งูพิษกัด : เซรุ่มคือทางรอดของชีวิต ? ? ![]()
ข่าวผู้ถูกงูพิษกัดเสียชีวิตตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ได้เรียกร้องให้สังคมหันมามองปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยในด้านนี้มากขึ้น หลายๆครั้ง การเสียชีวิตของคนที่ถูกงูพิษกัดได้รับการมองว่าเกิดจากปัญหาการขาดแคลนเซรุ่มแก้พิษงู หรือการได้รับเซรุ่มไม่ทันท่วงที เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตจากงูพิษกัดที่เผยแพร่ทางสื่อต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้เช่นกัน บทความนี้ต้องการสื่อให้สังคมคำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรอดชีวิตของผู้ถูกงูพิษกัด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีเซรุ่มแก้พิษงูอย่างเพียบพร้อมหรือไม่มีเซรุ่มเลยก็ตาม
งูกัดเป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานจากประเทศพม่า ศรีลังกาและไทย พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกงูกัดในอัตรา 3.3, 6.0 และ 0.9 ต่อประชากรหนึ่งแสนคนตามลำดับ ในประเทศไทยจำนวนผู้ถูกงูกัดยังไม่ลดลง เช่น ระหว่างปี 2494-2496 มีจำนวน 2,316 คน ขณะในปี 2520 มีจำนวน 4,498 คน (ศรชัย หลูอารีย์สุวรรณ,2532) ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังอาจน้อยกว่าความเป็นจริงเพราะเป็นจำนวนที่เก็บบันทึกจากสถานพยาบาลเท่านั้น จากการศึกษาสาเหตุการตายของผู้ถูกงูกัด ในปี 2524-2529 ในโรงพยาบาล 84 แห่งของศรชัย หลูอารีย์สุวรรณและคณะ พบว่า จากจำนวนผู้ถูกงูกัดและนำงูมาด้วย 1,626 ราย มีอัตราตายร้อยละ 2.3 ซึ่งสาเหตุการตายในด้านการรักษาเกิดจาก การได้รับเซรุ่มแก้พิษงูไม่พอ การได้รับเซรุ่มแก้พิษงูไม่ตรงกับงูที่กัด ปัญหาความบกพร่องในการใช้เครื่องช่วยหายใจ การมาถึงโรงพยาบาลช้า เป็นต้น
หากพิจารณาในแง่ของการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูในประเทศไทยซึ่งมีองค์กรที่ผลิตคือ สถานเสาวภาและองค์กรเภสัชกรรม มีการผลิตเซรุ่มแก้พิษงูแต่ละชนิด (หมายถึงไม่สามารถแก้พิษงูอื่นๆที่ไม่ตรงชนิดกันได้แม้จะจัดอยู่ในพิษที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกายประเภทเดียวกัน ) อยู่ 6 ชนิด คือ เซรุ่มแก้พิษงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูกะปะ งูแมวเซา และงูเขียวหางไหม้ ส่วนงูทะเลและงูทับสมิงคลายังไม่มีการผลิต
หัวใจของการแก้ปัญหางูกัดในประเทศไทย ซึ่งต้องการลดอัตราการเสียชีวิต นั้น สิ่งแรกคือ การต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าถูกงูพิษกัดหรือไม่และเป็นชนิดใด เพราะจะเป็นข้อบ่งชี้ในการรักษาและการเลือกใช้เซรุ่มแก้พิษงู นอกจากนี้ปริมาณเซรุ่มที่ใช้จะขึ้นอยู่กับอาการและอาการแสดงของผู้ได้รับพิษงูว่ามาก/น้อยเพียงใด อาการและอาการแสดงดังกล่าวจึงมักสัมพันธ์กับเวลาของการได้รับพิษและเวลาที่ได้รับการรักษาเสมอ
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญซึ่งแพทย์ผู้รักษาต้องพึงระวังก่อนการให้เซรุ่มแก้พิษงูคือความเสี่ยงต่อการแพ้เซรุ่มที่ให้ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งจะเกิดการแพ้ แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงพอแก้ไขได้แต่บางรายจะแพ้รุนแรงเช่นการหายใจล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำจนช็อคหมดสติถึงเสียชีวิต จึงต้องมีการเตรียมการรักษาอาการแพ้ไว้ด้วย อีกทั้งการทดสอบการแพ้ล่วงหน้าก่อนให้เซรุ่มก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากผลการทดสอบไม่มีความสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้นจริงหลังการให้เซรุ่ม
นอกจากนี้การให้เซรุ่มไม่ตรงกับชนิดของงูพิษที่กัดก็ไม่มีประโยชน์อันใด เช่นการให้เซรุ่มแก้พิษงูสามเหลี่ยมแก่ผู้ถูกงูทับสมิงคลากัดจะไม่บังเกิดผล เนื่องจากเซรุ่มแก้พิษงูสามเหลี่ยมไม่สามารถแก้พิษงูทับสมิงคลาได้ ทั้งๆที่งูทั้งสองชนิดมีพิษต่อระบบประสาทเหมือนกัน
ความเป็นจริงและเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจใช้เซรุ่มแก้พิษงูของแพทย์ผู้รักษาจะต้องมีเงื่อนไขทางวิชาการและรายละเอียดพอสมควร และที่สำคัญคือความร่วมมือของญาติ หรือผู้ถูกงูกัดในการให้ประวัติที่ชัดเจน จึงพอกล่าวได้ว่า แม้เซรุ่มแก้พิษงูจะมีความสำคัญมาก ก็คงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการรอดชีวิตของผู้ถูกงูพิษกัด
การรอดชีวิตของผู้ถูกงูกัดจริงๆแล้ว ขึ้นกับ "สติ" ในที่นี้ คือ "สติทั้งผู้ที่ถูกงูกัดและญาติหรือผู้ประสบเหตุ" กับ "สติของผู้ให้การรักษา" ในที่นี้ขอกล่าวเป็นที่ละส่วน
สติของผู้ที่ถูกงูกัดและญาติหรือผู้ประสบเหตุ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่ต้องดูแล ให้การปฐมพยาบาล ก่อนที่จะไปถึงโรงพยาบาลหรือได้รับการดูแลจากแพทย์ หรือหมายถึงก่อนจะได้รับยาหรือเซรุ่มใดๆ หากจะถามว่า ทำไมต้องมีสติ? เพราะต้องคำนึงเสมอว่า ข้อมูล รายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกงูพิษกัด ก่อนที่จะถึงมือแพทย์ มีส่วนสำคัญในการนำไปตัดสินใจให้การรักษา การเลือกใช้เซรุ่ม การเฝ้าระวังอาการ หรืออื่นๆ คงไม่มีแพทย์คนไหนที่สามารถมองคนถูกงูพิษกัดแล้วบอกได้ว่าเป็นงูอะไร ใช้เซรุ่มอะไร ได้โดยปราศจากข้อมูลอื่นๆประกอบ ดังนั้น สติอันดับแรก เมื่อถูกงูกัดคือ ต้องหาว่า งูอะไร ลักษณะเป็นอย่างไร ถูกกัดอยู่ที่ไหน เวลาใด บริเวณนั้นมักมีคนถูกงูกัดหรือไม่ ถ้ามีเป็นงูอะไร ถ้าสามารถนำซากงูไปโรงพยาบาลด้วยจะดีมาก แต่หากหางูไม่เจอก็ไม่ต้องเสียเวลา ให้รีบนำผู้ถูกกัดไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
สติอันดับที่สอง ขณะนำส่งโรงพยาบาลต้องชะลอหรือลดการแทรกซึมของพิษงูและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่จะตามมาภายหลัง เช่น การให้บริเวณที่ถูกงูกัดเคลื่อนไหวน้อยที่สุด การล้างแผลด้วยน้ำสะอาด การใช้เชือกหรือผ้าขนาดนิ้วก้อยรัดเหนือแผลที่ถูกกัดให้แน่นพอสมควรและคลายออกเป็นระยะๆ (การรัดแน่นเกินไปและไม่คลายออกเลยอาจทำให้เนื้อตายมากขึ้น)
สติต่อมา คือขณะนำผู้ถูกงูกัดส่งโรงพยาบาลมีอาการอย่างไร ต้องหมั่นสังเกตเพื่อจะได้ให้รายละเอียดกับแพทย์ได้
สติสุดท้าย เมื่อถึงโรงพยาบาลต้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลต่างๆโดยละเอียด และร่วมมือต่อการดำเนินการรักษาของโรงพยาบาลอย่างที่สุด
สติของผู้ให้การรักษาหรือทีมรักษาพยาบาล ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงสติในแง่ของการนำวิชาความรู้ทางการแพทย์ที่ได้ศึกษามาประกอบกับข้อมูลที่ได้รับหรือตรวจพบเพื่อการวินิจฉัยและการตัดสินใจรักษา หรือสติในแง่ของมาตรฐานการรักษา เพราะเป็นเรื่องที่เมื่อมีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ก็จะมีผู้ออกมาให้ความคิดเห็นมากมายอยู่แล้ว สติที่อยากกล่าวถึง คือ สติในแง่ความเข้าใจผู้ถูกงูกัดและญาติ ต้องเข้าใจว่า ผู้ถูกงูกัดและญาติจะมีความตกใจ กังวลต่ออันตรายถึงแก่ชีวิตที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองหรือญาติเป็นอย่างมาก และต้องการการรักษาทุกอย่างที่คิดว่าจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ เป็นอันดับแรก (อยากอธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องเข้าใจความความห่วงกังวล ความทุกข์ใจ ผูกพันกับคนที่ตนรัก หรือกลัวการลาจาก ในลักษณะที่มนุษย์ปกติทั่วไปมีอยู่ ไม่ใช่เข้าใจในทัศนคติของผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสุขภาพเข้าใจกัน ) ซึ่งจะทำให้เกิดการเตือนสติต่อมาว่า ต้องใส่ใจในการดูแลรักษาให้การพยาบาลในระดับที่สำคัญพอๆ กับให้ญาติหรือผู้นำส่ง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในดูแลการรักษา ในเรื่องต่างๆ เช่น การขอข้อมูล ประวัติการถูกงูกัด การอธิบาย การรับฟังความรู้สึก สร้างความเข้าใจ การบอกสถานการณ์ ข้อจำกัด เหตุผลต่างๆ ตามสมควร ต้องใส่ใจในการใช้ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ถูกงูกัดและญาติมาใช้ในการตัดสินรักษา เพราะการวินิจฉัยพิษงูได้อย่างรวดเร็วเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรอดชีวิตของผู้ถูกงูพิษกัด ต้องใส่ใจอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเช่น การให้หรือไม่ให้เซรุ่มแก้พิษงูในแต่ละกรณี แต่ละเวลา ข้อจำกัดที่สามารถให้/ไม่ให้เซรุ่มแก่ผู้ถูกงูกัด ตลอดทั้งการรักษาที่สามารถทำได้/ทำไม่ได้ในขณะนั้น
ทั้งหมดทั้งปวงแล้ว ก็จะพบคำตอบที่ชัดเจนว่า "เซรุ่ม" สามารถช่วยให้ผู้ถูกงูพิษกัดรอดชีวิตได้ หากมีความร่วมมืออย่างมีสติของผู้เกี่ยวข้องกับผู้ถูกงูพิษกัดทุกฝ่าย และขณะเดียวกัน"เซรุ่ม"อย่างเดียวก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการรอดชีวิต
ดังนั้น เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากงูพิษกัดแล้ว เกิดการกล่าวโทษ การหาคนถูกคนผิด การพยายามต่อสู้ด้วยข้อมูลต่างๆที่ไม่ได้หยิบยกมาโต้แย้งกันขณะที่ยังไม่ได้มีการสูญเสียชีวิตของผู้ถูกงูกัดนั้น ไม่ได้เป็นการช่วยให้มีการรอดชีวิตของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว
แต่อยากให้พิจารณาว่า หากทั้งสองฝ่าย "ต่างมีสติ ร่วมมือ รับฟัง" ซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่พลังทางความคิด ในการพัฒนาการ ป้องกันและรักษาชีวิตของผู้ถูกงูพิษกัดรายต่อไปรวมทั้งการป้องกันความขัดแย้งที่ทำให้สัมพันธภาพและความไว้วางใจเสื่อมถอย น่าจะเป็นหนทางที่ทุกฝ่ายควรเลือกหรือไม่ เพราะหลักการแยกอารมณ์ออกจากคน แยกคนออกจากปัญหา แยกปัญหาออกจากการหาแนวทางแก้ไข หรือ หลักของ"สติ"เป็นหลักของการจัดการความขัดแย้งด้วย"สันติวิธี" คงต้องฝากให้ทุกท่านพิจารณาด้วยตนเอง
ความคิดเห็น