เกมล่าคนตาย

ตอนที่ 6 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

บทที่ 5 

            

“วันนี้มันเป็นห่าเหวอะไรของมันวะเนี่ย อุตส่าห์นั่งทั้งวันแต่กลับตกได้แค่ปลาตัวเล็กตัวน้อยไม่กี่ตัวเอง” ชายแก่คนคุ้นหน้าร้องโอดครวญ ว่าแล้วแกก็หันไปล้วงหยิบเบียร์กระป๋องที่แช่ไว้ในกระติกน้ำแข็งขึ้นเปิดดื่มด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ “ยังดีนะที่เมื่อวานได้เงินจากไอ้หนุ่มคนนั้นตั้งห้าร้อย ไม่งั้นวันนี้คงได้กินข้าวคลุกน้ำปลาแน่ๆ ว่ะ”

ใช่แล้ว ตาลุงที่กำลังนั่งตกปลาพร้อมจิบเบียร์ไปด้วยคนนี้ก็คือคนเดียวกันกับที่ขับรถมอเตอร์ไซค์พาเดย์ไปส่งบ้านนั่นแหละ แล้ววันนี้ก็เป็นอีกวันที่แกมานั่งตกปลาอยู่บริเวณริมตลิ่งที่เดิม เอ่อ...แต่ก็อย่างที่แกพูดบ่น ดูเหมือนว่าการตกปลาในวันนี้จะไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย

“เอ หรือว่าเงินที่เราได้รับจากไอ้หนุ่มนั่นจะมาขัดลาภการตกปลาของเราวะ” ชายแก่ยังคงร้องบ่นพึมพำไปเรื่อย แล้วอย่างไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจนั้นจู่ๆ สายเบ็ดคันหนึ่งของแกก็ถูกสิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำดึงกระชากอย่างรุนแรง “เฮ้ย...มาแล้วๆ ท่าจะตัวใหญ่เสียด้วย ฮ่า...ฮ่า...ลาภปากล่ะทีนี้” 

ความที่ตกปลาเป็นอาชีพลุงแกจึงออกแรงเย่อเบ็ดอย่างชำนาญงาน ทั้งดึงทั้งผ่อนสายเอ็นเป็นจังหวะ ก็ใช้เวลาอยู่นานหลายนาทีเหมือนกันล่ะ ทว่าผลของการประลองพละกำลังในครั้งนี้กลับจบลงด้วยเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน “เฮ้ย...อะไรวะ?!” เพราะการตวัดสายเอ็นในครั้งสุดท้ายนั้นได้นำมาซึ่งเงาร่างดำทะมึนขนาดมหึมาที่มีดวงตานับร้อยๆ ดวงกลอกกลิ้งไปมาไม่หยุด!   

“เหี้ยแล้วไง ตัวอะไรวะเนี่ยเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยพบเคยเห็น” ชายแก่ร้องตกใจลั่นพลางโยนคันเบ็ดทิ้งและรีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

แต่เพียงไม่กี่วินาทีให้หลังเงาร่างแปลกประหลาดที่ว่าก็เริ่มแตกกระจายแยกออกเป็นดวงไฟสีน้ำเงินเข้มพุ่งขึ้นสู่ขอบฟ้าและอันตรธานหายไปพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

 

...................................................

 

“ไอ้สังข์ มึงแน่ใจนะว่าอยากให้กูไปที่วัดนั้นจริงๆ?” เดย์เอ่ยถามด้วยสีหน้าลังเล ระหว่างที่รถเก๋งสีบรอนซ์เงินขับเคลื่อนไปตามทางถนนมุ่งสู่เขตจังหวัดหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพไปราวๆ ร้อยกว่ากิโลเมตร

“ก็เออสิวะ อะไรที่พอจะทำได้ก็ต้องลองทำมันทุกทาง” สังข์ตอบกลับโดยไม่ได้หันไปมอง เนื่องจากต้องตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ “ไอ้เดย์ กูรู้ว่ามึงไม่เชื่อเรื่องราวเหนือธรรมชาติทุกอย่าง แต่...สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวมึงมันเป็นอะไรที่เกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะตอบคำถามได้นะโว้ย เอาน่า ลองไปดูสักตั้งก็ไม่เห็นเสียหาย”

เป็นความจริงที่ว่า หลังจากสองเพื่อนซี้ต่างยุคได้กลับมาพบเจอหน้า ทั้งคู่ก็ชักชวนกันไปหาอะไรทานเพื่อนั่งพูดคุยรำลึกถึงอดีตวันวานอย่างสนุกปาก แม้ในสถานการณ์ปัจจุบัน...เดย์จะยังรู้สึกสับสนและ     สิ้นหวัง แต่การมีสังข์อยู่ข้างๆ นั้นถือว่าเป็นโชคดีสุดๆ สำหรับตัวเขาแล้ว เพราะเจ้าเพื่อนหน้าตี๋ได้เข้าช่วยเหลือในหลายๆ เรื่อง อาทิเช่น จัดหาที่พักชั่วคราวให้ เลี้ยงอาหาร ซื้อเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้จำเป็นให้ และก็รวมไปถึงข้อเสนอที่ว่า ‘จะขับรถพาเดย์ไปยังวัดแห่งหนึ่งในช่วงเวลาสายๆ ของวันถัดมาด้วย’ 

ถามว่า ทำไมคนทั้งคู่ถึงต้องไปวัดด้วยล่ะ? คำตอบที่ได้นั้นมันก็ง่ายๆ นั่นคือ เป็นเพราะสังข์เชื่อมั่นว่าพระภิกษุสงฆ์ที่ตนเองเคารพนับถือสามารถช่วยไขปริศนาการหลับข้ามยุคของเจ้าหนุ่มเดย์ได้น่ะสิ

“กราบนมัสการครับหลวงพี่” สังข์พูดพลางยกมือขึ้นพนมไหว้พระสงฆ์วัยหนุ่มรูปหนึ่งที่กำลังเก็บกวาดลานธรรม หลังจากขับรถเข้าไปจอดเลียบริมทางในเขตรั้ววัดแล้ว

“เจริญพรโยมสังข์ หลวงปู่รอพวกโยมอยู่ที่กุฏิของท่าน เชิญพวกโยมทั้งสองเข้าไปหาได้เลยนะ” พระท่านหันมาตอบด้วยสีหน้าสุขสงบ ก่อนจะหันกลับไปก้มหน้าก้มตากวาดพื้นต่อ

เพราะเห็นว่าพระหนุ่มกำลังยุ่งอยู่กับงานของตนเอง สังข์กับเดย์จึงยกมือขึ้นพนมไหว้และเดินแยกจากมาอย่างเงียบๆ แต่กระนั้นก็ยังไม่วายมีคำถามตามมาว่า 

“ไอ้สังข์ มึงโทรศัพท์มานัดแนะหลวงปู่ไว้หรือไงวะ? พระรูปเมื่อกี้ถึงได้พูดเหมือนรู้ว่าพวกเราจะมา”

“ไม่ได้โทรโว้ย ตั้งแต่เมื่อคืนวานยันเช้ากูยังไม่ได้โทรศัพท์หาใครเลยสักคน”

“อ้าว...ถ้างั้นพระท่านรู้ได้ยังไงวะ?”

“รู้ได้สิ ก็หลวงปู่การที่พวกเรากำลังจะไปหาน่ะท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณทิพย์ ใครจะไปใครจะมาท่านรู้หมดแหละ นี่ท่านคงกำชับบอกพระลูกวัดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพวกเราจะมาวันนี้” เจ้าเพื่อนหน้าตี๋พูดตอบยิ้มๆ “อ๊ะๆ อย่าพึ่งรีบตกใจไปล่ะ ยังมีเด็ดๆ กว่านี้อีกเยอะ”

หึๆ แล้วก็เป็นเช่นที่สังข์พูดโอ้อวดไว้จริงๆ เสียด้วย เพราะหลังจากที่สองหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากการก้มกราบเท้าพระสงฆ์วัยชราซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายหน้ากุฏิ พระท่านก็พูดทักก่อนเลยว่า “เพื่อนของโยมสังข์คนนั้นมาจากยุคสมัยอื่นสินะ”

แค่ประโยคทักทายแรกก็ทำเอาเดย์ถึงกับอึ้งงงมองตาค้างและหันไปจ้องหน้าสังข์เหมือนจะสื่อถามเป็นนัยๆ ว่า ‘มึงเล่าเรื่องของกูให้คนอื่นฟังหรือไง?’ แต่เจ้าเพื่อนหน้าตี๋ก็ส่ายหน้าปฏิเสธท่าเดียว

“ไม่มีใครบอกอาตมาหรอกโยม อาตมารู้ได้ด้วยญาณของตนเอง” พระชราพูดรับ ทว่าถ้อยคำเรียบง่ายนี้กลับเป็นเช่นการท้าทายในสายตาของเจ้าหนุ่มเดย์ไปซะอย่างงั้น

ก็อย่างว่าล่ะนะ กับคนหัวสมัยใหม่ที่ไม่เชื่อในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ทำนองนี้เลยยังไงใจมันต้องคิดค้านไปก่อนอยู่แล้ว และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการโต้แย้งปะทะคารมที่จะต้องมีตามมา “เอ่อ...แล้วหลวงปู่พอจะรู้ไหมครับว่า หลังจากที่ตัวผมขึ้นมาจากแม่น้ำ ผมกลับบ้านด้วยวิธีไหน?” เนื้อหาในคำถามนี้เป็นรายระเอียดปลีกย่อยที่เขาไม่ได้บอกเล่าให้ใครฟัง ซึ่งก็หมายความว่ามีแค่ตัวเขากับชายแก่ผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งรู้กันแค่สองคน

 หลวงปู่ไม่ได้ตอบกลับในทันที ท่านหลับตาลงและเพ่งกระแสจิตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “โยมใช้เงินห้าร้อยบาทในการเดินทางกลับบ้าน”

โอ้ เป็นอีกครั้งที่พระท่านทำให้คู่สนทนาได้ตะลึงงัน! แม้จะไม่ใช่คำตอบตามที่เดย์คิดเฉลยเอาไว้ในใจ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าญาณวิเศษหยั่งรู้นั้นมีอยู่จริงๆ ด้วยเพราะเรื่องของจำนวนเงินห้าร้อยบาทซึ่งเป็นค่าจ้างวานให้ชายแก่ขับรถมอเตอร์ไซค์พาไปส่งที่บ้านนั้นมันไม่น่าจะมีใครเดาถูกได้เลย และเมื่อไม่เหลือข้อกังขาใดๆ ชายหนุ่มขี้สงสัยจึงก้มลงกราบแทบเท้าพระชราอีกครั้งด้วยความเลื่อมใสศรัทธาที่มาจากหัวใจ

“ผมต้องกราบขออภัยในความโง่เขลา ในความอวดดีของตัวเองด้วยนะครับหลวงปู่”

“ไม่เป็นไรหรอกโยม คนไม่รู้น่ะย่อมต้องสงสัยและอยากพิสูจน์เป็นธรรมดา” หลวงปู่ยิ้มรับพลางหันไปหยิบแก้วน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ ขึ้นมาจิบเล็กน้อย แล้วจึงพูดเข้าประเด็น “โยมน่ะมีกรรมหนักนะ มันเป็นกรรมที่มีติดตัวมาตั้งแต่ชาติปางก่อน และอาตมาก็รู้ว่าโยมได้เห็นอดีตชาติของตัวเองแล้ว” 

“ผมได้เห็น? ตอนไหนกันครับ?”

“ก็ตอนที่โยมจมอยู่ใต้ก้นแม่น้ำนั่นยังไง ลงนึกทบทวนดูดีๆ สิโยม”

พอถูกย้อนถามกลับ เดย์ก็ก้มหน้านิ่งคิดพิจารณาภาพในความทรงจำใหม่อีกรอบ แล้วก็นึกออกได้ในทันทีทันใด “เฮ้ย...หรือว่าจะเป็นความฝันนั้น”

“มันไม่ใช่ความฝันหรอกโยม สิ่งที่โยมได้เห็นทั้งหมดมันคืออดีตชาติของโยมจริงๆ” พระชราพูดย้ำ

“มึงฝันเห็นอะไรวะไอ้เดย์?” สังข์กระซิบกระซาบถามแทรกด้วยความอยากรู้

“เอ่อ...กูฝัน...” เพราะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนักเจ้าหนุ่มจึงลังเลที่จะพูดตอบ และถึงที่สุดแล้วก็เป็นพระท่านที่ช่วยตอบคำถามนี้ให้ว่า

“โยมสังข์ เพื่อนโยมคนนี้น่ะในอดีตชาติเขาเป็นถึงนายทหารใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยาเชียวนะ แม้จะเคยผ่านศึกผ่านสนามรบปกป้องผืนแผ่นดินบ้านเกิดมานักต่อนัก แต่ก็มีอยู่หลายครั้งหลายคราที่เขาใช้อำนาจในทางมิชอบทำตัวเยี่ยงโจรผู้ร้ายเสียเอง” คำพูดตรงๆ แทงใจดำประโยคนี้ทำเอาชายผู้เป็นต้นเรื่องรู้สึกเศร้าสะเทือนใจขึ้นมาในนาทีนั้น 

“ผะ...ผมจำได้แล้วครับ ในอดีตชาติ ผมฆ่าผู้คนมากมายที่แม่น้ำ...”

“มึงฆ่าคน ยังไงวะ?” เสียงเจ้าเพื่อนหน้าตี๋ถามแทรกขึ้นอีก

“ก็...ชาวบ้านร่วมๆ ร้อยคน มีทั้งเด็ก คนแก่ ผู้หญิงและผู้ชายถูกจับใส่โซ่ตรวน ทุกคนถูกพาตัวไปที่ท่าน้ำเพื่อให้พวกกูซึ่งเป็นทหารผลักตกน้ำทีละคน” 

“จับชาวบ้านใส่โซ่ตรวนแล้วผลักตกแม่น้ำ! เฮ้ย...มึงจะโหดไปไหนวะ?” สังข์พูดน้ำเสียงตกใจเล็กๆ และก็นึกบางอย่างออกได้กะทันหัน “อ๊ะ จริงสิ เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ลากรถของมึงขึ้นมาบนฝั่งหลังจากเกิดอุบัติเหตุ มีการค้นเจอโซ่ตรวนโบราณในช่องเก็บของท้ายรถของมึงด้วยนะไอ้เดย์ กูว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับอดีตชาติของมึงแน่ๆ” 

“ดวงวิญญาณของผู้คนที่ถูกโยมและพรรคพวกทหารในอดีตชาติสังหารนั้นยังคงยึดติดอยู่กับความอาฆาตแค้นจนไม่สามารถไปสู่สุคติได้ พวกเขาเหล่านั้นเฝ้ารอเวลาและโอกาสที่จะได้กลับมาแก้แค้นซึ่งก็สามารถทำได้ในที่สุด” พระชราพูดอธิบาย “เพียงแต่...ก็ไม่อาจดับลมหายใจของโยมได้อยู่ดี เนื่องจากกายหยาบของโยมถูกห่อหุ้มคุ้มครองด้วยพลังแห่งบุญกุศล ที่สุดจึงทำได้แค่จองจำร่างกายของโยมไว้ใต้ก้นแม่น้ำเท่านั้น” 

สิ้นเสียงคำพูดก็เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเจ้าหนุ่มคู่สนทนาหยุดนิ่งใช้ความคิดประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วย ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยทีท่าสำนึกผิด “แล้วผมควรจะทำยังไงดีครับหลวงปู่?”

พระท่านยังไม่ตอบกลับในทันที ท่านหลับตาลงเพื่อเข้าญาณสมาธิราวสามสิบวินาที แล้วจึงเอ่ยปากบอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีว่า “อืม...อาตมาคิดว่า โยมต้องรีบออกเดินทางเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ ไม่งั้นจะไม่ทันการเอา”

“ไม่ทันการอะไรหรือครับหลวงปู่? แล้วเพื่อนผมจะต้องเดินทางไปไหนครับ?” สังข์ถามบ้าง

“โยมสังข์ เมื่อครู่อาตมาสัมผัสได้ถึงกลุ่มก้อนวิญญาณจำนวนมหาศาลพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำ ดวงจิตที่อันแน่นไปด้วยแรงอาฆาตเหล่านั้นกำลังออกไล่ล่าบุคคลอันเป็นที่รักของเพื่อนโยม” พระชราหันไปตอบ 

“ไล่ล่าบุคคลอันเป็นที่รักของผม! หลวงปู่หมายถึงใครกันครับ?” เดย์พูดสวนคำด้วยความร้อนใจ

“อาตมาหมายถึงผู้ที่ช่วยฉุดดึงโยมให้หลุดพ้นจากพันธนาการใต้น้ำ”

“หลุดพ้นจากพันธนาการใต้น้ำ...” เจ้าหนุ่มหลงยุคพูดทวนคำ แล้วคำตอบแรกที่แวบเข้ามาในหัวสมองก็คือ “มลกับลูก”ใช่แล้ว ภาพของภรรยาและลูกชายในห้วงแห่งความทรงจำเป็นเช่นแรงพักดันให้ตัวเขาดิ้นรนเอาชีวิตรอด กระทั่งตะเกียกตะกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้สำเร็จ 

“เป็นเพราะโยมระลึกนึกถึงนั่นแหละ เหล่าดวงวิญญาณอาฆาตซึ่งควบคุมจิตและร่างกายของโยมในช่วงขณะนั้นจึงพลอยมองเห็นภาพในความทรงจำของโยมตามไปด้วย และตอนนี้พวกมันทั้งหมดก็กำลังออกตามไล่ล่าหาตัวบุคคลอันเป็นที่รักของโยมเพื่อแก้แค้น”

“เดี๋ยวนะ ลูกเมียของผมไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย ทำไมต้องไปทำร้ายพวกเขาด้วยล่ะครับหลวงปู่”

“ใช่ ทั้งสองคนไม่ได้ทำความผิดอะไร และก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องบาปบุญคุณโทษในอดีตชาติของโยมด้วย แต่โยมรู้จักคำว่า ‘คนพาล’ ไหม ประมาณว่า ถ้าทำร้ายโยมไม่ได้ก็ไปทำร้ายคนที่โยมรักเพื่อที่โยมจะได้รู้สึกเจ็บปวดเสียใจยังไงล่ะ” หึๆ เหตุผลที่ฟังดูไร้เหตุผลนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของเกมการไล่ล่าครั้งสำคัญ

            “แล้วผมควรจะทำเช่นไรดีครับหลวงปู่ ผมจะช่วยเหลือภรรยากับลูกชายของผมได้ยังไง?”

 

.....................................................

เชิญอ่านต่อได้ที่นี่ครับ https://www.mebmarket.com//index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjAxNTg4OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6Ijg3NzUwIjt9&fbclid=IwAR1GzV295P8YyCu0NOJHjwKh-e3ga1kKj-rn9fO-wR1123grm7v-XdgCeOQ 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น