นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย OS | blue & grey (END)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
SNAP

เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 ธ.ค. 63 / 18:22


.

 

.

 

.

 

สีน้ำเงินเปรียบเปรยถึงความเศร้าได้ ทั้งๆ ที่ดูสูงศักดิ์ หลอค่า และสง่างาม แต่ความเข้มของสีน้ำเงิน ก็ทำให้คนมองรู้สึกเศร้า ทุกข์ ดั่งน้ำทะเลยามค่ำคืนที่ซัดเข้ามาเป็นระยะ

 

ดั่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นในทุกเสี้ยววินาที และส่งผลต่อจิตใจ ตัวเราในทุกๆ นาทีเช่นกัน

 

มนุษย์เองก็เปรียบดังสีเทา สีที่ผสมปนเปกันระหว่างดำและขาว สีที่มีความต่างกันอย่างชัดเจน แต่สำหรับมนุษย์ ไม่ได้มีใครมีเพียงสีเดียวในตัว มีทั้งขาวไล่เฉด ดำไล่เฉด จนกลายมาเป็นสีเทาแต่ละเฉดที่ไม่ได้สม่ำเสมอกัน จิตใจมนุษย์ก็เป็นแบบนี้ มีขึ้นมีลง มีดีมีชั่ว เพียงแต่ตัวเองจะให้ฝั่งของสีใด เด่นชัดมากกว่ากัน ก็เท่านั้น

 

"มีคนเคยบอกผมเอาไว้" ชายหนุ่มผมสีดำเข้มยาวถึงบ่าแต่ไม่เป็นทรงดีนัก เอ่ยกับคู่สนทนาที่นั่งมองไปยังนอกหน้าต่างขณะควงปากกาเล่น เหมือนไม่ได้สนใจผู้พูดเท่าไหร่นัก

 

"ทุกคนมีสีเป็นของตัวเอง และไม่ได้มีแค่ดำกับขาวหรอก ก็แค่หลักๆ ที่ใช้นิยามเป็นขาวดำเหมือนหยินหยาง แต่สีสันในชีวิตก็มีหลากสีที่ใช้แต่งแต้มลงไปได้" ชายผมสั้นหันมาจ้องคนตรงข้ามที่มองตนอยู่ก่อนแล้ว คิมแทฮยองรุ่นน้องคนสนิทที่เหมือนสุนัขตัวโตแสนเชื่อง คู่ทำรายงานวิชาเลือกของเขาเอง

 

"เหมือนพี่จะมองเห็นทุกคนมีหลากหลายสี แต่ตัวพี่เองกลับมีแค่ขาวและดำเสียเอง" คนเด็กกว่าเท้าคางมองรุ่นพี่ ใบหน้านิ่งเฉย และบรรยากาศรอบตัวที่ดูสงบ ทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกถึงความสบายใจและให้ความเคารพไปในตัว รุ่นพี่ว่าที่เกียรตินิยมสาขาจิตรกรรม คนดังที่ดันได้เลือกลงวิชาเดียวกันและทำงานคู่กับหนุ่มติสแปลกๆ แบบเขา เพื่อนสนิทในกลุ่มต่างเรียกเขาเป็นเอเลี่ยนที่มีอารมณ์ศิลปินแบบแปลกๆ รวมถึงสเน่ห์ของผลงานก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนสร้างความพอใจให้เหล่าคณาจารย์

 

ดูเป็นคู่ที่เป็นระดับตัวท็อปของคลาสชัดๆ เลย

 

"ฉันเองก็มีอีกหลายสีที่ไม่ได้แสดงออก ทุกคนรู้ว่าตัวเองเป็นสีอะไร เพียงแต่จะแสดงออกมาตอนไหนและกับใครก็อีกเรื่อง —ยิ้มอะไรนักหนา" เสียงตอนท้ายดังขึ้นเชิงต่อว่า รุ่นน้องตัวโตเอาแต่ยิ้มและมองหน้าตั้งใจฟังเขาจนรู้สึกแปลกๆ

 

"ผมมีความสุข ผมก็ต้องยิ้มสิ"

 

"ยิ้มให้พอแล้วรีบร่างงานได้แล้ว" มินยุนกิพูดขึ้นก่อนจะก้มลงไปเขียนไอเดียของตัวเองในสมุดโน็ตสีควัน

 

"หัวข้อ World on Color" แทฮยองพูดพึมพำกับตัวเองพร้อมมองรอบๆ ร้านคาเฟ่ที่ผนังเป็นอิฐสีน้ำตาลแดงสวย ประดับด้วยไฟสีอ่อนและต้นไม้สีเขียว พยายามมองดูสีต่างๆ ของแต่ละสิ่งรอบตัว

 

แล้วจึงหันกลับมามองรุ่นพี่ตัวขาวฝั่งตรงข้าม เมื่อเสื้อคลุมสีครามที่ใส่อยู่ขับผิวให้ยิ่งขาวขึ้นไปอีก เหมือนหลอดไฟเลย นึกแล้วก็ขำออกมาเบาๆ กลัวรุ่นพี่ยุนกิจะได้ยิน แต่ก็ไม่พ้น คนหูดียกปากกามาตีที่ไหล่เขาทันที

 

"เลิกเล่นได้แล้ว ฉันไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวันนะ" น้ำเสียงกึ่งหงุดหงิดถูกเอ่ย คนฟังก็รีบร้อนตอบอย่างเอาใจ

 

"พี่ยุนกิมีธุระต่อเหรอครับ ให้ผมไปส่งมั้ย"

 

"มี แต่ไม่ตัองไปส่งหรอก ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกัน มีอะไรก็ทักมานะ ว่างแล้วฉันจะโทรกลับ" คนที่เหมือนมีธุระรัดตัวค่อยๆ เก็บของใช้บนโต๊ะเข้ากระเป๋าถือ กำชับเสื้อคลุมและโบกมือลาน้องร่วมคณะก่อนจะเดินออกไป ทิ้งไว้เพียงกาแฟมัคคิอาโต้ที่ถูกดื่มจนหมดแล้ว

 

ในเมื่ออีกคนมีธุระ เขาก็คงไปหาที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของตัวเองบ้าง สวนสาธารณะใกล้ๆ คงเป็นคำตอบที่ดี คิดไดัแบบนั้นร่างสูงก็โกยของเข้ากระเป๋าสะพายข้าง มือถือแก้วช็อคแลตร้อนที่อุ่นแล้วในมือแล้วจึงเดินออกไป

 

.

.

.

.

.

.

.

 

ธรรมชาติและพื้นที่โล่งทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่ง มีไอเดียเข้ามามากมายแต่ไม่ใช่กับตัวงานที่อยากจะทำจริงๆ แปลกดีที่งานที่ควรโฟกัสกลับคิดไม่ออก แต่ดันได้ไอเดียสำหรับงานอื่นแทน แทฮยองนั่งพิงโต๊ะไม้สูดกลิ่นต้นไม้รอบๆ มือคนที่มาเดินเล่น ปั่นจักรยาน หรือแม้กระทั่งมาปิกนิคกัน มองสีสันต่างๆ รอบตัว แต่ก็นึกย้อนไปหาคนที่เพิ่งกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน

 

World on Color โลกของพี่ยุนกิ จะเป็นสีอะไรนะ สีน้ำเงิน สีที่รุ่นพี่ชอบใช้หรือเปล่านะ หรือว่าเป็นสีเทา ที่รุ่นพี่ชอบใช้ในผลงาน ใช่ เขาเป็นแฟนตัวยงของรุ่นพี่ตัวเล็กเลยล่ะ ถึงจะไม่ได้อวยออกนอกหน้า แต่ก็ตาโตอย่างสนใจ กระดิกหางเหมือนเจอเจ้านาย ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อและเห็นผลงานของอีกคน ชื่นชอบก่อนจะมาได้เจอตัวจริงเสียอีก การได้มาร่วมงานกัน ทำงานด้วยกันแบบนี้เหมือนความฝันเลยก็ว่าได้ แต่ก็กลัวทำให้ผลงานที่งดงามของรุ่นพี่ตัองผิดเพี้ยนเพราะผลงานที่แหวกแนวของเขาเอง แค่นึกว่ารุ่นพี่จะทำหน้าบึ้งก็เขาก็ยิ้มแห้ง และเห็นใจตัวเองที่จะต้องโดนรุ่นพี่ดุใส่แล้ว

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาเรียกสติให้คนคิดฟุ้งกลับมาสนใจตัวเองอีกครั้ง จอนจองกุก เพื่อนซี้ของเขาโทรมา

 

'อันยอง'

 

'อันยองอันยืนอะไรของมึง คืนนี้ว่างไหม ไปผับกับกูหน่อย' เสียงปลายสายดูง่วงและหงุดหงิดนิดหน่อย บ่ายแบบนี้น่าจะพึ่งตื่น

 

'ก็ว่าง มึงจะไปทำอะไร ปกติไม่เคยเข้านี่'

 

'จะไปตามดูพี่จิน' จองกุกพูดเสียงเข้มขึ้น พี่จิน หรือจอนซอกจินคือพี่ชายของจองกุก ที่จองกุกไปอาศัยอยู่ด้วยเพราะคอนโดใกล้กับมหาลัย ถึงมันเข้ากับพี่ไม่ค่อยได้ ทะเลาะกันบ่อย เหมือนแกล้งกันขำๆ แต่ก็ขี้หวงพี่มากเช่นกัน

 

'พี่จินไม่ได้เตรียมสอบไปเรียนต่อที่เยอรมันเหรอ' ครั้งสุดท้ายที่เจอพี่เค้าคือเมื่อหลายเดือนก่อน คุยกันเพราะเจอกันที่ห้องสมุดของมหาลัย หนังสือติวสอบและเกี่ยวกับประเทศเยอรมันเต็มไปหมด เราคุยกันสักพักก่อนพี่จินจะขอตัวกลับ

 

'ไม่รู้เหมือนกัน กูได้ยินบอกจะไปคลับ mono กูไม่ได้แอบฟังนะ กูหูดีเฉยๆ" แก้ตัวไม่ขึ้นหรอก จองกุกโกหกเป็นที่ไหนกัน

 

'ไปกี่โมง มึงมารับกูด้วยแล้วกัน'

 

พวกเราคุยกันสักพัก ตกลงกันว่าจะไปช่วงทุ่มครึ่ง เพราะพี่จินไปทุ่มนึงจะได้ไม่ดูเหมือนตั้งใจสะกดรอยตามจนเกินไป แต่อย่างพี่จินที่เหมือนมีเรดาร์ตามจับน้องชายอยู่แล้ว ไม่พ้นสองทุ่มต้องโดนจับได้แน่ๆ

 

ตอนนี้ก็บ่ายสามโมงได้แล้ว ผมจึงตัดสินใจเตรียมตัวนั่งรถประจำทางกลับ ทุกอย่างรอบตัวดำเนินไป การนั่งรถเล่นก็เป็นการพักผ่อนของผมเหมือนกัน การได้ดูผู้คนใช้ชีวิตเป็นอะไรที่น่าสนุก

 

ไม่นานผมก็ถึงที่พัก หอพักราคานักศึกษาที่ย้ายมาตั้งแตปีหนึ่ง ผมอยู่คนเดียว และทำอะไรคนเดียว แม้จะมีเพื่อนสนิทต่างสาขาอย่างจอนจองกุกก็ตาม

 

ผมนอนเล่นเรื่อยเปื่อยจนเวลาล่วงเลยถึงหกโมงเย็น นอนแบบนี้แล้วตอนกลางคืนจะได้นอนไหมเนี่ย ผมคิด

 

พอแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็โทรหาจองกุก เพื่อนตัวดีทำเนียนขอออกมาก่อนพี่จิน โดยบอกว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อน เกือบครึ่งชั่วโมงมันก็มาถึง พร้อมรถเก๋งสีแดง สีโปรดของมัน

 

"ฝากมึงเปิดแมพด้วย กูไปไม่เป็น" จองกุกพูดขึ้นทันทีที่ผมนั่งลงข้างคนขับ ส่ายหน้ากับเพื่อนตัวแสบที่อยากไปตามดูเขา ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่รู้จักเส้นทางอะไรเลย

 

"กินอะไรหรือยัง ถ้าหิวเดี๋ยวกูเลี้ยงข้าวทีหลังนะ" มื้อสายที่กินไปก็เกือบจะย่อยไปหมดแล้วล่ะ เตรียมเลี้ยงไว้ได้เลย

 

ใช้เวลาพักใหญ่พวกเราก็มาถึงร้าน mono ผับขนาดเล็กที่ไม่ได้มีลูกค้าแน่นมากนัก และมีที่จอดรถอยู่ด้านข้าง เวลาหัววันทำให้หาที่จอดได้ไม่ยาก

 

ผมกับมันเดินลงเข้าไปในร้าน หาที่นั่งและสั่งอาหารพร้อมเครื่องดื่มมาให้เนียนว่ามากันเองไม่ได้มาตามหวงพี่ชาย จองกุกมองหาพี่ชายที่มักใส่เสื้อสีฟ้าสะอาดตา แต่ก็ยังไม่พบ จนต้องหาอะไรกินเล่นข้ามเวลาไปก่อน ตอนนี้หนึ่งทุ่ม ถือว่ามาไวกว่าที่คิด เพราะงั้นพี่จินอาจกำลังเดินทางมาก็เป็นได้

 

เมื่อเวลาใกล้สองทุ่ม ร่างโปร่งสูงในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าก็เดินเข้ามาจริงๆ พี่จินเดินมาคนเดียว และหาที่ยืนใกล้เคาน์เตอร์ที่เห็นเวทีได้ชัด

 

ผมสะกิดจองกุกที่กินเหล้าไปได้สิบแก้วแล้วเพราะลืมตัว ส่วนผมที่เอาแต่กินของกับแกล้มก็เลยเป็นหูเป็นตาให้ จองกุกสะดุ้งตัวตื่นขยี้ตาแล้วพยายามเพ่งมอง

 

เห็นพี่ซอกจินหยิบโทรศัพท์มาแชทหาใครสักคนและแสงไฟในร้านก็เริ่มมืดลง เวทีที่มีนักดนตรีเล่นเครื่องเล่นก็หยุด ก่อนจะมีชายตัวขาว ในชุดเสื้อคลุมสีคราม ยืนอยู่ตรงกลางพร้อมไมค์

 

"ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะทุกคนด้วยนะครับ ผมขอเวลาตรงนี้สักครู่ เพราะนี่เป็นเซอร์ไพรส์ที่ผมอยากทำให้คนสำคัญของผม ยังไงผมขอยืมพื้นที่ตรงนี้ ร้องเพลงที่ผมตั้งใจแต่งให้เขา แต่ยังไม่มีโอกาสได้ร้องให้เขาฟัง ยังไงก็...ตั้งใจฟังด้วยนะครับ" ประโยคสุดท้ายเสียงเบาลงและสายตาก็หันไปทางนั้นเคาน์เตอร์บาร์ที่มีชายหนุ่มเพียงคนเดียวนั่งหันมาที่เวที จอนซอกจินคือคนที่คนบนเวทีพูดถึง คนบนเวทีที่ชื่อมินยุนกิ

 

คิมแทฮยองตกใจกับการปรากฎตัวของรุ่นพี่ที่อยู่ในชุดเดิมเช่นตอนกลางวัน แต่ตอนนี้ผมที่ปล่อยตามธรรมชาติถูกเซ็ตขึ้นมาให้เห็นใบหน้าได้เด่นชัดขึ้น ใบหน้าจริงจังต่างกับตอนที่เฉยเมยยามพูดถึงเรื่องงาน มันทำให้เขารู้สึกแปลกใจ จ้องมองอีกคนที่ร้องเพลงออกมาด้วยเสียงที่ไพเราะ เขาดูไม่ตื่นเวที หรือนี่คืออีกมุมของรุ่นพี่ที่เขาได้เห็น เขาเหมือนสังเกตได้ว่ามีสายตาที่จ้องมองไม่ลดละ ก่อนจะได้สบตากันชั่วครู่ สายตาที่ดูเศร้าหม่นหมองกำลังแสดงออกมาพรัอมบทเพลงที่เหมือนคำอำลา

 

ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายของเพื่อนสนิทผมกับรุ่นพี่ที่ได้รู้จักกันหนึ่งรายวิชาถ้วนนี้จะมีซัมธิงกันอยู่ และเหมือนจะมีอะไรลึกซึ้งจนเขาที่เป็นคนนอกยังรู้สึกได้

 

จองกุกที่เหมือนดูเหตุการณ์อยู่ก็พยายามประคองสติด้วยการตบตีกับตัวเอง แล้วพยุงตัวไปหาพี่ซอกจินที่โฟกัสแต่คนบนเวที จองกุกที่ตอนแรกจะไม่แสดงตัวกลายเป็นว่าไปล้มตึงใส่แถวที่นั่งใกล้พี่ซอกจินจนได้ ผมที่ตามไปช่วยก็ต้องปะสายตากับพี่ชายเพื่อนที่ขมวดคิ้วมองมาแต่ก็เอื้อมมือมาช่วยจับน้องชายไว้ และหันกลับไปสนใจพี่ยุนกิต่อ ผมเองนอกจากจะแบกเพื่อนไว้แล้วก็เอาแต่สนใจเสียงเพลงและคนบนเวทีไม่แพ้กัน

 

.

 

.

 

.

 

 


.

.

.

.

.

.

.

 

สีฟ้าสดใสเป็นตัวแทนของเขา ที่เหมือนค่อยทำให้รอบตัวผมอบอุ่น จากความโดดเดี่ยวที่เงียบเหงา ไร้ซึ่งครอบครัว เค้าคือสีฟ้า สีที่ผมชอบมากที่สุด และเค้าคือคนโปรดของผมด้วยเช่นกัน จะเรียกว่าชอบก็ใช่ แต่มันเป็นไปไม่ได้ ผมรู้คำตอบดี เพราะงั้นการเป็นคนโปรด และสีโปรดของเขา มันคือเครื่องเตือนใจให้ผมมีเหตุผลในการใช้ชีวิตต่อไป

 

ผมเปรียบตัวเองเป็นสีเทา สีเทาหม่นๆ ที่ผสมสีดำกับขาวลงไปจนได้สีเทา ที่เหมือนควันเสียล่องลอย ไร้ตัวตน จนกระทั่งมีท้องฟ้าที่สดใส เขามาทักทายและทำให้ควันสีเข้มเริ่มเบาบางจนกลายเป็นสีเทาอ่อนๆ ใกล้เคียงกับสีฟ้าที่เข้ามา

 

แต่ผมก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าวันนึงท้องฟ้าที่เคยมี จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

 

คงเคยได้ยินกันสินะ ว่าคนคนนึงอาจเป็นโลกทั้งใบของอีกคน หรือก็อาจเป็นสิ่งสำคัญให้วันร้ายๆ กลายเป็นดีได้

 

มันเป็นเรื่องเศร้า คนที่เป็นที่พึ่ง ที่ปรึกษา เป็นคนสำคัญคนนึงจะต้องห่างหายกันไป การเดินคนละเส้นทางไม่ใช่เรื่องที่ผมรับไม่ได้ แต่เพราะเส้นทางที่เค้าต้องไป มันไกลออกไป ห่างไกลออกไป จนเขาเองก็ไม่กล้าจะยื้อเอาไว้กับตัว

 

คนสำคัญที่ไม่ได้มีสถานะลึกซึ้ง แต่ก็เป็นคนที่อยากจะมอบใจให้ จอนซอกจินคือคนคนนั้น

 

คนที่เข้ามาทักตั้งแต่วันแรกที่เข้ามหาลัยมาแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว การใช้ชีวิตคนเดียว ทำงานและหาเลี้ยงตัวเองมาตลอด ทำให้ผมไม่มีเวลาเข้าสังคมกับใคร เพื่อนคุยกันนับคำได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานในโรงเรียน ต่างคนก็ต่างอยู่

 

คนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย สร้างความประหลาดใจให้ตั้งแต่แรกเห็น แต่เพราะความเป็นคนอัธยาศัยดี พวกเราจึงได้รู้จักกันมากขึ้น รุ่นพี่ปีสอง จอนซอกจินสาขาการแสดง คนดังประจำมหาลัย ด้วยหน้าตาที่โดดเด่น เพื่อนรอบตัวมากมายต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง แต่ถึงแบบนั้น เขาก็ยังมาคุยกับผม กินข้าวด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน พวกเราคุยกันบ่อย ไม่ว่าจะต่อหน้า แชท หรือคอลหากัน

 

ผมเปิดใจให้เขาเพราะเขาเหมือนเป็นแรงผลักดัน เป็นกำลังใจให้ผม เพราะผมไม่เคยมีคนเข้าหาเลย และไม่พร้อมจะเปิดรับใคร ผมที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย แต่เขาก็ให้ความสนใจไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องชีวิตประจำวัน เขาคอยช่วยเหลือจนอะไรต่างๆ ดีขึ้น ให้คำแนะนำที่ดีในทุกเรื่อง จนกระทั่งผลงานของผมเริ่มไปเข้าตาคณาอาจารย์ อาจเพราะเขาเห็นผมอยู่กับพี่ซอกจินบ่อย เลยเริ่มหันมาสนใจ อาจเพราะเคยเห็นผมอยู่กับเขา เลยเริ่มได้รับความสนใจ จากที่เป็นนิรนามมาตลอด

 

ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ผมกับเขายังสนิทกันเหมือนเดิม เพราะผมไม่ได้เข้าสังคมเก่ง ไม่คิดจะเปิดรับใครเข้ามาเพิ่ม ผมโอเคที่จะอยู่แบบนี้ และขอแค่มีอีกคนอยู่ด้วยก็พอแล้ว จนกระทั่งเริ่มเข้าปีสี่ของพี่จิน เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในหนึ่งเดียว เมื่อพี่ซอกจินต้องย้ายไปช่วยงานธุรกิจครอบครัวที่เยอรมัน และจะเรียนต่อที่นั่นด้วย คงไม่ได้กลับมาที่นี่ อีกนานหลายปี หรืออาจไม่กลับมาอีกเลย

 

ผมรู้ว่าเขาเองก็เสียใจ เพราะผมเองก็เสียใจ แต่ผมก็ยินดีกับสิ่งที่เขาจะทำ ยังไงสิ่งที่เขาให้ผมมา ก็มีมากมายจนคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ถ้าผมขอให้เขาอยู่ ผมคงจะเห็นแก่ตัวน่าดู

 

การขึ้นมาเล่นดนตรีในผับที่เคยทำงานเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เพราะผมตั้งใจจะอำลาพี่เขาโดยใช้เพลงที่ผมร้องและแต่งใหั การแต่งเพลงและร้องเพลงเป็นงานอดิเรก เป็นหนึ่งในอาชีพที่ผมทำเพื่อหาเงินส่งให้ตัวเองเรียน คนที่รู้มีไม่กี่คน และหนึ่งในนั่นก็คือเขา คนที่เป็นกำลังใจให้ผมเสมอมา

 

ผมไม่คิดว่าหลังตัวเองร้องเพลงจบแล้วจะร้องไห้ ทั้งๆ ที่ยังยิ้มส่งให้พี่เขาอยู่ เราคุยกันแล้ว ผมจำได้ดี เพราะอาทิตย์หน้าพี่เขาก็จะต้องบินแล้ว ซึ่งตรงกับที่ผมใกล้สอบและส่งไฟนอลทั้งหลาย

 

เขายิ้มตอบแล้วทำท่าจะเดินเข้ามาหา แต่ผมก็เลือกที่จะหันหลังกลับเข้าหลังเวทีไป และสิ่งนี้ก็รู้กันว่าผมไม่พร้อมคุย พี่จินน่าจะเข้าใจ จึงไม่ได้มีการเข้ามาหา แต่มีเพียงข้อความส่งมาขอบคุณ และขอตัวกลับ เพราะต้องหิ้วน้องชายที่เมาหลับไปแล้วกลับบ้านก่อน

 

ผมนั่งอยู่ที่ห้องพัก ก่อนจะหยิบของเตรียมตัวกลับแต่ก็ต้องเจอกับรุ่นน้องผิวแทนที่คุ้นตา คิมแทฮยอง ผมเห็นเขาผ่านๆ ตอนกำลังร้องเพลง เห็นเขาอยู่กับจองกุก น้องชายพี่จิน แปลกใจที่เห็นเด็กร่วมคณะมองมาอย่างตื่นเต้น จนเกือบทำเขาร้องเสียงหลง

 

"ผมเพิ่งรู้ว่าพี่ร้องเพลงเพราะ" คนเด็กกว่าพูดขึ้นเหมือนเป็นคำทักทาย ผมมองเขาแล้วเตรียมเดินออกไป แต่เขาก็ยังเข้ามาขวางไว้

 

คิมแทฮยองเป็นรุ่นน้องที่ดูอยู่ไม่สุข หมายถึงชอบเล่น ชอบทำนู่นทำนี่ เป็นสีสันและเสียงหัวเราะให้คนในคาบเรียน นี่คือสิ่งที่ผมสังเกตเจ้าตัว

 

การได้มาเป็นคู่ทำงานไฟนอลของวิชาเลือกก็เพราะการสุ่มจากอาจารย์ เรารู้จักกันจริงๆ ก็สองสามวันก่อน ที่อาจารย์จับคู่ให้ พร้อมบอกหัวข้อ ให้บอกเล่าสีของตัวเองผ่านภาพ การทำงานคู่อาจหมายถึงการดูความคิด การแสดงออกตามหัวข้อที่ให้ของแต่ละคู่ เพราะเป็นงานคู่ในผลงาน งานที่ออกมาจะต้องแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของสีของตัวเองออกมา ต่างคนต่างเลือกสีที่เหมาะกับอีกฝ่าย ไม่ใช่งานที่ยาก แต่ความหมายที่จะของภาพที่จะสื่อคือสิ่งที่ต้องคิด ผมไม่ได้เคยทำงานคู่ครั้งแรก ครั้งก่อนๆ ก็เหมือนอาศัยความคิดผมเป็นหลักเพียงเพราะคู่ทำงานไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่นัก ต่างกับแทฮยองที่หลังได้รับงานก็เข้ามาพูดคุยกับผมเป็นระยะ

 

"พาผมกลับบ้านหน่อยได้ไหม จองกุกมันไปกับพี่ซอกจินแล้ว" เสียงอ่อนๆ พูดเชิงขอร้องและทำหน้าตาเศร้าประกอบ ผมถอนหายใจ และเดินนำออกไปโดยไม่ได้พูดอะไร เจ้าตัวเองก็เดินตามมาเงียบๆ

 

ผมเดินไปที่มอเตอร์ไซต์สีดำ หมวกกันน็อคสีน้ำเงินที่พี่จินซื้อให้ถูกส่งให้คนข้างๆ แทฮยองมองหัวกันน็อคในมือ แล้วนิ่งไปสักพักใส่หมวกกันน็อคที่ถูกยัดมาให้ ก่อนจะขึ้นมาซ้อนท้าย

 

"ให้ไปส่งที่ไหนก็บอกทางด้วยแล้วกัน"

 

"พี่รู้จักหอ G ไหม"

 

"อื้อ ฉันอยู่แถวนั้นพอดี" พูดจบ แทฮยองก็เตรียมเอ่ยถามต่อแต่คนขับก็ออกตัวไม่ได้รอฟังเสียงคนข้างหลังสักนิด

 

ใช้เวลาพอสมควรทั้งสองคนก็มาถึงหน้าหอพัก G แต่คนซ้อนก็ไม่ลงไปสักทีจนผมต้องทัก

 

"ลงไปได้แล้ว"

 

"..."

 

"แทฮยอง"

 

"ครับ"

 

"..."

 

"ผมยังมีเรื่องจะคุยกับรุ่นพี่อยู่ ขึ้นไปคุยกับผมที่ห้องได้ไหมครับ" จากที่เงียบกันไปทั้งคู่ แทฮยองก็เอ่ยขึ้นมา

 

"ฉันไม่ไป นายลงไปได้แล้ว" ผมปฏิเสธออกมาชัดเจน

 

"ผมไม่ไป จนกว่าจะได้คุย" แต่อีกคนก็ดื้อเกินกว่าจะยอมรับคำปฏิเสธนี้

 

"ฉันไม่มีอะไรจะคุย นายลงไปได้แล้วแทฮยอง" ผมเลือกจะไล่เขาอีกครั้ง ผมไม่อยากคุยเพราะรู้ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะถามคงไม่พ้นเรื่องของพี่จิน แต่อีกคนก็ตื๊อไม่เลิก

 

"ถ้ารุ่นพี่ไม่คุยก็ฟังผมก็พอ ผมจะไม่ลงจนกว่าจะพูดจบ"

 

"..." ที่แถวนี้ไม่ได้มีคนพลุกพล่าน เพราะงั้นริมถนนที่มีมอเตอร์ไซต์ดับเครื่องและผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน จึงไม่ได้เป็นที่สนใจจากใครนัก นอกจากแมวที่เดินผ่าน

 

"สีน้ำเงิน สีฟ้า สีครามที่พี่ใช้ หมายถึงพี่ซอกจินใช่ไหมครับ เพราะพี่ซอกจินก็ชอบสีฟ้า พี่เลยมีของสีฟ้าอยู่รอบๆ ตัวพี่ แทนพี่ซอกจินใช่ไหม" ไหนบอกว่าจะพูดอย่างเดียว ทำไมมามันมาเป็นคำถามแบบนี้

 

"ไม่ตอบก็ถือว่าใช่" แทฮยองว่า และเริ่มพูดต่อ "ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกพี่มีความสัมพันธ์กันยังไง แต่ผมรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อกี้คือการบอกลากัน ผมรู้ว่าพี่ซอกจินจะต้องไปเยอรมัน นี่อาจเป็นเหตุผลที่พี่ร้องเพลงให้พี่ซอกจิน"

 

"..."

 

"เสียงพี่เพราะมากนะ แต่งเพลงเก่งมากด้วย ผมชอบนะครับ ถ้าเป็นไปได้ สอนผมบ้างได้ไหม ผมเองก็อยากแต่งเพลงให้ใครสักคนบ้างเหมือนกัน"

 

"..."

 

"ถ้าไม่ตอบ จะถือว่าตกลงนะครับ"

 

"ไม่ พอแล้วแทฮยอง ลงจนรถฉันไปได้แล้ว"

 

"ตอนนี้พี่ไม่อยากพูดเรื่องพี่ซอกจินก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้รู้ไว้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้นะ อย่าลืมว่ามีผมที่พี่สามารถคุยด้วยได้อยู่ ไม่ต้องเฝ้ามองแต่เขา และมูฟออนได้แล้วนะพี่"

 

"พูดไปเรื่อย นายจะไปรู้อะไร"

 

"รู้สิ รู้ว่าพี่กำลังเศร้า และผมไม่ไดัอยากให้คนที่อยู่กับผมต้องเศร้า" แทฮยองเอื้อมมือมากอดรอบเอวของคนขับ ดันตัวคนตัวเล็กกว่าให้เข้ามาใกล้ และพิงตัวเข้ากับหน้าอกของตัวเอง

 

"ปล่อย!" ผมพูดเสียงแข็งและพยายามดันมืออีกคนออก แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะขนาดตัวที่แตกต่างกัน แทฮยองเอาคางไปวางที่ไหล่แล้วโยกตัวคนในอ้อมแขนไปมาเหมือนปลอบเด็ก แต่โทษทีนะ พวกเราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว

 

"อยากร้องก็ร้องได้นะครับ ผมไม่เห็นรุ่นพี่หรอก รุ่นพี่จะร้องออกมาแค่ไหนก็ได้ ผมจะเป็นคนปลอบเองนะ" แทฮยองยังคงโยกตัวคล้ายกล่อมเด็ก เมื่อเห็นอีกคนนิ่งก็ยกมือข้างนึงขึ้นมาลูบผมคนตรงหน้า ไม่มีเสียงสะอื้นใดใดออกมา แต่มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลออกมาสัมผัสที่แขนของคนที่กอดอยู่ด้านหลัง มันไม่ได้ไหลเยอะอะไร แต่แทฮยองก็กอดอีกคนแน่นขึ้น พูดปลอบพร้อมลูบหัวให้อีกคนรู้สึกดี

 

"ผมยังอยู่ตรงนี้นะ จะไม่ไปไหนจนกว่าพี่จะรู้สึกดีขึ้น" เสียงอบอุ่นที่เอ่ยอยู่ใกล้ๆ ทำให้คนฟังใจเย็นลง มินยุนกิค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ และน้ำตาก็ค่อยๆ แห้งหายไปในเวลาต่อมา

 

"ขอบคุณ"

 

"ยินดีเสนอครับรุ่นพี่" น้ำเสียงสดใสเอ่ยขึ้นเมื่อคนในอ้อมแขนตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แล้วจึงถอดหมวกกันน็อคของตัวเองออกแล้วลงจากรถไป

 

"พรุ่งนี้ไว้คุยงานกันต่อนะครับ เดี๋ยวผมไปหาที่ร้านเดิม"

 

"อืม"

 

"เจอกันสิบโมงเหมือนเดิมนะ ฝันดีครับ"

 

"ฝันดี" มินยุนกิมองอีกคนเดินเข้าตัวตึกไป ก่อนจะขับออกไปบ้าง หลังจากถึงห้องได้ไม่นาน ก็มีข้อความเข้ามาจากคนที่เพิ่งไปส่ง

 

'ถึงบ้านหรือยังครับ'

 

'ถึงแล้ว'

 

'ผมได้สีของพี่แล้วนะ สีน้ำเงินกับสีเทา'

 

'เพราะเห็นฉันชอบใช้สีนี้เหรอ'

 

'ก็ส่วนหนึ่ง แต่แค่คิดว่าพี่เหมาะกับสองนี้ดี ดูเข้มแข็ง ลึกลับ สงบเงียบ แต่ก็ดูเศร้าและบอบบางด้วย มีทั้งสองสีมันรวมความเป็นพี่ดี'

 

'ก็คงงั้น'

 

'แล้วพี่มองเห็นสีของผมหรือยัง'

 

'สีเขียว'

 

'สีเขียว? ทำไมอะ'

 

'เป็นธรรมชาติ สดใส และผ่อนคลาย'

 

'ตรงข้ามกับพี่หมดเลย'

 

'...'

 

'อ่านไม่ตอบเลย โกรธเหรอครับ ตรงข้ามกันก็ดีออกครับ เพราะผมจะได้เป็นความสดใส และช่วยให้พี่ผ่อนคลาย หายเศร้าได้ไง'

 

'...'

 

'พี่ว่าดีไหม ผมว่าดีนะ'

 

'...'

 

'เอ้า อ่านไม่ตอบอีก หลับไปแล้วเหรอครับ'

 

'...'

 

'พี่ยุนกิ'

 

.

 

.

 

.

 

จบค่ะ!

 

.

 

.

 

.

 

อยากแต่งให้ได้โทนเศร้าๆ แต่ก็ไม่เก่งเรื่องเศร้าเลยค่ะ สุดท้ายมันก็จะแฮปปี้เอ็นดิ้ง

สำหรับผลงานของคู่ศิลปินเอกทั้งสองคนก็ไม่ได้มีคำตอบให้นะคะ แต่รับประกันว่าต้องได้คำชมจากอาจารย์ประจำวิชาแน่นอน เราไม่ได้เรียนด้านวาดภาพมาเพราะงั้นให้คำแนะนำได้นะคะถ้าเราพูดอะไรไม่ถูกต้องไป ขอบคุณสำหรับทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ เอนจอยรีดดิ้งนะคะ♡

ผลงานอื่นๆ ของ jukialol

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 มีล
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 21:29

    ดีมากๆเลยค่ะ

    #1
    0