เกมล่าคนตาย

ตอนที่ 7 : บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 พ.ย. 63

บทที่ 6

            

“เดี๋ยวกูขอแวะเติมน้ำมันหน่อยนะ” สังข์เอ่ยบอกพลางหันมองหาปั๊มน้ำมัน และเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่พูดจบสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับป้ายปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมทางถนนห่างออกไปไม่ไกลนัก บนแผ่นป้ายนั้นมีภาพสัญลักษณ์แยกย่อยบอกให้รู้ว่าภายในอาณาบริเวณมีร้านสะดวกซื้อชื่อดังเปิดบริการอยู่ด้วย “อ๋อ ไหนๆ ก็ไหนแล้ว เดี๋ยวกูขอแวะซื้อกาแฟดื่มสักกระป๋องด้วยเลยละกัน แล้วมึงจะเอาอะไรบ้างไหม? เครื่องดื่ม ของกิน”

“ไม่เอาว่ะ” เดย์ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับพูดย้ำ “มึงจะซื้ออะไรก็รีบๆ หน่อยนะโว้ย พวกเราจะหยุดอยู่ที่นี่นานไม่ได้”

“เออๆ กูรู้หรอกน่ะ” เจ้าเพื่อนหน้าตี๋ขานรับ ว่าแล้วเขาก็หักพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันตามที่ตั้งใจ

เป็นเพราะถูกพระชราพูดทักเตือนก่อนออกเดินทาง เดย์จึงต้องระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ เขาเลือกที่จะนั่งนิ่งอยู่ภายในรถไม่คิดขยับตัวลุกเดินไปไหน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่จอดดับเครื่องรถเพื่อเติมน้ำมัน หรือแม้แต่ตอนที่สังข์ขับเคลื่อนรถเข้าไปจอดหน้าร้านสะดวกซื้อรวมถึงเดินเข้าไปซื้อของภายในร้านนั้น เฮ้อ...ก็ทั้งๆ ที่ระมัดระวังตัวซะขนาดนี้แล้วนะ ทว่ามันก็บางอย่างเกิดขึ้นจนได้

“โอ๊ย” อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเป็นสาเหตุให้เจ้าหนุ่มของเราหลุดปากร้องโอดครวญเสียงหลง และยังทำให้เขานึกย้อนไปถึงถ้อยคำของพระท่านที่ว่า

“ยามใดที่โยมมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทงใส่ นั่นเป็นเช่นสัญญาณเตือนบอกให้รู้ว่ามีดวงวิญญาณจิตอาฆาตวนเวียนอยู่ใกล้ๆ จงระวังให้ดี” 

“แย่ล่ะสิ!!” เพราะรับรู้ได้ถึงภัยอันตรายที่กำลังมาเยือน เดย์จึงหันไปกวาดสายตามองหาเพื่อนในร้านสะดวกซื้อ แต่กระนั้นภาพที่เขาได้เห็นผ่านแผ่นกระจกใสของร้านกลับเป็นอะไรที่ชวนให้ตะลึงงันเกินกว่าที่คิดจินตนาการไว้ หึๆ มันก็สมควรต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่ ในเมื่อสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา ก็คือ เงาร่างมนุษย์ดำทะมึนนับสิบตนเดินสวนกันไปมาอยู่ภายใน ที่สำคัญเลยมีเงาร่างหนึ่งกำลังเดินตรงดิ่งเข้าไปหาสังข์ซึ่งกำลังยืนเลือกสินค้าอยู่บริเวณหน้าตู้แช่เครื่องดื่ม

ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เจ้าหนุ่มของเราไม่เสียเวลาหยุดคิดสักวินาที เขารีบเปิดประตูรถและพุ่งตัวเข้าไปในร้านสะดวกซื้ออย่างไม่รีรอ แต่หลังจากก้าวเท้าข้ามผ่านประตูเลื่อนเปิดอัตโนมัติเข้าสู่ภายใน ภาพที่เขาได้เห็นก็ปรับเปลี่ยนไปอีกครั้ง

“อ้าว...ไอ้เดย์ ไหนมึงบอกว่าไม่อยากได้อะไรไง แล้วเดินเข้ามาในร้านทำไมวะ?” สังข์หันมาถาม

“เอ่อ...เปล่า กู...แบบว่า...เมื่อกี้กูเห็นผี...” เดย์พูดตอบเสียงตะกุกตะกักพลางสอดส่องสายตามองไปรอบๆ ตัวด้วยความรู้สึกหวาดระแวงและสับสน เนื่องจากสภาพภายในร้านตรงเบื้องหน้ายังดูเป็นปกติดีทุกอย่าง คือ มีพนักงานประจำเคาน์เตอร์คิดเงินอยู่สองคน มีลูกค้าใช้บริการบ้างประปราย และไม่ปรากฏมีเงาร่างปริศนาให้เห็นแม้แต่ตนเดียว

“เห็นผีตอนกลางวันแสกๆ เนี่ยนะ มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ มึงนี่ชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่แล้ว ฮ่า...ฮ่า...” เจ้าเพื่อนหน้าตี๋พูดแซวกลับและหัวเราะร่า

เพราะไม่มีถ้อยคำเถียง เจ้าหนุ่มเดย์จึงทำได้แค่ยิ้มแหยๆ และแสร้งทำทีเป็นหยิบจับสินค้าตามชั้นวางเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์เขินอาย “อืม...ไหนๆ ก็เข้ามาในร้านแล้ว หาอะไรไปไว้กินกลางทางด้วยเลยล่ะกัน” ซึ่งก็ได้ชาเขียวพร้อมดื่มหนึ่งขวดพวงด้วยขนมปังใส่ถั่วแดงอีกหนึ่งห่อเป็นของปลอบใจแก้เก้อ

“เอาของมึงมา เดี๋ยวกูจ่ายเงินให้เอง” สังข์ไม่พูดเปล่าแต่ยังดึงแย่งขวดน้ำและห่อขนมจากมือของเพื่อนไปวางบนเคาน์เตอร์จ่ายเงิน หึๆ แล้วในช่วงเวลาที่เหมือนจะไม่มีอะไรนี้แหละมันก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจนได้ “เฮ้ย...น้องเขาเป็นอะไรไปวะ?!” 

จู่ๆ สองสาวพนักงานประจำร้านก็หยุดยืนนิ่งตัวแข็งไปเสียเฉยๆ และก็ไม่ใช่แค่เท่านี้หรอกนะ เพราะลูกค้าคนอื่นๆ ภายในร้านนอกเหนือจากสองหนุ่มของเราต่างก็หยุดยืนนิ่งค้างแข็งในท่วงท่านั้นๆ ด้วยเช่นกัน

“มันชักจะยังไงๆ แล้วนะไอ้สังข์ กูว่าพวกเรารีบออกไปจากร้านนี้กันดีกว่า” น้ำเสียงของเดย์ฟังดูลนลาน เมื่อดันเผลอคิดสรุปไปก่อนล่วงหน้าแล้วว่า การหยุดนิ่งของผู้คนภายในร้านน่าจะเกี่ยวพันกับเงาร่างดำทะมึนที่ตัวเขามองเห็นก่อนหน้านี้

โอ้ แล้วมันเป็นเช่นที่คิดจริงๆ เสียด้วย “เฮ้ย...ประตูไม่ยอมเปิดว่ะ!” สังข์ตะโกนบอก หลังจากพบว่าประตูกระจกไม่ยอมเลื่อนเปิดออกอย่างที่ควรเป็น 

“ถอยไปไอ้สังข์ กูจัดการเอง” เจ้าหนุ่มของเราร้องคำรามและหันไปหยิบคว้าขวดเบียร์จากในตู้แช่ขว้างใส่บานประตูกระจกเต็มแรง แต่แทนที่จะมีเสียงเศษแก้วลั่นแตก ภาพที่เห็นกลับกลายไปว่า ขวดเบียร์ถูกบานประตูกระจกดีดกระเด็นลอยกลับมาซะอย่างงั้น 

“โธ่เว้ย ร้านนี้มันใช้กระจกกันกระสุนหรือไงวะ” เดย์พูดประชด ก่อนจะหันไปหยิบขวดเบียร์ขึ้นมาอีกหลายๆ ขวด และก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เขาสะบัดข้อมือขว้างขวดแก้วใส่บานประตูกระจกแบบไม่ยั้งนานร่วมหนึ่งนาที แต่ผลที่ได้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน หึๆ งานนี้นอกจากบานประตูกระจกจะไม่แตกแล้ว แม้แต่ขวดเบียร์ที่ถูกหยิบขว้างกระทั่งร่วงหล่นลงกระแทกพื้นก็ยังอยู่ในสภาพครบสมบูรณ์ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ

“แฮก...แฮก...จะทำยังไงดีว่ะเนี่ย นี่มันต้องเป็นฝีมือของเหล่าดวงวิญญาณจิตอาฆาตแน่ๆ พวกมันไม่ยอมให้เราออกไป”

“ใจเย็นๆ ก่อนไอ้เดย์ มึงลืมเครื่องรางที่หลวงปู่มอบให้ไปแล้วหรือไง” สังข์พูดเตือนสติพลางยกแขนขวาชูขึ้นในระดับสายตาเจตนาอวดโชว์กำไลลูกประคำสีดำสนิทที่ได้รับมอบมาจากพระชรา

เจ้าหนุ่มของเราไม่ได้พูดตอบกลับในทันที เขาเหลือบมองดูกำไลลูกประคำที่ตนเองสวมใส่อยู่แวบหนึ่ง แล้วจึงย้อนถาม “เออ กูจำได้น่ะ กำไลของหลวงปู่สามารถกำราบภูตผีวิญญาณร้ายได้ แต่...ไอ้สังข์ มึงรู้หรือว่าผีพวกนั้นมันซ่อนอยู่ตรงไหน?” นี่แหละที่ยังคงเป็นปัญหาคาใจ เมื่อมันดันเป็นความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีจิตสัมผัสแรงกล้าถึงขั้นมองเห็นภูตผีวิญญาณได้ตามที่ต้องการน่ะสิ

“กูมันก็แค่คนธรรมดาจะไปรู้ได้ยังไงวะ” เจ้าเพื่อนหน้าตี๋พูดยอมรับตรงๆ และตั้งท่าจะถามกลับ ทว่าเดย์ก็ยกมือปฏิเสธรอไว้ล่วงหน้าแล้ว 

ก็เพราะแบบนี้แหละ ทั้งสองคนจึงต้องก้มหน้าก้มตาช่วยกันคิดหาหนทางออก กับเจ้าหนุ่มเดย์ที่ยึดติดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ดูจะพึงพาอะไรไม่ได้เลยในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งก็ตรงข้ามกับสังข์ ความที่เขาเคยบวชพระ อีกทั้งยังมีความสนใจชื่นชอบในเรื่องราวเหนือธรรมชาติเป็นทุนเดิม สิ่งที่เคยอ่านผ่านสายตามานั้นได้นำมาซึ่งคำตอบหลากหลาย

“อืม...กูเคยอ่านเจอในเว็บไซต์หนึ่ง เขาเขียนเอาไว้ว่า วิธีการที่จะทำให้มนุษย์เรามองเห็นผีมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เท่าที่พอจำได้ก็มี...ให้ใช้ดินจากป่าช้าป้ายที่เปลือกตาทั้งสองข้าง”

“แต่ตอนนี้พวกเราติดอยู่ในร้านสะดวกซื้อนะโว้ย มึงจะไปหาดินป่าช้าจากไหนวะ” เดย์สวนคำกลับทันควัน 

“งั้นก็ลองใส่ชุดคนตายกลับด้านเป็นไง เห็นเขาบอกว่าได้ผลแน่ๆ”

“พูดอย่างกับในร้านนี้จะมีชุดคนตายวางขายให้เกลื่อนงั้นแหละ” 

“เออ จริงของมึง อืม...งั้นก็เอาเป็นวิธีการง่ายๆ อย่างก้มมองลอดใต้หว่างขาล่ะเป็นไง วิธีการนี้สามารถทำได้ทุกที่แถมไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริมช่วย”

“ฟังดูเข้าท่าว่ะ” ว่าแล้วทั้งสองคนก็ก้มตัวมองลอดใต้หว่างขาของตัวเองอย่างไม่รอช้า แล้วผลที่ได้นั้นก็คือ “เฮ้ย...มองเห็นผีจริงๆ ด้วย”

“เออ กูก็เห็น” สังข์ตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจเล็กๆ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ตัวเขาได้เห็นดวงวิญญาณชัดเจนเต็มสองตา แต่กระนั้นก็เป็นการเห็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เหตุเพราะเงาร่างดำทะมึนที่ว่าต่างเคลื่อนที่หลบหลีกหายเข้าไปในมุมชั้นวางของ

“ยังมีวิธีอื่นอีกไหมวะไอ้สังข์?” เดย์ถามต่อ

“อ้าว...ไอ้นี่ วิธีการนี้ก็โอเคแล้วยังจะโลภมากถามหาวิธีอื่นอีกทำไม”

“มันจะไปโอเคได้ยังไงวะ เมื่อกี้มึงก็เห็นไม่ใช่หรือว่าไอ้ผีพวกนั้นมันเคลื่อนที่หลบหนีสายตาของพวกเรา ซึ่งก็หมายความว่าพวกมันคงไม่ยอมอยู่เฉยให้จับตัวง่ายๆ หรอก แล้วไอ้การมองลอดใต้หว่างขาพร้อมกับวิ่งไล่จับผีไปด้วยเนี่ยใครมันจะไปทำได้วะ” เจ้าหนุ่มของเราพูดเน้นน้ำเสียงที่ประโยคหลังสุด ทำเอาสังข์หลุดหัวเราะคิกคักเบาๆ เพราะดันเผลอคิดจินตนาการภาพของเดย์ในท้วงท่าตลกๆ วิ่งไล่จับผี

“เออจริงด้วยกูลืมไป โทษทีๆ อืม...ถ้าวิธีการที่ผ่านๆ มายังใช้ไม่ได้ งั้นก็ต้องลองคิดหาวิธีการใหม่ที่เข้ากับสถานการณ์” พูดจบเจ้าเพื่อนหน้าตี๋ก็เข้าสู่ภวังค์ความคิดอีกครั้ง โดยคราวนี้เขาเลือกที่จะกวาดสายตามองดูสิ่งของที่อยู่รอบๆ ตัวไปด้วยเผื่อว่าจะมีอะไรที่พอจะหยิบจับใช้การได้บ้าง เอ่อ...ก็ทั้งที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนะ แต่พอได้ตั้งใจมองหาจริงๆ จังๆ มันกลับมีซะอย่างงั้น 

“กูเจอแล้วว่ะไอ้เดย์ วิธีการที่จะช่วยทำให้มึงมองเห็นผีพร้อมๆ กับวิ่งไล่จับไปด้วยได้” สังข์ไม่พูดเปล่าแต่ยังเอื้อมมือไปหยิบร่มกันฝนแบบพกพาออกมาจากชั้นวางจำนวนสองคัน “มีความเชื่อโบราณหนึ่งบอกเอาไว้ว่า หากกางร่มในอาคารสถานที่ที่มีหลังคาคลุมหัวจะทำให้คนเราสามารถมองเห็นภูตผีวิญญาณได้เช่นกัน”

“กางร่มในตัวอาคาร เฮ้ย...มันจะง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือวะ” เดย์พูดเหมือนไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำด้วยดี 

แล้วผลการพิสูจน์ในรอบนี้ก็จบลงด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี ถึงแม้วิธีการมองดูผีด้วยร่มจะเห็นเงาร่างวิญญาณไม่ชัดเจนเท่ากับการมองลอดใต้หว่างขา แถมการถือร่มวิ่งไปวิ่งมาในที่แคบๆ ก็ดูจะเกะกะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่มันก็ถือว่าเป็นวิธีการดีที่สุดในช่วงเวลานี้แล้วล่ะ 

“ไอ้เดย์ ผีมันลอยไปทางมึงแล้วโว้ย” เสียงสังข์ร้องตะโกนบอก

“รู้แล้วน่ะ กูจัดการเอง” 

เริ่มจากผีตนแรก ทันทีที่เอื้อมมือสัมผัสถูกเงาร่างวิญญาณ กำไลลูกประคำบนข้อมือของเดย์ก็ส่องประกายแสงสว่างจ้าขึ้นเป็นสัญญาณตอบรับ แวบ... และเพียงเสี้ยววินาทีดวงวิญญาณจิตอาฆาตตนนั้นก็ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในฝ่ามือของเขา ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก เจ้าหนุ่มของเราสามารถกลืนกินวิญญาณตลอดจนกักขังมันไว้ในร่างกายเนื้อมนุษย์ได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของกำไลวิเศษ ทว่า... 

“โอ๊ย! นี่สินะความเจ็บปวดอันเกิดจากผลของกรรมที่ตัวเราสมควรได้รับ” ผลพวงจากการกักขังดวงวิญญาณจิตอาฆาตไว้ในร่างกายของตนเองนั้นได้นำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมานราวกับถูกเหล็กร้อนตีตราบนร่างกายก็ไม่ปาน และถึงที่สุดแล้วก็จะบังเกิดมีร่องรอยแผลเป็นเฉกเช่นรอยเฉือนตัดของใบมีดปรากฏขึ้นตามเรือนร่าง หนึ่งรอยต่อหนึ่งดวงวิญญาณที่ถูกกักขัง 

“ไอ้สังข์ มึงไปไล่ต้อนพวกมันมาหากูอีก” ทั้งที่เจ็บปวดสะท้านไปทั่วทั้งร่างแต่เดย์ก็ยังอุตส่าห์กัดฟันร้องตะโกนสั่งการต่อ

“ได้ๆ” เพื่อนผู้ช่วยเหลือร้องตอบรับ ความที่ไม่ใช่คู่เวรคู่กรรมในอดีตชาติ สังข์ซึ่งได้รับกำไลเครื่องรางมาจากพระชราเหมือนกันจึงไม่สามารถกักขังดวงวิญญาณคู่กรณีได้ ก็ด้วยเหตุนี้แหละเขาจึงต้องรับหน้าที่ไล่ต้อนผีอย่างที่เห็น 

หากเป็นคนอื่น...เกมการไล่จับผีในร้านสะดวกซื้อคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ด้วยทักษะกีฬาบาสเกตบอลที่สองเพื่อนซี้เคยเล่นร่วมกันมาสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งการสังเกตคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม ทั้งการเคลื่อนที่หลบหลีกหลอกล่อ รวมถึงการวางแผนกลยุทธ์เพื่อทำแต้ม ค่าประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในกายเหล่านี้ช่วยทำให้การรุกไล่ประสานงานของคนทั้งคู่มีประสิทธิภาพเกินคาด

เสียงร้องโอดครวญของเจ้าหนุ่มเดย์ที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ชี้บอกถึงจำนวนของดวงวิญญาณจิตอาฆาตที่เขาจับได้ แต่กว่าจะเคลียร์เกมการไล่จับผีในร้านสะดวกซื้อได้สำเร็จเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปเกือบๆ หนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

“เป็นไงบ้างวะ? มึงยังไหวไหม?” สังข์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเพื่อนซี้ไม่สู้ดีเท่าใดนัก ซึ่งก็เป็นผลกระทบมาจากการที่เดย์กักขังดวงวิญญาณจิตอาฆาตไว้ในร่างกายถึงสิบสี่ตนด้วยกัน หรือก็คือเขาต้องทนแบกรับความเจ็บปวดจากรอยแผลแห่งกรรมมากถึงสิบสี่รอย

“ไม่เป็นไรๆ กูยังไหว รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ” เจ้าหนุ่มของเราฝืนยิ้มตอบกลับ และค่อยๆ กับก้าวเดินตรงไปที่ประตูกระจกเลื่อนอย่างผู้มีชัย

ก็ทั้งที่คิดว่ารอดแล้วนะ แต่ทันทีที่คนทั้งคู่ก้าวเท้าพ้นแนวขอบประตูร้านพวกเขาก็รับรู้ได้ในทันทีทันใดว่าเกมการไล่ล่าในครั้งนี้มันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!

“เอ่อ...ไอ้เดย์ กะ...กูว่ามึงต้องทนเหนื่อยต่ออีกหน่อยแล้วว่ะ” ที่เจ้าเพื่อนหน้าตี๋พูดเสียงอึกอัก เป็นเพราะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเข้าน่ะสิ 

ในทิศทางขวามือห่างออกไปราวห้าเมตรมีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งเดินอยู่ และกำลังจะหกล้มหน้าคะมำโดยมีสาเหตุมาจากการที่ตัวเธอเผลอเหยียบเศษเปลือกผลไม้ที่ตกหล่นอยู่บนพื้น หึๆ ที่บอกว่า ‘กำลังจะหกล้ม’ นั้นพูดไม่ผิดหรอก เพราะร่างของเด็กหญิงหยุดนิ่งอยู่ในท้วงท่านั้น แถมแก้วน้ำพลาสติกซึ่งลื้นหลุดจากมือของเธอยังลอยค้างกลางอากาศในสภาพที่น้ำหวานสีเขียวเทกระจายออกมา

 

........................................................

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น