นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย (OS) | Forbidden Fruit 🍎 (END)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
B
E
R
L
I
N
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 ธ.ค. 63 / 19:25


.

.

.

.

.

.

.

 

คุณรู้จักผลไม้ต้องห้ามมั้ย ผลไม้ต้องห้าม จากต้นไม้แห่งชีวิต ที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล แอลเปิ้ล ผลไม้แห่งปัญญา การล่อลวง และอ้างอิงที่สรรพคุณต่างๆ มาจากงูที่อยู่บนต้นไม้ต้นนั้น

 

งูที่อยู่ ณ สวนเอเดน/อีเดน แห่งเดียวกับต้นไม้ศักสิทธิ์ ที่พระเจ้าทรงห้ามมิให้แตะต้อง อดัมกับอีฟ มนุษย์ชายหญิงคู่แรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาใช้ชีวิตบนสรวงวรรค์ หรือสวนอันงดงามแห่งนี้

 

แอลเปิ้ล สายพันธุ์ Golden Delicious สีเหลืองทองน่ารับประทาน และอาจยั่วตายั่วใจให้อีฟ ที่หลงในคำหลอกล่อของงู หยิบมาลิ้มลอง

 

ผลของมันนอกจากมอบสติปัญญาให้กับอีฟแล้ว ยังเป็นบ่อเกิด ให้ความโกรธของพระเจ้า พิโรธกับการกระทำที่ไม่เชื่อฟังของหญิงสาว จนต้องถูกขับไล่ลงมาใช้ชีวิตบนโลก พร้อมกับอดัม ต้องตั้งท้องและเจ็บท้อง ถือเป็นผลกรรมที่ได้รับมา

 

แต่อย่างใดก็ตาม นอกจากแอลเปิ้ล ณ สวนแห่งนั้น ก็ยังมีแอลเปิ้ล จากเทพนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะสโนว์ไวท์ หญิงสาวที่งดงามจนเป็นที่อิจฉาของราชินี แม่เลี้ยงที่ร้ายตามแบบฉบับของนิทาน ที่จะต้องมารับบทตัวร้าย กลั่นแกล้ง ทรมาน และมอบความตายให้กับนางเอก ตัวละครของเรื่องที่ต้องลำบากกว่าจะได้พบกับชีวิตอันมีแต่ความสุขชั่วนิจนิรันดร์ 

 

แอลเปิ้ล ปกติคุณกินแบบปอกเปลือกหรือเปล่า เปลือกมันมีคุณค่าทางอาหารนะ แต่บางคนก็ไม่ชอบ ก็พอเข้าใจอยู่หรอก

 

แล้วผมเล่าอะไรมาตั้งนานกันนะ

 

สวัสดี เรียกผมว่า นายเอ แล้วกัน เพราะพวกเราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดต้องมารู้จักกันหรอกจริงมั้ย

 

ผมเป็นพ่อค้า ธรรมดาๆ ที่ขายผลไม้อยู่ริมฟุตบาทของเมืองแห่งหนึ่ง ที่มีคิงใจดี แต่ควีนใจร้ายไปหน่อย ก็เป็นแม่เลี้ยงนี่เนอะ

 

อ่า กำลังเม้ามอยราชวงศ์อยู่ล่ะ อย่าเอาไปเล่าให้ใครฟังต่อนะว่าได้ยินมาจากผม

 

เรื่องมีอยู่ว่าคิงมีลูกสาวแสนงามอยู่องค์หนึ่ง ตอนนี้ไม่รู้อยู่ในปราสาทหรือไปอาศัยอยู่กับญาติห่างๆ ตามที่ได้ยินข่าวลือเขาว่ากันมาอีกทีอะนะ

 

เพราะเนื่องจากควีนองค์ใหม่เกลียดเด็ก ได้ยินมาอีกเช่นกัน มีควีนองค์ใหม่ แล้วองค์เก่าไปไหน คำตอบก็คือเสียไปตั้งแต่ให้กำเนิดลูกนั้นแหละ เด็กน้อยที่งดงามและผิวขาวสะอาดเหมือนหิมะ ทำไมชีวิตต้องเหมือนตกอยู่ในนิทาน อย่างเรื่องสโนไวท์กันนะ เริ่มเรื่องมาก็คล้ายขนาดนี้แล้ว ถ้าควีนองค์ใหม่มีประกาศให้เนรเทศลูกสาวคนสวยอีกคงจะเป็นนิทานของจริงเชียวล่ะ

 

"ประกาศจากราชสำนัก รายงานจากท้องพระโรง องค์ราชีนีมีรับสั่งให้เนรเทศองค์หญิงวิคตอเวียที่ถือเป็นกาลกิณีของบ้านเมือง ให้ออกไปอยู่ที่ปราสาทในป่าลึก และมีรับสั่งให้มีคนติดตามไปด้วยสองคน โดยจะมีการคัดเลือกผู้ติดตามอีกครั้ง ในรายละเอียดการประกาศครั้งหน้า" นินทาอยู่ไม่ทันไร ก็มีเสียงประกาศดังกึกก้องทั่วทุกสารทิศในดินแดนแห่งนี้ ครบสูตรตัวร้ายในนิทานเลยนะ ท่านควีน

 

อีกเรื่องที่ผมยังไม่ได้เล่าถึงองค์หญิงผู้งดงาม นางเป็นใบ้ ไม่เคยตรัสใดใดออกมาให้ได้รับฟัง จนคนในวังมาซุบซิบนินทาในตัวเมือง และเป็นข่าวที่ทุกคนรับรู้ แต่ไม่สามารถพูดออกไปได้

 

นางน่าสงสารจริงเชียว การไม่ได้มีปากมีเสียงต่อกรกับควีนที่รับเข้ามาเพราะเป็นญาติกับทางฝั่งควีนคนก่อน ถึงจะมีเชื้อสายร่วมกัน แต่เหมือนจะไม่ได้รับการดูแลที่เท่าเทียมเลยสักนิด

 

ว่าแต่เรื่องผู้ติดตามนี่ เคยมีแบบนี้ในนิทานด้วยเหรอ ปกติแล้วมันต้องเป็นให้องค์รักษ์หรือนายพราน เอานักฆ่าไปฆ่าองค์หญิงระหว่างทางสิ ไม่ใช่อนุญาตให้มีคนติดตามไปด้วยแบบนี้

 

แต่ช่างเถอะ เขาคงไม่ได้รับเลือกหรอก ก็แหม ตัวก็แค่นี้ ขายผลไม้ไปวันๆ ไม่ได้มีหุ่นดีเหมือนพวกนายทหารที่พักอยู่ตึกข้างๆ นี่ ที่ชื่อเจมส์ และจอห์นหรอกนะ

 

 

 

.

 

.

 

.

 

วันรุ่งขึ้นขณะที่ผมกำลังจัดเลี้ยงผลไม้หน้าร้าน ก็มีนายทหารผู้หนึ่งเดินเข้ามา และยื่นจดหมายหนึ่งฉบับให้ โดยตีตราจดหมายเป็นรูปประทับของราชวงศ์

 

นี่ผมต้องไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้แล้วงั้นเหรอ

 

ผมกลับเข้ามาในบ้านและเปิดอ่านเงียบๆ รายละเอียดได้ความว่าเขาได้รับเลือกให้เข้าไปรับใช้องค์หญิงในป่า เพราะว่าเขาตัวคนเดียวและไม่ต้องดูแลครอบครัวที่เหลืออยู่ โดยจะเดินทางร่วมกับองค์หญิงในเช้ามืดของอีกวัน และมีผู้ร่วมทางอีกทั้งหมดสามคนรวมองค์หญิงด้วยให้เตรียมเสบียงไปให้เพียงพอสำหรับหนึ่งอาทิตย์ และจะมีคนมารับไป โดยเรื่องเงินทางราชวงศ์จะรับผิดชอบทุกอย่างเอง

 

เห เหมือนให้เขาไปเป็นพ่อครัวเลยว่ามั้ย

 

แต่ก็ เหมือนจะดีมั้ง เขาเองก็อยากลองไปข้างนอกปราสาท ไปยังป่าที่น่าอัศจรรย์รอบๆ นี่เหมือนกัน เผื่อจะได้รู้เรื่องราวที่เหมือนเทพนิทานเพิ่มเติม

 

นายเอ อย่างผมจัดการเตรียมของใช้ที่จำเป็น และพวกเสบียงอาหารต่างๆ เอาไว้ที่หลังบ้าน โดยมีคนมารอรับในช่วงเย็น และบอกสถานที่นัดพบของรุ่งเช้าที่จะมาถึง

 

ผมแอบเห็นว่าสองพี่น้อง เจมส์ และจอห์นก็เตรียมสัมภาระอยู่ด้วยเหมือนกัน จากเสียงโวยวายที่ได้ยินจากชั้นบน ให้ตายสิ เดาถูกจริงๆ ว่านายทหารใหม่สองคนนี้ต้องได้ร่วมขบวนเดินทางครั้งนี้ด้วยน่ะ

 

.

.

.

 

.

.

.

 

ณ สถานที่นัด ผมเรียกว่าแถวทางเข้าออกของปราสาทริมแม่น้ำ เขายืนสะพายเป้และสวมหมวกใบใหญ่ ยืนรอก่อนใครในชุดเสื้อสีโทนอิฐ ส่วนผู้มาใหม่อีกสองคน เจมส์กับจอห์นส่งยิ้มมาให้ในชุดสีดำธรรมดาๆ แต่ทำไมดันดูดีจนผมนึกอิจฉาก็ไม่รู้

 

ถัดมาไม่นานก็ปรากฎราชรถขนาดกลาง ที่สามารถนั่งได้สี่คนพอดี กับพ่วงด้วยกองเสบียงที่จำเป็นด้านหลังอีกสองสามคันรถ ไม่เหมือนแอบออกไปเลยว่างั้นมั้ย

 

ผมและอีกสองคนโดนเรียกให้ขึ้นไปยังรถคันที่สอง ภายในมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ เขานั่งหลังตรงแล้วมองออกนอกหน้าต่างไปยังตัวปราสาท ทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัด พอผมนั่งลงข้างเขา ส่วนพี่น้องสองนั่งลงฝั่งตรงข้าม

 

เสียงขนของดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนรถจะเริ่มเคลื่อนตัวออกไป

 

ไม่ได้มีพิธีอำลาหรืออะไรหน่อยเหรอ อ๋อลืมไปว่าเป็นการเนรเทศองค์หญิง แต่ไหนกันละองค์หญิงที่เขาจะร่วมเดินทางด้วย มีแต่เด็กหนุ่ม...ที่หน้าสวยจนเขาแทบลืมหายใจ

 

หนุ่มหน้าสวยหน้ากลับมา แล้วสบตากับทุกคนบนรถ ใบหน้าสวยงดงามเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ ผมสั้นสีเบจ และดวงตากลมโต ดูน่ารักแต่ก็ดูหล่อในบางที อยากให้มาเห็นด้วยตามากกกว่าที่จะรับฟังจากผมเอง

 

ชายคนนี้เป็นใครกัน อีกคนที่จะร่วมขบวนด้วยต้องเป็นองค์หญิงสิ

 

"ฉันชื่อวิคเตอร์" คนที่เป็นเป้าสายตาของทั้งคันรถเริ่มเอ่ยขึ้นไขข้อสงสัย "หรือวิคตอเรียที่ทุกคนเข้าใจ ฉันเป็นผู้ชาย ไม่ได้เป็นผู้หญิง และฉันไม่ได้เป็นใบ้ แค่ไม่อยากพูด" วิคเตอร์พูดออกมาด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ก่อนจะหันหน้าออกไปมองวิวด้านนอกต่อ ทิ้งให้อีกสามคนนั่งงงและทบทวนสิ่งที่ได้ยินมากับสิ่งที่เชื่อในหัวจากคำบอกเล่าในตัวเมือง

 

.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

พวกเรานั่งเงียบกันไปตลอดทางจนเสียงท้องร้องของผมเรียกความสนใจกลับมา

 

ผมยิ้มแห้งๆ แล้วหยิบขนมปังผลไม้ออกจากกระเป๋า มันถูกแบ่งเป็นสี่ชิ้นในห่ออย่างดี ผมแบ่งให้ทุกคน โดยวิคเตอร์ที่ตอนแรกเหมือนจะไม่รับ แต่พอผมแกะออกจากห่อแล้วส่งกลิ่นหอมให้ เขาก็หยิบขึ้นมากินบ้างทันที

 

ใครจะทนความหิวไหวกันหละ

 

หลังจากทุกคนกินมื้อเช้ากันเสร็จ ฝั่งพี่น้องกล้ามโตก็ได้เอ่ยแนะนำตัว คนพี่ชื่อเจมส์ ชายหนุ่มผมสีส้ม และคนน้องชื่อจอห์น ชายหนุ่มผมสีแดง ทั้งสองได้จดหมายจากทางปราสาท ให้มารับหน้าที่ดูแลองค์หญิง ซึ่งจริงๆ เป็นองค์ชายหน้าสวยตรงหน้าที่นั่งฟังทั้งสองเล่าอยู่เงียบๆ

 

พอทั้งสองคนเล่าเสร็จ ก็ถึงตาผม ผมเอ่ยแนะนำตัวว่าชื่อฮีล (ทุกคนรู้ชื่อผมหมดแล้ว!!) เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้ในตัวเมือง ทำหน้าที่กึ่งๆ พ่อครัว เพราะเป็นคนจัดเตรียมของกินสำหรับทุกคน

 

พวกเราทุกคนคุยกันเรื่องทั่วๆ ไป ยกเว้นวิคเตอร์ ที่ไม่ค่อยตอบ และเน้นรับฟังอย่างเดียวมากกว่า

 

ผมและพี่น้องตัวเจสบตากันหลายครั้ง เหมือนอยากจะถามหาสาเหตุที่แท้จริงของการถูกเนรเทศ และการปกปิดตัวตนขององค์ชาย ที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นองค์หญิงมาตลอดยี่สิบปี แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพอจะถามออกไป

 

ชายหนุ่มเชื้อพระวงศ์คนเดียวในรถเหมือนจะพอรู้ถึงคำถาม แต่ก็ยังไม่คิดจะอธิบายออกมาให้ทุกคนเข้าใจ คนอยากรู้อยากเห็นทั้งสามคนเลยได้แต่พับเก็บข้อสงสัยและความคิดไปเองต่างๆ นานา เอาไว้ในใจ รอถึงเวลาอันสมควรค่อยงัดมันขึ้นมาอีกครั้งคงไม่สายจนเกินไป

 

ระยะเวลาเดินทางเกินครึ่งวัน พวกเรามาถึงยังปราสาทสีเงินขนาดใหญ่ ที่มีรั้วกั้น เหมือนป้องกันสัตว์ป่า และตัวปราสาทก็ขนาดกลาง เหมาะสำหรับอยู่กันแบบครอบครัวขนาดกลาง ประมาณห้าคน ซึ่งพวกเราสี่คนก็คงจะพออยู่ได้อยู่แล้ว

 

นายทหารที่มีหน้าที่ขับรถมา ได้พากันนำเสบียงและพวกของใช้จำเป็นเข้าไปในตัวปราสาท พวกเราที่นั่งมากันนานก็ลงจากรถเพื่อขยับขยายเส้นที่น่าจะตึงๆ อยู่

 

ผมดูจะแก่กว่าทุกคนในที่นี่เลย หมายถึงทั้งสามคนที่มองรอบตัวปราสาทอยู่ด้วยแววตาตื่นเต้น ขณะที่ผมมองหาว่ามีอะไรอันตรายรอพวกเราอยู่หรือเปล่า

 

นี่มันการปล่อยป่าแบบระดับพรีเมี่ยมนิดๆ เลยนะ มีขนของขนอาหารมาให้ แต่ก็อยู่ห่างไกลความเจริญ เหมือนถูกกักตัวเพราะเชื้อไวรัสก็ไม่เชิง

 

ผมเหมือนจะทำหน้ายุ่งจนวิคเตอร์เดินเข้ามามองผมด้วยแววตานิ่งๆ แต่ก็ยกมือขึ้นมาจับไหล่ผมไว้แล้วบอกว่า "เข้าไปข้างในกันเถอะ"

 

ดูเป็นมิตรกว่าตอนอยู่บนรถนิดหน่อยนะเนี่ย เอาเป็นว่าผมเดินตามองค์ชายเข้าไปดีกว่า เพราะพี่น้องสองคนนั้นเดินนำเข้าไปตรวจเช็คความเรียบร้อยก่อนแล้ว

 

ตอนเย็นเหล่าทหารที่พาพวกเรามาส่งก็ทยอยกันกลับ เพราะกลัวว่าจะถึงตัวเมืองดึกเกินไป และจะเป็นอันตรายได้

 

เหลือเพียงพวกเราสี่คนที่นั่งกันอยู่ในห้องโถง และเตาผิงขนาดใหญ่ มีโต๊ะหนังสือ โต๊ะหมากรุก และเกมส์กระดานบนชั้น

 

พวกเราเปิดบทสนทนาด้วยการเลือกห้องนอน โดยทุกคนตัดสินใจสละห้องที่ใหญ่ที่สุดให้วิคเตอร์ และเจ้าตัวก็รับไว้แต่โดยดี เหลือห้องอีกสองห้อง พี่น้องเจมส์และจอห์นตัดสินใจอยู่ห้องเดียวกัน เพราะมีเตียงเดี่ยวแยก ส่วนอีกห้องเป็นเตียงคู่ ให้เป็นห้องผม สารภาพว่าใหญ่กว่าห้องที่บ้านมากโข

 

ต่อไปก็เป็นการใช้ชีวิตในบ้าน (ปราสาท) แห่งนี้ ผมอาสาเป็นพ่อครัวให้สำหรับทุกมื้อ และขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลความสะอาด และช่วยเหลือกันในเรื่องที่ตนทำได้

 

ทุกคนพยักหน้าเข้าใจและรับรู้ ส่วนวิตเตอร์ที่น้อยครั้งจะออกความเห็นก็พูดขึ้นว่า "ต่อไปเรียกฉันแค่วิค ไม่ต้องคิดว่าเป็นคนในราชวงศ์ แค่วิคเฉยๆ" เจ้าตัวเอ่ยแค่นั้น แต่ก็ทำให้อีกสามคนที่นั่งอยู่รู้สึกโล่งใจขึ้นพอสมควร

 

.

 

.

 

.

 

เมื่อสิ้นสุดอาทิตย์ มีรถจากในวังเข้ามาส่งเสบียงอาหารให้ตามกำหนด การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว แต่ทุกอย่างก็ดูปกติดี ทุกคนไม่ได้รู้สึกแย่ที่ต้องออกมาห่างไกลจากเมือง เพราะในปราสาทก็มีอะไรให้ทำอยู่บ้าง พวกทหารอย่างเจมส์และจอห์นก็มีออกมาวิ่งและออกกำลังกายที่สวนหน้าปราสาท มีเข้าป่าไปออกล่าหรือเดินเล่นบ้าง โดยไม่ลืมชวนวิคและผมไปด้วย

 

พวกเราใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข เหมือนนิทานที่ผมได้ฟังมาหลายต่อหลายเรื่อง น่าแปลกที่มันดูสงบสุขจนผมนึกแปลกใจ ต่อจากการโดนเนรเทศ ก็ต้องมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นสิ แล้วค่อยมามีเจ้าชาย โผล่มาช่วยในตอนจบ

 

"คิดอะไรอยู่" วิคเดินเข้ามาในห้องครัว ขณะที่ผมกำลังหั่นผลไม้และจัดเรียงอย่างสวยงาม ถือเป็นงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่ง ที่ผมเพิ่งค้นพบในการมาที่นี่

 

"ล้างมือก่อนมาหยิบสิวิค" ผมว่าขึ้นเมื่อคนเด็กสุดในบ้านหยิบองุ่นที่ผมวางไว้เข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือก่อน พอๆ กับพี่น้องอีกสองคน ที่เดินเข้าครัวมาด้วยความหิว และหยิบผลไม้ที่ผมวางไว้ไปกินหน้าตาเฉย เดี๋ยวเถอะเด็กพวกนี้

 

หลังจากผมจัดผลไม้ใส่จานเรียบร้อยก็ยกออกมาวางที่โต๊ะอาหาร เพื่อนร่วมบ้านสามคนที่กระจัดกระจายไปตามห้องอื่นๆ จู่ๆ ก็เข้ามารวมตัวกันในห้อง เหมือนรู้ว่าถึงเวลาของว่าง

 

ทุกคนเอ่ยขอบคุณ และลงมือจิ้มผลไม้ไปไว้ในจานแบ่งของตัวเอง โดยที่มีผมยืนยิ้มมองพวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อยเงียบๆ

 

.

 

.

 

.

 

ผ่านมาได้ร่วมเดือน นับตั้งแต่ที่ถูกพามาปล่อย ณ ปราสาทกลางป่าแห่งนี้ พี่น้องเจมส์และจอห์นเริ่มไม่ออกกำลังกาย แต่ติดการเล่นหมากรุก ขณะที่วิคก็อ่านหนังสือในห้องหนังสือ และผมที่วันๆ ก็จัดเตรียมอาหาร สำรวจเสบียงที่มี และเดินเล่นรอบตัวบ้าน

 

ในตอนหัวค่ำที่พวกเรามักจะมานั่งรวมกันเพื่อเล่าเรื่องอะไรตลกๆ สนุกๆ หรือบางทีก็น่ากลัว ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน

 

วันหนึ่ง วิคที่เริ่มไว้ใจพวกเรามากขึ้น ก็ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนให้ฟัง ได้ความว่าควีนองค์ใหม่ ต้องการความรักจากคิง แต่สิ่งที่รักมากที่สุดของคิงก็คือตัวเขา ผู้เป็นเชื้อสายเพียงคนเดียวที่เกิดจากหญิงที่รัก ทำให้ควีนมีคำสั่งให้เนรเทศตนออกมา โดยอาศัยการที่ไม่ชอบพูดคุยของเขา และใบหน้าสวยที่งดงามเกินไปจนไปล่อลวงคนในวังให้มีการทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงตนบ่อยๆ เนื่องด้วยความสวยเพราะคิดว่าตนเป็นผู้หญิง รวมถึงคิงเองที่บางทีก็ลวนลามเขา เพราะอาจคิดว่าเขาเป็นแม่ที่จากไปแล้วมาเกิดใหม่

 

ควีนเลยตัดปัญหาโดยการให้เนรเทศเขาออกมา แล้วรับปากว่าจะดูแลคิงอย่างดี จนกว่าเขาจะโตพร้อมเข้ารับตำแหน่ง แล้วจึงให้กลับเข้าไป

 

 

ตัวเขาที่ต้องโดนปิดเพศที่แท้จริง ก็เป็นเพราะว่า ความเข้าใจผิดในคราแรกที่เห็นเพียงใบหน้าในวัยทารกก็จัดการประกาศออกไป

 

และความผิดครั้งนี้ก็เป็นต้นเหตุที่การเจรจาสู่ขอเขาไว้ตั้งแต่เด็กเพื่อไปเป็นราชินี แต่ด้วยความรักที่คิงมีให้เขามาก ทำให้เอ่ยปฏิเสธทุกข้อเสนอที่ให้ จนกลายเป็นผิดใจกับหลายเมือง

 

ได้ฟังจบทั้งสามคนรวมผมด้วยก็ไม่ได้ออกความคิดเห็นใดๆ

 

เรื่องก็พลิกหน่อยๆ จากที่รู้ และเข้าใจกันมาโดยตลอด แต่ก็นะ ยังไงเรื่องที่ฟังมา กับเรื่องจริง อะไรที่เชื่อได้เชื่อไม่ได้ เราก็ต้องเป็นคนตัดสินใจเอง

 

.

 

.

 

.

 

จะหมดเดือนที่สองแล้วนับจากที่ย้ายมาอยู่ในปราสาทสีเงินภายในป่าลึกแห่งนี้ ทุกกิจวัตรยังคงเป็นเหมือนเดิม เสบียงยังถูกส่งมาให้ แต่ก็ไร้ซึ่งจดหมายถึงองค์ชาย ที่ทำตัวเป็นสามัญชนอยู่

 

ทุกคนดูมีความสุขดี อยู่ดี มีสุข เหมือนดั่งนิทานที่ผมย้ำให้ฟังบ่อยๆ ค่ำนี้ก็เป็นอีกวันที่พวกเรามานอนรวมตัวกันในห้องโถงใหญ่ ที่ที่เราเลือกห้องนอนกันครั้งแรก ทุกคนมีแก้วโกโก้อุ่น เพราะอากาศเริ่มเย็นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว

 

วันนี้ผมอาสาจะเป็นคนเล่าเรื่องให้เด็กทั้งหลายฟัง ผมเริ่มเรื่องด้วยสโนไวท์ เรื่องราวที่คล้ายคลึงกับชีวิตของวิคเตอร์ ที่ความงามดันพาภัยมาให้

 

ทุกคนฟังจบก็โวยวาย ว่ามันสั้น และเคยฟังเรื่องพวกนี้มาบ้างแล้ว ผมจึงหัวเราะ และเริ่มเล่าเรื่องอดัมกับอีฟ มนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าสร้าง ให้ใช้ชีวิตในสวนอีเดน แต่สิ่งต้องห้ามของที่นั่นคือการห้ามกินผลไม้ของต้นไม้แห่งความรู้ บ้างก็เรียกต้นไม้แห่งความรู้ผิดชอบชั่วดี อีฟที่โดนการล่อลวงของงูที่อยู่บนต้นไม้นั้นก็ได้ลิ้มลองผลไม้ต้องห้าม จนมีความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้น ความละอายที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกาย หรือแม้แต่ความสงสัยในการใช้ชีวิต พระเจ้าเมื่อทราบก็สาปแช่ง ไล่ให้ทั้งสองไปใช้ชีวิตบนโลก เป็นต้นกำเนิดของมนุษย์ทุกคน

 

และเป็นอีกครั้งที่เหล่าเด็กทั้งสามโวยวายว่าอยากฟังเรื่องอื่นบ้าง ผมก็อดไม่ได้ที่จะเล่าให้พวกเขาฟังอีกเรื่อง

 

ผมเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในป่า กระท่อมไม้เก่าๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่น่ากลัว ชายหนุ่มคนนั้นถูกเรียกว่าพ่อมด เพราะชอบใส่เสื้อผ้าชุดดำ มีผ้าคลุมปิดร่างกายไม่ให้ผู้ใดพบเห็น มีกลิ่นควันออกจากกระท่อมทุกวัน เชื่อว่าเป็นการทำยาวิเศษ ต้มเนื้อคนมากิน หรือแม้แต่ทำยาพิษ เรื่องเล่าต่อกันมาจากคำให้การของผู้ผ่านทาง มีแต่เรื่องไม่ดีของชายหนุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมด จนหลายครั้งมีเหตุร้ายเกิดขึ้น จู่ๆ ก็มีไฟไหม้ที่กระท่อม คำด่าทอที่เขียนทิ้งไว้ แต่ก็ไม่เคยจับคนร้ายได้ ช่างแย่เสียจริง

 

แต่ชายหนุ่มคนนั้นก็อยากเปลี่ยนตัวเอง ย้ายออกมาจากที่อยู่เดิม เข้ามาในเมืองแห่งหนึ่ง ที่อยู่ห่างออกไปจากกระท่อม จากป่าที่เขาเคยอาศัย ที่ที่ข่าวลือเรื่องของเขามาไม่ถึง

 

เขาตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หางาน หาบ้านใหม่ ใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับทุกๆ คน แต่แล้ววันหนึ่ง ก็ได้สารจากผู้หนึ่ง เนื้อความได้มอบหมายภารกิจหนึ่งให้ตนทำ และกล่าวเชิงบังคับ ข่มขู่ โดยอ้างอิงถึงตัวเขา ตัวเขาที่มีอดีตในป่า ตัวเขาที่เคยได้ฉายาว่าพ่อมด เขาปฏิเสธคำสั่งนั้นไม่ได้ จนต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ

 

คนทั้งสามที่รับฟังอยู่เฝ้ารอให้ผมเล่าต่อ แต่ผมเงียบแล้วเตรียมจะขอตัวไปนอน แต่วิคก็เอ่ยขึ้นมาก่อน "ภารกิจที่ได้คืออะไรเหรอ" พวกเจมส์กับจอห์นก็สนใจด้วยเช่นกัน ทุกคนต่างอยากรู้เรื่องราวต่อไป แต่ผมกลับหัวเราะ และบอกว่าจะเล่าต่อพรุ่งนี้ ทุกคนบ่นแต่ก็ยอมแยกย้ายกันขึ้นนอนดังเช่นทุกวัน

 

.

.

.

 

วันรุ่งขึ้น

 

แอลเปิ้ล หนึ่งในผลไม้ที่ผมโปรดปรานและทำให้เด็กกินในช่วงมื้อว่างของทุกวัน และวันนี้ก็เช่นกัน ผมแกะสลักเป็นรูปกระต่ายน่ารัก แล้วไปวางไว้ที่โต๊ะอาหารเหมือนทุกวัน ก่อนจะเดินกลับเข้ามาจัดของในห้องครัว และเตรียมคิดเมนูอาหารค่ำ และบทของเรื่องเล่าที่จะจบลงในวันนี้

 

และแล้วช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง

 

ผมนั่งบนโซฟาตัวตรงกลาง และทุกคนก็นั่งอยู่ข้างๆ มองผมอย่างกดดัน ผมหัวเราะเสียงใส แล้วก็เริ่มเล่าตามที่พวกเขาต้องการ

 

ชายหนุ่มที่ได้รับมอบหมายภารกิจ ได้ดำเนินภารกิจไปอย่างใจเย็น เขาใช้ชีวิตปกติ ดำเนินแผนการอย่างรอบคอบ

 

"ภารกิจที่ว่าคืออะไร" วิคยังคงถามย้ำ ผมยิ้มแล้วเล่าต่อไป

 

วันที่แผนการเริ่มต้น ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ชายหนุ่มเข้าร่วมกลุ่มกับชายอีกสามคน เดินทางไปยังปราสาทที่ห่างไกล และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเหมือนเพื่อน เหมือนพี่ เหมือนน้อง และเหมือนครอบครัว

 

ช่างน่าเศร้าที่เป้าหมายเดียวของเขาเป็นชายหนุ่มน่ารัก ส่วนผู้ที่ติดตามมาด้วย เป็นเพียงเครื่องประกอบในฉากนี้เท่านั้น

 

ไม่มีใครสงสัยการกระทำใดใดที่ชายหนุ่มทำในทุกวัน ทำตัวปกติ เป็นเพียงคนคนหนึ่งที่มักเฝ้ามอง จับตาดูการใช้ชีวิตของทุกๆ คน คนที่เหมือนเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยเหลือทุกคน โดยหารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว มันเป็นเพียงการแสดง

 

ภารกิจที่ได้รับก็คือวางยาผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด ไม่ให้เหลือผู้รอดชีวิต เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน กับการที่เขาจะได้ใช้ชีวิตปกติต่อไปอีกเท่าที่เขาต้องการ

 

ชายหนุ่มที่อดีตเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมด ถนัดในเรื่องการใช้ยาพิษ ปลุกยาต่างๆ อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันเลยไม่ยากเลยที่จะต้องจัดการวางยาผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ เพราะภารกิจที่ได้ เขาได้รับบทบาทเป็นพ่อครัวทำอาหารให้ทุกคนกินเสียด้วยสิ

 

แต่ละมื้อที่รับประทาน ไม่ว่าจะของคาว ของหวาน หรือเครื่องดื่ม ตัวยาถูกใส่ผสมเอาไว้ให้คนทั้งสาม และมันจะแย่หน่อยตรงที่แม้กระทั่งมื้ออาหารว่าง ผลไม้ทุกชิ้นที่เด็กหนุ่มชื่นชอบ ก็มียาพิษเคลือบไว้ด้วยทั้งหมด

 

ดูเหมือนการสะสมยาเข้าไปให้มากๆ ในปริมาณที่ไม่มากนัก ต้องอาศัยเวลาประกอบ การจะทำภารกิจให้สำเร็จก็เลยต้องกินเวลาอยู่นาน เพราะตัวยาไม่ออกฤทธิ์ทันที เพื่อให้คนอื่นๆ ไม่สงสัย ก็เลยต้องใช้เวลาอย่างมาก ที่จะแสดงผลข้างเคียงออกมา

 

แต่ก็เป็นโชคดี ที่ภารกิจนี้มีระยะเวลาให้ถึงสามเดือน ซึ่งพอเข้าเดือนที่สาม ผลของยาจะเริ่มแสดงอาการให้เห็นชัดเจนขึ้น เริ่มจากอาการนอนหลับมากกว่าปกติ ร่างกายมีอาการชาตามเส้นประสาทในบางครั้ง ตาจะเริ่มพร่ามัวลง ประสาทรับรู้และเรี่ยวแรงจะหดหาย การหายใจก็เป็นไปได้ยาก เพราะสารพิษเริ่มเข้าไปอุดตันระบบหายใจ ช่างเป็นยาที่ทรมานเหยื่อให้ค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ ดีจริงๆ

 

ทุกอย่างจะสำเร็จแล้ว ภายในสิ้นเดือนหน้านี้ ชายหนุ่มจะเป็นเพียงคนเดียวที่ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ โดยไม่มีผู้ใดได้ปากโป้งบอกต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกต่อไป

 

พอเล่าถึงตรงนี้คนทั้งสามที่ฟังอยู่ก็นิ่ง เหมือนคิดตามไม่ทัน ผมยังคงหัวเราะ และส่งยิ้มให้พร้อมเอ่ยขอตัวไปนอน

 

แต่วิคก็ยังเป็นคนเดียวที่เอ่ยถามขึ้น เหมือนเขารู้ รู้มาตลอด "มันเป็นแค่เรื่องเล่า หรือเป็นเรื่องจริงกันแน่"

 

"มันก็แล้วแต่จะคิดกันน่ะนะ องค์ชายวิคเตอร์"

 

"ฮีล!" อีกคนตะโกนเรียกชื่อผม ขณะกำลังขึ้นบันได

 

"ว่าไง"

 

"ขอบคุณ" วิคเตอร์กล่าว แล้วยิ้มเศร้าๆ ส่งมาให้

 

"เรื่องอะไร" ผมถาม

 

"ที่เล่าให้ฟังและสำหรับทุกอย่าง" วิคเตอร์ยังคงยิ้ม แม้เขาเองจะรู้ชะตากรรมตัวเองในวันพรุ่งนี้แล้วแต่เขาเองก็ยินดีที่จะตายไป ตั้งแต่รู้ว่าจะต้องออกมายังที่แห่งนี้

 

"ไม่เป็นไร รีบนอนเถอะ ฝันดีนะ" ฮีลตอบอีกคนโดยไร้รอยยิ้มอย่างทุกครา แต่ก็ต้องเผลอน้ำตาคลอ เพราะเด็กน้อยที่ยังคงกล่าวบอกเค้า เหมือนรู้ว่าจะไม่ได้ทำมันอีกต่อไปแล้ว

 

"ฝันดีเช่นกัน"

 

.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

the end

 

จบงงไหมคะ งงก็งงด้วยกันค่ะ ไรท์ก็งง 555555555555555555

 

จริงๆ มันคือโฮปวีนะคะ ถ้าแทนตัวละครกับบังทัน ก็จะมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่ได้กล่าวอ้างอิงถึงนัก เพราะงั้นจิ้นตามสะดวกได้เลยค่ะ


 

ผลงานอื่นๆ ของ jukialol

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น