นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[WFcontest] The Forbidden Soup ยาพลังต้องห้าม

โดย ArtaniA

ชายหนุ่มได้รับมอบหมายจากบิดาให้ไปหาวัตถุดิบแสนประหลาดเพื่อนำมาปรุงเป็นยาพลังตัองห้าม ก็บอกแล้วว่าไม่อยากทำผิดกฎหมาย เห็นไหมล่ะ เกิดเรื่องจนได้

ยอดวิวรวม

303

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


303

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


2
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 1
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  23 ม.ค. 60 / 21:49 น.
นิยาย [WFcontest] The Forbidden Soup Ҿѧͧ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

           

The Forbidden soup

ยาพลังต้องห้าม

 


            สวัสดีค่ะ นักอ่านทุกท่าน ไรเตอร์มีนามปากกาว่า ArtaniA นะคะ ชื่อเล่นว่าอุ้ม เรียนอยู่มหาลัยปี1นะ ยินดีต้อนรับนักอ่านทุกท่านค่ะ

            นิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องสั้นแนวแฟนตาซี ที่เราส่งประกวดของสำนักพิมพ์ 1168 นะคะ ถึงจะเริ่มแต่งเรื่องมานานมากแล้ว แต่ก็ยังใหม่ในวงการนี้มาก ความสามารถในการใช้ภาษาขั้นแย่ บรรยายมากน้อยแล้วแต่อารมณ์ (ฮา) ยังไงก็เป็นกำลังให้ด้วยน้า จุ๊บๆๆๆ

            ฝากคอมเม้นติชมด้วยนะคะ และถ้ากดเป็นแฟนคลับให้ด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ

            เนื้อเรื่องยาว 28 หน้าเอ4 ตัวอักษร Cordia New ขนาด 14 pt. นะคะ

            ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านน้า มาเริ่มเรื่องกันเลย ><
 

แนะนำตัวละคร

เวอร์เทียส บาลัสเตอร์

ชายหนุ่มผู้ได้รับภารกิจสุดเพี้ยน

แฟริช แมควาเล็น

บุตรสาวของมหาเศรษฐีผู้จ้างวานปรุงยา

ฟีอาร์

ภูตสาวธาตุไฟจอมวีน

เฮทิส

ภูตหนุ่มจิตไม่สมประกอบ ?!

 
 

สถานที่

เมืองโซนาเลีย

ถ้ำมังกร+มังกรเพลิง

เมืองแห่งภูต

คฤหาสน์แมควาเล็น

 

เวอร์เทียสได้รับการขอร้องเชิงบังคับจากผู้เป็นพ่อ ให้เดินทางออกไปตามวัตถุดิบแสนประหลาด เพื่อนำมาปรุงยาพลังต้องห้าม เรื่องวุ่นวายก็คงไม่เกิดขึ้นหรอก ถ้าเด็กสาวที่มีชื่อว่าแฟริชไม่โผล่ออกมา...

 

ก็บอกแล้วไงว่า ทำเรื่องผิดกฎหมาย ความซวยก็จะตามมาอย่างนี้ไงล่ะ... 

 

 

ไม่สปอยค่ะ เนื้อหามีนิดเดียว อิอิ อ่านกันหน่อยน้า รักนักอ่านทุกคน ขอให้สนุกกับนิยายเพี้ยนๆ ของไรเตอร์กากๆคนนี้เน้อออ ^^ 



ขอบคุณค่ะ



 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 23 ม.ค. 60 / 21:49




The Forbidden Soup

ยาพลังต้องห้าม

 

อาหารบำรุงธาตุพลังเวทมนตร์ที่ขึ้นชื่อของดินแดนแห่งนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น น้ำซุปเกล็ดมังกร มันเป็นอาหารราคาแพง และหากินได้ยาก เพราะวัตถุดิบของมันทั้งหายาก และมีราคาสูง ที่สำคัญในวัตถุดิบเหล่านั้น ยังมีของผิดกฎหมายอีกด้วย

เพราะเหตุนี้ น้ำซุปเกล็ดมังกร จึงเป็นอาหารบำรุงที่ผิดกฎหมาย และห้ามปรุงขึ้นมาอย่างเด็ดขาด

แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาจอมเวทเศรษฐีทั้งหลายก็หาได้สนใจข้อห้ามนั้นไม่ พวกเขาสั่งพ่อครัวเวทมนตร์ระดับตำนานคนเดียวของอาณาจักร ให้หาทางปรุงมันอยู่เป็นประจำ แต่ก็เพราะความไม่สะดวกหลายอย่าง ทำให้พวกเขาหาวัตถุดิบไม่ค่อยจะครบ กว่าจะปรุงน้ำซุปนี้ขึ้นมาได้ จึงต้องใช้เวลาเป็นแรมปี

แต่เวลาแรมปีถือเป็นเวลาที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะสรรพคุณของมัน สามารถทำให้พลังเวทมนตร์ของผู้ได้ลิ้มลอง คงอยู่ไปเป็นเวลาถึงหนึ่งร้อยปี และยังทำให้เขาอายุยืนได้ถึงสองร้อยปีอีกด้วย

วัตถุดิบของน้ำซุปเกล็ดมังกรมีเพียงห้าอย่าง ได้แก่ น้ำจากบ่อน้ำเทพเจ้าหนึ่งถ้วย เกล็ดมังกรธาตุที่ต้องการบดละเอียดหนึ่งร้อยกรัม เขายูนิคอร์นบทละเอียดห้าสิบกรัม เลือดของภูตธาตุที่ต้องการหนึ่งหยด และใบไผ่สีรุ้งแห้งบดละเอียดอีกสิบกรัม

นอกจากนั้น การปรุงสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นน้ำซุปเนื้อเดียว ที่มีรสสัมผัสแสนละมุน จำต้องใช้เวทมนตร์เคี่ยวอาหารของพ่อครัวเวทมนตร์ระดับตำนาน ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในโลกอีกด้วย

ที่สำคัญที่สุด สถานที่หาวัตถุดิบก็เต็มไปด้วยอันตราย บางแห่งเป็นสถานที่แห่งเทพ บางแห่งก็เป็นสถานที่ต้องห้าม ด้วยเหตุนี้จึงส่งคนเข้าไปหาวัตถุดิบได้ยากนัก

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่เหตุใด น้ำซุปเกล็ดมังกรจึงเป็นอาหารบำรุงธาตุพลังเวทมนตร์ชั้นเลิศ ที่ใครๆก็ต่างฝันอยากจะลิ้มลอง

 

เมืองโซนาเลีย เมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น ผู้คนทำงานอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน บ้านเรือนที่นี่มีหลากหลายสีสัน ตัวบ้านส่วนใหญ่มีสีขาว ถูกปลูกอยู่บนพื้นราบ และตามแนวเชิงเขา มันมีหลายขนาดปะปนกันดูระเกะระกะ แต่ก็น่าหลงใหลในคราวเดียวกัน

ณ บ้านของพ่อครัวเวทมนตร์ระดับตำนาน ชาฟีส บาลัสเตอร์

"เวอร์เทียส มาหาพ่อหน่อย" ชายวัยกลางคนตะโกนเรียกบุตรชายของเขา

ตึกๆๆ!!

เสียงวิ่งลงบันไดดังขึ้น ก่อนที่ลูกชายตัวแสบจะโผล่พรวดมาตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายผู้เป็นพ่อซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ต้องผงะไปเล็กน้อย

"มีอะไรพ่อ" น้ำเสียงกวนประสาทถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปี

เขาเป็นคนหนุ่มรูปงาม ใบหน้าคม ผิวขาว มีเส้นผมสีแดงราวกับเปลวเพลิง และดวงตาคมสีน้ำเงินเข้มดุจสีของน้ำลึกในมหาสมุทร

"มีเรื่องจะให้ไปทำไง ถามได้" ชายวัยกลางคนขึ้นเสียงอย่างไม่ค่อยพอใจ เมื่อเห็นท่าทางของลูกชาย

"โถ่ งานอีกแล้ว สงสัยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำซุปเกล็ดมังกรอีกแล้วใช่มั้ยล่ะพ่อ ผมก็เคยบอกพ่อกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องนี้ผมไม่อยากยุ่ง มันผิดกฎหมาย เดี๋ยวผมก็ได้ซวยไปด้วย" เขากล่าวพลางขมวดคิ้วเป็นปม

"ก็ฉันให้ทำ ก็ต้องทำ" ผู้เป็นพ่อตวาด

บุตรชายของเขามีนามว่าเวอร์เทียส บาลัสเตอร์ เป็นหนุ่มเลือดร้อนและเอาแต่ใจ ที่ไม่ได้เชื้อของเขาไปเลย ทั้งๆที่มีพ่อเป็นถึงพ่อครัวเวทมนตร์ระดับตำนาน แต่กลับทำอาหารได้รสชาติแย่มาก สิ่งที่เขาชอบทำมีเพียงต่อสู้และผจญภัย ซึ่งก็นับว่ามีประโยชน์อยู่มาก เพราะเมื่อชายหนุ่มเดินทางไปไหน ก็มักมีวัตถุดิบแปลกๆมาให้อยู่เป็นประจำ

แต่สำหรับวัตถุดิบของน้ำซุปเกล็ดมังกร ชายหนุ่มยืนกรานว่าจะไม่มีทางไปเอามาให้อย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นสิ่งต้องห้ามและผิดกฎหมาย จนถึงทุกวันนี้ ชายวัยกลางคนก็ยังไม่เข้าใจว่า เป็นเพราะเขาเป็นคนเคารพกฎหมาย หรือไม่อยากมีเรื่องกับทางการกันแน่

"ลูกก็ช่วยไปเอาให้หน่อยเถอะ ท่านเศรษฐีมิลเลสเร่งพ่อให้ปรุงให้เสร็จภายในเดือนหน้านี้แล้ว"

"พ่อก็ให้ลูกน้องของเศรษฐีมิลเลสไปเอาเองเหมือนทุกครั้งสิ ทำไมต้องมาลำบากผมด้วย ผมก็บอกไปแล้วว่า จะไม่ทำงานผิดกฎหมาย"

"คนของเขาไม่มีใครเก่งเท่าลูกนี่นา" ผู้เป็นพ่อกล่าวตามตรง "อีกอย่างวัตถุดิบที่ผิดกฎหมาย พวกเขาก็หามาให้แล้ว ตอนนี้ขาดแค่เกล็ดมังกรและเลือดของภูตเท่านั้น"

"เกล็ดมังกรนี่พอรับได้ แต่เลือดของภูตน่ะสิ ใครจะไปเอามาได้"

"เจ้าก็แค่ทำให้มันหลงรัก มันก็จะให้" ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงเรียบ

"หลงรัก ? ผมเป็นนักเวทนะครับ ไม่ใช่นางโลมที่จะยั่วยวนใครให้หลงได้ง่ายๆ" เด็กหนุ่มสวนกลับอย่างหงุดหงิด

"เจ้าลูกอกตัญญู แค่นี้ก็ช่วยพ่อหน่อยไม่ได้"

เมื่อได้ยินผู้เป็นพ่อกล่าวเช่นนั้น ชายหนุ่มก็อดที่จะขมวดคิ้วแน่นไม่ได้ เขาไม่ชอบให้ใครมาว่าเขาเช่นนี้ โดยเฉพาะพ่อของเขาเอง

"ก็ได้ๆ ผมยอมไปก็ได้ สำเร็จไม่สำเร็จค่อยอีกเรื่องละกัน แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ" เวอร์เทียสพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องของตน เพื่อเตรียมสิ่งของสำหรับเดินทาง

หลังจากที่บุตรชายเดินจากไป ชายวัยกลางคนก็เผยยิ้มที่มุมปากอย่างเป็นผู้ชนะ คำพูดประโยคนั้นสามารททำให้ชายหนุ่ม ยอมไปทำงานให้ได้ทุกครั้ง ช่างเป็นคนกตัญญูอะไรถึงเพียงนี้

 

เวอร์เทียสเดินทางออกจากบ้านอย่างไม่รีรอ เขาเตะฝุ่นที่พื้นไปมา ขณะเดินอยู่บนทางเท้าในตัวเมือง หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ พร้อมกับหักนิ้วเสียงดังกร๊อบแกร๊บมาตลอดทาง

“พ่อก็เป็นอย่างนี้ตลอด” เขาพึมพำกับตนเอง พลางล้วงเข้าไปเอาแผนที่ในกระเป๋า

แผนที่นี้ ผู้เป็นพ่อให้มาก่อนที่เขาจะออกเดินทาง มันเป็นแผ่นหนังเก่าๆ ผืนไม่ใหญ่มากสองผืน ผืนหนึ่งเป็นเส้นทางไปถ้ำมังกรซึ่งเป็นสถานที่ที่ต้องเข้าไปเอาเกล็ดมังกร ส่วนอีกผืนหนึ่ง เป็นเส้นทางไปที่เมืองแห่งภูต

ชายหนุ่มตัดสินใจเดินทางไปที่ถ้ำมังกรเป็นที่แรก แล้วจึงจะไปที่เมืองภูต ตอนนี้เขาอยากจะสู้กับมังกร มากกว่าที่จะไปหว่านเสน่ห์ให้ภูตมาหลงรัก

แต่ถึงจะอยากต่อสู้กับมังกร ก็คงไม่ได้ต่อสู้เป็นแน่ ชาฟีสบอกว่า เขาจะต้องดึงเกล็ดมังกรออกมาตอนที่มันกำลังหลับเท่านั้น แล้วก็ต้องพยายามอย่าทำให้มันตื่นเป็นอันขาด

เวอร์เทียสถอนหายใจ เพราะจนถึงบัดนี้ ก็ยังคิดไม่ออกว่า เหตุใดพ่อถึงต้องเจาะจงให้เขามาดึงเกล็ดมังกรตอนที่มันกำลังหลับ โดยอ้างว่าไม่มีใครมีความสามารถเพียงพอ ทั้งๆที่งานนี้ก็ไม่น่ายากเกินความสามารถของลูกน้องคนอื่นๆ

และแล้วชายหนุ่มก็เลิกคิดอะไรที่ฟุ้งซ่าน และร่ายเวทเรียกปีกขนนกสีขาวออกมา ได้เวลาออกเดินทางอย่างจริงจังเสียที ที่เขาไม่ได้เรียกปีกและบินขึ้นบนท้องฟ้าตั้งแต่แรก เป็นเพราะที่นี่มีกฎหมายห้ามไม่ให้บินในเขตเมือง แต่ตอนนี้เขาเดินออกนอกเขตเมืองแล้ว จึงสามารถใช้เวทนี้ได้ตามปกติ

ถ้ำมังกรอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักร ถ้านับจากที่นี่ก็เป็นระยะทางกว่าสามร้อยกิโลเมตร ถึงจะบินด้วยความเร็วสูดสุด ก็ต้องใช้เวลากว่าห้าชั่วโมง

เวอร์เทียสรีบเดินทางโดยไม่พัก ทำให้เขาไปถึงถ้ำมังกรในเวลาเย็น ชายหนุ่มหาที่พักผ่อนในบริเวณนั้น คืนนี้จะต้องนอนหลับเอาแรงให้เต็มที่ เพื่อทำภารกิจขโมยเกล็ดมังกรตอนมันเผลอให้จงได้

 

เช้าวันต่อมา หลังจากตื่นนอนและจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อย เวอร์เทียสก็เดินเท้าเข้าไปในถ้ำมังกรอย่างระแวดระวังและเงียบกริบ ก่อนจะหยิบกระดาษที่พ่อของเขาเขียนคำสั่งเอาไว้ออกมาอ่าน

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นข้อความ ชาฟีสพ่อจอมโหดของเขาให้เอาเกล็ดมังกรเพลิง เท่าที่รู้ มังกรธาตุนี้ไม่มีวันนอนหลับ เพราะร่างกายที่มีพลังงานเยอะเกินไป มันเพียงแต่หลับตาเพื่อพักสายตาเท่านั้น

“ถึงว่าล่ะ ทำไมถึงไม่ยอมบอกก่อน แล้วให้มาเปิดอ่านคำสั่งเองตอนถึงที่ ไม่น่าหลงกลตาเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นเลย” เวอร์เทียสบ่นกับตัวเอง พลางสอดส่ายสายตาหาเจ้ามังกรที่ว่าตัวนั้น

ชายหนุ่มสร้างม่านอาคมอำพรางตัวขึ้นมาเพื่อความปลอดภัย ตอนนี้เขามองเห็นมังกรมากมายเต็มถ้ำ ที่มีขนาดใหญ่สีดำมืดครึ้มแห่งนี้ พวกมันบางตัวกำลังนอนหลับ บางตัวกำลังกินเหยื่ออย่างเอร็ดอร่อย ส่วนบางตัวก็กำลังทำตาเขียวข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม และต่อสู้กันอย่างเมามัน

ทั้งที่เมื่อคืนถ้ำนี้เงียบแทบจะไร้เสียง แต่ตอนกลางวันกลับมีเสียงระเบิด และเสียงสั่นสะเทือนของผนังถ้ำ จนน่ากลัวว่ามันจะพังลงมา

ตอนนี้มังกรพวกนี้คงจะตื่นนอน และเริ่มทำกิจกรรมประจำวันของพวกมันกันหมดแล้ว แบบนี้เขาก็เข้ามาที่นี่ผิดเวลาน่ะสิ

เวอร์เทียสถอนหายใจทีหนึ่ง ก่อนจะก้าวต่อไปอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใจหนึ่งก็คิดว่าตอนนี้น่าจะออกจากถ้ำนี่ไปก่อน แล้วค่อยกลับมาอีกทีในเวลาค่ำ เพราะอย่างไร บิดาของเขาก็ไม่ได้เร่งอะไรมากนัก เนื่องจากกำหนดส่งน้ำซุปเกล็ดมังกรตั้งสิ้นเดือนหน้า ซึ่งก็ยังเหลือเวลาอยู่ถมเถ

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น เขาก็ไม่อยากเสียเวลาสักนาทีเดียว เป็นเพราะตนก็ยังมีงานอย่างอื่นค้างอยู่ นี่ถ้าไม่ใช่ถูกขอร้องจากผู้เป็นพ่อที่รัก เขาจะไม่มีทางปลีกเวลาออกมาทำให้อย่างเด็ดขาด

ในขณะที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ชายหนุ่มรู้สึกถึงพลังบางอย่างวนเวียนอยู่ที่เป้สะพายหลัง เขาหยุดเดิน และร่ายเวทเรียกดาบเวทมนตร์ขึ้นมาในมือ

ไม่รอช้าแม้สักวินาทีเดียว เวอร์เทียสกระโดดกลับหลังอย่างรวดเร็ว เพื่อดูว่าสิ่งที่กำลังรบกวนสมาธิของเขาอยู่คืออะไรกันแน

"กรี๊ดดด..." เสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังมา ทำให้มือของชายหนุ่มต้องหยุดชะงัก เขามองเธอด้วยสายตาประหลาดใจปนไม่สบอารมณ์เล็กน้อย

"จู่ๆก็เหวี่ยงดาบมาใส่ หัวใจจะวาย" เด็กสาวปริศนาบ่นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างรุนแรง "แล้วนั่นจะจ้องอะไรนักหนา" เธอตวาด

ชายหนุ่มพินิจร่างบางของสาวน้อยตรงหน้า เขายอมรับว่าเธอเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง เด็กสาวคนนี้มีเส้นผมสีม่วงอ่อนนุ่มสลวยสั้นประบ่า ดวงตากลมโตสีเขียวที่ทั้งดูมีเสน่ห์และไร้เดียงสาในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น ผิวยังเป็นสีขาวใส และหุ่นก็สูงเพรียวราวกับนางแบบชั้นนำอีกด้วย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคงไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็น...

"เธอเป็นคนหรือผีเนี่ย อยู่ๆก็โผล่มาข้างหลังไม่ให้สุ้มให้เสียง ฉันก็นึกว่าเป็นคนร้าย แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ตรงนี้ ฉันร่ายเวทอำพรางไว้นะ" ชายหนุ่มยิงคำถามรัวๆออกไป โดยไม่สนใจท่าทางของเด็กสาว

"เวทอำพรางแก้ได้ด้วยเวทตาทิพย์ยังไงเจ้าทึ่ม ฉันน่ะเก่งกว่าที่นายคิดเยอะนะ ถึงเวทตาทิพย์จะเป็นเวทชั้นสูง แต่ฉันก็ฝึกสำเร็จขั้นสุดยอดแล้วนะจะบอกให้" หลังจากพูดจบ เด็กสาวก็ส่งสายตามั่นใจมาให้

"แล้วตกลงเธอเป็นคนดีหรือคนร้าย"

"ถามมาได้ คนดีที่ไหนจะไปเดินดุ่มๆตามหลังคนอื่นอย่างมีพิรุธอย่างนั้นล่ะ ฉันเป็นคนร้ายย่ะ" เด็กสาวพูดชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะยืดอก

เวอร์เทียสมองเด็กสาวที่กำลังส่งยิ้มกวนประสาทมาให้ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น

“แล้วเธอตามฉันมาทำไม”

“ฉันชื่อแฟริช เเมควาเล็น ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เด็กสาวไม่ตอบคำถามของชายหนุ่ม แต่กลับแนะนำตัวเองอย่างหน้าตาเฉย พลางยื่นมือเรียวของตนให้อีกฝ่าย

เวอร์เทียสจำใจต้องจับมือของแฟริชตามมารยาท ก่อนจะรีบหันหลังและเดินทางต่อโดยไม่สนใจเด็กสาวอีก เขาจะปล่อยให้เธอทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ขอเพียงไม่รบกวนงานของเขาเป็นใช้ได้

ชายหนุ่มเดินลึกเข้าไปในถ้ำมังกร พอยิ่งลึกก็ยิ่งมีมังกรหลายสายพันธุ์มากขึ้น แต่ไม่ว่าจะมองหาอย่างไร ก็ไม่พบมังกรธาตุไฟที่กำลังตามหาเลยแม้แต่ตัวเดียว

“นายกำลังหามังกรเพลิงอยู่ใช่มั้ย” น้ำเสียงหวานของเด็กสาวถามขึ้น ทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“เธอรู้ได้ยังไง” เวอร์เทียสถามอย่างสงสัย

“พ่อฉันบอกมามั้ง เอ้ย กะ...ก็ตอนนี้ในนี้มีมังกรทุกธาตุเลย ยกเว้นมังกรเพลิง ถ้านายจะหาธาตุอื่น ป่านนี้ก็คงจะเจอแล้ว แหะๆ”

คำพูดของแฟริชดูมีเหตุผล แต่มันก็น่าสงสัยมากทีเดียว หรือว่าเธอจะรู้เรื่องงานของเขา แล้วถูกส่งมาสะกดรอยไม่ก็จับผิดอะไรสักอย่าง หรือถ้าไม่ใช่สองอย่างนี้ ก็คงจะเป็น...

“นั่นไง ตรงนั้น”

ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะคิดอะไรต่อจากนั้น เด็กสาวก็ตะโกนขึ้นพลางชี้นิ้วไปที่มังกรสีแดงตัวใหญ่ ที่กำลังนอนนิ่งอยู่เหนือหัวพวกเขาไปไม่ไกลนัก

“ขอบใจที่บอก” เวอร์เทียสกล่าวพลางเรียกปีกของตน และบินขึ้นไปหาเจ้ามังกรอย่างไม่รอช้า ส่วนเด็กสาวก็รีบบินตามเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ลงไปรอข้างล่างเลย” ชายหนุ่มขึ้นสียงเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ

“ฉันก็อยากได้เกล็ดมังกรเพลิงเหมือนกันย่ะ” แฟริชกล่าว ก่อนจะฉีกยิ้มกวนๆ ทำให้เวอร์เทียสได้แต่ถอนหายใจ

ตอนนี้เวอร์เทียสและแฟริชบินมาหยุดที่ข้างลำตัวของเจ้ามังกรสีแดง เป็นเพราะเวทอำพรางของพวกเขา ทำให้มันไม่รู้สึกตัวว่าตนกำลังมีภัย ชายหนุ่มร่ายเวทเรียกดาบยาวสีเงินของตนออกมา ก่อนจะมองเกล็ดสีแดงเงาวับของเจ้ามังกรที่นอนอยู่ตรงหน้า

“มันไม่ได้หลับอยู่ แค่พักสายตา ถ้าโดนตัวมันนิดเดียว มันก็รู้สึกแล้ว” แฟริชกล่าว เธอเองก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน รู้ว่ามังกรเพลิงจะไม่นอนหลับ เพราะมีพลังงานมากเกินไป “แล้วจะถอดเกล็ดของมันออกมาโดยไม่ทำให้มันรู้สึกตัวได้ยังไง”

เวอร์เทียสครุ่นคิดหาวิธีการ เวทมนตร์อย่างเดียวที่ทำให้หลับใหลไม่รู้สึกตัวก็คือเวทสะกดจิต เพียงแต่เขาไม่มีเวทที่ว่านั่นน่ะสิ

“เธอมีเวทสะกดจิตรึเปล่า” ชายหนุ่มหันไปถามเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เวทมนตร์ชั้นสูงอย่างนั้น ฉันไม่มีหรอก” เธอตอบ “ถ้าไม่มีวิธีอื่นก็คงต้องรีบแงะเกล็ดออกมาทั้งหมดทีเดียว ถ้ามันรู้สึกตัว ก็รีบแผ่นเลย” หลังจากพูดจบ เด็กสาวก็เรียกเคียวของตนออกมา ปาดไปที่ลำตัวของเจ้ามังกรทันที

โฮก !!!

เจ้ามังกรคำรามลั่น เด็กสาวหน้าถอดสี เพราะไม่เพียงแต่เกล็ดมังกรจะไม่หลุดแม้แต่นิดเดียว แต่เจ้ามังกรยังพ่นไฟออกมารอบตัว ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบร่ายม่านพลังขึ้นมาป้องกันอีกด้วย

“ทำอะไรปรึกษากันก่อนได้มั้ย” เวอร์เทียสขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ เพราะตอนนี้เจ้ามังกรรู้แล้วว่าพวกเขาอยู่ที่ใด จากการใช้ม่านพลังป้องกันเมื่อครู่ “อย่างนี้ก็ต้องบู๊ให้มันซะหน่อยแล้ว” ชายหนุ่มตะโกนลั่น ก่อนจะคลายม่านพลังของตนทันที

“นายจะบ้าไปแล้วรึไง มั่นมันมังกรเพลิง ไม่ได้จัดการง่ายๆนะ กรี๊ดดด...” เด็กสาวกรีดร้องเมื่อเจ้ามังกรพ่นไฟออกมาอีก

โฮกกก !!!

“ว้ายยย...” เธอบินหลบเปลวเพลิงร้อนไปมา

“หยุดส่งเสียงน่ารำคาญได้แล้ว เป็นเพราะเธอนั่นแหละ เหตุการณ์มันเลยเป็นแบบนี้ มาช่วยฉันจัดการเจ้ามังกรบ้านี่หน่อยเร็ว”

“จัดการบ้าน่ะสิ ฉันต่อสู้ไม่เป็น จะโดนมันจัดการแทนมากกว่ามั้ง เผ่นก่อนแล้วย่ะ กรี๊ดดด...” ยังไม่ทันขาดคำ แฟริชก็บินหายออกไปทางปากถ้ำทันที

“ยัยบ้า” เวอร์เทียสตะโกนเสียงดัง ไล่หลังเด็กสาวผู้ก่อเรื่องที่เผ่นแนบไปอย่างไร้ร่องรอย

 โฮก !!!

เจ้ามังกรสีแดงคำรามก่อนจะมองมาที่ชายหนุ่ม ดวงตาของมันแสดงถึงอารมณ์ที่คุกรุ่น  ในขณะที่มังกรตัวอื่นในบริเวณนั้นมองเขาอย่างกับเป็นตัวประหลาด

พวกมังกรเริ่มบินมานั่งเป็นวงกลมรอบชายหนุ่มและเจ้ามังกรเพลิง พวกมันคำรามอย่างสนุกสนาน เพราะคิดว่าตนกำลังได้ดูการประลองรอบเด็ด

ซวยแล้วไง เวอร์เทียสคิด

“เจ้าพวกมนุษย์จอมโลภและเห็นแก่ตัว วันนี้แกต้องตาย” เจ้ามังกรเพลิงพูดเป็นภาษาคนออกมา

“พูดภาษาคนได้ด้วย” เวอร์เทียสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

โฮก !!!

เจ้ามังกรคำรามก่อนจะพ่นไฟออกมา เวอร์เทียสเหวี่ยงดาบเพื่อป้องกันเปลวเพลิงที่กำลังจะเข้ามาปะทะ ก่อนจะร่ายเวทปล่อยลำแสงสีแดงออกโจมตีบ้าง เจ้ามังกรแยกเขี้ยวยิ้มเยาะ เพราะแค่ใช้สายตาจ้องที่ลำแสง มันก็สลายไปทันที

“เวทมนตร์ของมนุษย์ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆๆๆ” เจ้ามังกรระเบิดหัวเราะออกมา

เวอร์เทียสหน้าถอดสี ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเหตุใดถึงห้ามทำให้เจ้ามังกรรู้สึกตัว เป็นเพราะถ้าต้องต่อสู้กัน เวทมนตร์ของมนุษย์ยากที่ต่อกรเวทมนตร์ของมังกรได้ แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น เขาจะเอาเกล็ดของมันออกมาได้อย่างไร

“เตรียมตัวตายได้แล้ว เจ้ามนุษย์” เจ้ามังกรเพลิงแสยะยิ้ม ก่อนจะปล่อยลูกไฟยักษ์ออกมาโจมตีใส่ชายหนุ่ม

ในขณะที่สถานการณ์กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานอยู่นั้น ชายหนุ่มพยายามตั้งสตินึกทบทวนเวทมนตร์ที่ตนมี เพื่อใช้มันพลิกสถานการณ์อย่างใจเย็น ในที่สุด เขาก็คิดได้คาถาหนึ่ง

เวอร์เทียสแสยะยิ้มขึ้นมาบ้าง เขาร่ายเวทที่คิดไว้ทันที ลูกไฟที่กำลังจะพุ่งชนจึงหยุดนิ่งลงในทันใด

“แล้วเวทมนตร์ของมังกรจะเอาชนะมังกรได้มั้ยนะ” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเย็น รอยยิ้มยังเผยอยู่ที่มุมปาก

“เจ้าหมายความว่ายังไง” เจ้ามังกรพูดขึ้น ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อตรวจจับได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังสะกดเวทของตนเอาไว้ “หน็อยแน่ เจ้ามนุษย์ บังอาจมาใช้เวทมนตร์สะท้อนกลับใส่เวทของข้า แต่ช่างมันเถอะ เกล็ดของข้ากันไฟได้ เจ้าจะใช้เวทไฟของข้าโจมตีใส่ข้า มันก็ไม่มีผลอะไรหรอก หึๆ”

“ก็ลองดูก่อน” เวอร์เทียสกล่าวสั้นๆ พลางควบคุมลูกไฟยักษ์ให้กลับไปโจมตีใส่เจ้ามังกร

เจ้ามังกรบินหลบลูกไฟได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาอยู่ที่ถ้ำที่มีขนาดเล็ก จึงทำให้มันไม่สามารถบินหลบได้คล่องตัวนัก เพราะต้องระวังบินชนผนังถ้ำที่เป็นหินแข็ง ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงส่งรอยยิ้มเยาะอย่างสะใจ

โฮก โฮก โฮก !!!!!

มังกรตัวอื่นร้องเสียงดังระงม สายตาของพวกมันจ้องมองไปที่เจ้าตัวที่กำลังบินหลบลูกไปไปมา ด้วยสายตาตื่นเต้นปนสนุกสนาน

“ถ้าโดนแล้วไม่มีผลอะไร แล้วทำไมต้องหลบด้วย” ตอนนี้เจ้ามังกรเพลิงบินชนผนังถ้ำไปหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่หยุดบินหลบลูกไฟของตน ทำให้ชายหนุ่มต้องเอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นมองมันด้วยสายตากวนอารมณ์

เจ้ามังกรไม่ตอบได้แต่บินหลบต่อไป พลางปล่อยลูกไฟอีกลูกใส่ชายหนุ่มที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่ม

เวอร์เทียสบินหลบลูกไฟไปมาอย่างคล่องแคล่ว เป็นเพราะเขาตัวเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของถ้ำ จึงสามารถบินผ่านได้ทุกซอกหิน การหลบลูกไฟยักษ์จึงไม่มีอุปสรรคเท่าใดนัก

ตูม !!!

ในที่สุดเจ้ามังกรก็ต้องปล่อยลูกไฟออกมาอีกลูก เพื่อทำลายลูกที่กำลังไล่ตามตน เมื่อลูกไฟทั้งสองลูกปะทะกัน ก็เกิดแรงระเบิดรุนแรง เจ้ามังกรใช้ปีกของมันกำบังแรงระเบิด ส่วนชายหนุ่มก็สร้างม่านพลังขึ้นมาป้องกัน

ตอนนี้ควันกำลังคละคลุ้งไปทั่วบริเวณถ้ำ ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงไปมาก ชายหนุ่มพยายามมองหาสิ่งที่ต้องการ ที่คาดว่าคงหลุดออกมาตกลงที่พื้นบ้าง แต่เขากลับหาไม่เจอสักอันเดียว

“เกล็ดของข้าไม่หลุดง่ายขนาดนั้นหรอก มันมีน้ำหนักเบาราวขนนก แต่แกร่งกว่าเหล็กกล้าเสียอีก” เจ้ามังกรพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งของตน

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเจ้ามังกร แทนที่ชายหนุ่มจะยิ่งเครียด กลับแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะทันที เพราะตอนนี้เขาคิดเวทมนตร์ที่จะเอาชนะมันได้แล้ว

ดาบยาวสีเงินในมือของชายหนุ่มเปลี่ยนสภาพเป็นดาบเพชรสีฟ้าใส เจ้ามังกรมองมันด้วยสายตาตกใจเล็กน้อย ถ้าใช้ดาบเพชร เกล็ดของมันก็กลัวว่าจะหลุดได้อย่างง่ายดาย

“เพชรก็ต้องแข็งกว่าเหล็กใช่มั้ย” เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็พุ่งเข้าไปหาเจ้ามังกรด้วยความเร็วที่แทบจะมองไม่เห็น เขาเหวี่ยงดาบใส่เกล็ดของมันอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่มันจะได้ตั้งตัว

โฮก !!!

เกล็ดของเจ้ามังกรหลุดออกมาเป็นทางยาว มันจึงคำรามด้วยความเจ็บปวดพลางพ่นไฟออกมาสะเปะสะปะ เวอร์เทียสรีบเก็บเกล็ดสีแดงพวกนั้นใส่กระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็ว น้ำหนักของมันเบากว่าที่คิดไว้มาก เพราะตอนนี้จำนวนที่ได้ยังไม่ครบหนึ่งร้อยกรัม ดังนั้นคงจะต้องโจมตีใส่มันอีกครั้ง

เจ้ามังกรมองมาที่ชายหนุ่มอย่างโกรธแค้น เมื่อเห็นเขาเตรียมจะพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง มันก็รีบสร้างม่านพลังขึ้นมาป้องกันทันที

เคร้ง !

ดาบเพชรปะทะม่านพลังทำให้เกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณ ชายหนุ่มรวบรวมพลังทั้งหมดทุ่มใส่การโจมตีครั้งสุดท้าย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล

“ไม่มีทางหรอกน่า” เจ้ามังกรปล่อยลูกไฟยักษ์ ทะลุม่านพลังออกมาโจมตีใส่ชายหนุ่ม พลังอันรุนแรงพัดร่างของเขาจนปลิวออกมา “ข้าจะไม่ยอมเสียท่าเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน”

เวอร์เทียสถูกลูกไฟชนจนกระเด็นไปกระแทกผนังถ้ำอย่างแรง ปีกที่กลางหลังหายไป ทำให้เขาตกลงสู้พื้นเบื้องล่างทันที ลำพังเวทมนตร์ของเจ้ามังกรรวมกับแรงอัดเมื่อครู่ก็ทำให้รู้สึกจุกมากอยู่แล้ว แต่นี่กลับตกละมากระแทกพื้นอีก ทำให้ชายหนุ่มถึงกับลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว

“แค่นี้ก็หมอบแล้วเหรอ ฮ่าๆๆๆๆ”

เวอร์เทียสมองเจ้ามังกรที่กำลังระเบิดหัวเราะออกมา ด้วยสายตาไม่สบอารมณ์นัก ชายหนุ่มยันตัวขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มือก็กระชับดาบเพชรในมือแน่น

แค่ฟันใส่มันอีกครั้งเดียวเท่านั้น เขาก็จะได้รีบเผ่นออกจากที่นี่แล้ว...

แต่อย่าว่าแต่แรงเหวี่ยงดาบเลย ตอนนี้ร่างกายของเขาหนักอึ้งจนแทบจะขยับไม่ได้ด้วยซ้ำ

“เตรียมตัวตายได้แล้ว”

เวอร์เทียส ส่งดาบมาให้ฉันเสียงของเด็กสาวที่ชื่อว่าแฟริชดังขึ้นในหัว ร่างใสๆของเธอปรากฏขึ้นข้างกายเขา ก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้

“เธอเป็นผีจริงๆด้วยสินะ” ชายหนุ่มพูดแค่นั้น พลางส่งดาบให้เด็กสาวทันที เธอรีบพุ่งตัวไปที่เจ้ามังกร เป็นเพราะเวทอำพราง เจ้ามังกรจึงมองไม่เห็นแม้แต่ดาบที่อยู่ในมือ มันจึงคิดว่าชายหนุ่มเก็บดาบเข้าไปแล้ว

“จะรีบเก็บดาบทำไมเล่า ยังสนุกอยู่เลย...” มันกล่าวด้วยน้ำเสียงกวนประสาท แต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงคมดาบที่เฉือนลงที่ผิวหนังของตนรัวๆหลายที่

เกล็ดมังกรมากมายหลุดออกมา เวอร์เทียสรีบร่ายเวทเคลื่อนย้ายมันทั้งหมดมาที่ตนอย่างรวดเร็ว เขาไม่คิดจะแบ่งมันให้เด็กสาวคนนั้น เพราะอยากจะเอาคืนเธอ ที่ทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายแทบเป็นแทบตายอย่างเมื่อครู่ ถึงเธอจะกลับมาช่วยได้ทันท่วงทีก็ตาม

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ยังคาใจ คือ แฟริชรู้ชื่อของเขาได้อย่างไร ทั้งๆที่ยังไม่ได้บอกเธอด้วยซ้ำ

“ไปก่อนละน้า ตามมาเองละกัน” เวอร์เทียสพูดกับเด็กสาว เขาถอนเวททำให้ดาบเพชรอันตรทานหายไปจากมือของเธอ ชายหนุ่มเรียกปีกของเขา และบินฝ่าฝูงมังกรเพื่อออกจากถ้ำอย่างไม่รอช้า

เฮ้ รอด้วย แล้วอย่าลืมแบ่งเกล็ดมังกรมาให้ฉันนะ อุตส่าห์กลับมาช่วยเสียงของแฟริชดังขึ้นในหัวของชายหนุ่มอีกครั้ง

“ไม่มีทาง” เวอร์เทียสตะโกนกลับไป ก่อนจะเร่งความเร็วเต็มที่

โฮก !!!!!

เจ้ามังกรเพลิงคำรามอย่างโกรธแค้น ก่อนจะบินตามมา แต่มันก็ต้องล้มเลิกความคิด เมื่อพบว่าเจ้ามนุษย์คนนั้นบินหายไปแล้ว มันบินกลับไปที่อยู่ของตน ก่อนจะนอนนิ่งเพื่อฟื้นฟูพลัง วันนี้จะปล่อยเขาไปก่อน แต่ถ้าวันใด เขากล้ามาเหยียบที่นี่ จะเอาคืนทั้งต้นทั้งดอกไปเลย

นานทีทิ้งเกล็ดเก่าๆไปบ้างก็ดี จะได้สร้างใหม่ให้มันแข็งแรงขึ้น สงสัยต้องสร้างให้แข็งกว่าเพชรไปเลย...เจ้ามังกรคิด

 

เวอร์เทียสออกจากถ้ำมังกรด้วยร่างกายที่สะบักสะบอมจากการต่อสู้ เขาเหลียวหลังกลับไปมองเพื่อดูว่าเด็กสาวจอมยุ่งคนนั้นยังตามมาหรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของเธอ

บินตามมาไม่ทันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ยอมเลิกราจากเกล็ดมังกรก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แล้วเธอหายไปไหนกัน มีแผนร้ายอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้

แล้วเหตุใดจะต้องไปสนใจด้วย รีบไปที่เมืองแห่งภูตต่อดีกว่า

เมื่อคิดเช่นนั้น ชายหนุ่มก็รีบเดินทางกลับบ้านโดยไม่คิดจะพักเอาแรง สถานที่ที่ต้องเดินทางต่อไปคือ เมืองแห่งภูต ซึ่งอยู่ในทิศตรงข้ามกัน เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปที่บ้านเพื่อมอบเกล็ดมังกร ให้แก่บิดาเสียก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น

ชายหนุ่มกลับถึงบ้านในเวลาเย็นใกล้ค่ำ เขานำเกล็ดมังกรที่ได้มาทั้งหมดไปให้บิดา ก่อนจะขอตัวออกมาพักผ่อนที่ห้องของตนทันที

ในเวลานั้น ชายหนุ่มก็นึกถึงเด็กสาวเส้นผมสีม่วงอ่อนซึ่งมีชื่อว่าแฟริชคนนั้น ใบหน้างดงามและดวงตากลมโตที่ดูมีเสน่ห์และไร้เดียงสายังคงติดตาของเขาอยู่ เพิ่งจะมาคิดได้ว่าตนเองไม่ยอมแบ่งเกล็ดมังกรให้เธอสักกรัมเดียว ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเมื่อได้ของไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรบิดาของเขาก็คงจะไม่มีทางคืนให้อย่างแน่นอน

เกล็ดมังกรที่นำมาได้มีน้ำหนักทั้งหมดสามร้อยห้าสิบเจ็ดกรัม ซึ่งมากกว่าที่ต้องการถึงสามเท่าครึ่งเลยทีเดียว

แต่เป็นเพราะเกล็ดมังกรมีราคาแพงและหาได้ยากมาก การหามาได้มากๆย่อมเป็นเรื่องดี เพราะสามารถเก็บไว้ใช้ได้ตลอด หรือไม่ก็สามารถนำไปขาย ก็จะได้เงินมาจำนวนมาก

เวอร์เทียสเลิกคิดอะไรฟุ้งซ่าน และรีบนอนหลับเอาแรงทันที เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเมืองแห่งภูตมีระยะทางไกลกว่าถ้ำมังกรหลายเท่า ที่สำคัญสิ่งที่เขาต้องไปทำเพื่อนำเลือดแห่งภูตมาให้ได้ ก็เป็นสิ่งที่ยากมากเสียด้วย

ไม่อยากคิดเลยว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย ตาขวาก็เหมือนจะกระตุกแรงตั้งหลายทีเสียด้วย

.................................

 
              วันต่อมา ชายหนุ่มออกเดินทางแต่เช้า เขาคาดว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางไปที่เมืองแห่งภูตประมาณสองวัน และกว่าจะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ ก็คงใช้เวลาอีกหลายวัน

ภารกิจที่ว่า คือการทำให้ภูตหลงรัก และยอมมอบเลือดให้ ภูตที่เวอร์เทียสต้องทำให้หลังรัก คือภูตธาตุไฟที่ส่วนใหญ่มีอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจตัว ไม่เชื่อคนง่าย และเอาใจยาก ซึ่งนิสัยเหล่านี้เป็นล้วนอุปสรรคต่อการทำให้พวกเขาหลงรักในเวลาอันสั้นเป็นอย่างมาก

ชายหนุ่มถอนหายใจแทบจะตลอดเวลา เมื่อนึกถึงสิ่งที่ต้องไปทำ จริงๆแล้วเขาน่าจะบอกให้บิดาของเขาส่งไปทำแทน เพราะงานนี้เขารู้สึกลำบากใจมาก และที่สำคัญมันยังเป็นงานที่ไม่ถนัดอีกด้วย

              การเดินทางไม่มีอุปสรรคอะไร รวมถึงเด็กสาวผมสีม่วงคนนั้นก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาก่อกวน ทำให้ชายหนุ่มเดินทางถึงที่เมืองแห่งภูตตามเวลาที่คาดไว้

เวอร์เทียสมองเมืองใหญ่สีรุ้งที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ปกติแล้วคนทั่วไปไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปในเมืองนี้ เพราะเป็นการรบกวนเหล่าภูต แต่ชาฟีส พ่อของเขาเป็นผู้มีอภิสิทธ์ เนื่องจากเป็นพ่อครัวเวทมนตร์มือหนึ่ง ทางการและสภาภูตจึงยอมให้เขาเดินทางเข้าไปหาวัตถุดิบใหม่ๆ แปลกๆ เพื่อนำมาประกอบอาหารได้

ชาฟีสได้รับใบผ่านทางเข้าเมืองแห่งภูต และสามารถมอบใบผ่านทางให้ผู้อื่นเพื่อเข้าไปหาวัตถุดิบภายในเมืองภูตแทนได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องลงลายมือชื่อด้วยเวทมนตร์ชั้นสูงรับประกันไว้ที่ใบผ่านทางด้วยเท่านั้น

เมื่อจะเข้าไปในเมืองภูต จะต้องส่งใบผ่านทางที่ถูกต้องให้ภูตรักษาประตูตรวจอย่างละเอียด แล้วลายมือชื่อนั้นก็จะถูกเขาทำลายทิ้ง ก่อนผู้เดินทางจะได้รับบัตรเข้าเมืองมาติดเสื้อแทน

การลงลายมือชื่อ ก็เพื่อป้องกันคนอื่นขโมยใบผ่านทางเพื่อเอามาแอบอ้าง และเข้าไปในเมืองภูตด้วยกิจประสงค์อื่น หรือเข้าไปทำเรื่องต้องห้ามภายในสถานที่แห่งนี้

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น การทำให้ภูตหลงรัก และยอมมอบเลือดให้ก็เป็นเรื่องต้องห้ามอยู่ดี จึงต้องทำแบบลับๆ อย่าให้คนนอก รวมถึงภูตตนอื่นรับรู้อีกด้วย

งานยากแบบนี้กลับเอามาให้เวอร์เทียสทำ กลัวว่าชาฟีสจะคิดผิดเสียแล้ว

ชายหนุ่มมาถึงทางเข้า และเอาใบผ่านทางที่มีลายมือชื่อของชาฟีส ออกมาให้ภูตรักษาประตูร่างใหญ่ เขารับไปตรวจความถูกต้องและทำลายมันทิ้ง ก่อนจะส่งคืนมาให้

“มีเวลาถึงพรุ่งนี้ก่อนพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ทางเราอนุญาตให้คนนอกค้างได้แค่คืนเดียว ถ้าไม่เดินทางออกมาในเวลาที่กำหนด เจ้าจะถูกลงทัณฑ์อย่างทารุน เข้าใจนะ” เสียงน่ากลัวของภูตร่างใหญ่คนนั้น ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากหนาของเขา

เวอร์เทียสพยักหน้ารับหนักแน่น ชายผู้นั้นจึงยื่นบัตรเข้าเมืองให้ ก่อนจะร่ายเวทมนตร์ปิดผนึกมันไว้ที่เสื้อเหนืออกด้านขวาของเขา

“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ” ภูตรักษาประตูกล่าว

ชายหนุ่มพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินทางเข้าเมืองทันที

ภายในเมืองแห่งภูตมีแสงสีรุ้งเปล่งออกมา บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสีขาว รูปร่างค่อนข้างแปลกตา ชาวเมืองคือภูตที่มีหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป เพียงแต่ใบหูของพวกเขาจะแหลมและเรียวกว่า

ภูตในโลกแห่งนี้มีหลักอยู่หกธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุแสง และธาตุมืด ซึ่งลักษณะที่แตกต่างกันอย่างเดียวก็คือสีผมและดวงตา

สำหรับภูตธาตุไฟที่ชายหนุ่มต้องนำเลือดกลับไป มีเส้นผมและดวงตาสีแดง

เขามองไปรอบเมือง พบภูตที่มีผมสีแดงอยู่ไม่มากนัก นับว่าเป็นภูตที่มีจำนวนน้อยที่สุดในที่นี้ และส่วนใหญ่จะเป็น...

ผู้ชาย !!!

เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นที่หน้าฝากของเวอร์เทียส เมื่อพบว่าภูตธาตุไฟในเมืองแห่งภูตนี้มีแต่ผู้ชาย นี่เขาต้องมาขายขนมจีบให้กับสิ่งมีชีวิตเพศเดียวกันเหรอนี่

ในขณะที่กำลังสับสนอยู่ในห้วงความคิดอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังโวยวายอยู่ด้านหลัง

ในที่สุด พระเจ้าก็เมตตา...

เวอร์เทียสมองร่างบางของสาวรุ่นในชุดแดงที่มีลูกไม้สีขาว ด้วยสายตาราวกับถูกมนตร์สะกด เธอเป็นหญิงสาวแสนสวยที่มีเส้นผมและดวงตาสีแดง ในมือถือพัดสีแดงมีลายสีส้ม ใบหน้ากำลังแสดงถึงอารมณ์ที่คุกรุ่น แต่ถึงอย่างนั้น เธอกลับยิ่งดูมีเสน่ห์มากขึ้น

ภูตสาวธาตุไฟ...

“ทำบ้าบออะไรของเจ้ายะ เป็นมนุษย์ก็อยู่ส่วนมนุษย์สิ มาหว่านเสน่ห์ให้พวกเราทำไม คิดว่าสวยนักหรือไง นางหน้าด้าน” ภูตสาวขึ้นเสียง พลางยืนกอดอกแน่น

เวอร์เทียสหันไปมองเด็กสาวที่ถูกต่อว่า แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งตกใจ

“แล้วเจ้าล่ะ มองอะไรไม่ทราบ” ภูตสาวหันมาตะโกนใส่ชายหนุ่มทันทีที่เหลือบเห็นสายตาของเขา

“ก็เห็นว่าเจ้าสวยดี” เขาตอบ สายตายังคงมองไปที่เด็กสาวคนเดิม

“นายก็มาที่นี่ด้วยงั้นเรอะ คนนิสัยเสีย ขี้งก เห็นแก่ได้” เด็กสาวเส้นผมสีม่วงทรงเสน่ห์คู่กรรมของเขา ส่งเสียงทักทายอย่างไม่เป็นมิตร

เวอร์เทียสขมวดคิ้วมุ่น เด็กสาวตรงหน้าคือแฟริช แมควาเล็น คนที่เขาเจอที่ถ้ำมังกรเมื่อคราวก่อน ชายหนุ่มได้แต่มองเธออย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าเธอจะมีสิทธิเข้ามาที่นี่เช่นกัน

“เจอผีหรือไงยะ” แฟริชตวาด แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจ

“เธอเข้ามาที่นี่ทำไม” เวอร์เทียสถามเด็กสาว

แฟริชยักใหล่ไม่ตอบพลางเดินเชิดหน้าจากไป เวอร์เทียสได้แต่มองร่างบางด้วยสายตาไม่พอใจ ก่อนจะหันมาสบตาแม่ภูตสาวที่ใบหน้ายังคงถมึงทึง

เขาจะเริ่มจีบเธออย่างไรดี ?

เวอร์เทียสใช้ความสามารถในการกวนประสาทของตนได้ดี เขาจึงเปลี่ยนสายตาที่กำลังจ้องมองสาวน้อยตรงหน้าเป็นสายตาหวานเยิ้มปนหลงใหล แต่ว่าก็ว่านะ รู้สึกกระดากอย่างไรก็ไม่รู้

“ขอบคุณที่ชมย่ะ แต่ข้ารู้อยู่แล้วว่าข้าสวย ข้าเป็นนางงามอันดับหนึ่งของภูตธาตุไฟเลยนะ” ภูตสาวพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

“นางงามอันดับหนึ่งเรอะ” น้ำเสียงกวนประสาทของชายหนุ่มอีกคนดังมา เวอร์เทียสหันไปมอง พบเจ้าตัวกำลังเดินโซซัดโซเซเข้ามาใกล้

คนที่เดินเข้ามาเป็นภูตธาตุไฟรูปงาม เส้นผมสีแดงของเขาค่อนข้างยุ่งเหยิง ดวงตาคมมีแววกวนๆ มองแล้วชวนโมโห ชายหนุ่มคนนี้อยู่ในชุดสีแดง เสื้อเปิดอก กางเกงขายาว เข็มขัดลายสก๊อตสีชมพู ดูภายนอกท่าทางของเขาเหมือนคนเมา แต่ก็ไม่มีกลิ่นเหล้าโชยออกมา

“หยุดทำท่าแบบนั้นทีเถอะ เฮทิส เห็นแล้วขยะแขยง” ภูตสาวกล่าวพลางทำหน้าหยี

              เวอร์เทียสมองทั้งคู่จ้องกันเขม็งด้วยสายจะกินเลือดกินเนื้อ ดูจากภายนอก เขาคิดว่าสองคนนี้คงจะเป็นคู่กัดกัน แต่ที่จริงแล้วพวกเขาก็อาจจะสนิทกันมากก็ได้

 แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก เพราะตอนนี้เรื่องที่สำคัญกว่าก็คือ ถ้าเฮทิสเข้ามากวนโมโหแม่ภูตสาวคนนี้จนอารมณ์เสียอย่างแรงล่ะก็ เขาอาจจะไม่มีหวังได้จีบเธอแน่ๆ

“จะบอกอะไรให้นะ เจ้าคนแปลกหน้า เจ้าอย่าไปหลงเชื่อนางนี่ ที่นางบอกว่าเป็นนางงามอันดับหนึ่งของเมือง ก็เพราะที่นี่มีผู้หญิงธาตุไฟอยู่แค่คนเดียว” เฮทิสหันมาพูดกับชายหนุ่ม

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“ภูตผู้หญิงธาตุไฟไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะไปอยู่ธาตุน้ำ ธาตุแสง ธาตุลม ก็มีแต่ฟีอาร์จอมโวยวายนี่แหละ ที่เลือกมาเป็นภูตธาตุไฟ ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ เถื่อนนน”

“เจ้าบ้า” ฟีอาร์ตะโกนใส่หน้าเฮทิสอย่างเดือดดาล ก่อนจะสะบัดพัดในมือทีหนึ่ง เปลวไฟร้อนถูกปล่อยออกมาใส่ชายหนุ่ม แต่เขาก็ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน

“เจ้าก็รู้ว่าไฟทำอะไรพวกเราไม่ได้”

“ไม่ได้จะทำอะไรเจ้านี่ แค่ระบายอารมณ์ย่ะ”

เวอร์เทียสมองภูตทั้งสองทะเลาะกันด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ในใจก็ได้แต่ภาวนาให้เฮทิสรีบๆไป เขาจะได้ดำเนินการตามแผนเสียที เวลาไม่คอยท่าแล้ว

“ไปล่ะ ยังไงก็ยินดีที่ได้พบนะ พ่อรูปหล่อ” เฮทิสหันมาพูดกับเวอร์เทียส คำหลังๆทำให้เขาถึงกับเสียวสันหลังวาบ ท่าทางภูตหนุ่มคนนี้คงจะมีปัญหาทางจิตแน่ๆ ผู้ชายปกติที่ไหนมาชมเพศเดียวกันว่าพ่อรูปหล่อกันล่ะ และที่แย่กว่านั้น ถ้าไม่ได้ตาฝาดไป เวอร์เทียสมองเห็นเขาส่งรอยยิ้มหวานกับสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ด้วย

ส่วนฟีอาร์ก็ได้แต่แสดงสีหน้าขยะแขยง เมื่อเห็นท่าทางของเฮทิส

“เฮทิสจ๋า มาอยู่ที่นี่เอง” น้ำเสียงคุ้นเคยของเด็กสาวดังขึ้น ก่อนที่เธอจะวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่เฮทิสจะได้ออกไปจากบริเวณนั้น “ฉันซื้อของมาฝากจ้า” แฟริชพูดต่อก่อนจะส่งยิ้มหวาน พลางส่งถุงประดาษสีแดงให้เขา

เฮทิสตาลุกวาวเมื่อรับถุงกระดาษไปเปิดดู สิ่งที่แฟริชให้คือลูกแก้วไฟซึ่งมีราคาแพงหูฉี่ มันเป็นของวิเศษสำหรับเพิ่มพลังให้ภูตธาตุไฟ เพียงแค่พกไว้กับตัว พลังเวทก็จะมีมากขึ้นหลายเท่าตัว

“ของแพงแบบนี้ เจ้าให้ข้าจริงๆหรือ” เฮทิสถามเพื่อความแน่ใจ

“ฮึ เจ้าภูตยาจก แค่ลูกแก้วไฟก็บอกว่าเป็นของแพง ที่บ้านข้ามีเป็นสิบลูก” ฟีอาร์พูดก่อนจะยิ้มเยาะเย้ย

“ก็เจ้ารวย แต่ข้าจนนี่” เฮทิสตอกกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจทันทีที่ถูกดูถูก “ยังไงก็ขอบคุณมากนะ ข้าขอรับมันไปด้วยความยินดีละกัน” ชายหนุ่มพูดต่อพลางส่งสายตาซาบซึ้งไปให้แฟริช

เวอร์เทียสยกมือขึ้นมาเสยผมอย่างเซ็งๆ เหตุการณ์ตอนนี้ ทำให้เขาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ในใจก็ได้คิดว่า ตกลงเด็กสาวเส้นผมสีม่วงมาทำอะไรที่นี่กันแน่

ชายหนุ่มลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ออกเดินทางไปที่ถ้ำมังกร ตอนนั้นเขาพบกับแฟริชที่กำลังจะเดินทางไปเอาเกล็ดมังกรเพลิงเช่นกัน แล้วตอนนี้ เด็กสาวก็มาที่เมืองแห่งภูต และกำลังแสดงท่าทางเพื่อยั่วยวนภูตหนุ่มคนนั้น

หรือว่า !!!!!

“มาคุยกับฉันแปปนึง” เวอร์เทียสพูดพลางฉุดแขนของเด็กสาว ร่างของเธอจึงลอยมาตามแรงของเขา

“โอ้ย เบาหน่อยซี่ เจ็บนะ” แฟริชร้องพลางสะบัดตัวแรงๆ แต่เธอก็สู้แรงของชายหนุ่มไม่ได้

“เธอก็มาที่นี่เพื่อเอาเลือดภูตธาตุไฟสินะ เป็นคนของเศรษฐีมิลเลสใช่มั้ย” เวอร์เทียสกระซิบถามข้างหูของเด็กสาว โดยไม่สนใจท่าทางของเธอ

แฟริชทำหน้ามุ่ยพลางสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม เธอหันหลังเดินกระทืบเท้ากลับไปหาเฮทิสและฟีอาร์ ที่กำลังมองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

“เจ้าเป็นคนรักของเจ้าหมอนั่นหรือ” เฮทิสถามพลางขมวดคิ้วแน่นเป็นปม ท่าทางฮึดฮัดแสดงความไม่พอใจ

แฟริชหันขวับไปทางเฮทิสทันที หัวคิ้วมุ่นเข้าหากัน ในใจคิดว่าคงจะเสียแผนแน่ๆ

เหตุผลที่เด็กสาวมาที่นี่ก็เพื่อเอาเลือดของภูตธาตุไฟเช่นเดียวกับชายหนุ่ม และจุดประสงค์ก็เหมือนกันคือ นำเลือดของภูติไปปรุงน้ำซุปเกล็ดมังกร

“เปล่าสักหน่อย ใครจะไปเป็นคนรักของคนบ้าแบบนั้นได้” แฟริชรีบกล่าวปฏิเสธทันที ก่อนที่เป้าหมายในการสูบเลือดของเธอจะเริ่มสงสัย

“ดีแล้ว แต่ที่เจ้าว่าเขาเป็นคนบ้า ทำให้ข้าเคืองมากเลย” เฮทิสพูด ก่อนจะทำปากจู๋

เมื่อเห็นท่าทางของเฮทิส ฟีอาร์ก็ได้แต่ยักไหล่ ก่อนที่เธอจะใช้สันพัดเขกศีรษะของเขาอย่างแรง

“เสียภูตหมดแล้ว เจ้าภูตจิตไม่สมประกอบ” หญิงสาวตะคอกเสียงดัง

เวอร์เทียสกับแฟริชหันมองหน้ากัน ตกลงพวกเขามาที่นี่เพื่อมาดูภูตสาวขี้โวยวาย กับภูตหนุ่มจิตไม่สมประกอบทะเลาะกันหรืออย่างไร

“แหม ฟีอาร์ เจ้าก็ว่าข้าแรงเกินไป ก็ข้าแค่ชอบเจ้าหนุ่มคนนี้เท่านั้นเอง เค้าน่ารักดี” เฮทิสพูดพลางเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากขึ้น

ตอนนี้ทุกคนถึงกับปั้นสีหน้าไม่ถูก โดยเฉพาะเวอร์เทียสที่ตอนนี้รู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง ขนของเขาลุกซู่ไปทั้งร่าง เมื่อฝ่ามืออุ่นๆของเฮทิสแตะลงที่บ่า

เวอร์เทียสคิดอย่างสับสนว่า ควรใช้โอกาสนี้ยั่วชายหนุ่มตรงหน้าให้ติดกับเลยมั้ย หรือควรจะตบเขาให้คว่ำดี

ตึง !!!

เวอร์เทียสตัดสินใจผลักเฮทิสอย่างแรง ทำให้เขาเสียหลักหัวแทบทิ่มลงกับพื้น

“ทำดี ลูก ทำดี” ฟีอาร์กล่าวพลางเชิดหน้าขึ้น และปรบมือชื่นชม

“คนหล่อใจร้าย” น้ำเสียงและคำพูดชวนขนลุกถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากได้รูป ทำเอาเวอร์เทียสทนไม่ได้ต้องกระทืบซ้ำไปอีกที

เขายอมกลับบ้านมือเปล่า แต่ไม่มีทางยอมเสียตัวให้ผู้ชายเป็นแน่ น่าอับอายสุดๆสำหรับเรื่องนี้

“นายก็อย่าคิดมากเลย คนหล่อใจร้าย” แฟริชหันมาพูดและตบบ่าของเวอร์เทียส ก่อนจะยิ้มขำๆ “ยอมเรื่องแค่นี้ เพื่อพ่อของนายหน่อยไม่ได้หรือไง”

เวอร์เทียสเลิกสนใจเด็กสาวผมสีม่วงที่กำลังยิ้มกว้างอย่างขบขัน ก่อนจะหันไปยิ้มให้ฟีอาร์ ใบหน้าของเธอแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย ถ้าชายหนุ่มไม่ได้ตาฝาดไป เขาเห็นหญิงสาวยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยด้วย

“ไปกับผมนะครับ คนสวย” เวอร์เทียสเริ่มพูดในสิ่งที่เขารู้สึกกระดากปาก แต่เพื่อพ่อ ก็ต้องยอมทำ ไว้ภารกิจนี้สำเร็จเมื่อไหร่ ค่อยไปไถ่ค่าจ้างก็ยังไม่สาย รับรองคราวนี้คงได้เงินมาเป็นกำแน่ๆ

หญิงสาวทำท่าเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือมาให้เขาจับอย่างว่าง่าย เฮทิสเห็นดังนั้น จึงรีบยันตัวลุกขึ้นและผลักร่างบางออกจากชายหนุ่มทันที

“อย่ามายุ่งกับผู้ชายของข้า” เฮทิสตวาดอย่างเดือดดาล ก่อนจะเรียกดาบของตนออกมา

ในขณะที่เหตุการณ์กำลังจะบานปลาย แฟริชก็รีบไปหลบอยู่หลังเวอร์เทียสและกระซิบขอร้องเขาให้ทำตามแผนของเธอ ชายหนุ่มฟังสิ่งที่เด็กสาวบอก พลางครุ่นคิด แต่แล้วก็ต้องเบิกตาโพลงอย่างตกใจ

“นายจะตกใจอะไรฮ้า รีบทำตามฉันบอกเถอะ ไม่งั้นพวกเราได้กลับบ้านมือเปล่าแน่” แฟริชบ่นเบาๆข้างหูชายหนุ่ม

“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ ทำไมถึงใกล้ชิดกันขนาดนั้น” เฮทิสตวาดพลางพุ่งตัวเข้ามาใกล้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เฮทิส” เวอร์เทียสตะโกนขึ้น ก่อนที่เฮทิสจะเข้าถึงตัวของเด็กสาว ไหนๆก็ไหนๆ ก็คงต้องทำตามแผนของเธอเสียแล้ว อย่างไรพอออกจากที่นี่ ก็ไม่มีใครจำเขาได้หรอก เพราะภูตก็อยู่ส่วนภูต มนุษย์ก็อยู่ส่วนมนุษย์ พอจบเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ก็จะไม่ส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอีกต่อไป

ชายหนุ่มผมแดงหยุดตามคำสั่งอย่างว่าง่าย เขาเก็บดาบก่อนจะเดินเข้ามาจับมือของเวอร์เทียส

“อะ...เอ่อ...ฉันมีเรื่องขอร้องนายอย่างนึง” เวอร์เทียสพูดตะกุกตะกัก “ช่วยพาเราไปที่เงียบๆที จะได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง” พูดไปก็อยากจะอาเจียนไป

เฮทิสส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้ ทำให้เวอร์เทียสถึงกับขนลุกซู่ เขาก็เพิ่งจะรู้ตัวนี่แหละว่า นอกจากตนเองจะมีเสน่ห์ ทำให้สาวๆหลงรัก แล้วยังทำให้ชายหนุ่มหลงใหลได้อีกด้วย

เด็กสาวเส้นผมสีม่วงมองสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ แต่เธอก็หลุดขำออกมา ส่วนฟีอาร์ก็ส่งสายตาดุๆมาให้เวอร์เทียส ท่าทางเหมือนไม่พอใจอย่างแรง

หรือว่าหญิงสาวจะแอบชอบเฮทิสอยู่ ?

“ข้าจะพาเจ้าไปที่เงียบๆ ที่มีเราแค่สองคนเอง” ว่าพลางลูบมือชายหนุ่มไปมา

เวอร์เทียสสังเกตท่าทางของฟีอาร์ ตอนนี้เธอกำลังหน้าแดง น่าจะเป็นเพราะความโกรธ เธอชอบเขาจริงๆอย่างนั้นหรือ แต่ลูกคุณหนูมีฐานะจะมาหลงรักคนไม่มีเงินอย่างเฮทิสได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นพวกจิตไม่สมประกอบ และออกแนวเพี้ยนเข้าขั้นอีกด้วย

ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ เฮทิสก็ลากชายหนุ่มให้เดินตามไป ตอนนี้เวอร์เทียสรู้สึกอยากร้องไห้ที่สุดในรอบชีวิตของเขา แต่ก็ยอมเดินตามไปโดยดี

หลังจากที่เวอร์เทียสกับเฮทิสเดินจากไปแล้ว แฟริชก็เดินไปหาฟีอาร์ที่ท่าทางเหมือนอารมณ์กำลังจะปะทุ หญิงสาวใบหน้าแดงก่ำ และยังกำหมัดไว้แน่น

“เมื่อก่อนเฮทิสไม่เป็นอย่างนี้” ฟีอาร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ คำพูดของเธอทำให้เด็กสาวแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ “เหมือนเขาจะถูกมนตร์อะไรสักอย่าง จนสติสะตังเพี้ยนไปหมด” น้ำตาใสๆไหลเอ่อขึ้นมาที่ดวงตาสีแดงคู่สวย แต่มันก็ถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว

แฟริชคิดตามสิ่งที่ฟีอาร์พูด จากที่สังเกตท่าทางของหญิงสาวตั้งแต่เมื่อครู่ เธอก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคงจะมีอะไรมากกว่าความเป็นเพื่อน ยิ่งมาได้ยินคำพูดประโยคนี้ และได้เห็นทางทางแบบนี้ ก็ทำให้แน่ใจได้ว่า สิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง

“แล้วไม่ได้หาทางช่วยเขาเหรอ คนที่เธอชอบน่ะ” แฟริชเอ่ยปากถามออกไป

“ใครจะไปชอบคนอย่างเจ้านั่นกัน ข้าไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้น” ฟีอาร์หันมาตวาด ถึงท่าทางของเธอจะดูจริงจัง แต่แฟริชก็ดูออกว่า เจ้าตัวกำลังร้อนตัวอยู่

“จะตามพวกเขาไปมั้...”

“ตาม” ยังมั่นจะถามจบประโยค ฟีอาร์ก็ตอบออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำทันที

“งั้นระหว่างทาง ช่วยเล่าให้ฉันหน่อยนะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเฮทิส”

“เออ”

พวกเธอรีบตามชายหนุ่มทั้งสองคนไป ระหว่างทางฟีอาร์ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเฮทิสให้แฟริชฟังโดยละเอียด เธอบอกว่า เขาถูกเวทมนตร์ของปีศาจในขณะที่เข้าไปในป่าอาถรรพ์ ที่รู้เรื่องนี้เพราะหลังจากที่กลับออกมาจากที่นั่น ท่าทางของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป หญิงสาวพยายามหาทางช่วยเขา แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกถอดใจแล้ว

“แล้วจะหาทางช่วยเขาได้ไงเนี่ย เวทมนตร์จากปีศาจแบบไหนก็ยังไม่รู้เลย” แฟริชพูดก่อนจะถอนหายใจ

“แล้วเจ้ามีเวทรักษาของมนุษย์หรือเปล่าล่ะ ข้าลองไปถามท่านหมอดูแล้ว เขาบอกว่าใช้เวทแบบนี้รักษาได้”

“อืม...”

“รีบไปเถอะ จะตามไม่ทันแล้ว” ฟีอาร์เห็นแฟริชเดินช้าลง เธอจึงรีบฉุดมือเด็กสาวให้รีบวิ่งทันที เพราเจ้าสองคนนั่นกำลังจะคลาดสายตาไปแล้ว “เร็วเข้า เดี๋ยวไม่ทัน”

“จ้าๆ” แฟริชพูดก่อนจะถอนหายใจออกมาอีก

.................................

 

หลังจากที่พาชายหนุ่มมาถึงบ้านซอมซ่อของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เฮทิสก็รีบไปชงชาแดงร้อนๆมาให้เขาทันที เวอร์เทียสมองมันด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ พลางคิดว่าในน้ำชาจะต้องมียาพิษใส่อยู่แน่ๆ

เวอร์เทียสนั่งลงที่เก้าอี้นวมตัวยาว และยอมรับถ้วยน้ำชาตามมารยาท ก่อนจะหันไปมองรอบตัว ที่นี่เป็นบ้านไม้ที่ถูกทาด้วยสีแดง แต่บัดนี้มันลอกออกไปกว่าครึ่ง ภายในห้องเล็กๆดูรก มีของใช้วางรวมกันระเกะระกะ เห็นแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเป็นรังหนูมากกว่าจะเป็นบ้านของภูต

เฮทิสนั่งลงข้างๆชายหนุ่มที่กำลังเหม่อ เขาวางมือลงที่หน้าขาของอีกฝ่ายอย่างถือสิทธิ์ แต่เจ้าตัวก็รีบปัดมันออกอย่างรวดเร็ว

“แหม ทำเป็นหวงตัวไปได้ เจ้าเป็นคนบอกเองนะ ว่าให้ข้าพามาที่เงียบๆ ให้เราได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง ในเมื่อไม่มีใครอื่นแล้ว จะอายไปทำไม”

เมื่อได้ยินคำพูดของบุรุษตรงหน้า เวอร์เทียสก็หน้าแดงขึ้นทันที ไม่ใช่เพราะความเขินอายอย่างที่เฮทิสคิด แต่เป็นความโกรธที่กำลังจะปะทุ

ขณะนี้ความคิดหนึ่งได้แล่นเข้ามาในสมองของเวอร์เทียส ชายหนุ่มคิดว่าตนน่าจะฆ่าปิดปาก แล้วเอาเลือดของเจ้าภูตจิตไม่สมประกอบกลับไปสักลิตรสองลิตร แทนการยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัวแบบนี้

แต่ที่ไม่ทำ เพราะมันผิดกฎหมาย และเลือดที่นำกลับไปก็ใช้ไม่ได้อีกด้วย พ่อของเขาบอกว่าถ้าใช้กำลังแย่งมา เลือดก็จะไม่มีพลัง ซึ่งจะทำให้ยาพลังที่ปรุงสำเร็จไม่มีประสิทธิภาพ จนถึงขั้นบริโภคไม่ได้อีกด้วย

“ยุ่งยากเป็นบ้า” เวอร์เทียสพึมพำกับตนเอง พลางมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนไม่วางตา เป็นเพราะเขารู้สึกไม่ไว้ใจบุรุษคนนี้มาก และกลัวว่าถ้าตนเผลอ จะถูกทำอะไรมิดีมิร้ายได้

“ไม่ยุ่งยากหรอก มาเริ่มกันดีกว่าเนอะ รูปหล่อ”

เมื่อพูดจบเฮทิสก็ค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้น เวอร์เทียสกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ พลางผลักร่างหนาที่จู่โจมเข้ามาให้พ้นทาง ก่อนจะลุกขึ้น และรีบเดินออกจากบ้านเล็กๆทันที ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาก็ทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ

“จะรีบไปไหน เจ้ามาถึงบ้านข้าแล้ว ข้าจะไม่มีทางปล่อยเจ้าไปง่ายๆ” เฮทิสไม่ยอมเลิกรา กระโจนเข้ามาหมายจะกอดเขาจากด้านหลัง เวอร์เทียสพลิกตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว ทำให้ชายหนุ่มล้มคะมำไปกับพื้น

“ขอโทษนะ ฉันทำใจไม่ได้” เวอร์เทียสตัดสินใจแล้วว่า จะกลับไปบอกพ่อให้ใช้คนอื่นมาทำแทน เขาคิดว่าอย่างไรค่าตัวของเขา ก็ต้องแพงกว่ายาพลังเพี้ยนๆนั่นอยู่แล้ว

“งั้นก็คงต้องใช้กำลังซะแล้ว” ว่าพลางร่ายเวทสะกดมาที่ชายหนุ่มอย่างไม่รอช้า และก็โชคร้ายที่เขาก็ดันหลบไม่ทัน

เวอร์เทียสตัวแข็งทื่อราวท่อนไม้ ทันทีที่ถูกเวทมนตร์ของเฮทิส เขาแสยะยิ้มเย็น พลางลุกขึ้นยืน ก่อนจะอุ้มร่างของชายหนุ่มกลับไปที่เก้าอี้นวม

“ปละ...” เวอร์เทียสพยายามส่งเสียง แต่เสียงของเขาก็ถูกเวทมนตร์สะกดไว้ด้วย

“ข้าสัญญา ไว้พวกเราสนุกกันเสร็จ แล้วข้าจะให้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ” เฮทิสพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ถึงจะพูดแบบนั้นได้ แล้วเขาจะเอาทุกอย่างที่เวอร์เทียสต้องการมาให้ได้อย่างไร ทั้งที่ตนเองแทบไม่มีเงินเลย

ในขณะที่ริมฝีปากกำลังจะทาบทับลงมา เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ทำเอาเฮทิสต้องหันไปมองผู้บุกรุกทั้งสองด้วยสายตาไม่พอใจอย่างรุนแรง

“พะ...พวกนาย กะ...กำลัง...” แฟริชเอ่ยเสียงสั่น ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมา เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มทั้งสองกำลังนอนทับกัน ส่วนฟีอาร์ก็ตกใจตาค้างตัวเกร็งไปเป็นที่เรียบร้อย

“พวกเจ้าบังอาจมาขัดความสำราญของข้า” เฮทิสลุกขึ้นมา ก่อนจะร่ายเวทโจมตีทันที

“กรี๊ดดด...” แฟริชกรีดร้อง เมื่อพบว่าลูกไฟกำลังพุ่งเข้ามาใส่ตน เป็นเพราะยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว เธอจึงทำอะไรต่อไปไม่ถูก

ฟีอาร์ได้สติรีบใช้พัดในมือรับลูกไฟของเฮทิสได้อย่างทันท่วงที หญิงสาวส่งสายตาแข็งกร้าว ให้ชายหนุ่มที่กำลังยืนประจันหน้ากับตน

“มีอะไรนางหัวแดง ถ้าไม่รีบไปตอนนี้อย่าว่าข้าใจร้ายนะ” เฮทิสตวาด ก่อนจะขมวดคิ้วอย่างหัวเสีย

“คิดว่าเจ้าจะสู้ข้าได้เหรอ เจ้าภูตยาจก” หญิงสาวสวนกลับ

แฟริชส่ายศีรษะ เมื่อเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันตั้งแต่พบหน้า เด็กสาวเลิกใส่ใจ และรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของเวอร์เทียส ที่ยังนอนนิ่งอยู่ที่เก้าอี้นวมตัวยาว

“ถูกสะกด” แฟริชพูดพลางขมวดคิ้วแน่น “โชคดีนะที่มียามาด้วย” ว่าพลางก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย และหยิบยาเม็ดสีรุ้งออกมาใส่ปากของชายหนุ่มอย่างรอช้า

หลังจากเด็กสาวยัดยาลงคอไป อาการตัวแข็งก็หายเป็นปกติ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพลางมุ่นหัวคิ้วอย่างสงสัย เพราะรู้สึกว่ายาที่เด็กสาวให้กิน มีพลังบางอย่างที่คุ้นเคยมากซ่อนอยู่ในนั้น

และแล้วเขาก็นึกออก...

พลังเวทของชาฟีส พ่อของเขาเป็นคนปรุงยานี้ เด็กสาวต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับชายวัยกลางคนผู้นั้น อาจจะเป็นลูกค้า หรือผู้ช่วยงานก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เธอจะมาที่นี่และตามหาวัตถุดิบเช่นเดียวกับเขาไปเพื่ออะไรอีก

“อย่ามายุ่งกับเหยื่อของข้า” เฮทิสตวาดลั่นห้อง และสร้างลำแสงออกมาโจมตีใส่เด็กสาว เธอเบี่ยงตัวหลบ แต่ก็สะดุดข้าวของที่วางเกลื่อนกลาด จนล้มลงไปกระแทกพื้นอย่างแรง

เฮทิสกำลังจะโจมตีใส่เด็กสาวอีกครั้ง แต่เวอร์เทียสก็รีบสร้างม่านพลังขึ้นมาป้องกันให้ ก่อนจะพยุงเด็กสาวให้ลุกขึ้น

“ขะ...ขอบใจนะ” แฟริชกล่าว ใบหน้าแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น

“ปล่อยเหยื่อของข้าเดี๋ยวนี้นะ” ดวงตาสีแดงเพลิงของเฮทิสกลายเป็นสีเขียว เขี้ยวเล็กๆงอกขึ้นมา เล็บสีดำคมกริบยาวออกมา

“โดนเวทมนตร์ของปีศาจจริงๆด้วย” แฟริชพูดขึ้น และพยายามครุ่นคิดวิธีการที่จะช่วยเหลือชายหนุ่ม

“ยาที่เธอให้ฉันกินหมดหรือยัง” เวอร์เทียสถามเด็กสาว ที่ตอนนี้กำลังขมวดคิ้วแน่นเป็นปม

“เหลืออีกเม็ดนึง” เธอตอบ ก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบมันออกมา ส่งให้เขาอย่างรวดเร็ว

“ยาอันนี้น่าจะพอช่วยได้ เธอกับแฟริชต้านเฮทิสเอาไว้ก่อนนะ ฉันจะปรุงยารักษาให้” เวอร์เทียสกล่าว เขาพอจะได้เรียนวิธีปรุงยาแขนงต่างๆ จากชาฟีสมาบ้าง เพื่อไว้ใช้ในยามจำเป็น

พวกเธอหยักหน้ารับพร้อมกันอย่างรวดเร็ว และรีบเข้ามายืนล้อมเฮทิสเอาไว้ ส่วนเวอร์เทียสก็ค้นกระเป๋าของตน และหยิบสมุนไพรหลายอย่าง รวมถึงหม้อเวทมนตร์ขนาดพกพา ที่นำมาโดยบังเอิญออกมาอย่างไม่รอช้า

ชายหนุ่มวางเม็ดยาสีรุ้ง และเลือกสมุนไพรที่ต้องใช้ ก่อนจะร่ายเวทใส่หม้อ ควันสีรุ้งก่อตัวขึ้นเมื่อเขาเอาส่วนผสมทั้งหมดมารวมกัน

“เจ้ากำลังจะทำอะไร” เฮทิสตะโกนขึ้น พลางร่ายเวทใส่ฟีอาร์และแฟริช

“เวทแบบนี้ของปีศาจอะไรเนี่ย” แฟริชมีสีหน้าตกใจ เพราะถูกลำแสงสีเขียวพุ่งเข้ามาห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ฟีอาร์เห็นดังนั้น จึงรีบแก้เวทของเฮทิส แต่มันก็ไม่เป็นผล หญิงสาวเลิกสนใจแฟริช แล้วรีบร่ายเวทโจมตีภูตหนุ่มทันที

ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากพัดของฟีอาร์ และพุ่งตรงไปที่ร่างของเฮทิส แต่เขาก็ใช้เวทเบี่ยงทิศทางของลำแสง ทำให้มันหักเหไปที่ชายหนุ่มอีกคนทันที

เวอร์เทียสที่กำลังวุ่นอยู่กับการปรุงยา รีบสร้างม่านพลังขึ้นมาป้องกัน เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะถูกโจมตี เขาหันไปเห็นแฟริชที่ล้มลงกองกับพื้น และมีทีท่าทรมานอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รู้สึกอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

“เราต้องจัดการกับปีศาจในร่างของเฮทิสให้ได้เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นแฟริชจะกลายเป็นแบบเขาไปด้วย” ฟีอาร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ยาต้องใช้เวลาเคี่ยวสักพัก ถึงจะใช้ได้” เวอร์เทียสพูดพลาง รีบใช้เวทเคี่ยวยาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเพราะพลังปรุงยาของเขายังไม่กล้าแข็งพอ จึงต้องใช้เวลานานพอสมควร ถ้าเป็นชาฟีส ยาแค่นี้แค่ร่ายเวทใส่รอบเดียวก็ใช้ได้แล้ว

ฟีอาร์สร้างม่านอาคมเพลิงขึ้นล้อมรอบเฮทิส เพื่อกักขังร่างกายและพลังเวทของเขาไว้ และพยายามแก้เวทให้แฟริชอย่างสุดความสามารถ อย่างน้อยก็ต้องถ่วงเวลาไว้ให้ได้มากที่สุด

“กรี๊ดดด...” แฟริชกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนร่างกำลังจะแตกสลาย จิตใจก็แทบจะควบคุมไม่ได้เข้าไปทุกที

“เร็วหน่อย ข้าจะไม่ไหวแล้ว” ฟีอาร์พูด ก่อนจะกัดฟันเรียกพลังเวทของตนออกมา ขณะนี้พลังของเธอกำลังจะหมด เพราะต้องต่อกรกับพลังเวทถึงสองทางในเวลาเดียวกัน เกรงว่าถ้าช้ากว่านี้ ร่างกายจะแบกรับไว้ไม่ไหว

กว่ายาจะปรุงเสร็จ ต้องใช้เวลาอีกมากกว่ายี่สิบนาที เวอร์เทียสรีบคิดหาหนทางที่จะย่นระยะเวลาในการปรุง และแล้ว เขาก็คิดออก ถึงจะต้องใช้พลังเวทมากพอดู แต่ก็คงต้องลองเสี่ยงดู

ลำแสงสีแดงของเวอร์เทียสพุ่งใส่หม้อต้มที่กำลังเดือดพล่าน เวทมนตร์นี้เป็นเวทควบคุมการเวลา ที่สามารถเร่งเวลาให้เร็วขึ้นหรือช้าลงก็ได้ ถึงจะสะดวก แต่เป็นเวทที่ยากและซับซ้อน ที่สำคัญยังสูบพลังเวทไปมากมายเสียด้วย

เวลานี้ ชายหนุ่มนึกขอบคุณบิดาของเขา ที่บังคับให้เรียนเวทมนตร์หลายแขนง แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อย แต่มันก็ได้ใช้ประโยชน์ทุกที

เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นที่หน้าผากของเวอร์เทียส และฟีอาร์ เฮทิสพยายามทำลายม่านอาคม แฟริชก็จะเปลี่ยนร่างเป็นปีศาจให้ได้

ตกลงเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่ เวอร์เทียสได้แต่คิด...

สองนาทีต่อมา ยาก็ปรุงสำเร็จ เวอร์เทียสหยุดใช้เวทควบคุมเวลา ก่อนจะปาดเหงื่อบนหน้าผาก

“ไม่ไหวแล้วๆๆ” ฟีอาร์ตะโกนลั่น เวอร์เทียสรีบนำยาสีรุ้งออกจากหม้อ และนำมันไปให้หญิงสาวอย่างไม่รอช้า

“ต้องทำให้เฮทิสกินเข้าไปให้ได้”

“ข้าจัดการเอง” ว่าพลางใช้เวทเปลี่ยนตัวยาให้กลายเป็นลำแสง พุ่งไปที่ม่านอาคมทันที เมื่อมันผสานรวมกัน เฮทิสก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่เสียงของเขากลับกลายเป็นเสียงใหญ่ของหญิงวัยกลางคน แทนที่จะเป็นเสียงของชายหนุ่ม

“ถูกปีศาจผู้หญิงสิงอยู่จริงๆด้วย ถึงว่าถึงได้ไปหลงรักเจ้าได้” ฟีอาร์กล่าว หลังจากที่เห็นลำแสงสีเขียวพุ่งออกไปจากร่างของเฮทิส และอันตรทานหายไป

“ท่าทางมันจะไม่ได้หลงรักฉันหรอกมั้ง จะจับกินมากกว่า” เวอร์เทียสบ่นเมื่อนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของชายหนุ่ม

อย่ามายุ่งกับเหยื่อของข้า

ตอนนี้ทั้งเฮทิสและแฟริชปลอดภัยแล้ว เพราะปีศาจถูกกำจัด เวทที่เด็กสาวโดนจึงสลายไปด้วย

“เฮ่อออ...” ฟีอาร์ทรุดตัวลงนั่ง ทั้งเฮทิสและแฟริชอยู่ในสภาพหมดสติ ส่วนเวอร์เทียสก็กำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋า

ฟีอาร์มองมาที่ชายหนุ่มที่กำลังเก็บของ สลับกับคนอีกสองคนที่นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว ก่อนจะหลับตาลง และล้มตัวลงนอนเพราะความเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้เธอรู้สึกง่วงมาก จนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นเลย

หลังจากเก็บของของตนเสร็จเรียบร้อย เวอร์เทียสก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้นวม เขาพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็คิดไม่ออกสักที

ชายหนุ่มถอนหายใจ พลางหยิบนาฬิกาพกออกมาดูเวลา และแล้วเขาก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม

เขาต้องออกจากเมืองแห่งภูตก่อนอาทิตย์ตกดินในวันรุ่งขึ้น และต้องนำหยดเลือดภูตกลับไปให้ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มทำให้ภูตสักตนหลงรักเลย แล้วมันจะทันการณ์มั้ยนี่

เฮทิสรู้สึกตัวตื่นขึ้น และมองมาที่ชายหนุ่มที่กำลังแสดงสีหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็นปม ฝ่ามือก็กำแน่นจนกลายเป็นสีแดง

“เป็นอะไรน่ะ เรื่องราวก็เป็นปกติแล้วนี่ ขอบใจนะที่ช่วยข้า” เฮทิสเอ่ยขึ้น ทำให้เวอร์เทียสที่กำลังนั่งก้มหน้า ต้องหันไปมอง

“รู้สึกตัวแล้วเหรอ” เขากล่าวเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะละสายตาจากเฮทิส

“ดูเจ้าเครียดๆนะ มีปัญหาอะไรหรือ บอกข้าได้นะ เผื่อข้าจะช่วยได้” เฮทิสพูดยิ้มๆ “ถือเป็นการขอบคุณที่ช่วยแก้เวทไล่ปีศาจให้ข้า”

เวอร์เทียสมองเฮทิสด้วยสายตาลังเล เขาควรจะขอหยดเลือดจากชายหนุ่มคนนี้เป็นการตอบแทนหรือไม่

“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า จะให้ข้าช่วยอะไรก็บอกมา”

“งั้นนายตามฉันออกไปข้างนอกหน่อย เรื่องที่ฉันจะให้ช่วยมันเป็นความลับ” เวอร์เทียสกล่าวหลังจากที่ครุ่นคิดไปสักพัก เป็นเพราะในนี้มีแฟริช และฟีอาร์อยู่ด้วย ถึงแม้พวกเธอจะหมดสติ แต่เขาก็ไม่มั่นใจว่า ทั้งสองคนจะไม่ได้ยิน

เฮทิสพยักหน้าพลางลุกขึ้นตามเวอร์เทียสอย่างว่าง่าย ทั้งสองคนเดินออกไปจากบ้านหลังเล็ก ก่อนที่ภูตหนุ่มจะพาเขาไปที่ห้องลับของบ้าน เพื่อจะได้พูดคุยอย่างสบายใจ

เวอร์เทียสถูกพาเดินลงบันไดซึ่งอยู่ด้านข้างของตัวบ้าน มายังห้องใต้ดินสีดำมืด ภายในนี้มีฝุ่นเขรอะ และข้าวของวางระเกะระกะ ท่าทางชายหนุ่มเจ้าของบ้าน จะไม่เคยลงมาทำความสะอาดที่นี่เป็นเวลานานมากแล้ว ถึงได้ดูเก่าและโทรมกว่าตัวบ้านข้างบนที่โทรมอยู่แล้วเป็นอย่างมาก

“ในนี้ไม่มีใครได้ยินหรอก จะพูดอะไรก็พูดมาได้แล้ว” เฮทิสพูดยิ้มๆ หลังจากสร้างลูกไฟเพื่อให้แสงสว่าง

เวอร์เทียสปั้นหน้าไม่ถูก และพูดไม่ออกเนื่องจากสำลักฝุ่น เมื่อได้เห็นสภาพห้องที่ไม่น่ารื่นรมย์ และไม่เหมาะที่จะใช้สนทนาเรื่องงานแล้ว ก็ทำให้เขาไม่มีอารมณ์จะกล่าวอะไรต่อ

นี่จะพามาคุยงานจริงๆ หรือว่าจะมาฆ่าหมกตู้เก่าๆในนี้กันแน่ หรือว่า...

เวอร์เทียสเรียกดาบของตนออกมา และสร้างม่านพลังขึ้นมาป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ เมื่อคิดได้ว่าเฮทิสอาจจะถูกปีศาจครอบงำอยู่

“ปีศาจยังไม่ออกจากร่างของนายใช่มั้ย” เวอร์เทียสตะโกนถาม ก่อนจะร่ายเวทเตรียมต่อสู้

“เจ้าก็คิดมากเกินไป ข้าก็แค่หาห้องลับๆ ให้เจ้าพูดความลับออกมาก็แค่นั้นแหละ” เฮทิสพูดต่อด้วยน้ำเสียงขบขัน ชายหนุ่มคนนี้ท่าทางจะคิดมากเกินไป

เมื่อเห็นว่าบุรุษตรงหน้าไม่มีพิษมีภัย และยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ชายหนุ่มก็เก็บดาบของเขา แต่ก็ยังไม่กล้าคลายม่านพลังอยู่ดี เพราะไว้อย่างนี้มันสบายใจกว่า

“งั้นจะเริ่มพูดแล้วนะ ฉันต้องการเลือดของนายสักหยด แบบที่นายให้ฉันเพราะหลงรักฉัน” เวอร์เทียสพูดอย่างไม่อ้อมค้อม ทำให้ภูตหนุ่มขมวดคิ้วแน่น

“นี่เจ้า...มันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” เฮทิสมีสีหน้าลังเล เขารู้ว่ามนุษย์มาเอาเลือดของภูต เพื่อไปปรุงยาพลังบำรุงธาตุ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม ถ้าถูกจับได้คงไม่มีทางตายดีเป็นแน่

“เถอะน่า แค่หยดเดียวเอง ไม่มีใครรู้หรอก ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ฉันอุตส่าห์ปรุงยาช่วยชีวิตนายไง” ชายหนุ่มพยายามโน้มน้าว “แล้วนายก็ให้ฉันเพราะเป็นหนี้บุญคุณ ฉันไม่ได้หลอกลวงนายสักนิด ฉันสัญญาว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะไม่พูดชื่อนาย แต่ยังไงภูตก็ไม่มีความผิดเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์อยู่แล้ว ช่วยฉันหน่อยนะ”

เฮทิสพยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ ทุกอย่างที่ชายหนุ่มพูดดูมีเหตุผล เขาก็แค่ยอมมอบเลือดให้เท่านั้น ส่วนเรื่องผิดกฎหมายไม่ผิดกฎหมาย มันก็ไม่เกี่ยวกับภูตอย่างเขาอยู่แล้ว เพราะคนทีจะได้รับโทษจากการปรุงยาพลังต้องห้ามจริงๆ ก็มีแต่พวกมนุษย์เท่านั้น

“งั้นข้าจะให้เลือดเจ้าสักแก้ว เผื่อเอาไว้ใช่คราวหน้าด้วยเลย จะได้ไม่ต้องเสี่ยงเข้ามาที่นี่บ่อยนัก แต่เลือดของภูตธาตุไฟ ก็ใช้ปรุงได้แต่พลังยาของธาตุไฟ ถ้าต้องปรุงธาตุอื่นก็ค่อยมาหลอกคนอื่นใหม่ละกัน” เฮทิสพูดพลางเรียกดาบของตนออกมา และกรีดมันลงที่ข้อมือของตนอย่างไม่รอช้า ถึงจะไม่ได้มาจากการทำให้หลังรัก แต่ถ้าภูตยอมมอบให้โดยไม่ได้ใช้กำลังแย่งมา ก็ถือว่าเลือดนั้นยังใช้ปรุงยาพลังได้อยู่

 

เลือดสีแดงสดไหลออกมารวมตัวกัน เป็นหยดน้ำขนาดเท่ากำปั้นด้วยเวทมนตร์ของเฮทิส เวอร์เทียสเห็นดังนั้น จึงรีบหยิบแก้วเงินออกมารองรับมันทันที

“ขอบคุณมาก” เขากล่าวพลางปิดฝาแก้วด้วยเวทมนตร์คงสภาพทันที “งั้นฉันลาตรงนี้เลยนะ จะรีบกลับคืนนี้เลย” ว่าพลางรีบเดินออกจากห้องแคบๆนั่นทันที

“ก่อนเจ้าไป ข้าขอจูบเจ้าสักครั้งได้ไหม” น้ำเสียงขี้เล่นของเฮทิสดังมาหยุดฝีเท้าของเขา ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ตกลงตาภูตนี่จิตไม่สมประกอบจริงๆสินะ

เวอร์เทียสก้าวเท้าเดินต่ออย่างไม่ใส่ใจ ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตนี้เขาก็ไม่มีทางยอมประกบปากกับคนเพศเดียวกันอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็ยอมตายเสียดีกว่า

“ข้าล้อเล่นน่า ฮ่าๆๆ” เฮทิสพูด ก่อนจะขำออกมา เขาเดินตามเวอร์เทียสขึ้นมาจากห้องใต้ดิน และกลับเข้าบ้านของตนไป ในบ้านหลังนั้น ก็ยังมีผู้หญิงสองคนกำลังนอนหมดสติอยู่

“ฝากดูแลพวกเธอด้วยละกัน” เวอร์เทียสตะโกนมา ทำเอาหัวคิ้วของเฮทิสขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ เรื่องฝากดูแลฟีอาร์ เขายอมรับได้ แต่แฟริชเป็นคนรักของเวอร์เทียสไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องฝากเธอไว้ที่นี่ด้วย

“แฟริชไม่ใช่คนรักของฉัน แต่เธอเป็นตัวกวน นายก็รับๆไปเถอะ ยังไงนายก็ได้ยาแก้เวทของแฟริชช่วยไว้ส่วนหนึ่ง ดูแลเธอแบบผู้มีพระคุณละกัน” เวอร์เทียสพูดอย่างกับอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก

หลังจากเห็นเฮทิสพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยพอใจแล้ว เวอร์เทียสก็ออกเดินทางกลับเมืองโซนาเลียทันที ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า ถ้ารีบออกเดินทาง ก็จะถึงที่หมายในเช้าของวันมะรืน

เวอร์เทียสนึกถึงแฟริช และเริ่มรู้สึกสงสารเด็กสาว เขาใจร้ายไปไหม ที่ไม่ยอมแบ่งอะไรให้เธอสักอย่าง ทั้งเกล็ดมังกรเพลิง ทั้งเลือดของภูตธาตุไฟ ก็เอามาคนเดียวทั้งหมด แต่ช่างมันเถอะ เพราะอย่างไร แฟริชก็เป็นตัวเจ้าปัญหา ที่เกือบทำเขาตาย ดังนั้นจึงต้องเอาคืนเสียบ้าง

ชายหนุ่มเลิกคิดอะไรฟุ้งซ่าน และรีบเดินทางเช่นทุกครั้ง แต่หลังจากที่เดินทางไปไม่นาน เขาก็เริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังเดาไม่ออกว่า มันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่

.................................................

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป น้ำซุปเกล็ดมังกรก็ปรุงสำเร็จ วันนี้เป็นวันที่ชาฟีสจะนำซุปไปส่งให้เศรษฐีมิลเลส ซึ่งเป็นการส่งก่อนกำหนดเวลา ทำให้ท่านเศรษฐีพอใจมาก

ณ คฤหาสน์แมควาเล็น

เวอร์เทียสที่ถูกบิดาลากมาส่งซุปเกล็ดมังกรด้วยกัน มองไปรอบๆคฤหาสน์หรูหลังใหญ่ กำแพงภายในนี้ถูกทาด้วยสีเหลืองทอง และประดับประดาไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ตามกรอบประตูและหน้าต่าง โคมไฟห้อยผนังก็ทำจากเพชรและคริสตัลที่ส่งประกายแวววับ เครื่องใช้ส่วนใหญ่เป็นโทนสีอ่อนดูเรียบหรู แต่สำหรับห้องนัดส่งของ เป็นสีชมพูอ่อนสบายตา

“มากันแล้วค่ะ ท่านพ่อ” เสียงคุ้นเคยของเด็กสาวคนหนึ่งดังมา ทำให้คิ้วด้านขวาของเวอร์เทียสกระตุกรัวๆ

เสียงนี้มันเป็นของแฟริช แมควาเล็น !!!!!!!!!!

เขาก็เอะใจตั้งแต่มาถึงที่นี่แล้ว ว่าเหตุใดชื่อคฤหาสน์ถึงได้คุ้นหูนัก ที่แท้ก็เป็นนามสกุลของเด็กสาวจอมป่วนคนนั้นนี่เอง

เวอร์เทียสมองแฟริชที่เดินเข้ามาเชื้อเชิญให้พวกเขา เดินไปนั่งที่โต๊ะตัวใหญ่กลางห้องอย่างไม่วางตา เพราะวันนี้เธอแต่งตัวทำผมจนงดงามหมดจด จึงยากที่จะละสายตาได้ อย่างไรเขาก็ยอมรับว่าเด็กสาวคนนี้ ทั้งสวยและมีเสน่ห์เกินผู้ใดจริงๆ

“แหม บุตรชายท่านพ่อครัวมองแฟริชไม่วางตาเลยนะ บุตรสาวของกระผมงดงามมากล่ะซี” เศรษฐีมิลเลสที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะกล่าว ก่อนจะยิ้มอย่างอารมณ์ดี

ชาฟีสและเวอร์เทียสก้มศีรษะคำนับตามมารยาท มิลเลสจึงพยักหน้ารับอย่างยินดี

“ท่านปรุงเสร็จก่อนเวลา ข้าจะให้รางวัลท่านอย่างงาม”

“ขอบคุณท่าน เป็นเพราะบุตรชายของกระผมยอมลุยหาวัตถุดิบให้ จึงสามารถรวบรวมได้ครบอย่างรวดเร็ว”

“ได้ข่าวว่าเขาสามารถรวบรวมเกล็ดมังกรและหยดเลือดภูต ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ช่างเก่งกล้าสามารถอะไรเช่นนี้” มิลเลสกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม แต่เวอร์เทียสกลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เพราะไม่รู้ว่าบุตรสาวตัวดีของเขาจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทางไปเล่าให้ฟังหรือไม่

เวอร์เทียสได้แต่ก้มศีรษะเล็กน้อยรับคำชมเชย ไม่กล้าแม้แต่จะพูดหรือหันไปมองหน้าเจ้าบ้านทั้งสอง

“เรามาตกลงเรื่องค่าตอบแทนกันดีกว่า” มิลเลสเริ่มเรื่อง “ท่านพ่อครัวคิดว่า จะคิดราคาน้ำซุปเกล็ดมังกรเท่าไหร่ดี ท่านคงคำนวณมาเรียบร้อยแล้ว แต่ข้าจะให้มากกว่านั้นสองเท่าเป็นรางวัลที่ปรุงเสร็จก่อนเวลา” เมื่อกล่าวจบ ก็ยิ้มอย่างเป็นกันเอง

“ท่านก็รู้ว่ามันราคาแพงมากอยู่แล้ว ยังจะกล้าให้เป็นสองเท่า ใจปล้ำเสียจริงนะ” ชาฟีสพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง พลางยักคิ้วเล็กน้อย “ทั้งหมดห้าสิบล้าน สองเท่าก็หนึ่งร้อยล้าน” นั่นเป็นราคาตามจริง บวกความหน้าเลือดของเขาไปเล็กน้อย

เงินหนึ่งร้อยล้านถือเป็นเรื่องจิ๊บจ้อยสำหรับเศรษฐีมิลเลส และยังถือว่าเป็นจำนวนเงินอันคุ้มค่า ที่จะแลกกับพลังเวทมหาศาล และอายุขัยถึงสองร้อยปี เขาจึงยอมจ่ายอย่างไม่นึกเสียดาย

“แต่กระผมมีอีกหนึ่งข้อเสนอ” ชาฟีสกล่าว ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย

จู่ๆเวอร์เทียสก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ดวงตาข้างขวากระตุก แต่ข้างซ้ายก็กระตุก สลับกันไปมา จนไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้เป็นบิดาจะพูดต่อไปนี้ จะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่

สายตาของชาฟีสมองไปยังเด็กสาว ซึ่งยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง เธอมีสีหน้าฉงนเล็กน้อย หัวคิ้วเลิกขึ้น แต่เจ้าตัวกลับยิ้มหวานล้ำมาให้

“กระผมอยากได้บุตรสาวของท่านเป็นลูกสะใภ้ แลกกับการปรุงยาและอาหารให้ท่าน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในครั้งนี้และต่อๆไป” ชาฟีสพูดอย่างไม่อ้อมค้อม

เมื่อได้ยินดังนั้น เวอร์เทียสก็หันมามองบิดาด้วยสายตาไม่พอใจ เขาไปตกลงตอนไหน ว่าจะแต่งงานกับแฟริชตัวป่วนนั่น

ทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งเงียบรอคำตอบจากเศรษฐีมิลเลส แฟริชมองเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะส่งสายตาเป็นประกายไปให้ เมื่อเขาได้รับรู้การตัดสินใจผ่านดวงตาของบุตรสาว จึงตอบออกไป...

เวอร์เทียสกุมขมับมองผู้ใหญ่ทั้งสองปรึกษาหารือกัน ก่อนจะมองไปยังเจ้าสาวของตนโดยไม่รู้ตัว ภารกิจครั้งนี้ เขาคงไม่ได้สิ่งตอบแทนอื่นใด นอกจากเด็กสาวจอมป่าวคนนั้น คิดแล้วเครียดจริงๆ

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างยอมรับชะตากรรม คิดต่อไปว่าชีวิตภายภาคหน้าของเขาจะเป็นเช่นไร มันคงจะป่วนแสนป่วน ชีวิตคงไม่เป็นสุขไปตลอดอย่างแน่นอน

แต่ว่าก็ว่านะ ก็เขาเป็นลูกกตัญญู ยอมเชื่อฟังคำสั่งของพ่อนี่เนอะ อย่างไรฟ้าดินก็คงไม่ทอดทิ้งหรอก ฮ่าๆๆ

“เวอร์เทียส เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันเถอะ ปล่อยให้ผู้ใหญ่เค้าคุยกัน” เสียงหวานพูดกับเขา ทำให้ชายหนุ่มต้องลุกตามเธอออกไปอย่างช่วยไม่ได้
             
            ก็บอกแล้วไงว่า ทำเรื่องผิดกฎหมาย ความซวยก็จะตามมาอย่างนี้
ไงล่ะ... 





ฝากดูคำผิด และคอมเม้นเนื้อเรื่องด้วยนะคะ
ตรงไหนเร็วไป หรืออ่านไม่เข้าไจบอกตามตรงเลยน้า
ขอบคุณมากค่ะ 


 
 
 

ผลงานอื่นๆ ของ ArtaniA

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 Lyaly
    วันที่ 6 มกราคม 2558 / 18:01
    สู้ๆนะคะพี่อุ้ม ลยามาให้กำลังใจ อิๆ
    #4
    0
  2. วันที่ 4 มกราคม 2558 / 08:47
    อ่านจบแล้วน้า คำผิดนี่ยังไม่เจอ เนื้อเรื่องก็โอเค เป็นกำลังใจให้จ้า
    #3
    0
  3. #2 Denistt
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 08:09
    เท่าทีดู ยังไม่เจอคำผิดนะ(แต่อ่านเร็วๆอาจจะพลาดได้) แต่ประโยค "ไม่หมดไปเป็นเวลาถึงหนึ่งร้อยปี" มันอ่านแล้วแปลกๆ ถ้าลองเปลี่ยนเป็น "จะคงอยู่ได้ไปอีกนับร้อยปี" หรืออย่างอื่นจะดีกว่าไหม

    ภาษายังอ่านง่ายเหมือนเดิม ตัวละครก็มีชีวิตชีวา น่ารักดีค่ะ^^
    #2
    0
  4. #1 enum
    วันที่ 24 ธันวาคม 2557 / 19:45
    หงะ นึกว่ามีเรื่องแล้ว
    #1
    0