[EXO][SF] Caffè latte [Kai x Baek]

ตอนที่ 6 : Midnight Fire [Part I]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,268
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    31 มี.ค. 56

Midnight fire

Fiction by y_prand

PART I

 










 

กาลครั้งหนึ่ง  นานมาแล้ว

เจ้าแมลงน้อยปีกบางสดใส


                             ขยับปีกไหวแผ่วเบา


หลงใหลในพระพาย

                                             ขยับล้อ หยอกเย้า


จนปีกน้อยปลิวไปตามสายลม...

 

 

 

 

 

 

           

            ทันทีที่ประตูถูกล็อคเรียบร้อย  เสียงสัญญาณและแรงสั่นจากอุปกรณ์สื่อสารที่ซ่อนอยู่ในเสื้อก็เริ่มต้น  จงอินไม่เสียเวลากับการหยิบมันขึ้นมาแนบหูขณะที่ก้าวเท้ายาว ๆ ตรงไปยังจุดหมายที่ต้องการ

 

            คยองซู

 

            [ถึงแล้วใช่ไหมครับพี่จงอิน]

 

            น้ำเสียงร่าเริงที่ดังขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าเขารับทำให้จงอินแทบจะพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ อย่างไม่สบอารมณ์  เขาจำได้ว่าบอกคยองซูไปแล้วว่าวันนี้มีงานเลี้ยง และไม่สะดวกที่จะรับโทรศัพท์  โดยเฉพาะเบอร์ส่วนตัว

 

            อย่างน้อย  คยองซูควรจะรู้ ว่าเวลาไหนควรโทร หรือไม่ควรโทร

 

 แม้ความสัมพันธ์ของเขากับเจ้าของเสียงใสจากปลายสายจะก้าวเกินมาถึงขั้นนี้แล้วก็ตาม  แต่คยองซูก็ควรตระหนักไว้เสมอ และนำสิ่งที่เขาบอกไปใช้กับทุกคน ไม่ใช่ละเว้นเพียงเขา เพราะเห็นว่าเป็นคนรักกัน

           

ถึงแล้วครับ...

 

            เสียงทุ้มตอบกลับไปเรียบ ๆ   ซึ่งอีกฝ่ายก็คงฟังออกจากนัยที่ส่งผ่านมา  คยองซูจึงเอ่ยเสียงแห้งตอบกลับมา

 

            [ขอโทษครับ  คยองซูแค่คิดถึงเฉย  ๆ  ก็เลยโทร....เพิ่งนึกได้ว่าพี่ติดธุระ]

 

            ...

 

[…นะครับพี่จงอิน... คยองซูไมได้ตั้งใจ  ขอโทษนะครับ ]

 

            “พี่บอกแล้วว่าเวลาไหนควรหรือไม่ควร...  พี่ไม่ชอบให้ใครโทรมาเบอร์ส่วนตัวตอนที่พี่ไม่สะดวก  จำได้ใช่ไหม?”

 

            [คะ ครับ  คยองซูจำได้ครับ]

 

            น้ำเสียงจืดเจื่อนที่ดังขึ้นทำให้จงอินยิ้มได้  เหตุผลหนึ่งที่เขาคบคยองซูมาได้นานขนาดนี้ก็เพราะนิสัยเข้าใจง่าย และไม่ต่อต้านคำพูดของเขาเป็นเหมือนคนอื่น ๆ ที่มักทนไม่ได้กับการถูกสอนในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ 

 

            อืม...แล้วตอนนี้ทานข้าวหรือยังครับ

 

            [ทานแล้วครับ  คยองซูซื้อของเข้ามาทำในห้องน่ะ เพิ่งอิ่มพอดีเลย]

 ทันทีที่เขาอ่อนลง  เสียงจากปลายสายก็พลันเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงร่าเริงเช่นเคย
 

            “ซื้อของ...  หัดทำอาหารเหรอครับ  ระวังมีดแล้วอย่าลืมปิดแก๊สนะครับ พวกจานชามก็ต้องระวังให้ดีนะ เรายิ่งซุ่มซ่ามอยู่

 

[ครับ... ไม่ต้องห่วงครับ  ช่วงนี้คยองซูทำคล่องแล้วนะ  ต่อไปจะทำไปให้พี่จงอินทานนะ ]

           

ครับ  เดี๋ยวพี่เข้างานก่อนนะ  งานอาจเลิกดึก  ไม่ต้องรอนะครับ

 

            [ตะ...แต่ คยองซูรอได้]

 

            จงอินส่ายหน้าให้กับเสียงอ่อน ๆ ของคนรัก ก่อนเอ่ยออกไปอย่างรู้ทัน

 

            หลับแล้วตื่นมากลางดึกมันไม่ดีหรอกนะครับ  ถ้าหลับแล้วควรหลับให้สนิท สมองจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เชื่อพี่นะครับ พรุ่งนี้พี่จะโทรหา

 

[คร้าบ... อย่าดื่มหนักนะครับ  พี่จงอินต้องขับรถกลับคนเดียว คยองซูเป็นห่วงนะ]  

 

ครับ...ราตรีสวัสดิ์

           

 

แมลงปีกบางลืมเลือนคำสอน

'อย่าหลงลมคำใคร'

สายลมฤาใช่หินผา

เพียงพลิ้วผ่านไป

พัดกรีดซ้ำบนก้อนเนื้อหัวใจ

หาใช่มั่นคง

 

 

 

 

 

            รอยยิ้มที่ระบายอยู่บนริมฝีปากค่อย ๆ จางลงเมื่อมือที่ถือโทรศัพท์ถูกลดลงข้าง คยองซูอาจไม่ทำให้เขาเทความรักจนหมดหัวใจได้ แต่ตั้งแต่ตกลงที่จะคบกับเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มีแต่แววตาใสซื่อนี้มาได้เกือบปี มันก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจมากกว่าอยู่กับใคร    

 

เขาเชื่อ  ว่าหากคบกันไปเรื่อย ๆ   ความน่ารักของคยองซู จะทำให้เขารักคยองซูจริง ๆ ได้ในสักวัน

 

สักวันหนึ่ง...

 

 


 

 

            “ตั่นต๊าลลล  ทายซิใครเอ่ย!!!!”

 

            ความมืดที่เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้จงอินแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่จนเกือบสะดุ้งสุดตัว  ทว่าสติที่ถูกเรียกกลับมาอย่างรวดเร็วทำให้เขาใช้ความนิ่งเป็นการโต้ตอบ  ฝ่ามือที่ปิดแน่นไว้บนดวงตาของเขาและเสียงใสแจ๋วข้างหูทำให้เขาต้องข่มความขุ่นเคืองในใจเอาไว้ด้วยความพยายามสูงสุด

 

            โหย  ไม่เจอกันตั้งสองปี หยิ่งชะมัด

 

            นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว คงเป็นวลีที่ถูกต้องสำหรับเหตุการณ์นี้  เมื่อความเงียบที่แทรกระหว่างกลางของคนสองคนทำให้ผู้บุกรุกร่างกายคนอื่นต้องถอนมือเรียวบางออกจากใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด  จงอินเหลือบตามองฟ้า ก่อนหมุนตัวไปเพื่อมองคนที่เขาคิดว่า ไร้มารยาทเสียเหลือเกินนี้  หากใบหน้าหวานที่บึ้งตึงกลับแกว่งตะกอนขุ่นดำที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของหัวใจให้กระจัดกระจายขึ้นมา  ตาคมเบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนกลับไปเป็นปกติเมื่อแน่ชัดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร

 

            ไอ้เรารึคิดถึงแทบตาย  ทำเหมือนคนไม่รู้จักไปได้ ชิ

 

            คุ้นเคยกับดวงตาเล็กเรียวจิกส่งประกายวาววับด้วยความขุ่นเคืองมาให้เขาอย่างไม่ปิดบัง  จมูกและริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูจัดเชิดขึ้นตามอารมณ์ของเจ้าตัว  ผิวเนียนยังคงขาวสว่างผุดผาดไม่ต่างจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ผมดำขลับเส้นเล็กละเอียดวางกรอบอยู่บนใบหน้า ไม่ยาวหรือสั้นไปกว่าเดิมมากนัก กาลเวลาไม่ได้ทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เขาคิด เว้นแต่ร่างกายบอบบางที่ดูจะบางกว่าเดิมจนเขากลัวที่จะปลิวไปกับลม และใบหน้าที่เรียวซูบลงอย่างเห็นได้ชัด  ท่ายืนกอดอกราวนักเลงโต และน้ำเสียงที่คล้ายกำลังท้าต่อยตีมากกว่าการทักทายคุ้นเคยทำให้เขาแน่เสียยิ่งกว่าแน่

 

            แพคฮยอน... พยอน แพคฮยอน

 

            ยืนตะลึงอะไรเล่า  ตกใจความหล่อเหลาของแพคฮยอนคนนี้เหรอคุณคิม จงอิน  อ้าว ๆ  ไม่ต้องเอ่ยปากชมก็ได้  พูดตรง ๆ แบบนี้เดี๋ยวเขินแย่  โฮะ ๆ  ๆ

 

            เสียงใสถูกดัดจนทุ้มนุ่มก่อนเอ่ยด้วยท่าทางของคนที่แก่กว่า มือเรียวขยับไปตบปุ ๆ ลงบนไหล่กว้าง พร้อมเสียงหัวเราะเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยชื่นชอบ แต่ก็ไม่ทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มอีกคนแปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

 

            ไรวะ  นิ่งอยู่นั่นแหละ

 

            ไม่พูดเปล่า  มือเล็กทั้งสองก็จับลงบนแก้มสากใกล้มุมปากและตั้งหน้าตั้งตา ฉีกยิ้มให้ด้วยความหวังดี?

 

            หมั่นไส้โว้ย นี่นายมางานเลี้ยงรุ่นหรือมางานศพใครกันแน่วะ

 

            “ถ้าไม่ปล่อยมือ อีกเดี๋ยวจะกลายเป็นงานศพนายแน่

 

            เสียงทุ้มตอบเนิบ ๆ ด้วยใบหน้าและดวงตานิ่งเฉย   แต่คนอย่างแพคฮยอนหรือจะกลัว

 

            โหยย นักเลง คิดว่ากลัวนักเหรอ 

 

            งานกำลังจะเริ่ม  ฉันไม่อยากให้ใครมาว่าว่าฉันเข้างานสาย... เลิกเล่นได้แล้ว

 

            “นี่มันงานเลี้ยงรุ่นนะ ไม่ใช่เข้าห้องเรียน เข้าสายอาจารย์ก็ไม่เช็คชื่อหรอก

 

            แพคฮยอน....

 

            อะไร

 

            ฉันจะเข้าไปในงาน

 

            เสียงทุ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแบบเดิม  เช่นเดียวกับมือแกร่งราวปลอกเหล็กที่คว้าข้อมือบางออกจากการใบหน้าของตัวเองด้วยท่าทางนิ่ง ๆ    สายตาเฉยเมยราวคนที่ไม่เคยรู้จักรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทำให้คนตัวเล็กกว่าเลือกที่จะไม่ต่อต้านเรี่ยวแรงมหาศาลนั้น 

 

            ริมฝีปากบางเฉียบวาดยิ้มที่จงอินต้องเบือนหน้าหนี 

 

            ยิ้มที่มาพร้อมกับหยาดน้ำตา

 

            บ้าชะมัด

 

            เรือนกายสูงใหญ่หันหลังเพื่อตรงไปยังประตูบานใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว  เสียงดนตรีจังหวะเบา ๆ ที่ดังคลออยู่เป็นอันรู้ว่างานเลี้ยงกำลังเริ่ม  สองเท้าก้าวเดินตรงแน่วโดยไม่มีท่าทีไขว่เขวต่อสิ่งใด  ทว่าเสียงเบาหวิวข้างหูและสัมผัสอุ่นจากอ้อมกอดแผ่วรวดเร็วก็ทำให้ปลายเท้าหยุดชะงักโดยไม่ทันตั้งตัว

 

            ฉันคิดถึงนายนะ...จงอิน

 

 

 

 

            ถี่...รัว

 

            ภายในอกของแมลงเม่ายามเห็นสีสันแห่งเปลวไฟคงเหมือนเขาตอนนี้

 

            ไม่....  มันจะไม่เป็นเช่นนั้น   ไม่มีเรื่องไหนที่เขาทำไม่ได้

 

            กับหัวใจตัวเองแค่นี้...

 

ทำไมเขาจะควบคุมมันไม่ได้!

 

 

 

 

'โอ้

เจ้าแมลงน้อย '

พลันสุ้มเสียงทุ้มไหว

กระซิบผ่านสายลมหลอกลวง

'เหตุใดจึงเศร้าหมอง

ตรมตรอมร้องไห้เพื่อสิ่งใด'

 

 

 

บรรยากาศภายในปาร์ตี้เล็ก ๆ เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกันดังโขมง  ช่วงเวลาสองปีที่ขาดหายไปถูกเติมเต็มด้วยบทสนทนาของเพื่อนร่วมชั้นที่ห่างหายกันไปนาน  แม้ว่าหลายคนจะติดภารกิจในชีวิตของตนเองจนไม่สามารถมางานได้ แต่ก็โชคดีที่กลุ่มเพื่อนสนิทของเขายังมากันครบ  แก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันจึงไม่มีโอกาสได้วางเมื่อถูกยกขึ้นมาชนครั้งแล้วครั้งเล่า 

 

ขี้โกงนี่หว่าคุณคิม จงอิน  มาทั้งทีเอาแต่ชนไม่ยอมดื่ม  ไม่ได้นะโว้ย

 

เสียงแหบ ๆ ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ของเจ้าของใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำไม่ได้ทำให้จงอินยกแก้วขึ้นมาดื่มตามคำเรียกร้อง  สิ่งที่เขาทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ มองบรรดาสายตาระอาของคนในกลุ่มที่ส่งไปให้กับเจ้าของคำพูดนั้น

 

วันนี้ฉันต้องขับรถกลับ  คงดื่มไม่ได้

 

อ่อนก็ว่ามาเหอะ!!!”

 

จงอินเงยหน้าขึ้นมองร่างเล็กที่กำลังเดินเซ ๆ มายังวงล้อมของพวกเขาก่อนทรุดนั่งลงบนตักของใครบางคนที่นั่งอยู่โดยไม่ขออนุญาต  พิจารณาดูจากแววตาชุ่มฉ่ำ และผิวขาวที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีชมพูทั้งตัวแล้ว คาดว่าคนอัธยาศัยดีคงไป ชนแก้วมาจนรอบห้องแล้วจึงกลับมาที่กลุ่ม 

 

พูดอย่างนี้ถ้าโดนสาปฉันไม่ยุ่งด้วยนะแพคฮยอน

 

เจ้าของตักที่คนตัวเล็กนั่งอยู่เอ่ยขำ ๆ  ก่อนยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากปาก  เสียงหัวเราะลั่นประสานกันกับคำแซวเล็ก ๆ นั้น  ใคร ๆ ก็รู้ว่าสายตาของจงอินน่ากลัวขนาดไหน  หากจงอินกำลังไม่พอใจ เพียงแค่สายตาถูกจ้องก็ราวกับจะสาปให้พวกเขาเป็นหินลงไปในวินาทีนั้น  แต่ทุกคนก็เหมือนรู้ว่าคำเตือนนั้นก็ไม่ได้จริงจังอะไรมาก  เพราะรู้ดีว่าแพคฮยอนคือคน ๆ เดียวที่ไม่เคยแยแสกับสายตาพิฆาตของจงอินเอาเสียเลย

 

ทำไม  คนพูดความจริง แค่แก้วสองแก้วทำเป็นเล่นตัวไปได้ ถ้าไม่อ่อนเรียกอะไรวะ

 

สุ้มเสียงหาเรื่องและแววตาท้าทายไม่ได้ทำให้จงอิน เดือดอย่างที่บางคนอยากให้เป็น  ร่างสูงทำเพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนเอนหลังลงบนโซฟาหนานุ่มโดยไม่ตอบโต้  จนคนท้าต้องย่นจมูก

 

เหอะ!!  เอามาอีกแก้วดิ

 

คร้าบ ๆ

 

 

 

แมลงผู้โง่เขลา

เจ็บปวดเกินทานไหว

โดดเดี่ยวเงียบงัน ไร้กำลังใจ

 

 

 

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา  แต่สิ่งที่ไม่เลิกราง่าย ๆ ก็คือบรรดาผู้คนที่ไร้สติเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์  ถ้าไม่ติดว่าเวลาที่ถูกเช่าไว้มีจำกัด คงได้มีคนอาศัยพรมนุ่มแทนเตียงนอนตลอดคืนนี้เป็นแน่  จงอินยืนนิ่งยิ้มให้เพื่อนคนแล้วคนเล่าที่ยังพอมีสติแบกเอาเพื่อนที่แทบจะไม่มีแรงแม้แต่พยุงร่างกายตัวเองให้ยืนขึ้นได้ออกจากงานไป  หลายคนที่ไม่ได้พูดคุยกันในงานก็แวะมาขอเบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อกัน 

           

จงอินหมุนตัวกลับไปยังกลุ่มเพื่อนสนิทของตน  ดูแล้วก็นับว่าโชคดีที่ไม่ได้พ่ายให้น้ำสีอำพันจนหมด  เท่าที่เห็นก็มีเพียงสองคนที่นั่งฟุบอยู่กับโต๊ะโดยมีเพื่อน ๆ พูดคุยกันอยู่ใกล้ ๆ

           

เอาไงดีวะ

           

ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ...

 

            มีอะไรกันเหรอ จงแด ชานยอล  แล้วเทา กับอี้ชิงล่ะ

 

            ถามออกไปเบา ๆ  พร้อมด้วยสายตาที่พิจารณาบนโต๊ะ และขวดโซจูว่างเปล่าที่นอนอยู่บนโต๊ะหลายขวดก็ทำให้เขาอดตกใจไม่ได้  ถ้ากินกันขนาดนี้แล้วไม่เมาก็ให้มันรู้ไป

 

            สองคนนั้นไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวคงกลับมา แต่สองคนนี้นี่สิ  ฉันล่ะอนาถใจ  เมาเหมือนหมาเลยว่ะ

 

            “อยู่ ๆ ก็คึกบ้าอะไรก็ไม่รู้  ดวลกันเฉย  แถมเป็นเหล้าเพียว ๆ อีก  มินซอกก็ยังพอเข้าใจว่าเพิ่งอกหักมา  แต่แพคฮยอนนี่สิ  อยู่ ๆ ก็ไปชวนมินซอกมัน ไอ้นี่ก็ปฏิเสธไม่เป็น เมาแอ๋แบบนี้จะทำยังไงกันล่ะ

 

            ชานยอลบอกพร้อมส่ายหัวอย่างอ่อนใจ  แพคฮยอนนั้นเขาไม่ห่วงมากนัก  เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็รู้กันดี่ว่าแพคฮยอนคอแข็งแค่ไหน  ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงเป็นคนที่นั่งฟุบไปแล้วพักใหญ่อย่างมินซอกมากกว่า  มือหนาจึงขยับไปเขย่าไหล่เล็กหวังจะปลุกให้ลุกขึ้นมาดูสภาพตัวเอง  แต่ก็ทำได้เพียงรับแรงสะบัดและเสียงครางฮือด้วยความรำคาญจากเพื่อนสนิทเท่านั้น

 

            ดูมัน... แล้วหมอนั่นยังไหวหรือเปล่า

 

            จงแดรับคำจากชานยอลด้วยการแตะแผ่นหลังคนตัวเล็กเบา ๆ  ก่อนสะกิดพอแน่ใจและเอ่ยถาม  ขณะจงอิน มองคนถูกถามอย่างเงียบ ๆ    ร่างบางพยุงตัวขึ้นมาจากขวดเหล้าว่างเปล่าที่กอดเอาไว้แน่น ใบหน้าแดงก่ำจนแทบจะกลายเป็นสีเลือด  ดวงตาฉ่ำแดงปรือมองรอบตัวอย่างงุนงง

 

            เหล้า... เหล้าหมดแล้ว  เอามาอีกสิจงแด

 

            ...ไอ้นีก็อีกคน  งานเลิกแล้วโว้ย  เหล้าหมดแล้ว

 

            นิ้วป้อม ๆ ของจงแดจิ้มไปที่หน้าผากของคนถามหาเหล้าด้วยความหมั่นไส้ แต่แรงเบา ๆ ก็แทบทำให้อีกฝ่ายหงายหลังลงไป 

 

            อ๊ะ!!”

 

            โชคดีที่จงอินอยู่ไม่ห่างนัก  มือแกร่งจึงคว้าเอาบ่าเล็กเอาไว้ทันท่วงที  

 

            ตัวเล็กกว่าเดิม

 

            อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าระยะเวลาที่ผ่านไปสองปีเหตุใดจึงไม่สร้างกล้ามเนื้ออะไรให้กับคนตัวเล็กเลย ไหล่มนดูบอบบางและลำแขนกลมกลึงไม่แพ้ผู้หญิง

 

            อื้อ... ไอ้จงแด แกจะฆ่าฉัน... ฉันจะฆ่าแก! ปล่อย ฉันจะฆ่ามัน

 

            เฮ้ย จงอินจับมันไว้  พอเมาแล้วหมาน้อยกลายเป็นหมาบ้าไปเลยว่ะ

 

            “… จงอิน

 

            คนตัวเล็กสะบัดรุนแรงยิ่งกว่าเก่าเมื่อรู้ว่าฝ่ายที่จับตัวเองเอาไว้คือใคร จนกระทั่ง

จงอินต้องยอมปล่อยมือออก  ร่างเล็กซวนเซถลาลงไปยืนอยู่บาร์กระจกและเงยหน้าแดงจัดขึ้นมามองเขาอย่างหาเรื่อง

 

            ไม่ต้องมายุ่ง

 

            แพคฮยอน!”

 

            คนที่อยู่ใกล้สุดเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ ที่ไหล่บางนั้นเพื่อห้ามปรามสายตาและน้ำเสียงห่างเหินนั้น 

 

            เมาแล้วเป็นหมาทุกทีเลยนะแกเนี่ย  จงอินมันอุตส่าห์ช่วยจับไม่ให้แกล้มหัวฟาดพื้นไป ยังจะมาพูดแบบนี้กับมันอีก

 

            ใครให้ช่วย ฉันจะล้มหัวฟาดพื้นตายก็ช่างหัวฉัน  ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องเสือก!!!”

 

            ไอ้นี่...

 

            เสียงใสแม้จะอ้อแอ้ไปบ้าง แต่ระดับเสียงที่ตวาดออกมากลับไม่ต่างจากที่เคย   โกรธ  งอน  น้อยใจ หรือเป็นเพียงฤทธิ์ของน้ำเมาที่ตกค้างอยู่ในกระแสเลือดในขณะนี้ จงอินก็ไม่แน่ใจ  ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันสะท้อนผ่านดวงตาเฉียบที่จับจ้องมาอย่างไม่ลดละ 

 

            จงอินไม่ได้ทำอะไรนอกจากการจ้องมองนิ่ง ๆ  ก่อนเบือนสายตามายังขวดแอลกอฮอล์บนโต๊ะและทรุดตัวลงบนเก้าอี้

 

            แรงก็แทบจะไม่มีอยู่แล้วยังจะปากดีอีก

 

            เสียงหัวเราะของชานยอลดังประสานกับเสียงต่อว่าของจงแดที่พูดกับคนที่หมดแรงจนต้องทรุดตัวลงไปนั่งหน้ายุ่งอยู่กับพื้น  ถึงตอนนี้แม้ว่าแพคฮยอนจะพยายามขึงตาใส่ทั้งสองเท่าใด เพื่อนรักทั้งคู่ก็ไม่มีท่าทางกลัวเกรงเขาเอาเสียเลย

 

            เทากับอี้ชิงมาแล้ว  พวกแกมาช่วยฉันคิดเลยว่าจะกลับกันยังไง

 

             เมื่อจบประโยคของชานยอล ทุกคนก็ต้องต่างมองหน้ากันด้วยความลำบากใจ  มินซอกตอนนี้หลับไปแล้วไม่มีสติจะมานั่งปวดหัวกับพวกเขาเป็นเรื่องแน่นอน และนั่นก็คือภาระชิ้นที่หนึ่งที่พวกเขาต้องจัดการ  ไม่นับกับเมื่อมองมายังภาระหนักอึ้งชิ้นที่สองที่นั่งกองอยู่บนพื้น  ชายหนุ่มทั้งสี่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจ

 

            เอาไงดีวะ ฉันกับเทาเอารถมอไซค์มาคนละคัน คงเก็บไอ้พวกนี้กลับไปไม่ได้แน่ ๆ  ”

 

            ชานยอลเอ่ยก่อนมองหน้าเพื่อนทีละคน 

 

            พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า แถมยังมีเทสต์ช่วงบ่ายด้วย ไม่สะดวกแน่ ๆ

 

จงแดก็รีบเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนรน  รู้ดีว่าถ้าพาใครคนใดคนหนึ่งกลับไปคงไม่แคล้วต้องเมาค้างตอนเช้าจนต้องวุ่นวายกันตลอดวันแน่ ๆ  แล้วไหนจะอาหารการกินอีก  จะบอกว่าเขาเห็นแก่ตัวก็คงต้องยอมล่ะทีนี้  

 

สายตาหกคู่จับจ้องมายังสองร่างที่นั่งเงียบอยู่บนโต๊ะด้วยความคาดหวัง  ซึ่งอี้ชิงก็ยิ้มตอบกลับมาเหมือนเคย

 

ก็ได้  ฉันมีรถ เดี๋ยวเอามินซอกกลับไปเอง  ส่วนแพคฮยอนนี่ก็คงต้องวานจงอินแล้วกัน  บ้านฉันอยู่กับแม่แล้วก็พี่สาว คงไม่สะดวกถ้าเอาคนเมาสองคนไปดูแลด้วยคืนนี้

 

อ่า...

 

จบประโยคของอี้ชิง  สายตาทั้งหมดก็ย้ายมายังร่างที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่ด้วยความคาดหวัง...ที่มากกว่าเดิม

 

 

จงอิน

 

 

 

'ความรักไยโหดร้าย

สายลมหยิบยื่นเพียงความช้ำใจ

มืด..ดำ... เหน็บ...หนาว'

 

 

 

            “จะอยู่ข้างนอกก็ตามใจนะ

           

 

เสียงทุ้มเอ่ยบอก  ขณะก้าวพาเรือนกายหนาผ่านพ้นประตูสูงใหญ่ สายตาที่มองไปยังร่างเล็กที่ยืนทรงตัวอย่างยากลำบากข้างนอกห้องเฉยเมยและว่างเปล่า จงอินคิดว่าเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ดวงตาคู่นั้นเบือนหลบไปมองพื้นกระเบื้องเงาวับที่พื้นก่อนทีจะเห็นกำปั้นใหญ่ถูกกำไว้แน่นจนเส้นเลือดปูด โชคดี... ที่ก้าวออกมาทันก่อนที่แพคฮยอนจะได้ยินเสียงหัวใจของเขา

           

แพคฮยอน...

           

ดื้อ...

           

จงอินคิดในใจก่อนเอื้อมมือไปคว้าแขนเล็กและพาคนที่ยืนเงียบเข้ามาในห้องก่อนจะปิดประตูตามอย่างรวดเร็ว  ใบหน้าที่เงยขึ้นด้วยความตกใจทำให้จงอินอดดุไม่ได้

 

            เลิกดื้อเสียทีเถอะ

 

            ใครดื้อ!”

 

            แพคฮยอน...

 

            นายเป็นคนบอกฉันว่าอยากอยู่ข้างนอกก็ตามใจ  ฉันก็ตามใจฉันแล้ว นายจะเอายังไงอีก

 

            กลิ่นแอลกอฮอล์โชยฟุ้งจนจงอินต้องย่นจมูก  ยิ่งเห็นดวงตาและผิวแดงก่ำใกล้ ๆ  ก็ยิ่งยืนยันให้รู้ว่าอีกฝ่ายคงดื่มไปไม่น้อยจริง ๆ   

 

            เอาเถอะ  จะยังไงก็ช่าง  ไปอาบน้ำซะ เดี๋ยวฉันไปเตรียมที่นอนให้

 

.....

 

            แพคฮยอน... จะดื้อแพ่งยังไงก็ควรรู้ถึงเวลาและสถานที่ด้วย ตอนนี้มันดึกแล้ว  อีกอย่างนายก็เมามากแล้ว

 

            เมาเหรอ...  เมาอะไร   สติฉันยังดีอยู่เลย  นายก็รู้ว่าฉันคอแข็งจะตาย

 

            แพคฮยอนหัวเราะในคอพร้อมรอยยิ้มเหยียด และส่งสายตายืนยันคำพูดของตัวเอง  แม้สติจะไม่ครบ 100 %  แต่เขาก็รู้ตัวตลอดเวลา  เข้าใจทุกคำพูดของอีกฝ่าย  เข้าใจไปถึงการกระทำและสายตาเย็นชานั้น

 

            “ใช่ฉันรู้ รู้ดี... เลย....  ช่างเถอะ

 

            น้ำเสียงขาดห้วง พร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะทำให้จงอินตัดสินใจหันหลังให้กับร่างเล็ก 

 

            ....เดี๋ยวฉันไปเตรียมผ้าขนหนูให้

 

            ภาพที่ดวงตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นเต็มไปด้วยความพร่าเลือน  รอยแผลในใจที่คิดว่าจางหายไปแล้ว ราวกับถูกสะกิดด้วยคมมีดเล่มเดิมอีกครั้ง  หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกมาเงียบ ๆ

 

            ไม่ว่าเมื่อไหร่นายก็ยังเหมือนเดิม ... เมื่อไหร่...ตอนไหน  ผ่านไปนานเท่าไหร่  นายก็ยังเหมือนเดิมเลยนะ

 

            แพคฮยอนเอ่ยเบาหวิวราวพูดคุยกับตัวเอง

 

            เกลียดฉันมากหรือไงนะจงอิน..

           

 

 

 

 

 

 

xxxxxxxx

 

 

                เขายืนส่งจนกระทั่งอี้ชิงพามินซอกขึ้นไปนั่ง หรือพูดจริง ๆ คือการพาขึ้นไปนอนที่เบาะหลัง และเคลื่อนรถออกไปเรียบร้อยแล้ว  จงอินจึงค่อยก้าวมายังรถคันหรูของตัวเอง  ประตูรถฝั่งคนขับเปิดอ้าอยู่  ส่วนอีกฝั่งที่มีร่างเล็กนั่งหลับมีร่างสูงใหญ่ของชานยอลยืนอยู่นอกประตูและมองคนที่อยู่ข้างในรถด้วยสายตาห่วงใย

 

                รบกวนด้วยนะจงอิน...

 

                ไม่ต้องห่วงหรอก    ถ้าเป็นห่วงก็ขับตามมาก็ได้

 

                มือหนาเอื้อมไปใต้สูทตัวเรียบและหยิบนามบัตรออกมา

 

                ที่อยู่ฉัน เผื่อขับตามไม่ทัน

 

                ชานยอลมองฝ่ายที่เอื้อมมือไปปิดประตูฝั่งคนขับ และเดินอ้อมมายื่นนามบัตรให้เขา  ใบหน้าคมยังคงเรียบเฉยเหมือนเคยพร้อมด้วยสายตาที่เดาความหมายไม่ได้ เขารับนามบัตรมาไว้ก่อนเอ่ยปฏิเสธ

 

                อันนี้รับไว้แล้วกัน  แต่คงไม่ตามไปหรอกจงอิน...ถ้าเป็นนาย ฉันก็ไม่ห่วง นายคงดูแลแพคฮยอนได้อยู่แล้วล่ะ

 

                แน่ใจเหรอ...

 

                เสียงราวกับหัวเราะอยู่ในลำคอทำให้ชานยอลมองอีกฝ่ายด้วยความลำบากใจ  นามบัตรในมือถูกกำจนแน่น พร้อมด้วยเสียงถอนหายใจเหยียดยาวที่ดังขึ้น

 

จงอิน... เรื่องนั้น

               

หือ

 

                สัญญานั้น  ไม่ต้องสนใจมันแล้วก็ได้นะ

 

                “….”

 

                “นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นกับแพคฮยอน  แพคฮยอนไม่รู้เรื่อง...ไม่รู้เรื่องอะไรเลย             

 

ฉันทำอะไร

               

รอยยิ้มละไมที่ชานยอลเห็นอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจได้เลยสักนิด  สายตาที่ส่งมาราวกับตั้งคำถามถึงสิ่งที่เขาพยายามบอก... ทั้ง ๆ ที่เขามั่นใจ  ว่าอีกฝ่ายรู้อยู่เต็มอก

               

จงอิน  เรื่องตอนนั้น...มันเพราะว่าฉันเห็นแก่ตัว  เพราะฉันคนเดียวถึงทำให้นายกับแพคฮยอนต้อง... ต้องเป็นแบบนี้

               

นายพูดอะไรเหรอชานยอล ฉันไม่เห็นเข้าใจ

 

                ฉันรู้นะว่านายยังไม่ลืม  แต่เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว  ฉันไม่อยากให้เรื่องเก่า ๆ มันทำให้เพื่อนต้อง... ต้องเป็นแบบนี้  ฉันรู้นะว่านายเคยรักแพคฮยอน  ฉันขอโทษที่วันนั้นฉันเห็นแก่ตัวจน... จนนาย

 

                ชานยอลเอยตะกุกตะกักด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาหลบมองที่พื้นคอนกรีต  หากเสียงหัวเราะเบา ๆ กลับทำให้เขาต้องเงยขึ้นมามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ

 

                “ฉันขอโทษจริง ๆ นะจงอิน   ที่ฉันบอกให้นายถอยห่างจากแพคฮยอน  ทั้ง ๆ ที่ฉันก็รู้ว่านายกับแพคฮยอน..

 

                ชานยอล....ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม  เรื่องอะไรที่ฉันรับปากแล้ว  ฉันตัดสินใจไปแล้ว  ฉันก็จะทำมันให้ได้  อีกอย่าง สิ่งที่ฉันทำตอนนั้นมันก็มาจากความรู้สึกของฉันจริง ๆ  ไม่ใช่จากคำสั่ง...หรือคำขอร้องจากใคร

 

                จงอิน

 

                นายไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก  ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

 

                ...

 

                มือหนาตบเบา ๆ ที่ไหล่ของเพื่อนสนิทด้วยสายตามั่นคง  รอยยิ้มเรียบและสายตาว่างเปล่าคู่นั้นราวกับกำลังสะกดจิตเขากลาย ๆ

 

            “ลืมมันไปซะเถอะ  ฉันไม่เคยคิดกับแพคฮยอนแบบนั้น!!...

 

 

 

 

 

'เจ้าเหนื่อยล้าหรือไร...แมลงน้อย

โปรดหันมาที่นี่

จับจ้องมายังเบื้องหลัง

มืด...ดำ...เหน็บ...หนาว จงจางหาย

เหลือเพียงแสงสว่างไสว

และไออุ่นจากตัวข้า'

 

 

Xxxxxxxx

 TBC.


 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันนะคะ  -/\-  

อ่านแล้วช่วยเม้นท์เป็นกำลังใจสำหรับไรท์เตอร์บ้างก็ได้นะคะ  จะได้รู้สึกว่ามีคนคอยติดตามอยู่บ้าง

ตอนอินโทรมีคนแวะมาให้กำลังใจสามคน T^T  ขอบคุณมากนะคะ 

สามารถสกรีมมาได้เลย ติ ชม แนะนำ เสนอแนะอะไรก็ได้  วป.ยินดีน้อมรับทุกคำติชม

หากไม่สะดวกสามารถติดต่อได้ที่ @ykyprand (ทวิตนี้เวิ่นมาก) 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

459 ความคิดเห็น

  1. #459 fangwy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 23:22
    กลับมาอ่านเพราะคิดถึงค่ะ นึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด
    #459
    0
  2. #446 kuychai (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 23:36
    เย็นชาได้จริงๆ
    #446
    0
  3. #393 BACON_BAEK (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2556 / 16:40
    นี่ฉันควรจะสงสารใครดีเนี้ย
    #393
    0
  4. #377 ϟ ทาสรักเสี่ยไค . (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 19:33
    สงสารแบคว้อยยยยยยยยยยย
    จงอินอย่าใจร้ายกับแบค
    .. อย่าใจร้ายกับหัวใจตัวเองดิ 
    T______________T
    คยองก็น่าสงสารร
    #377
    0
  5. #368 ppp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2556 / 21:51
    ดูท่าว่ามันจะมีแมลงตัวน้อยแมลงตัวนิดหลายตัวนะเนี่ย

    แต่ละตัวก็ล้วนแล้วแต่อ่อนแอร่อแร่ในแบบของตัวเองทั้งนั้น....

    แม้บางตัวจะมีสรีระน่าเกรงขาม แต่ปีกที่บางก็ไม่ได้ทนทานพอจะสู้กับลมแรงได้

    ภายนอกแตกต่าง แต่ภายในอ่อนแอโง่เขลาไม่ต่างกัน....



    ในวันนั้น... ชานยอลชอบแบคฮยอนเหรอ?? เพราะอัลไล!!!???

    ทำไมจงอินต้องทำตามที่ชานยอลขอ....? โกหกทำไม...?

    โกหกชานยอลทำไม....? เหนือสิ่งอื่นใด... โกหกหัวใจตัวเองทำไม???

    ทั้งที่ก็รู้ดีแก่ใจว่าตัวเองรู้สึกยังไงและแบคฮยอนรู้สึกยังไงกับตัวเอง

    ความรู้สึกที่มีให้กันมันไม่ได้มีค่าพอจะปฏิเสธสิ่งที่ชานยอลขออย่างนั้นหรอ?

    จะไม่โทษชานยอล เพราะจงอินออกปากเองว่าไม่ได้คิดอะไรกับแบคฮยอน

    มันก็ไม่ผิดอะไรถ้าชานยอลจะเรียกร้องให้จงอินห่างจากแบคฮยอน

    แต่แบคฮยอนผิดอะไร??? ทำร้ายแบคฮยอนทำไม???????????????????????

    จงอินคนบ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา T^T

    #368
    0
  6. #324 !!~...kihae...~!! (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 / 03:32
    อิจงอิน อิคนปากแข็ง อิคนปากไม่ตรงกับใจ !!!
    ถ้าไม่รัก ไม่เคยรู้สึกอะไรเลยจะเป็นแบบนี้หรอไง
    แม่ม ทำลูกสาวชั้นเสียใจยังจะมาไม่รับรู้อีก
    ถึงอิหยอยมันจะมีส่วนแต่ถ้าแกปฏิเสธไปซะก็จบปะวะ ฮึ่ย รมเสีย
    #324
    0
  7. #233 KchiiSE (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 / 21:55
    ฮืออออ สงสารแบคกี้ อิกั้ม แกใจร้าย ง่าาา
    #233
    0
  8. #158 cookielullaby (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 00:45
    ตามหามานานกับฟิคคู่นี้



    ชอบความละมุนละไมของภาษา



    อยากจะรู้วว่าเรื่งราวไปยังไง



    เป็นกำลังใจให้นะค่ะ^^
    #158
    0
  9. #142 Mprang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 เมษายน 2556 / 10:38
    อะไรจะเฉยชาเย็นชาได้ขนาดนี้เนี่ย

    เสียใจแทนแบคฮยอนมากๆ จงอินอาทำไมทำแบบนี้นะ:(
    #142
    0
  10. #109 dddddddddd (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2556 / 01:02
    มันคือมาดจงอินเวลาใส่สูทมากกๆ โอยยย ตายยย ถ้าจ้องทีนี่มีละลายนะ

    สองคนนี้ต้องมีความหลังอะไรบางอย่างแน่ๆ ต้องแบบเคยคบกันมาก่อนไรงี้มั้ย

    แล้วแบบจงอินก็ทิ้งบยอน ทิ้งบยอนทำไมมมมมม โถถถ

    บยอนก็จะพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ลึกๆแล้วเหมือนมันฝังอยู่ในใจ

    ต่างคนก็ต่างรัก แต่เหมือนต่างคนต่างไม่พูด ไม่ยอมรับมีเหตุผลของตัวเอง แต่ไม่พูดออกมา

    อย่างงี้ตลอดเลยง่าาา เวลาไม่เข้าใจกัน ฮือออออออออ

    จงอินก็ใจแข็งเกิ๊นนนนนน รักเค้าแต่ด้วยความที่สัญญากับชย.ไว้

    แล้วมันสัญญาอะไรกันนนนนน อ๊ากกกก ชานยอลลล มาเคลียซิ ฮืออออออ

    จงอินคราวนี้มามาดนิ่งมากกกก ปกติเห็นอ้อนบยอนตลอด โฮรรรร
    #109
    0
  11. #107 LittleP (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 14:10
    เฮ้ยยยยยยย ที่จงอินเป็นแบบนี้

    เพราะคำสัญญาระหว่างชานยอล

    หรอออออออออ ?

    ดูๆก็พอเดาๆได้ว่า ต่างคนต่างรัก เหอะ

    แต่แบคก็เข้าใจว่าจงอินเกลียด

    ไม่เอาาาาาาาาาาาาาา





    โอ้ยยยย เครียดๆ ดราม่าๆ

    ไหนจะคยองอีก

    งอแง



    เรื่องนี้มีแต่ตัวละครน่าสงสาร

    รอตอนหน้านะคะ



    เป็นกำลังใจให้ค่า
    #107
    0
  12. #105 embyunbaek (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 02:06
    ยอลลดาแกทำอะไรจงอินกับแบคไว้

    สงสารแบคมันจัง แต่จงอินมันไม่ได้รักคยองซูเหรอ

    ยังลืมแบคไม่ได้เหรอแก ><



    ไรท์เตอร์สู้ๆนะคะ
    #105
    0
  13. #104 .: bowlingz :. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 00:16
    หืมมมม จงอิน เลิกกับแพคฮยอยเพราะชานยอลหรอเนี่ยย

    โอ้ยยย เจ็บบบบ ㅠㅠㅠ

    คือยังไม่เคยอ่านฟิคที่เริ่มต้นด้วยความปวดใจขนาดนี้มาก่อนเลย 

    แล้วจงอินดูแบบ ใจแข็งมากๆ ง่าา พยอนเมาเป็นหมาบ้าขนาดนี้ ร้ายไม่เบาเลย 555

    สงสารพยอนนะ ฮือออ จงอินก็คบกับน้องคยองซูอยู่ด้วย อ๊ากกกก

    แล้วจะกลับมารีเทิร์นกันได้มั้ย #คิดไปไกลละ 555

    เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะค้าา ชอบฟิคไคแพคของไรท์เตอร์มากๆ เลย ตามตั้งแต่ในบอร์ดใหญ่แล้ว ฮี่ๆ ><
    #104
    0
  14. #103 *Aphorist* (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มีนาคม 2556 / 23:45
    ยอล แกเห็นแก่ตัวเหรอ
    ทั้งๆที่จงอินกับแบครักกันมาก่อนเนี่ยนะ TT
    #103
    0
  15. #102 KH' - Ploy'y (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มีนาคม 2556 / 23:18
    ทำไมอ่ะ ทำไมชานยอลถึงต้องให้จงอินห่างกับพยอน ?
    ชานยอลชอบพยอนหรอไง? 

    -______-
    อ่าวว แล้วคราวนี้จงอินจะทำไง สงสารใครดี
    งื้ออออออออออออ
    สู้ ๆนะคะไรเตอร์ เราชอบฟิคของไรเตอร์นะคะ :' )
    #102
    0