Innocent Twin (Yaoi)

ตอนที่ 1 : PROLOGUE {1/2}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,720
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    25 เม.ย. 63

PROLOGUE {1/2}


          ผมยังจำวันนั้นได้เสมอ วันที่แม่ตัดสินใจคุยกับผมเรื่องสำคัญบางอย่างคำพูดจริงจังแต่แฝงเค้าความเป็นห่วงที่แม่เคยพูดก่อนหน้านี้ดังขึ้นมาในหัวสมองราวกับเทปที่ถูกตั้งระบบให้ดังซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ

            แม่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ

          เดย์รู้ใช่ไหมว่าแม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ

          ดีที่สุดของแต่ละคนเหมือนกันไหม?

            ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมรู้ว่าแม่รักผมมากและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน สังคมความเป็นอยู่รอบตัว เพื่อนแต่ละคนที่ผมคบสมัยมัธยมปลาย ล้วนเคยผ่านการคัดกรองจากแม่มาแล้วทั้งนั้น แม้ว่าบางครั้งผมอาจจะไม่ได้แฮปปี้จริงๆ กับสิ่งที่แม่หยิบยื่นมาให้ แต่ผมเต็มใจที่จะยื่นมือออกไปรับความหวังดีเหล่านั้น

            เพราะฉะนั้นพอลูกไปอยู่ที่นั่นต้องทำตัวดีๆ แล้วตั้งใจเรียนนะ อย่าทำอะไรที่จะนำทางลูกเข้าสู่อบายมุกหรือหนทางที่ทำให้ชีวิตผิดพลาดล่ะ ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่สบายใจ และต้องส่งลูกไปเรียนต่อเมืองนอกแทน

          ได้ครับ แค่ได้เรียนต่อที่เมืองไทยผมก็อยากขอบคุณแม่มากๆ แล้วครับ

            ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมอาจจะตบปากตัวเองและกลับคำขอไปเรียนต่อที่เมืองนอกแทน อย่างน้อยแม่ (อาจ) จะตามไปอยู่กับผมที่นั่นสักระยะ แต่พอเป็นมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแม่กลับปล่อยให้ผมเผชิญหน้ากลับโลกกว้างแต่เพียงลำพัง ไม่น่าเลยเดย์...

             ผมหลับตาลงแล้วสะบัดหัวไปมาเพื่อขับไล่ความหวาดกลัวเหล่านั้นออกไปจากจิตใจ รู้สึกขาดความมั่นใจกับสถานที่ที่ตัวเองต้องไปใช้ชีวิตอีกหลายปีอยู่พอสมควรเลย โธ่เอ้ย! ทำไมไม่รู้จักคิดให้เยอะกว่านี้นะ ตอนนั้นนึกแค่ว่าตอบรับให้มันจบไปเท่านั้นเอง คิดไม่ถึงว่าพอมาอยู่ในสถานการณ์จริงผมจะรู้สึกตระหนกได้ขนาดนี้

            หลายคนอาจจะรู้สึกแปลกใจกับอาการวิตกจริตของผมเวลานี้ เพราะฉะนั้นขอเล่าย้อนกลับไปนิดหนึ่งแล้วกันว่าทำไมผมถึงมายืนอยู่ตรงนี้ บางทีหากผมเล่าจบแล้วคนอ่านอาจจะรู้สึกสงสารผมขึ้นมาบ้างก็ได้

            ผมชื่อ เดย์ที่แปลว่าวันเวลาหรือแสงอาทิตย์นั่นเอง แม่ตั้งชื่อนี้ให้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเวลาที่ผมเกิดคือช่วงฟ้าสาง (Daybreak) หรือตอนเช้ามืดพอดี เหตุผลที่สองคงอยากให้ผมเป็นคนที่ส่องสว่างและเจิดจรัสไปทั่วทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะคุยกับใครหรือทำกิจกรรมอะไรสามารถนำพาแสงสว่างมายังบริเวณตรงนั้นได้ บางครั้งผมแอบคิดว่ามันขัดกับตัวตนที่แท้จริงของผมเสียเหลือเกิน

            จริงๆ แล้วผมเพิ่งจะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯและตัดสินใจมาเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ณ จังหวัดแม่ฮ่องสอนตามความต้องการ (ส่วนตัว) ของแม่ ตอนแรกผมคิดแค่ว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสธรรมชาติเมืองเหนือ ความเชื่องช้า หนีจากสังคมแห่งความเร่งรีบในทุกๆ วัน มาอยู่เหนือสุดของประเทศไทยบ้างคงจะดี แต่พอมาเห็นสภาพความเป็นอยู่และที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ห่างจากตัวเมืองเกือบสามสิบกิโลเมตร รวมถึงถนนหนทางที่คดเคี้ยวโค้งไปมาแบบนี้แทบทำให้ผมเป็นลมล้มทั้งยืนเสียให้ได้

            ผมไม่น่ารับคำแม่ง่ายๆ แบบนั้นเลย ให้ตายสิ...

            ผมเป็นคนขี้เหงามาก ขาดความมั่นใจในการดำเนินชีวิต ทั้งยังติดแม่ ติดบ้านมากๆ เลยด้วย หากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ปิดเทอมแทบจะไม่ออกไปไหน สิงอยู่แต่ในบ้าน ถ้าต้องมาอยู่ไกลขนาดนี้แอบกลัวว่าจะเกิดอาการ Homesick เหมือนกัน เพราะการจะเดินทางกลับบ้านทีหนึ่งอาจจะลำบากมากขึ้น (แม้ว่าที่นี่จะมีสนามบิน ทว่าห่างจากมหาวิทยาลัยหลักสิบกิโลเลย) ถ้าเขตที่ตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ในตัวเมืองหน่อยผมคงจะสบายใจมากกว่านี้ อย่างน้อยมีสถานที่อำนวยความสะดวกหลายอย่างที่ไม่ทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก

            ในความเป็นจริงนั้น...แค่จะหาร้านอาหารตามสั่งข้างมหาวิทยาลัยยังยากเลย คิดภาพไม่ออกเหมือนกันหากวันไหนพายุเข้าผมไม่ต้องตุนเสบียงอาหารกระป๋องไว้ที่หอจนออกไปไหนไม่ได้เลยเหรอนั่น

            น้องคนนั้นจะเข้าหอนี้หรือเปล่าครับ เห็นยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

            “…!” ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อความคิดที่กำลังลอยไปไกลแสนไกลถูกกระชากออกจากกันด้วยเสียงปริศนา พอหันกลับไปมองถึงได้เห็นว่าเป็นเสียงเรียกของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะอายุประมาณสามสิบปี คาดว่าน่าจะเป็นผู้จัดการหอพักที่ผมกำลังเข้าไปอาศัยอยู่ (มั้ง)

            ใช่ไหมครับ?พอเห็นผมยืนอ้ำอึ้งไม่ตอบอะไร เขาจึงถามย้ำกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจ

            ผมกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแล้วรวบรวมความกล้าตอบกลับไป อะ เอ่อ ใช่ครับ เข้าหอนี้แหละครับ

            การที่แม่ส่งผมมาที่แม่ฮ่องสอนคนเดียวมีข้อดีและข้อเสียปนกันไปหมด หากจะให้จดออกมาคงใช้เวลาเป็นวันเลยแหละ เพราะเพื่อนผมไม่มีใครตามมาเรียนที่นี่ด้วยกันเลย ส่วนใหญ่เรียนต่อแถบภาคกลางกันหมด เท่ากับว่าการทำกิจกรรมต่างๆ หรือการหาเพื่อนผมจะต้องเริ่มมันด้วยตัวเอง ผมคิดว่ามันยากนะ...กับการเริ่มใหม่โดยที่มีเราเผชิญหน้ากับโลกใบนี้เพียงคนเดียว

            ถ้าอย่างนั้นรีบขนของเข้ามาได้เลยครับ ขนคนเดียวไหวไหมเอ่ย? ก่อนขึ้นไปอย่าลืมมาเซ็นเอกสารตรงนี้เพื่อเช็คชื่อคนที่เข้าหอให้เรียบร้อยนะ รีบหน่อย เดี๋ยวตอนบ่ายคนจะเยอะนะชายหนุ่มพูดพร้อมกับตบโต๊ะเหล็กขนาดกลางที่มีกระดาษเอสี่แผ่นหนึ่งแปะด้วยสก๊อตเทปวางอยู่ตรงบริเวณบันไดทางเข้าอาคาร

            ครับๆ ได้ครับ

            ผมรับคำพร้อมกับรีบแบกเป้ใบใหญ่ขึ้นพาดไหล่แล้วเดินเข้าไปด้านในหอพักทันที มือขวากำเข้าหากันแน่นเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง จริงๆ ยังมีสัมภาระอีกหลายอย่างที่แม่จะส่งมาเพิ่ม วันนี้เลยนำแต่ของที่จำเป็นอย่างพวกเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว โน๊ตบุ๊คมาก่อน ผมวางกระเป๋าเป้ลงกับพื้นแล้วหยิบปากกาที่พกติดตัวเสมอออกมาเซ็นเอกสารที่พี่คนนั้นแปะเอาไว้บนโต๊ะ

            เรียบร้อยแล้ว นี่กุญแจห้องน้องนะ รูมเมทอีกคนยังมาไม่ถึงเลย ยังไงรีบขึ้นไปซะล่ะ จะได้เป็นคนเลือกเตียงก่อน ถ้าให้พี่แนะนำก็เลือกเตียงล่างนะ

            ขอบคุณมากเลยครับผมพูดพร้อมกับยกมือไหว้พี่คนนั้นและรับกุญแจห้องมาใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ที่ตัวเองใส่อยู่ จากนั้นจึงแบกเป้ขึ้นบ่าอีกครั้งแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักตัวเอง

            เอาล่ะ ชีวิตใหม่ที่แสนมีความสุขของผมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

            ว่าแต่...ห้องผมอยู่ริมสุดของชั้นสองสินะ เดินขึ้นมาถึงแล้วเลี้ยวขวา ผมกวาดตามองตามหมายเลขห้องที่แปะเหนือบานประตู ดูจากสีป้ายหมายเลขห้องแล้วหอพักนักศึกษานี้อาจจะมีอายุมากกว่าผมด้วยซ้ำ สองเท้าพาผมเดินมาจนสุดริมทางเดิน ติดกับห้องคือประตูเปิดออกไปยังบันไดหนีไฟมีถังดับเพลิงติดด้านข้าง เช็คเลขห้องของตัวเองให้แน่ใจอีกครั้งก่อนจะไขกุญแจเปิดประตูเดินเข้าไป

            แอด...

            กลิ่นแปลกๆ จากห้องพักที่ไม่มีใครพักอาศัยมาเนิ่นนานลอยมาเตะจมูกผมโดยไม่รู้ตัว ผมคิดถึงสเปรย์ดับกลิ่นกลิ่นลาเวนเดอร์ในกระเป๋าเป้ขึ้นมาทันที กลิ่นหืนในห้องนั้นอับเสียจนผมต้องย่นจมูกเอาไว้ หอพักคงทำความสะอาดครั้งสุดท้ายเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่นักศึกษาปีหนึ่งรุ่นที่แล้วย้ายออกไป การปล่อยห้องทิ้งไว้นานคงเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ออกมาทักทายผมเมื่อสักครู่ ผมใช้มืออีกข้างที่ว่างปิดปากแล้วดันประตูออกเพื่อมองภาพภายในให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

            เอ๋?

            ผมงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อเห็นว่าในห้องมีเตียงสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ตั้งติดผนังอยู่ ทั้งๆ ที่ผมพักกับรูมเมทแค่สองคน ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่แยกออกจากกันเป็นเตียงเดี่ยวซะ ถัดไปมีหนึ่งห้องน้ำสำหรับทำธุระกับห้องอาบน้ำขนาดกลางที่อยู่ติดกัน โชคดีที่แยกส่วนอ่างล้างหน้าออกมาไว้ด้านนอกเพื่อไม่ให้แออัดจนเกินไป สุดมุมห้องติดหน้าต่างเป็นระเบียงที่ยื่นออกไปสำหรับพื้นที่ตากผ้า พร้อมกับโต๊ะเขียนหนังสือคนละฝั่งหันหลังชนกัน เพดานด้านบนมีพัดลมซึ่งมีไยแมงมุมจำนวนมากเกาะติดหนึ่งตัวที่ผมคิดว่าหากไม่ระมัดระวังตัวให้ดี สักวันมันต้องหล่นมาใส่หัวผมแน่ๆ

            สมกับเป็นหอพักนักศึกษาในอุดมคติเสียจริง...

            เฮ้อ

            ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นจึงตัดสินใจนำกระเป๋าสัมภาระไปวางไว้ที่เตียงล่างเป็นการจองไปในตัว อืม...ผมคิดว่าตัวเองคงนอนเตียงด้านบนไม่ไหว สาเหตุหนึ่งคือผมเป็นคนกลัวความสูง ดึกดื่นค่อนคืนเกิดละเมอกลิ้งตกเตียงขึ้นมามีหวังรูมเมทอีกคนคงตกใจน่าดู เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาผมขอเป็นคนนอนเตียงล่างแล้วกัน จากนั้นจึงหยิบกล่องดินสอขนาดเล็กออกมาวางบนโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่งอย่างมั่วๆ สำหรับผมแล้วนั่งตรงไหนก็เหมือนกัน (ยกเว้นเรื่องเตียงนอน)

            ใช้เวลาสำรวจห้องสักพักใหญ่ๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ในหัวจินตนาการไปด้วยว่าต้องซื้อของอะไรมาเพิ่มเติมได้สักพักจึงนั่งลงที่ขอบเตียง เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงความเงียบสงบผมก็เริ่มคิดถึงแม่ขึ้นมา ความเหงาจู่โจมหัวใจอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แม้ว่านอกหน้าต่างจะแว่วยินเสียงลมพัดกระทบโดนกิ่งไม้หรือเสียงนกที่บินผ่านไปมาร้องจิ๊บๆ ก็ตาม ขอบตารู้สึกร้อนผ่าวเหมือนหยาดน้ำแห่งความอ่อนแอกำลังจะไหลออกมา ทำให้ผมรีบสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อควบคุมสติตัวเองและเบนความสนใจไปหาอย่างอื่นเพื่อลดอาการอยากร้องไห้คิดถึงแม่

            นายจะร้องไห้ไม่ได้เด็ดขาดนะเดย์! ผมอาจจะเคยตัดพ้อต่อว่าแม่ไปบางครั้งว่าทำไมถึงส่งผมมามาเรียนไกลขนาดนี้ แต่ลึกสุดใจผมไม่เคยโกรธแม่จริงๆ เลยสักครั้ง เพราะผมรู้ดีเสมอว่าแม่เหมือนนางฟ้า แม่ผมใจดีที่สุดในโลก และแม่ผมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผม

            การที่แม่ส่งผมมาเรียนที่นี่เพราะท่านคิดว่าผมโตแล้ว ควรจะมีชีวิตเป็นของตัวเองและได้ทำในสิ่งที่ชอบได้เสียที ควรได้เรียนรู้โลกภายนอกที่แสนหยาบโลนบ้างเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันความอ่อนแอในตัวผม อย่างน้อยในวันข้างหน้าผมจะได้เข้มแข็งขึ้นยามที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว ผมเข้าใจความคิดของแม่ดีเสมอ แต่ไม่รู้ทำไมพออยู่คนเดียวถึงอยากร้องไห้ขนาดนี้ อาจเป็นเพราะทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นล่ะมั้ง อะไรที่แปลกใหม่ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวเสมอ

            ดังนั้นผมจะพยายามสุดความสามารถ...จะเข้มแข็งและเติบโตให้แม่เห็นเอง

            ผมเอนหลังลงนอนราบกับเตียงนอนที่ยังไม่มีผ้าปูที่นอนกับหมอน ไม่ได้หนานุ่มเท่าเตียงที่บ้านทว่าพอแก้ขัดไปได้สักปีหนึ่ง เปลือกตาค่อยๆ ปิดลงด้วยความอ่อนล้า ทั้งที่ไม่ได้ขยับตัวทำอะไรมากมายแท้ๆ ไม่รู้ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้...อยากขอพักสักงีบ เดี๋ยวตื่นมาอีกทีช่วงเย็นจะลองเดินออกไปทำความรู้จักกับสถานที่รอบมหาวิทยาลัยเสียหน่อย

            ติ๊ง!

            โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงผมสั่นพร้อมกับเสียงดังขึ้นมาหนึ่งจังหวะทำให้จิตใจที่กำลังลอยเข้าสู่ห้วงนิทรากลับเข้าที่จนได้ ผมกะพริบตาปริบๆ แล้วดันตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงเสาเตียงพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสไลด์หน้าจอเปิดดูว่าในโลกสังคมออนไลน์อันเป็นพื้นที่ส่วนตัวผมมีอะไรอัปเดตบ้าง

            มีข้อความเอ่ยถามถึงสารทุกข์สุขดิบมากมายจากเพื่อนที่โรงเรียนเก่า ปลายนิ้วผมปัดปิดหน้าต่างข้อความไปทีละอัน ยังไม่อยากตอบใครในเวลานี้ จนกระทั่งเลื่อนลงมาด้านล่าง สายตาผมจ้องมองข้อความบางอย่าง...

            ผมมองหน้าจอก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาวด้วยความเซ็งเมื่อเห็นข้อความล่าสุดที่ถูกโพสต์โดยรุ่นพี่ในคณะอักษรศาสตร์ของผม (ก่อนหน้านี้ตอนกรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านทางเว็บไซต์ มีช่องหนึ่งที่ต้องใส่เฟซบุ๊กของตัวเองลงไปด้วย รุ่นพี่เลยรวบรวมจำนวนพวกเราได้สะดวกเพื่อสร้างกลุ่มเฉพาะเด็กปีหนึ่งขึ้นมา)

            ขอให้น้องคณะอักษรศาสตร์ทุกคนมาเจอกันใต้ตึกคณะเวลาบ่ายสองโมงครึ่งนะคะ เราจะมีการทำกิจกรรมทำความรู้จักร่วมกันและแนะนำรุ่นพี่ในคณะ ขอให้น้องทุกคนมาให้ตรงเวลาด้วย พวกพี่รอน้องกันอยู่นะคะ

          ขอบคุณค่ะ

          พี่มิ้นคนสวย

          ผมกลอกตาไปมาเมื่ออ่านข้อความนั้นจบพลางโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง ความหดหู่ที่เจอในวันนี้ทวีคูณมากขึ้นไปอีกจนฉุดไม่อยู่ ในสภาวะความรู้สึกแบบนี้ผมยังไม่อยากเจอใครทั้งนั้น อยากนั่งกอดเข่าในมุมมืดที่ผมสร้างมันขึ้นมาเอง ถ้าจิตใจพร้อมเมื่อไหร่ผมจะเป็นคนก้าวออกไปหาแสงสว่างเบื้องนอกเอง

            ความหวาดกลัวฉายชัดมากขึ้นเมื่อคิดว่าผมต้องเริ่มเข้ากับสังคมใหม่ๆ ต้องได้รู้จักเพื่อนที่อาจจะใช้ชีวิตด้วยกันหลังจากนี้ไปจนเรียนจบปริญญาตรี...ผมเป็นคนขี้อาย เข้ากับคนอื่นได้ยาก ไม่กล้าไปชวนใครคุยก่อนหากไม่ได้สนิทกันมากพอ อีหรอบนี้จะมีเพื่อนกับเขาสักคนไหมเนี่ยเดย์

            ไม่มีวิธีไหนที่ดีมากไปกว่าการเผชิญหน้าแล้วยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงนั้นซะ ผมจัดของบางอย่างที่นำติดตัวมาด้วยในห้องให้เรียบร้อย พอกลับมาตอนเย็นจะได้นอนเลยไม่ต้องทำอะไรต่อ จากนั้นจึงเตรียมตัวไปทำกิจกรรมคณะที่ว่านั่นตอนเย็น

            นายต้องสู้เท่านั้นนะเดย์!

           

            ตึกคณะอักษรศาสตร์

            คนเยอะจนน่าอึดอัด...นี่คือความรู้สึกแรกที่ผมสัมผัสได้ ไม่คิดว่าจะมีคนเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์มากขนาดนี้มาก่อน

            เสียงคนจอแจเต็มไปหมดภายใต้ถุนอาคารแห่งนี้ ความเหงาเข้ามาโอบล้อมทักทายผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ยิ่งเห็นว่าเพื่อนใหม่หลายคนเริ่มมีกลุ่มกันแล้ว คนที่อัธยาศัยดีหน่อยสามารถดึงเพื่อนหลายๆ คนมายืนคุยกันเป็นวงใหญ่ได้ แว่วยินเสียงหัวเราะเมื่อมีคนปล่อยมุกตลกดังมาเป็นระยะ เด็กหลายคนบ้างก็มากับเพื่อนจากโรงเรียนเดิมและมาเจอเพื่อนใหม่ที่นี่ซึ่งต่างจากผมที่เดินทางมาคนเดียว ไม่มีเพื่อนมาด้วยสักคน

            เท่าที่ผมลองจับใจความสำคัญจากสิ่งที่คนอื่นคุยกัน พอแยกแยะได้ว่าเป็นภาษาเหนือเสียส่วนใหญ่ คนที่มาเรียนที่นี่น่าจะมาจากโซนภาคเหนือเพราะใกล้บ้าน มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งมาจากภาคอื่นแต่คงไม่เยอะเท่าภาคเหนือ ที่สำคัญมหาวิทยาลัยของที่นี่ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควร ผู้คนเลยตัดสินใจได้ไม่ยาก แม้ว่าการเดินทางอาจจะลำบากไปสักหน่อย

            เอาล่ะ ผมไม่ควรจะมายืนอยู่คนเดียวแบบนี้ ขืนวันนี้ยังหากลุ่มเพื่อนไม่ได้คงทำให้ชีวิตผมในช่วงเปิดเทอมอันใกล้ลำบากกว่าที่เป็นแน่ๆ คิดได้ดังนั้นจึงหันไปหาเพื่อนร่วมคณะคนหนึ่งเพื่อจะทักทาย ทว่า...

            แปะๆ

            เสียงปรบมือเรียกดังมากจากอีกจุดหนึ่งซึ่งมีรุ่นพี่ชั้นปีที่สองขึ้นไปนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ พวกรุ่นพี่ใส่เสื้อสีประจำคณะ มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยและลวดลายสวยงามสกรีนอยู่ บางคนใส่กระโรงพีท บางคนใส่กางเกงยีนส์ที่สะดวกต่อการทำกิจกรรม เด็กปีหนึ่งที่ได้ยินเสียงปรบมือนั้นหยุดการพูดคุยและหันไปมองทางต้นเสียงดังกล่าว

            น้องปีหนึ่งทุกคนมานั่งเรียงแถวกันตรงนี้เลยค่ะ

            เจ้าของเสียงพูดสุดแสนจะหวานแหววนี้คือพี่ผู้หญิงผมยาวประบ่าหน้าตาน่ารักในชุดเสื้อยืดประจำคณะและกระโปรงนักศึกษาถูกระเบียบคนหนึ่ง ผมดูจากลักษณะการพูดจาและน้ำเสียงคิดว่าพี่เขาคงจะเป็นคนเดียวกับพี่มิ้นที่โพสต์นัดพวกเรามาที่นี่เมื่อตอนเที่ยงที่ผ่านมานั่นเอง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,832 ความคิดเห็น