป็นและเรือนผมขาวราวหิมะนี้ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ...ในครานั้นเนซึมิก็คอยป้อนน้ำเย็นเฉียบแบบนี้ให้เขาเสมอ

 

ร่างบางกลืนน้ำจนหมดถ้วย สูดหายใจเข้าลึกจนออกซิเจนให้ปอดอย่างเพียงพอ...เนตรสีน้ำตาลเงยขึ้นเมียงมองร่างสูงตรงหน้าที่กำลังพึมพำอะไรบางอย่างกับแฮมเลตและคราเวทซึ่งนั่งเอียงคอไปมาอยู่บนนิ้วมือของอีกฝ่าย...

 

แปดปีที่ผ่านมา...เขายังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนตรงหน้าอีกเหมือนเคย...ชื่อจริง...วันเกิด....สิ่งที่อยู่ในใจ...สิ่งที่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกระทำ...เขาเดาไม่ถูกเลยจริงๆ...เบื้องหลังรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบตรงหน้านั้นมีอะไรอยู่ภายในกันแน่นะ..เนซึมิยังคงเปรียบเสมือนป่าลึกที่ทำให้เขาหลงวนเวียนโดยไม่สามารถหาทางออกได้เสมอ...

 

“เนซึมิ”

 

“หือ?

 

“สี่ปีที่ผ่านมา นายไปอยู่ไหนมาหรอ?

 

“ไม่ใช่เรื่องอะไรของนาย” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างรำคาญ...เนตรสีเทาเบี่ยงมองไปทางอื่น

 

“แต่ผมอยากรู้นี่...” ชิองจ้องมองไปยังบุรุษตรงหน้าโดยไม่หลบสายตา “สี่ปีที่ผ่านมาผมเล่าให้นายฟังหมดแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผมบ้าง..ทำไมนายถึงไม่เล่าบ้างล่ะ?

 

“มาอีกแล้วกับชั่วโมงแห่งการสอบสวน..” เนซึมิยักไหล่ก่อนสบถอย่างหงุดหงิด

 

“เนซึมิ...มันผิดด้วยหรอที่ผมอยากจะรู้เรื่องของนาย” ชิองประท้วงเสียงแข็ง “แม้แต่ชื่อจริงของนายผมก็ยังไม่รู้ ทั้งๆที่นายเคยสัญญาเอาไว้แท้ๆ...ผมอยากจะรู้ว่านายพบเจออะไรมาบ้าง...อยากให้นายแบ่งปันความรู้สึกให้กับผมบ้าง...ผมอยากรู้ว่านายคิดยังไง..นายคิดจะทำอะไรต่อไป...ผมอยากรู้เรื่องทั้งหมดของนาย”

 

เนตรสีเทาเบือนกลับมาหาชิอง...มันเป็นสายตาที่เชือดเฉือนราวกับมีดอันคมกริบจนชิองชาวาบไปทั้งร่าง...เนซึมิลุกขึ้นยืนก่อนหมุนตัวเดินไปยังประตูบ้าน...เขาแง้มประตูเปิดออกก่อนเบือนใบหน้ารูปสลักกลับมาหาชิองแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ดูเหมือนฉันจะรู้อะไรอย่างหนึ่งเกี่ยวกับนายแล้ว...ว่าช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา...ไม่สิ..แปดปีที่ผ่านมา...นายก็ยังเป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็นแล้วก็ยึดติดกับข้อมูลเหมือนเดิม...ทำไมนายไม่หัดมองคนที่ปัจจุบัน...มองฉันที่ยังมีชิวิตอยู่ตรงหน้าด้วยตาของนายเองบ้างล่ะ?

 

แล้วเนซึมิก็เดินจากไป....

 

ชิองจ้องมองบานประตูที่ถูกกระแทกปิดด้วยสายตาเศร้าสร้อย...เขาหลุบตาลงมองพื้นก่อนพึมพำกับตนเอง...

 

“มันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย...เนซึมิ...”

 

ผมแค่อยากทลายกำแพงที่กั้นระหว่างเรา...เพื่อให้นายเปิดใจให้ผมเหมือนกับที่ผมเปิดใจให้กับนาย...

 

เพราะผมอยากจะเป็น...คนที่ใกล้ชิดกับนายที่สุด...ก็แค่นั้น...

 

 

ชิองเดินทางกลับมาบ้านเมื่อตะวันเคลื่อนคล้อยจวนลับขอบฟ้า...แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบย้อมท้องนภาให้แปรเปลี่ยนเป็นสีอมส้ม ผสมกลมกลืนกับสีฟ้าหม่นจากความมืดมิดยามรัตติกาลที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้...เนินเขาหลังกำแพงเมืองที่ถูกทำลายลงเมื่อสี่ปีก่อนตั้งตระหง่านรอรับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า...ภาพตรงหน้าช่างดูงดงาม...งดงามเสียจนขอบตาทั้งสองรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส...

 

มันเป็นท้องนภาเช่นเดียวกับในวันนั้น...วันที่เนซึมิจากเขาไป...

 

แม้ในวันนั้นจะเป็นสีของผืนฟ้ายามฟ้าสาง..ทว่าหลากสีที่อาบย้อมท้องฟ้าเบื้องบนกลับคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออก...และนั่นทำให้เขาเกือบหลั่งน้ำตาออกมา..

 

ไม่...มันไม่เหมือนกันสักหน่อย...วันนี้เนซึมิกลับมาอยู่เคียงข้างเขาแล้ว

 

ร่างเล็กวาดรอยยิ้มบางให้กับตนเอง...แม้ภาพตรงหน้าจะให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกันมาเพียงใด..แต่วันนี้..ณ ตอนนี้...เนซึมิได้กลับมาหาเขาแล้ว...

 

และเขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก...

 

ทว่าความทรงจำที่ตนมีปากเสียงกับอีกฝ่ายเมื่อตอนเช้าก็พลันแว่บเข้ามาในมโนคิด...ตอนนั้นเนซึมิหุนหันออกจากบ้านไปด้วยความโมโห...เขาออกไปไหนกันนะ?...เขาไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้วนี่...ไม่ได้ออกไปทำงานที่ไหน..ไม่ได้ไปพบใคร...แล้วเหตุใดเขาถึงเดินจากไปแบบนั้น...

 

หรือว่า...เนซึมิ...ได้จากเขาไปอีกครั้ง...?

 

ชิองส่ายหน้าไปมากับตนเอง...ไม่มีทาง..มันไม่ใช่หรอก..มันไม่ใช่แบบนั้น...เนซึมิก็แค่หงุดหงิดหรือรำคาญเขาเหมือนทุกทีก็แค่นั้น...

 

เขาเร่งฝีเท้าเดินไปตามถนน...พ่อค้าแม่ค้าตามรายทางต่างง่วนอยู่กับการเก็บร้านของตนแต่ก็ยังหันมาโบกมือส่งยิ้มให้ชิองที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินผ่านหน้าร้านไป...แต่ชิองกลับมิได้สนใจ...เขาออกวิ่งอย่างรวดเร็วโดยที่ใจนั้นแล่นนำหน้าไปอยู่ที่บ้านของตนแล้ว

 

ชิองวิ่งมาจนถึงหน้าประตูบ้าน...กลิ่นหอมของขนมปังอบโชยมากระทบจมูก..เขาบิดลูกบิดแล้วผลักบานประตูเปิดเข้าไปอย่างเร่งร้อน...แล้วรีบก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องส่วนตัวของตนเองโดยไม่สนใจคารันที่ร้องเรียกอยู่เบื้องหลัง

 

ประตูห้องของเขาถูกแง้มเปิดออก...สายลมพัดผ่านกรอบหน้าต่างผ่านบานประตูมากระทบร่างของชิองจนเรือนผมสีขาวราวหิมะปลิวไสว...นัยน์เนตรสีน้ำตาลกวาดมองภายในห้องอย่างร้อนรน

 

ทว่า...มันกลับมีแต่ความว่างเปล่า....

 

“ไม่จริง...” ชิองพึมพำกับตนเอง...ดวงเนตรคู่โตสั่นไหว..ก่อนหมุนตัวลงไปยังชั้นหนึ่งของบ้านโดนไม่ทันปิดประตูห้อง

 

“ชิอง...เกิดอะไรขึ้นลูก...” คารันเลิ่กคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุตรชายก้มตัวลงหอบหายใจด้วยความเหนื่อย

 

“แม่ครับ..เนซึมิ...เนซึมิ..อยู่ไหน?

 

คารันตาเบิกกว้างเพียงชั่วครู่หนึ่ง...คิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนเธอจะตอบออกมาตามจริง “เนซึมิ...เขาก็ออกไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว...ดะ...เดี๋ยวสิ..ชิอง?!

 

คารันตะโกนไล่หลังเมื่อเห็นบุตรชายเร่งร้อนออกจากบ้านไปโดยมิทันฟังคำอธิบายของเธอให้จบ...

 

ชิองวิ่งไปตามถนน..เลี้ยวหาตามตรอกเล็กๆแคบๆทั่วบริเวณ...หัวใจของสั่นระรัวไปหมด...

 

เนซึมิ....เนซึมิ....

 

นายอยู่ที่ไหน...?

 

ลางสังหรณ์ภายในใจร้องเตือนจนรู้สึกเจ็บปวด..ทว่าบางส่วนในจิตใจยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองประสบ...เขาไม่อยากเชื่อว่าชายผู้นั้นได้เดินจากเขาไปอีกครั้งเสียแล้ว...

 

ตะวันคล้อยลงลับขอบฟ้า...บรรยากาศโดยรอบมืดมิดลงทุกที...ความหนาวเย็นกัดกินผิวหนังของชิองจนเจ็บแปลบ...ทว่าเขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง...เขายังคงค้นหานัยน์ตาสีเทาคู่นั้น...รอยยิ้มเย้ยหยันที่ประดับบนดวงหน้ารูปสลักของคนผู้นั้น....เสียงหัวเราะและคำพูดกวนประสาทของชายผู้นั้นซึ่งเขาฟังจนคุ้นหู....แม้จะรู้ว่ามันคงไร้ความหมาย...

 

ชิองวิ่งมาจนถึงประตูเชื่อมระหว่างเมืองNo.6กับเขตตะวันตก...ตอนนี้เขานึกออกอยู่สถานที่เดียว...สถานที่ซึ่งคนผู้นั้นอาจอยู่ที่นั่น...เขาจึงไม่ลังเลที่จะวิ่งผ่านประตูออกไปยังถนนที่โรยด้วยกรวดทรายและกองขยะทรุดโทรม...

 

ไปยังห้องใต้ดินแห่งนั้น....สถานที่แห่งความทรงจำของเขาทั้งสอง...

 

ชิองเดินทางมาถึงห้องใต้ดินในที่สุด...เขาเดินลงช่องบันไดไปยังประตูเบื้องล่าง...มือเรียวสั่นเทาและเต็มไปด้วยเหงื่อ...หัวใจที่สั่นระรัวไปด้วยความหวัง...

 

ทว่า...ประตูตรงหน้ากลับถูกล็อคจากภายนอกไว้อย่างแน่นหนา...เช่นเดียวกับเมื่อสี่ปีก่อนนั้น....

 

นัยน์เนตรสีน้ำตาลพินิจดูกลอนประตูที่ถูกล็อคจากภายนอก...หยากไย่และฝุ่นหนาจับอยู่ทั่ว..บ่งบอกว่ากลอนประตูนี้มิได้มีคนมาไขเปิดเป็นเวลานานมากแล้ว....

 

ชิองทรุดลงกับพื้น...ภายในอกข้างซ้ายทิ้งตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ทั้งว่างเปล่าและเจ็บปวด....

 

เนซึมิ...ไม่ได้มาที่นี่....

 

เขา...จากไปอีกแล้ว....

 

ชิองรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาทั้งสอง...หยาดน้ำใสรื้นดวงตาคู่สวยไหลรินเคลียแก้มนวลหยดลงสู่พื้นทรายเบื้องล่าง...เขาส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาอย่างมิอาจห้าม...

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเงยขึ้นมองผืนฟ้าเบื้องบน...ดวงดาวทอแสงอ่อนท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆครึ้ม...สายลมยามค่ำคืนพัดกลุ่มเมฆให้ล่องลอยไปบดบังแสงจากดวงจันทร์นวล....

 

สายลม...พัดพาเมฆาให้ลอยหายไป....

 

เช่นเดียวกับเนซึมิ....

 

เขาจากไปอีกแล้ว...จากไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร...หรือจะไม่กลับมาอีก....

 

ทั้งๆที่ชิองสาบาญกับตนเองเอาไว้เมื่อสี่ปีที่แล้ว..สาบาญว่าคราวนี้เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายเดินจากไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก....ทว่าเขากลับทำไม่ได้....เนซึมิจากไปโดยที่เขามิสามารถรั้งอีกฝ่ายไว้ได้อีกแล้ว...

 

ทั้งๆที่ความในใจ...ก็ยังไม่ได้บอกออกไป....

 

“โลกนี้...มันไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าไม่มีนาย...เนซึมิ”

 

เขาพึมพำกับตนเองเคล้าเสียงสะอื้น...เมื่อสี่ปีก่อนเขาเคยพูดประโยคนี้ให้อีกฝ่ายได้ฟังมาครั้งหนึ่งแล้ว..ทว่าตอนนี้...เขาคงมิสามารถพูดให้เนซึมิฟังได้อีก...จึงได้แต่เอ่ยกับสายลมและกลุ่มเมฆที่ล่องลอยอย่างอิสระเบื้องบนเท่านั้น....

 

เวลาล่วงเลยผ่าน...หนึ่งชั่วโมง...สามชั่วโมง..ห้าชั่วโมง....

 

ค่ำคืนช่างเงียบสงัด...สายลมเย็นกรีดผิวของเขาราวกับมีดอันคมกริบ..ว่าชิองมิได้ขยับตัวไปไหน...เขาได้แต่นั่งกอดเข่าตนเองอยู่หน้าห้องใต้ดินแห่งนี้....ด้วยหัวใจที่แตกสลาย...ด้วยสายตาอันเลื่อนลอย...

 

สติของชิองเริ่มพร่าเลือนจากความหนาวเหน็บ...หัวใจเต้นช้าลงราวกับกำลังจะหยุดทำงาน...นี่เขาจะตายงั้นหรอ..เขาจะหนาวตายอยู่ที่นี่หรือเปล่า...แต่ช่างมันเถอะ...การอยู่ต่อไปโดยไม่มีเนซึมิมันก็ไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว...ถึงจะตายไป...ก็คง...ไม่เป็นไร....

 

เขาได้ยินเสียงใบไม้แห้งบดเบียดกับฝีเท้าดังมาจากเบื้องบน...ใครสักคนคงกำลังเดินทางมาบริเวณนี้....แต่ช่างมันเถอะ..จะเป็นใครก็ช่าง..หากนั่นไม่ใช่เนซึมิล่ะก็...มันก็ไม่มีความหมาย...

 

“ชิอง”

 

เสียงทุ้มอันคุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อเขา...ดวงเนตรสีน้ำตาลเบิกกว้าง...

 

ร่างสูงของใครบางคนยืนอยู่ตรงสุดขึ้นบันไดเบื้องบน...ผ้าคลุมไหล่ซึ่งทอด้วยใยแบบพิเศษปลิวไสวไปตามสายลมกรรโชกเช่นเดียวกับเรือนผมสีไพลินที่มัดลวกๆไว้ด้านหลัง...เนตรสีเทาทอดมองมาที่เขาด้วยสายตาฉายแววเป็นห่วง...คิ้วเรียวของเจ้าตัวขมวดมุ่น....

 

“เน...ซึมิ...” ชิองพึมพำราวกับไม่เชื่อสายตา...ภาพของบุรุษตรงหน้าเลือนลาง...ไม่รู้ว่าเป็นเพราะม่านน้ำตาที่บดบัง...หรือเพราะคนตรงหน้าเป็นเพียงแค่ภาพมายากันแน่...

 

“นายมาทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่หา! แม่นายเป็นห่วงมากรู้ไหม” เขาก้าวลงบันไดเข้ามาหาชิองอย่างเร่งร้อน...ก่อนทิ้งตัวลงนั่งเบื้องหน้าร่างบางที่ยังคงนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่

 

“แล้วนี่มานั่งตากลมอยู่แบบนี้ทำไม” เนซึมิเอื้อมมืออกมาสัมผัสแก้มขาวนวลของชิองที่เย็นเฉียบ “ตัวเย็นอย่างกับน้ำแข็งเลยมั้ง...ให้ตายสินายนี่นอกจากซื้อบื้อ แล้วยังชอบสร้างปัญหาให้ฉันอยู่เรื่อยเลยรู้ไหม...มานี่เร็วเดี๋ยวฉันจะพาก....”

 

คำพูดของร่างสูงหยุดชะงัก...เนื่องเพราะจู่ๆร่างเล็กตรงหน้าก็โถมตัวเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่น...

 

“ชิอง..” เนตรสีเทาเบิกกว้าง...ก่อนหลุบลงมองร่างบางในอ้อมแขนที่บัดนี้หัวไหล่สั่นสะท้าน...หยาดน้ำตาไหลรินเปื้อนเสื้อแจ๊คเก็ทของเขาจนเปียกชื้น....

 

ชิองเอ่ยเคล้าเสียงสะอื้น “เนซึมิ...นายยังอยู่ที่นี่จริงๆ...นายไม่ได้จากผมไปใช่ไหม...”

 

“ชิอง...พูดอะไร...”

 

“ผมขอโทษที่ถามเรื่องนาย..ขอโทษที่ทำตัวสอดรู้สอดเห็น...ขอโทษที่ทำตัวงี่เง่าให้นายลำบาก..ต่อจากนี้ผมจะไม่ทำอีกแล้ว...ขอแค่...ขอแค่นาย....อย่าจากผมไปเหมือนเมื่อสี่ปีก่อนอีกได้ไหม เนซึมิ...”

 

เนซึมินิ่งอึ้งไปชั่วขณะ...เพียงไม่นานเขาก็พอปะติดปะต่อเรื่องทุกอย่างได้...คิดได้เช่นนั้นริมฝีปากคู่สวยก็เผยอรอยยิ้ม...ก่อนหัวเราะพรืดออกมาอย่างไม่ถูกกาละเทศะ...

 

ชิองมุ่ยริมฝีปาก...ก่อนผละตัวออกห่างจากอกกว้างตรงหน้า...เนตรสีน้ำตาลช้อนขึ้นมองอีกฝ่ายทั้งๆที่น้ำตาคลอเต็มหน่วย

 

“นายหัวเราะอะไรน่ะ”

 

“หัวเราะอะไรน่ะหรอ...ก็ขำน่ะสิ” เนซึมิพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ..ก่อนเอื้อมมือขึ้นมาดึงแก้มเนียนของชิองเบาๆ “ฉันว่านายน่ะอ่านนิยายของฉันมากเกินไปแล้วมั้ง ถึงได้ปะติดปะต่อเรื่องน้ำเน่าออกมาได้แบบนี้...ใครบอกว่าฉันจะจากนายไปหือ?

 

“ก็...ก็นายออกจากบ้านไปตอนเช้า...แล้วก็ยังไม่กลับ...ผมถามแม่...แม่เองก็ไม่รู้...” ชิองเอ่ยซื่อๆ...น้ำมูกน้ำตาไหลเคลียใบหน้าหวาน แต่กลับดูน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของอีกฝ่ายนัก...

 

เนซึมิยิ้ม...เขาถอดผ้าคลุมไหล่ของตนเองออกมาคลุมร่างบางตรงหน้าไว้ให้คลายหนาว ก่อนหยิบปลายผ้าคลุมขึ้นมาซับน้ำตาของชิองอย่างแผ่วเบา  “เช็ดซะ..ดูสิ...ร้องไห้อย่างกับเด็กผู้หญิงอีกแล้ว...นายอายุเท่าไรแล้วหือ?

 

“แล้วนาย...หายไปไหนมาทั้งวันล่ะ...” ชิองพยายามกลั้นเสียงสะอื้น...เปลือกตาปรือปิดลงเมื่อผ้าคลุมในมือของอีกฝ่ายเคลื่อนเข้ามาซับบริเวณหางตาที่เปียกชื้น

 

“ก็...วันนี้วันอะไรนายลืมแล้วหรือไง” เนซึมิเบี่ยงสายตาไปทางอื่น...ใบหน้ารูปสลักแต่งแต้มสีแดงจางๆ...

 

“วันนี้...เอ๊ะ...” ชิองพยายามคิด...แล้วดวงเนตรคู่โตก็เบิกกว้าง...

 

วันที่ 7 กันยายน...

 

วันเกิดของเขา..และวันที่พวกเขาทั้งสองได้พบกันครั้งแรก...

 

เนซึมิถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนเอื้อมมือหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งให้ชิอง...

 

ดอกไม้สีม่วง....

 

ความหมายตรงกับชื่อของชิอง....

 

“สุขสันต์วันเกิด” เนซึมิเอ่ยเสียงแผ่วเสียจนสายลมแทบจะพัดเสียงของเขาออกไปจนหมด เขายังคงเบือนสายตามองไปทางอื่นด้วยใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ “อันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้หรอกนะ...แต่แม่นายขอเอาไว้น่ะสิ...เธอบอกว่านายคงดีใจมากถ้าได้ดอกไม้สีม่วง”

 

ชิองเอื้อมมือออกมารับดอกไม้ตรงหน้าเข้ามาไว้ในมือของตน...มันเป็นดอกเวอร์บิน่าสีม่วงอมแดงซึ่งมีเกสรสีขาวราวหิมะเช่นเดียวกับเรือนผมของชิอง...ดอกไม้นี้ชอบแสงแดดจัด...ซึ่งหาได้ยากภายในตัวเมืองNo.6...นี่เป็นสาเหตุที่เนซึมิต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อไปหาดอกไม้นี้จากที่อันไกลโพ้น...

 

ริมฝีปากเรียวระบายยิ้มบาง...เนตรสีน้ำตาลจ้องมองดอกไม้ในมือด้วยหัวใจที่พองโต...เขาเงยหน้าขึ้นมาสบกับอีกฝ่ายก่อนระบายรอยยิ้มสดใส

 

“ขอบคุณนะ..เนซึมิ”

 

“ชิ..นายนี่มันเปลี่ยนอารมณ์เร็วชะมัด...เมื่อกี้ยังร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่เลย ตอนนี้กลับยิ้มราวกับดีใจอะไรมาสิบชาติอย่างนั้น...” เนซึมิพูดเหน็บแนมสมนิสัย..แต่นั่นกลับทำให้ชิองรู้สึกปิติยินดีจนหัวเราะเบาออกมา

 

นี่แหละคือเนซึมิ....นี่คือทุกๆอย่างที่เป็นเขา...

 

เขาดีใจ...และเขาก็ชอบ...ที่เนซึมิเป็นเนซึมิของเขาแบบนี้แหละ...

 

“นี่มันเที่ยงคืนแล้วมั้ง...ป่านนี้แม่นายคงห่วงนายแทบบ้าไปแล้ว “เนซึมิเอ่ยพลางกระเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด “ก่อนนายจะออกมาก็น่าจะฟังแม่นายพูดให้จบก่อนนะว่าฉันไปไหน...เล่นวิ่งพรวดพราดออกมาเองแบบนี้มันอันตรายรู้ไหม”

 

“เนซึมิ”

 

“หือ?

 

“นาย...จะไม่จากผมไปอีกแล้วใช่ไหม”

 

สรรพสิ่งนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง...มีเพียงเสียงสายลมร้องหวีดหวิวและเสียงสุนัขเห่าหอนมาจากที่ไกลๆเท่านั้น...

 

เนตรสีเทาเบือนกลับมาสบกับชิอง...สายตาที่เคยคมกริบประดุจมีดกลับส่องประกายอ่อนโยนราวกับดวงดาวที่ส่องแสงเลือนลางบนท้องฟ้ายามรัตติกาล

 

“ใครจะรู้ล่ะ?” เนซึมิเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกวนๆสมนิสัย

 

“เนซึมิ...ผมถามจริงๆนะ...” ชิองมุ่นหัวคิ้ว...สายตาที่ทอดมองไปข้างหน้าฉายความแน่วแน่...

 

แล้วริมฝีปากของเนซึมิก็ทาบทับลงกับเขา....

 

ริมฝีปากของเนซึมิเย็นเฉียบราวกับหิมะ....ทว่าสัมผัสที่ได้กลับเนิบนาบ..อบอุ่น...และอ่อนหวาน....เริ่มแรกเพียงแค่แตะอย่างแผ่วเบา ก่อนจะประกบแนบแน่นขึ้นจนชิองหายใจแทบขาดห้วง...ลิ้นอุ่นชื้นไล้บนริมฝีปากเรียวอย่างอ่อนโยนแล้วล่วงล้ำเข้าไปหาความอ่อนหวานภายในอย่างเชื่องช้า...ไม่มีความรู้สึกตื่นตระหนก...ไม่ได้ทำเพื่อเร้าอารมณ์...ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอันอบอุ่นแนบแน่นที่ซึมซาบผ่านไปที่กลางใจ....ซึมผ่านดวงวิญญาณที่แนบสนิทถึงกันอย่างไม่มีวันพรากจาก...

 

ไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไรกว่าริมฝีปากของเนซึมิจะถอยออกห่างจากอีกฝ่าย...ชิองแก้มขึ้นสีระเรื่อ...ความหนาวภายในกายเลือนหายไปจนสิ้น...เนตรสีน้ำตาลทอดมองไปยังบุรุษตรงหน้า

 

“จูบนี่...”

 

เนซึมิระบายยิ้ม “มันคือจูบสัญญา”

 

“สัญญาว่า...สี่ปีที่ผ่านมาจะเป็นการจากลาครั้งสุดท้าย”

 

“เนซึมิ...” ชิองนิ่งอึ้ง...เนตรสีน้ำตาลเบิกโต...ก่อนจะสั่นไหวด้วยอารมณ์ภายในที่เอ่อล้น...ทั้งดีใจ...ทั้งปิติยินดี...ทั้งความรู้สึกที่เต็มล้นซึ่งมีให้กับบุรุษตรงหน้าเสมอมานับตั้งแต่คราแรกที่พบ...

 

เนซึมิไล้เรือนผมของชิองอย่างเอ็นดู...นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงเล็กน้อย “เราต่างกันมากเหลือเกินชิอง...ฉันเคยคิดว่าคงไม่มีวันเข้าใจนาย...จนถึงวันนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจนาย...หรืออาจจะยังไม่ไว้ใจนายสนิทใจเลยด้วยซ้ำ...แต่ว่า....”

 

เนซึมิคิดคำนึง...

 

แต่ทว่านั่นก็คือชิอง....

 

อ่อนแอ...เข้มแข็ง...ซื่อบื้อ...โหดร้าย....เด็ดเดี่ยว...อารมณ์ที่แปรเปลี่ยนได้รวดเร็วเกินที่เขาจะเข้าใจทั้งหมดนี้ก็คือชิอง...คือตัวตนของชิอง...

 

เช่นเดียวกับตัวตนของเนซึมิที่เข้าถึงยากราวกับป่าลึก...ทว่านั่นก็คือทั้งหมดของเนซึมิ...

 

แม้ทั้งสองจะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน..ราวแสงสว่างกับความมืด...ราวดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์...ทว่ามันเป็นความแตกต่างที่ลงตัวและส่งเสริมกันเสมอมา...

 

แม้ว่าเนซึมิจะไม่เข้าใจชิอง...ไม่ไว้ใจเขาไปทั้งหมด...ทว่าความจริงอย่างหนึ่งที่เขาต้องยอมรับนั่นก็คือ....เขาสูญเสียชิองไปไม่ได้....

 

ดวงวิญญาณที่ผูกพันธุ์แนบแน่นสองดวงนี้...มันลึกซึ้งเกินกว่าที่เหตุผลของคนรักทั่วๆไปจะแยกให้พรากจากได้....

 

“แต่ว่า..?” ชิองทวนคำ..คำตอบที่เนซึมิยังเอ่ยออกมาไม่จบ..

 

“แต่ว่า..ก็นั่นแหละ”  เนซึมิยักไหล่  “เพราะนายมันซื่อบื้อเกินเยียวยา...ฉันถึงต้องอยู่กับนายที่นี่...ต้องสอนประสบการณ์ชีวิตให้นายอีกเยอะ”

 

“เชอะ...ผมไม่ต้องให้นายมาสอนก็เรียนรู้ได้เองหรอก” ชิองสบถพึมพำ...แต่กลับดูน่าขันเหลือเกินในสายตาของเนซึมิ

 

“อืม..รู้แต่ว่าเรื่องเซ็กส์กับผู้หญิงของนายคงจะโหลยโท่ยเหมือนเดิม”

 

“เนซึมิ!” ชิองประท้วงด้วยดวงหน้าขึ้นสีก่ำ...

 

“เอาล่ะๆ ให้ตายสินายนี่มันยั่วง่ายชะมัด” เนซึมิเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนยันตัวลุกขึ้นยืน...แล้วส่งมือไปให้ร่างบางที่ยังนั่งจุ้มอยู่ที่เดิม

 

“วันนี้ดึกมากแล้ว..เรานอนค้างที่นี่แล้วกัน”

 

ชิองเงยหน้าขึ้นไปสบกับอีกฝ่าย...เนตรสีเทาที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร...รอยยิ้มที่เคยขยับเย้ยหยันจนชินตาแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน...เขาเอื้อมมือออกไปหามือใหญ่กว่าตรงหน้าก่อนทั้งสองจะเดินจับมือเข้าไปในห้องใต้ดินแห่งนี้พร้อมๆกัน....

 

สถานที่แห่งความทรงจำ....ของพวกเขา....

 

เตียงเล็กๆภายในห้องแคบปรากฎร่างของทั้งสองนอนแนบชิด...ร่างบางอยู่ในอ้อมกอดของร่างสูง....มือทั้งสองประสานกับแนบแน่น...แม้อากาศภายนอกจะเหน็บหนาว...ทว่าเพียงแค่มีกันและกันอยู่ชิดใกล้...มันก็ช่างอบอุ่น...อบอุ่นเสียเหลือเกิน...

 

ชิองจ้องมองใบหน้ายามหลับของเนซึมิ...ใบหน้ารูปสลักที่ยังคงความสง่างามกลับดูอ่อนวัยลงมากเมื่อเจ้าตัวเข้าสู่ห้วงนิทรา....

 

ชิองคลี่ยิ้มบาง...

 

ใช่...เขาอาจยังไม่เข้าใจเนซึมิ...และเนซึมิเองก็อาจยังไม่เข้าใจเขา...เรื่องทั้งหมดที่เขาผ่านมาร่วมกันในNo.6มันอาจเลวร้ายและกัดกินจิตใจของทั้งสองมาตลอดแปดปีที่ผ่านมา

 

แต่มันไม่เป็นไรหรอก...

 

เพราะนับจากนี้...ทั้งเขาและเนซึมิจะสร้างอนาคตใหม่ร่วมกันด้วยมือของเขาเอง...

 

พวกเขาจะเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง...

 

นับหนึ่ง...สอง...สาม...สี่.....สิบ...ร้อย...พัน...หมื่น...ค่อยๆทำความเข้าใจซึ่งกันและกันด้วยความผูกพันธุ์ที่อยู่เหนือกว่าคำว่ารัก...

 

คำว่ารักหรอ...สำหรับพวกเขา...คงไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมาหรอก...

 

เนื่องเพราะดวงวิญญาณของพวกเขานั้นสามารถสื่อถึงกันได้ดีกว่าคำพูดเป็นไหนๆ...

 

จริงไหม...เนซึมิ?


-Fin-

ผลงานอื่นๆ ของ katba

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

77 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 เมษายน 2563 / 12:49

    เขียนดีมากเลยค่ะ กลับมาอ่านมังงะno.6แล้วอยากหาฟิคอ่าน เสียใจมาหที่ไม่เคยได้อ่าน แง เขียนดีมากเรียกน้ำตาเราด้วยค่ะ จูบสัญญาคือมันแบบ ฮือ ขอบคุณนะคะ

    #77
    0
  2. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:43

    เขียนดีมากกกกกกก ขอบคุณนะคะที่เขียนเรื่องนี้ออกมา

    เราเพิ่งกลับมาดู No.6 อีกครั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา ครั้งนี้เราโตขึ้น ทำให้เราได้เข้าใจในเนื้อเรื่องมากขึ้น

    มันทั้งอิน ทั้งจุก แต่ก็เข้าใจในตัวละคร เรื่องนี้เหมือนมาเติมเต็มในสิ่งที่เราคิดและอยากให้เป็นแบบนั้นจริงๆ

    ทั้งคาแลกเตอร์ตัวละคร ทั้งบรรยากาศ ทุกอย่างในตอนนี้บรรยายออกมาได้ดีมากเลยค่ะ รู้สึกหัวใจพองฟูขึ้นมาเลย

    ขอบคุณมากนะคะ คืนนี้นอนฝันดีแล้ว เด็กๆทั้งสองจะต้องกลับมาเจอกันในวันที่เนสึมิได้ทำตามความฝันของตัวเองแล้วแน่นอน :,)

    #76
    0
  3. วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 21:05

    ฮือออ เขาอยู่ด้วยกันเเล้ววววว ดีใจมากขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆมาให้อ่านนะคะ
    #75
    0
  4. #74 น้องหมาขี้เหงา (@Fo-Ren) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 22:18
    ฮืออออออ ตอนจบในอนิเมะจะดูกี่ที่ๆ ก็ช่างเจ็บปวด ถามกับตัวเองเสียหลายรอบว่าทำไหมทั้งสองคนถึงไม่อยู่ด้วยกันทั้งๆ ที่ผ่านอะไรด้วยกันมา แต่..! พออ่านฟิคนี้จบปุบ! อือฮืออออ! นี้แหละตอนจบของฉัน! ไม่ต้องบอกเป็นคำพูดแค่รู้สึกถึงกันก็พอ โฮ่---- ดีอ่ะ คือชอบ

    ชอบฟิคเรื่องนี้มาก สนุกสุดๆ ขอบคุณไรต์ที่แต่งเรื่องนี้ด้วยเนอะ เมื่อได้ดูตอนจบของเรื่องในแบบที่หวังเลย 5555
    #74
    0
  5. วันที่ 23 กันยายน 2561 / 00:54
    กลับมาอ่านรอบที่สามแล้วค่ะ หกปีผ่านไป ทำให้เราอ่านแล้วเข้าใจฟิคนี้ได้ลึกซึ้งขึ้นไปอีก ยังชอบมากๆ เหมือนเดิม :)
    #73
    0
  6. #72 bo.o_o.om (@boom-thanchanok) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 10:38
    ฮืออออ คือดีย์มากกอะ อ่านแล้วมันใช่ลักษณะนิสัย บลาๆๆ มันเหมือนตัวละครจริงๆ เหมือนได้อ่านภาคต่อ ดีต่อใจมากกก อ่านแล้วฟินมากกกก ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะไรต์ >\\\\\\< YY
    #72
    0
  7. #71 Kudo Seiko (@merts) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 19:19
    เขินอ่ะ อึ๊ยยยย
    #71
    0
  8. วันที่ 3 มกราคม 2560 / 06:40
    คุณมาเติมในสิ่งที่ขาดหายไป ปลื้มปริ่มจริงๆ ค่า ขอบคุณไรท์เตอร์ไม่งั้นเศร้าไปอีกนาน สะเหมือนเราเป็นชิองเสียเอง 555
    #70
    0
  9. วันที่ 20 ธันวาคม 2558 / 20:29
    ฮือออออออออออเป็นตอนจบที่ดีกับใจมากๆข่า ช่วยอุดช่องว่างความหน่วงจากตอนจบจริงๆได้ดีมากๆ เยียวยาสุดๆ T____T
    สำนวนการแต่ง อ่านแล้วเพลินมากๆเลยค่ะ และก็ยังคงคาแรคเตอร์ตัวละครจริงๆไว้ได้แบบไม่เสียอรรถรสด้วย ดีจริงๆ ;-;b
    ชอบมากๆเลยข่า ดีกับใจสุดๆ ฮืออออออออออออออ T____Tb 
    #69
    0
  10. วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 20:50
    ปลื้มมากเลยค่ะ อ่านแล้วน้ำตาไหลพรากๆไม่หยุดเลย อ้ากกกกกก ไม่ไหวเเล้วฟิน ปลื้ม รักเรื่องนี้สุดๆไปเลยย เนซึมิใจร้ายจิงๆ แต่ก้นะ แค่กลับมาอยู่กับชิองก้ดีพอแล้ว เขินมากมาย

    ขอบคุนนะค่ะ
    #68
    0
  11. วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 22:50
    อินมาก อ่าไปพร้อมกับฟังเพลงปิดเวอร์อนิเมะไปประกอบด้วยอินสุดๆเพลงจบแล้วเปิดซ้ำจบแล้วเปิดซำ้จนอ่านจบ น้ำตาเกือบไหลแล้วอ่ะอีกนิดไหลแน่
    #67
    0
  12. วันที่ 22 สิงหาคม 2558 / 22:42
    น้ำตาไหลพรากๆเลยเถอะให้ตาย อินจัดเหมือนอ่านเนื้อเรื่องจริง ฟินตัวเเตก ถ้าเนื้อเรื่องจริงจบแบบนี้จะดีงามมาก555555
    #66
    0
  13. วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 17:25
    อ่านแล้วอินมากกกกกกกกกกกกกก
    #65
    0
  14. วันที่ 28 มีนาคม 2558 / 06:56
    สุดยอดเลยค่าาาาา อ่านแล้วฟิน หุๆ
    #64
    0
  15. วันที่ 17 มีนาคม 2558 / 20:06
    คุณสุดยาอดมากไม่เคยอ่านฟิคที่มันเหมือนเนื้อเรื่อง จริงแบบน้มาก่อนเลย เก่งมากค่ะ
    #63
    0
  16. วันที่ 15 มกราคม 2558 / 08:29
    กลับมาอ่านอีกครั้ง ฟิคนี้ยังสนุกเหมือนเดิม อ่านกี่ทีๆ ก็ฟินตัวแตก และน้ำตาไหลพรากๆ

    ถ้าเรื่องจริงๆ จบแบบนี้เราคงฟินตายเลยค่ะ ;w;

    รักคนแต่งที่สู๊ดดดด ♡♡
    #62
    0
  17. วันที่ 12 ธันวาคม 2557 / 13:46
    แต่งได้สุดยอดดดมากเลยค่ะ


    แบบเข้าถึงอารมณ์ได้มากค่ะ><
    #61
    0
  18. #60 akachi
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 / 21:32
    แต่งเก่งมากเลย ชอบมาก ๆ เนซึมิ กับ ชิอง นิสัยเหมือนดูในอนิเมะเลย ฟินสุด
    #60
    0
  19. วันที่ 12 ตุลาคม 2557 / 18:48
    ไรท์แต่งได้สุดยอดอ่ะ ฟินนนนมากกก จริงๆเราก็เพิ่งรู้จักเรื่องนี้แหละ(เกิดไม่ทัน#ผิดๆ)


    #59
    0
  20. วันที่ 25 กันยายน 2557 / 13:45
    ไรท์อ่า ทำเราร้องไห้คืออินมาก
    ตอนเนซึมะไมีอยู่แบบน้ำตาไหลเป็นสาย
    อืออออ เศร้า จบสวยค่ะ ชอบ >.<~
    แต่เก่งมรกเลยอ่า สู้ๆนะค่ะ ชอบๆ
    #58
    0
  21. วันที่ 20 กันยายน 2557 / 16:59
    หาตอนจบแบบนี้มานาน อร๊ายยยยยยยยยย

    น่ารัก ว้ากกกกกกกกก  ทำไมที่ผ่านมาเราถึงมองข้ามไปได้นะ

    ชิองน่ารัก เนสึมิน่าฟัด //แด่ดิ้น
    #57
    0
  22. วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 16:18
    มันต้องจบแบบเน้ ! #โวยวาย ?
    โฮฮฮฮฮฮฮ ชอบภาษาไรท์เตอร์มากมายค่ะ
    ..อ่านไปอมยิ้มไปกินน้ำตาไป (?)
    #56
    0
  23. วันที่ 5 มิถุนายน 2557 / 09:57
    าล่ะ ตอนจบที่จริงของ No.6 TOT
    #55
    0
  24. วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 13:28
    ขอบคุณมากค่ะสำหรับตอนจบที่แท้จริง>_ #54
    0
  25. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:21
    กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซ!!!!!!!!!จบแบบนี้แหละดี!!!!!!!
    #53
    0