คัดลอกลิงก์เเล้ว

The Snow, Death and Decay

โดย McBoffin.

- เขาถูกดูดลงไปในดวงตาสีขาวกระจ่างราวกับพายุโหมกระหน่ำ ที่พัดเอาจิตใจเขาให้จมดิ่งลงสู่ประกายสีฟ้าจางเหมือนซับน้ำฝนไว้

ยอดวิวรวม

614

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


614

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


5
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 1
จำนวนตอน : 2 ตอน
อัปเดตล่าสุด :  1 พ.ย. 63 / 21:23 น.
นิยาย The Snow, Death and Decay

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




The Snow, Death and Decay
- หิมะ ความตาย และเถ้าถ่าน -




เท็นเง็นคะมิ มหาเทพบิดรผู้เป็นปฐมกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง แม้แต่กับความไม่มีสิ่งใด ได้สร้างผืนแผ่นดินนามว่าทะมะทะคะระ ซึ่งเป็นโลกเพียงหนึ่งเดียว มันถูกสร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่าและเอกภาวะ ทรงรังสรรค์แผ่นดินอันไพศาลเปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์และความรุ่งเรืองเจิดจรัส ทว่าความแตกแยกระหว่างพงษ์พันธุ์หลังจากนั้นเป็นเหตุให้พระองค์ต้องแบ่งดินแดนบนผืนแผ่นดินนี้เป็นสามส่วน อันได้แก่ ทะคะมะฮะคะระเหนือผืนแผ่นดิน ดินแดนแห่งเหล่าเทพและเทพนารี โทโยอะคะชิฮะระบนผืนแผ่นดินของเหล่ามนุษย์ผู้เป็นที่โปรดปราน และอะสะคุโนะโยะมิแห่งแผ่นดินเร้นลับ ที่ซึ่งอสูร ปิศาจ ภูตพรายและบรรดาวิญญาณไม่ดับสูญสถิตอยู่ แต่ถึงกระนั้นความขัดแย้งบาดหมางก็ไม่เคยเลือนรางหายไป





ยุคิฮิโคะ โนะ มิโคะโทะคือเท็นชินคะมิ เป็นมหาเทพปกครองอะสะคุโนะโยะมิเป็นนายของเหล่าอมนุษย์ ได้รับพรจากมหาเทพบิดรให้ทรงอำนาจเสมอเท็นมิคะมิผู้ซึ่งเป็นมหาเทพปกครองทะคะมะฮะคะระอันเป็นดินแดนแห่งเทพและเทพนารีทุกประการ บางทีด้วยเพราะอยู่กับเหล่าปิศาจและอสูรมายาวนานจึงอาจหลงลืมการมีชีวิตไป ทั้งอารมณ์และความรู้สึกล้วนด้านชา ดวงตาสีอำพันไม่สะท้อนสิ่งใดทั้งสิ้น นอกเสียจากความว่างเปล่าอันลึกล้ำ

มีประพันธ์อยู่บนหนึ่งที่กวีบนโทโยอะคะชิฮะระเคยพรรณนาถึงเทพนารี จิฟุมิ โนะ มิโคะโทะคือเทพนารีตามลำนำดังกล่าว แต่ถึงกระนั้นบทกวีก็มิอาจรำพันได้ถึงครึ่งของความงามแห่งนาง นางเป็นราชบุตรีแห่งมหาเทพบิดร ถือกำเนิดกลางวสันตฤดูที่ซึ่งทั่วดินแดนสะพรั่งไปด้วยมวลบุปผา ไม่มีเทพนารีถือกำเนิดขึ้นบนทะคะมะฮะคะระมานาน และนางคือความปิติยินดีของมหาเทพบิดรผู้เป็นบิดา เป็นดังพระพรเสมอนามหนึ่งพันความดีงามทุกประการ



เพราะทะมะทะคะระมีสิ่งที่เรียกได้ว่าดีงามหนึ่งพันอย่างที่สื่อบนหนึ่งพันตัวอักษร และจิฟุมิคือตัวแทนหนึ่งพันความดีงามดังกล่าว เพราะมหาเทพบิดรผูกนามให้นางเช่นว่า ที่ใดที่นางเหยียบย่าง พรดีงามแห่งมหาเทพบิดรจะปรากฎ ณ ที่แห่งนั้นเสมอเหมือนกัน ตัวนางจึงถือตนว่าเป็นดังพระพรแต่คนผู้หนึ่งมิเคยขานนามที่เป็นเสมอพรศักดิ์สิทธิ์ทุกครั้ง ยามที่มันถูกเอื้อนเอ่ยอยู่เสมอ

เทพนารี” เขามักเรียกนางอย่างนั้นเรียกนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเจือความหมางเมิน บางครั้งเสียงก็ขุ่นคล้ายอยากจะตำหนิ หากนั่นเป็นเพราะนิสัยของเขานั่นเองนางไม่ใคร่สนใจนัก นางมักเรียกเขาว่ายุคิฮิโคะสั้นๆ อย่างเป็นกันเองไม่มีพิธีรีตองให้มากความ ถึงแม้เขาจะมีสถานะที่สูงส่งกว่าก็ตาม ไม่ใคร่จะมีผู้ใดมีสถานะสูงกว่านางที่เป็นจ้าวราชบุตรีแห่งมหาเทพบิดรมากนักหรอก เขาไม่ว่าอะไร แต่มีครั้งหนึ่งต่างเอาไป ฮะคุเขาเรียกนางอย่างนั้นหลังจากต้องธนูของพวกนอกรีตเข้าที่สะบักยุคิฮิโคะ โนะ มิโคะโทะนั่งอยู่บนเบาะกำลังรินสาเกใส่มะสึ แขนเสื้อฮะโอะริถูกเปลื้องลงข้างหนึ่งให้เห็นผ้าพันแผลบนช่วงอกแน่น ดวงตาสีอำพันต้องแสงตะเกียงจนดูวาววับเป็นพิเศษ

ตอนหลังนางถึงถามเขาว่าทำไมถึงเป็นฮะคุ เพราะนามนั้นแปลว่าขาวสล้าง เขาบอกว่ายังไม่รู้อีกเหรอ ท่านพิสุทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใด เป็นสีขาวปลอดโดยไม่มีการแต่งแต้ม ไม่มีสิ่งเจือปน ดวงตาของท่านก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน



จิฟุมิจำครั้งแรกที่พบหน้าเท็นชินคะมิแห่งอะสะคุโนะโยะมิได้ นางเคยเอ่ยถามนามของเขา "ข้าควรเรียกท่านว่าอย่างไร นายข้า"

ในขณะนั้นเอง ยุคิฮิโคะ โนะ มิโคะโทะก็มองเส้นผมสีดำเรียบลื่นที่พันกันยุ่งของนารีน้อยตรงหน้า ร่างของนางดูปราดเปรียวและว่องไว แม้ริมฝีปากจะกระตุกยิ้ม หากทว่าดวงตาไม่แสดงอารมณ์ใด ยังคงสงวนกิริยาและเก็บงำอารมณ์ไว้อย่างดีเช่นสตรีชั้นสูงที่ได้รับการอบรม สิ่งหนึ่งที่เขารู้คือนางหาใช่มนุษย์ธรรมดาไม่ นางคงจะเป็นเทพนารีสักองค์ที่แอบลงมาเล่นสนุกสำราญบนโทโยอะคะชิฮะระตามประสายุวเทพนารีผู้ยังเยาว์วัย ยุคิฮิโคะเท็นชินคะมิเงียบไปครู่หนึ่ง "ดังเช่นที่เจ้าอยากเรียก"

"ข้ามักผูกนามให้แก่คนมากมาย จนตอนนี้หมดภูมิข้าแล้ว" ไม่เคยมีใครกล่าวเช่นนี้กับเท็นชินคะมิแห่งอะสะคุโนะโยะมิมาก่อน แต่จะอย่างไรเสีย นางก็คือสตรีที่กล้าหาญยิ่งอยู่นั่นเอง เพราะนางคือจ้าวราชบุตรีแห่งมหาเทพบิดร แม้เขาจะกลบรัศมีแห่งเทพของตนจนหมดก็ตามที ทว่านางก็ไม่ได้มีท่าทีคร้ามเกรงดังเช่นที่ทุกผู้ทุกคนรู้สึกกับเขา นั่นทำให้เขาสนใจใคร่รู้ถึงสถานะแท้จริงของสตรีตรงหน้า หรือบางทีอาจจะเป็นเทพนารีผู้อ่อนเดียงสามากเสียจนไม่รู้จักแยกแยะความเหมาะสมก็เป็นได้ เขาพินิจมองนางแล้วต้องนิ่วหน้าในความงามอันผุดผาดเกลี้ยงเกลา นางพิลาศล้ำเกินไป มีประกายความองอาจแกล้วกล้ามากเกินไป และรัศมีความรู้สึกที่แผ่ออกมาในบรรยากาศรอบตัวก็บริสุทธิ์ไร้มลทินเสียจนระลึกได้ถึงความดีงามทั้งปวง ทั้งหมดนี้ทำให้เขาชะงักด้วยความพิศวงในสิ่งที่รวมกันเป็นตัวนาง เพราะไม่เคยพบเจอเทพนารีองค์ใดให้ความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เขาจึงหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาในความไม่พอใจและนึกสะกิดใจในความงามผ่องแผ้วที่มากล้นเหลือนี้ อีกทั้งนางคงจะเป็นนารีธาตุน้ำ เนื่องจากเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันพิสุทธิ์แห่งการรักษาชำระล้าง และหล่อเลี้ยงอันแรงกล้าจนธาตุดินเข้มข้นในตัวเขาลุกโชน มันถูกปลุกให้สั่นสะท้านขึ้นมา และร่ำร้องรุนแรงจะตอบรับต่อธาตุที่จะเกื้อหนุนจุนเจือ ทั้งยังจะเสริมพลังให้เพิ่มพูนบริบูรณ์ยิ่ง ยุคิฮิโคะรำคาญคำถามของนาง ดวงตากลมโตใคร่รู้ใคร่เห็นอันสัตย์ซื่อนั่น และสิ่งทั้งหลายอันประกอบเป็นตัวนางนัก จึงได้ตอบส่งๆ ไปด้วยนามที่ไม่คิดจะปกปิดอำพรางตน เพื่อที่จะได้ยุติเรื่องมากความหรือต่อความยาวสาวความยืดกับยุวเทพนารีองค์นี้

"เรียกข้าว่ายุคิฮิโคะแล้วกัน" ทว่าทั้งที่บอกออกไปเช่นนี้ ทว่านางก็หาได้ฉุกคิดถึงสถานะแท้จริงของเขาเลยแม้แต่น้อย หรือบางทีนางอาจจะไม่คิดสนใจแม้เพียงนิด นั่นเป็นครั้งแรกที่ยุคิฮิโคะนำตนเข้าไปผูกพันกับจ้าวราชบุตรีแห่งทะมะทะคะระ และสายชะตาก็ค่อยๆ ถักทอไปตามทางที่พวกเขาทั้งคู่เลือกจะลิขิตขึ้นเองทีละน้อย








หากจะมีสิ่งใดที่เขาเชื่อหรือมีอารมณ์พันผูกเกี่ยวโยงด้วยต่างจากความหมางเมินต่อทุกสิ่งบนโลกอย่างผู้ปลดปลงสิ้นแล้ว ก็คงจะเป็นยุวเทพนารีองค์หนึ่งผู้เป็นเจ้าของนามหนึ่งพันความดีงาม นางผู้เป็นข้อยกเว้นของสิ่งใดๆ ทั้งปวงสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นความชิงชังต่อพงษ์พันธุ์เทพ คำปรามาสสบประมาทและมลทินอันมีต่อเผ่าพันธุ์อมนุษย์ที่เขาปกครอง ตลอดจนความบาดหมางขัดแย้งทั้งหลายทุกประการบนผืนแผ่นดิน นอกจากนี้ระหว่างเขากับนางยังไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีคำว่าพงษ์พันธุ์ หรือแม้กระทั่งความเหมาะสมเข้ามาเกี่ยวข้อง เราอยู่เหนือเรื่องราวหรือชนวนความแตกแยกไม่ลงรอยระหว่างเผ่าพันธุ์ แม้นั่นจะทำให้พวกเราต้องมาเกี่ยวพันอยู่ในวังวนดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอีกวิถีทางหนึ่งแทนก็ตาม เท็นชินคะมิแห่งอะสะคุโนะโยะมิยอมรับว่านางเป็นเทพนารีที่น่ารำคาญยิ่ง เขาเชื่อว่ายามปกตินางเป็นสตรีที่ถูกอบรมมาอย่างดีว่าการแสดงออกซึ่งอารมณ์มากมายคือการเสียมารยาทและไม่งาม ทว่าเทพนารีองค์นี้กลับคล้ายจะเป็นขบถตัวน้อยๆ ยามอยู่กับเขา เป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งยังสดชื่นมีชีวิตชีวา ทุกอารมณ์ที่พาดผ่านแสดงให้เห็นถึงการมีชีวิตและความงดงามของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต นางช่างฉอเลาะเวลาอยู่ร่วมกัน ชอบอ้อล้อหยอกเย้าราวกับเห็นความเรียบเฉยถมึงทึงของเขาที่ใครต่อใครต่างครั่นคร้ามเป็นเรื่องสนุก จนเขาไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือปฏิเสธความสำราญยามอยู่กับนางได้ในท้ายที่สุด




จิฟุมิ โนะ มิโคะโทะ” ด้วยเสียงเรียกนั้น เจ้าของนามหนึ่งพันความดีงามจึงหันไป นางพบกับชายรูปร่างสูงใหญ่ที่จ้องมองนางอย่างเรียบเฉย เยือกเย็นเหมือนหิมะที่ราบเรียบสงบนิ่งใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม จิฟุมิหันเผชิญหน้ากับยุคิฮิโคะ โนะ มิโคะโทะ จากนั้นภาพเบื้องหน้าก็ดูจะเคลื่อนไหวคลอนแคลนอย่างรวดเร็ว พอๆ กับแรงกระทำที่เข้ามาดึงแขนเธอไว้ให้เข้าหาอีกฝ่ายผู้มีใบหน้าเย็นชาถมึงทึง

ปล่อยเราท่านถือดีอย่างไรมาแตะต้องกายเรา” ปกติแล้วจิฟุมิเท็นเนียวนั้นมิใช่คนถือยศศักดิ์ไม่ถือตัว และไม่หยิ่งยโสในตัวเอง ทว่ากับบุรุษตรงหน้า จิฟุมิรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ ดวงตาสีฟ้าสว่างเหมือนหยาดพิรุณวาวโรจน์และแข็งกร้าวอย่างท้าทาย ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อน นัยน์ตาสีอำพันจ้องมองกลับมาอย่างเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านใดๆ เลย ไม่มีความรู้สึกปรากฏออกมา นั่นทำให้เท็นเนียวตัวน้อยลังเลและเริ่มไม่มั่นใจ นางไม่เคยเจอใครปฏิบัติเช่นนี้กับนางมาก่อน ทั้งยังไม่เคยต้องทำทีเช่นผู้ถือตัวอันทระนงเย่อหยิ่งตามศักดิ์แต่กำเนิดหรือแสดงฐานะแห่งตนเช่นนี้ ยุคิฮิโคะเท็นชินคะมิตวัดสายตาลงมองสตรีที่ตนดึงตัวไว้ เขาเบือนหน้าเล็กน้อยคล้ายจะระอา แต่ก็ไม่ปรากฎความรู้สึกใดอยู่นั่นเอง จากนั้นก็รวบตัวนางขึ้นไป เบาหวิวราวกับขนนก พาดบนบ่าของเขาดังยกปุยน่นเลยทีเดียว จิฟุมิเท็นเนียวตกใจยิ่ง นางไม่ทันได้ส่งเสียงทัดทานหรือกระทำสิ่งใดได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อได้สติกลับคืนมาอย่างอาการตกตะลึงที่ไม่ทันตั้งตัว เทพนารีก็ส่งเสียงร้อง

เทพนารียุคิฮิโคะเท็นชินคะมิกล่าว น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำลงเหมือนจะปราม และเหมือนจะพยายามสงบสติอารมณ์ด้วยเช่นกัน มันเจือด้วยความขุ่นข้องและความสุขุมเยือกเย็นไปพร้อมๆ กัน ท่านคิดว่าด้วยแรงแค่นี้จะทำอะไรเราได้หรือ




   


"เด็กน้อยเช่นท่านกล้าพูดถึงเรื่องเช่นบ่วงหรือ"ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวกับนางเช่นนั้น จิฟุมินิ่งเงียบไป สำหรับเหล่าเทพและอมนุษย์แล้วความรักที่พวกมนุษย์เรียกกันคือบ่วง เป็นพันธะที่ทุกพงษ์พันธุ์ไม่อาจขาดไปได้ บ่วงถือเป็นพรวิเศษของมหาเทพกำเนิดที่มอบแก่ทุกชีวิตบนโลก รักครอบครัว รักบิดามารดาของตน รักชีวิต รักทรัพย์สิน หรือกระทั่งรักที่พึงระวังเช่นการรักคนผู้หนึ่ง ทุกเผ่าพันธุ์ย่อมมีด้วยกันทั้งนั้น จิฟุมิเท็นเนียวหยุดยืนอย่างเรียบเฉยราวกับรู้คำตอบนั้นถ่องแท้ดีอยู่ตลอด ก่อนจะยิ้มให้กับอีกฝ่าย ดวงตาสีฟ้าซีดจางราวกับซับน้ำฝนไว้นั้นอ่อนหวานลึกล้ำ "เรามิริอาจพูดถึง แต่เราเข้าใจความหมายของมันดี เพราะรักท่านเราจึงไม่คิดครอบครองสิ่งใดในตัวท่าน นั่นเพียงพอแล้วหรือไม่"

นางเคยกล่าวกับเขาเช่นนั้น ในกาลต่อมาเขาถึงได้รู้ว่าบ่วงแท้จริงอันมากมายที่นางมีให้เขาดังว่านั้น ประหัตประหารทำร้ายเขาได้มากถึงเพียงใด

เพราะข้ารักท่านรักทั้งหมดของท่าน เช่นนั้นข้าจึงต้องปล่อยท่านไป” ดวงตาสีขาวขุ่นมีสีฟ้าจางขึ้นเป็นริ้วราวกับว่านั่นคือสายธารแห่งความเศร้าที่ออกมาจากก้นบึ้ง จิฟุมิเท็นเนียวยกมือขึ้นในระดับสายตา ภาพสุดท้ายที่นางเห็นคือใบหน้าแข็งกร้าวซึ่งมักจะสุขุมเยียบเย็นกำลังแสดงอารมณ์หวั่นวิตกเป็นครั้งแรก ก่อนจะตะโกนออกมา จิฟุมิ โนะ มิโคะโทะรู้ว่าเท็นชินคะมิแห่งอะสะคุโนะโยะมิกำลังคำรามกึกก้อง แต่เสียงทั้งหมดถูกกลืนหายไปในห้วงอากาศที่ตนสร้างขึ้น เขาจะเห็นนางเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ภาพเลือนรางที่ค่อยๆ จางหาย ดังนั้นนางจึงยิ้มยิ้มเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อชายที่รักยิ่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่จิตของเท็นชินคะมิแห่งอะสะคุโนะโยะมิสั่นคลอน นางหายไปในห้วงอากาศ เทพนารีองค์น้อยของเขาใช้เวทย์พรางตน นางเป็นหญิงใจเด็ดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาไม่แปลกใจที่นางเด็ดขาดถึงขั้นปิดกั้นตัวเองจากเขา มหาเทพผู้ปกครองโลกเร้นลับยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้น สายลมพัดพาผ่านมาเหมือนมืออันนุ่มละมุนของยุวเทพนารีผู้ที่เขามอบดวงใจทั้งหมดให้ไป










สารบัญ 2 ตอน อัปเดตล่าสุด 1 พ.ย. 63 / 21:232 ตอน

ตอน
ชื่อตอน
สถานะ
อัปเดตล่าสุด

ผลงานอื่นๆ ของ McBoffin.

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 O-ran-ge (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มีนาคม 2557 / 15:57
    เปิดเรื่องมาก็น่าสนใจแล้ว
    เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
    #1
    0