Senior's Section Love

ตอนที่ 9 : [Part วินทร์ฟ้า] วางอนาคต (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 503
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    21 ก.ย. 63

 

บทที่ 2

วางอนาคต

 

ช่วงนี้พี่วินทร์มักจะมีเวลาหยุดมากขึ้นตั้งแต่มีผู้จัดการร้านเข้ามาช่วยงาน ฉันเองก็พลอยได้มีเวลาใช้ชีวิตร่วมกันกับเขามากขึ้นกว่าตอนที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันแรก ๆ

นี่ก็ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือนตั้งแต่ฉันย้ายเข้ามา

ไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้เพราะอยากให้มีเวลาให้ฉันด้วยหรือเปล่า แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะช่วงนี้ฉันรู้สึกโหยหาการอยู่ใกล้เขามากเลยล่ะ

ทุกเช้าตื่นมาก็เจอหน้ากัน กินข้าวด้วยกัน ออกไปทำงานด้วยกัน ไปจัดการเรื่องงานแต่งงานด้วยกัน หรือแม้กระทั่งเข้านอนก็รอนอนด้วยกันอีก

ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเขามันเริ่มทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเองก็ควบคุมไว้ไม่ไหวแล้ว

“กลิ่นนี้เป็นไง” พี่วินทร์ยื่นเทียนหอมมาให้ฉันดมดู “พี่ว่าหอมดีนะ”

ช่วงนี้เขาบอกว่าอยากจะให้ห้องนอนเรามีกลิ่นหอม ๆ บ้างเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและนอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเขาจึงชวนฉันออกมาเลือกซื้อเทียนหอมไว้จุดในยามนอนหลับ

“ถ้าพี่วินทร์ชอบ ก็เอาเลยค่ะ”

“ไม่ขัดพี่อีกแล้ว”

“มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรอคะ” ฉันถามกลับเพราะใคร ๆ ก็อยากจะได้แฟนที่สนับสนุนความคิดของตัวเองทั้งนั้น

“แต่พี่ไม่รู้ไงว่าเราชอบหรือเปล่า”

“ถ้าพี่วินทร์ชอบ ฟ้าก็ชอบค่ะ” ฉันยิ้มส่งไปให้เขาพร้อมกับคำตอบที่ทำให้พี่ วินทร์ดูดีใจไม่น้อยเลย

ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะพูดประโยคแบบนี้ออกมาได้

“งั้นเอาอันนี้ครับ” เขายื่นมันให้พนักงานที่เป็นคนแนะนำกลิ่นนี้ให้กับเขาอย่างไม่ลังเล

ฉันมองคนตัวโตที่กำลังเลือกของอย่างที่ความสุขก่อนจะเดินเลือกดูอย่างอื่นบ้าง ในตอนนั้นเองที่จู่ ๆ ก็มีเด็กที่ไหนก็ไม่รู้วิ่งเข้ามาเกือบจะชนฉันเข้า

หมับ!

พี่วินทร์ที่อยู่ใกล้ ๆ เอื้อมมือมาคว้าเอวของฉันไว้แล้วออกแรงดึงให้ถอยไปหาเขาเพื่อหลบเด็กที่กำลังวิ่งผ่านมา

“ขอโทษด้วยนะคะ” แม่ของเด็กที่วิ่งตามมายังด้านหลังหันมาค้อมหัวขอโทษพวกฉันก่อนจะรีบวิ่งตามลูกของเขาไป

“เป็นอะไรไหม” พี่วินทร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม

“ไม่ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันหันไปบอกพร้อมกับมองตามแม่ลูกคู่นั้นด้วย

“ถ้ามีลูก ลูกเราจะต้องไม่ดื้อแบบนี้นะ” เขาพูดมันขึ้นมาในตอนที่มองตามฉันด้วย

การเอ่ยถึงเรื่องลูกของเราในอนาคตนั้นมันเหมือนกับว่าเขาได้มั่นใจว่าฉันจะตัดสินใจแต่งงานกับเขาจริง ๆ

“พี่ก็แค่พูดไว้เฉย ๆ เผื่อเราอยากเปลี่ยนใจ” ใบหน้าคมคายนั่นกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

ปากก็พูดว่าให้ฉันได้ตัดสินใจบ้างล่ะ พูดเหมือนกับฉันบอกไปว่าจะไม่แต่งงานบ้างล่ะ แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ทำทุกอย่างเตรียมไว้รอแล้วเหมือนไม่อยากจะให้ปฏิเสธกันเลยทีเดียว

“ถ้าฟ้าเลี้ยงดูลูกไม่ดี พี่วินทร์จะโกรธไหมคะ” ในเมื่อเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนฉันก็อยากจะลองปรึกษาดูด้วย

“โกรธทำไม หน้าที่เลี้ยงลูกไม่ใช่แค่ของเราสักหน่อย พี่เองก็มีหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงเข้าด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าลูกจะเติบโตมาเป็นแบบไหนแต่เขาก็คือลูกที่เราสองคนเลี้ยงมาด้วยกันนะ”

“พี่วินทร์จะช่วยฟ้าเลี้ยงลูกหรอคะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเลี้ยงลูก แต่งานบ้านทุกอย่างพี่ก็จะช่วยเราทำด้วยเหมือนกัน”

“นี่คือการวางแผนชีวิตหลังแต่งงานใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ถ้าเราพร้อมพี่ก็จะคุยเรื่องนี้กันทันที”

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็มักจะเอ่ยเรื่องนี้ออกมาอย่างแนบเนียนให้ฉันเผลอไผลกับเขาไปทุกครั้งเลย

ค่อย ๆ พูดให้ฉันซึมซับทีละเล็กทีละน้อยโดยที่ฉันก็ไม่รู้ตัว

 

หลังจากที่เราเลือกซื้อของกันเสร็จแล้วก็พากันกลับมายังร้านเพื่อเช็กความเรียบร้อยกันก่อนจะกลับคอนโด

“จะกินอะไรไหม เดี๋ยวให้พ่อครัวทำให้” พี่ภูถามพี่วินทร์ในตอนที่พวกเขากำลังเช็กยอดเงินกันอยู่

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวกลับไปกินที่คอนโด”

“ทำไมไม่กินที่นี่เลยล่ะ จะได้ไม่เสียเวลา”

“ฟ้าเขาจะทำให้กิน” พี่วินทร์ตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี

พอพี่ภูได้ยินแบบนั้นก็หันมามองฉันแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คล้ายต้องการล้อเลียน

ฉันหลบสายตาของเขาก่อนจะมองเป็นเห็นว่าน้อง ๆ ในร้านเองก็ดูขวยเขินกับคำพูดนั้นของพี่ภูเหมือนกัน

เรื่องที่พวกเราจะแต่งงานกันนั้นทุกคนในร้านรับรู้กันหมดแล้วเพราะพี่วินทร์ได้เกริ่น ๆ บอกไว้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้ฤกษ์แต่งงานมา

ช่วงที่เคลียร์ยอดกับพี่ภูอยู่นั้นเหมือนกับจะเจอปัญหาเล็กน้อยและเขาได้เรียกประชุมพนักงานมาคุยพร้อมกับแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน

ด้วยความที่เป็นเรื่องระบบร้านฉันเลยไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเพราะพี่วินทร์เองก็รับผิดชอบได้

ฉันนั่งมองเขาทำงานกับทุกคนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

“ช่วงนี้คนเยอะอาจจะเหนื่อยกันหน่อยนะ วันหยุดร้านสัปดาห์หน้าพี่จะพาไปเลี้ยงขอบคุณ” พี่วินทร์หันไปพูดกับพนักงานทุกคน

หลังจากบอกไปแล้วทุกคนก็กล่าวขอบคุณกันยกใหญ่อย่างดีอกดีใจ พอมองแบบนี้แล้วเขาก็ดูมีภาวะความเป็นผู้นำสูงเหมือนกันนะ สามารถควบคุมพนักงานให้อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเองได้เป็นอย่างดีเลย

ถ้ามีลูกด้วยกัน...เขาจะต้องเลี้ยงลูกของเราให้ออกมาเป็นเด็กที่ดีมากแน่ ๆ

กึก!

ฉันชะงักนิ่งไปกับความรู้สึกนั้นของตัวเอง นี่ฉันเริ่มซึมซับเอาความคิดความรู้สึกของเขามาแล้วสินะ

เพียงแค่เขาพูดเรื่องลูกครั้งเดียวมันก็ส่งอิทธิพลต่อความคิดของฉันเป็นอย่างมากเลย

“พี่ว่าฟ้าเรียนรู้เรื่องระบบในร้านไว้บ้างก็น่าจะดีนะ” เขาพูดกับฉันในตอนที่เราจัดการเรื่องทุกอย่างแล้วออกจากร้านมาแล้ว

“ทำไมล่ะคะ พี่วินทร์ทำไม่ไหวหรอ”

“เปล่าหรอก แต่พี่แค่อยากให้เรามีส่วนร่วมเฉย ๆ”

“ฟ้าไม่ค่อยถนัดค่ะ ขออยู่หลังร้านเหมือนเดิมดีกว่า”

ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งพอที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ได้ ฉันคุยกับคนไม่ค่อยเก่ง หากจะให้บริหารงานก็คงทำได้ไม่ดีหรอก

“แล้วถ้าวันไหนพี่ทำต่อไม่ได้ล่ะ เราจะทำยังไง”

คำพูดนั้นของเขาทำให้ฉันนิ่งไปเลย ตลอดระยะเวลาที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันฉันไม่มีความคิดว่าจะไม่มีเขาในชีวิตหลังจากนี้เลยนะ

ทำไมถึงพูดเหมือนว่าจะไม่ช่วยกันดูแลร้านที่เขาสร้างขึ้นมาแบบนี้แล้วล่ะ

“พี่หมายถึง...แค่ป่วย” คล้ายกับอ่านความคิดของฉันได้จึงอธิบายต่อ

เมื่อได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจขึ้นมาจนเผลอถอนหายใจดังฟู่

“อะไรกัน เมื่อกี้คิดว่าพี่จะทิ้งเราหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์

“เปล่าค่ะ” แต่ฉันไม่หลงกลง่าย ๆ หรอกนะ

“เสียใจจังที่ได้ยินแบบนั้น”

“แล้วไม่ดีหรอคะ ฟ้าไม่ได้คิดว่าพี่วินทร์จะทิ้ง นั่นก็หมายความว่าฟ้าไม่ได้คิดว่าเราจะแยกจากกัน”

อ่า...ทำไมช่วงนี้ฉันดูพูดมากจังเลยนะ แต่มันเป็นการพูดมากที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยสักนิดเดียว

“ฟ้าคิดแบบนั้นหรอ” ถึงจะถามเหมือนไม่รู้แต่มุมปากของเขากลับยกยิ้มอย่างดีใจจนออกนอกหน้า

“คิด...แบบนั้นแหละค่ะ” ฉันก้มหน้างุดแล้วตอบเขาไป

หลังจากนั้นเราก็นั่งเงียบกันตลอดทาง มีเพียงเสียงเพลงรักที่พี่วินทร์เปิดคลอบนรถอย่างอารมณ์ดี ฉันนั่งฟังเพลงที่เขาเปิดวนให้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งพวกเราถึงคอนโดด้วยกัน

พอขึ้นมาถึงบนห้องพี่วินทร์ก็จัดการแกะเทียนหอมที่ซื้อออกมาตั้งไว้ที่โต๊ะตรงหัวเตียง

“วางตรงนี้ได้ไหมฟ้า” เขาถามแล้วยืนเล็งตำแหน่งอยู่นาน

“ตรงไหนก็ได้ค่ะ”

“อ่า...นั่นสินะ คิดไว้แล้วว่าเราต้องตอบแบบนี้” เขาตอบกลับมาอย่างขำขัน

จะว่าไปมันก็จริงแหละ แต่เชื่อไหมว่าที่ฉันไม่เคยขัดเขาเลยเพราะฉันคิดว่าพี่วินทร์ตัดสินใจดีแล้ว ยิ่งอยู่ใกล้และคลุกคลีกับเขามากเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งมองเห็นแต่สิ่งดี ๆ ของเขามากยิ่งขึ้น ทั้งความเป็นผู้นำ ความเอาใจใส่ในหลาย ๆ เรื่อง มันช่างแตกต่างจากตอนที่ฉันยังไม่ได้เห็นมุมนี้ของเขามากจริง ๆ

หรือมันเป็นเพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่คิดจะเปิดใจยอมรับเขามากกว่านี้กันนะ

“งั้น...วางตรงนี้ดีไหมคะ” ฉันเดินไปหยิบเทียนหอมเอามาตั้งไว้ตรงโต๊ะหัวเตียงฝั่งที่ฉันนอนอยู่

“แล้วมันต่างกันตรงไหน” พี่วินทร์ถาม

“ไม่ต่างค่ะ แค่ย้ายฝั่ง”

“...” สายตาเฉี่ยวคมนั่นมองฉันครู่นึงก่อนจะหลุดขำออกมา

“อะไรหรอคะ”

“นี่เรากำลังกวนพี่หรอ” เขาถามไปขำไป

“เปล่านะคะ”

“ก็เห็น ๆ อยู่เนี่ย” เขาชี้ไปยังเทียนหอมที่ฉันเพิ่งเอาไปวางไว้

“เปล่าสักหน่อยค่ะ” ฉันยังยืนยันคำเดิม

“โอเค ๆ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่” หลังจากนั้นเขาก็เหมือนจะพยายามกลั้นขำแต่ก็ทำไมได้

“มันน่าขำขนาดนั้นเลยหรอคะ” ฉันถามอย่างไม่อินกับความรู้สึกตลกขบขันของเขา ไม่ได้โกรธอะไรนะ แต่ฉันแค่สงสัย

“ก็ไม่ขนาดนั้น ก็แค่ตั้งแต่รู้จักกันมาพี่ไม่เคยเห็นเราพูดแบบนี้กับพี่เลย...” ยิ่งเขาอธิบายฉันก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “...ก็แบบ เหมือนกวนประสาทอะ”

“ฟ้าไม่ได้กวนประสาทสักหน่อย”

“เราอาจจะคิดว่าไม่ได้กวนนะ แต่การกระทำของเราอะมันใช่เลย”

ทั้งที่ฉันก็มองเป็นเรื่องปกติแท้ ๆ แต่พี่วินทร์กลับมองมันเป็นเรื่องแปลกซะได้ พิลึกคนจริง ๆ เลย

“ฟ้าจะไปเตรียมข้าวเย็นแล้วค่ะ พี่วินทร์อาบน้ำรอเลยนะคะ”

“โอเคครับ”

“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ”

“ต้มยำไข่น้ำ”

ครั้งแรกที่ทำฉันก็ดันเผลอทำมันหกเป็นเหตุให้พี่ภูมือโดนน้ำร้อนลวก แต่หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสทำให้เขาชิมอีกครั้ง พี่วินทร์เองก็แนะให้ปรับปรุงรสชาติเล็กน้อยแล้วสุดท้ายเราก็ได้เพิ่มต้มยำไข่น้ำลงบนเมนูของร้าน

“พี่อยากกินฝีมือเราอีก”

“ได้ค่ะ”

เนื่องจากเราเพิ่งซื้อของเข้าห้องกันไม่นานมันเลยมีวัตถุดิบพอที่ทำเมนูนี้พอดี

หลังจากนั้นฉันก็เข้าครัวแล้วจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้เขา ใช้เวลาพอสมควรในการทำ ตอนแรกพี่วินทร์จะเข้ามาช่วยแต่ฉันอยากให้เขาได้พักผ่อนบ้างเลยบอกให้ไปรออยู่ข้างนอกแทน

ขณะที่กำลังจัดเตรียมอาหารอยู่นั้นจู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามา พอยกขึ้นดูก็พบว่าเป็นฟาง

ช่วงนี้ฉันยุ่งมากเลยจนแทบไม่ได้คุยกับฟางเลยสินะ

“ฮัลโหล”

[เป็นยังไงบ้างคะพี่ฟ้า คืบหน้ายังไงบ้าง] เธอโทรมาเช็กความคืบหน้าสถานการณ์ต่อจากเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว

“เรื่อย ๆ” ฉันตอบแบบกว้าง ๆ ไว้

[ง่ะ เรื่อย ๆ นี่คือยังไงคะ ไม่มีความรู้สึกอะไรเพิ่มเติมเลยหรอ]

“ก็...มี”

[มีหรอคะ แบบดีหรือไม่ดี] เธอรีบโพล่งถามกลับมาอย่างรวดเร็ว

ฉันมองไปยังห้องนั่งเล่นก็เห็นว่าพี่วินทร์มองมาเหมือนกันคล้ายอยากรู้ว่าฉันกำลังคุยโทรศัพท์กับใครอยู่

เห็นแบบนี้แล้วก็นึกเกรงใจเพราะเขาอาจจะกำลังหิวข้าวมากก็ได้

“ไว้ค่อยคุยกันได้ไหม”

[ค่อยคุยนี่ตอนไหนหรอคะ พี่ฟ้าไม่ค่อยมีเวลาว่างคุยกับฟางเลย] เธอบอกอย่างน้อยอกน้อยใจ

“อะไรกัน เราว่างจากเรียนขนาดนั้นเลยหรอ”

[ก็...เปล่าสักหน่อยค่ะ ฟางก็แค่อยากรู้เพราะเป็นห่วง] น้ำเสียงนั้นหงอลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่นอกเหนือจากความหงอนั้นคือความเหงาที่ฉันสัมผัสได้

อันที่จริงฉันก็ย้ายออกจากบ้านมาหนึ่งเดือนแล้ว ทิ้งให้ฟางต้องอยู่บ้านคนเดียวมาหนึ่งเดือนเต็มแล้วสินะ ถ้าจะเหงาก็คงไม่แปลกหรอก

“ช่วงนี้พี่เอกได้มาหาบ้างหรือเปล่า”

ทำไมคำถามของฉันมันเหมือนกับน้องสาวของตัวเองเป็นเมียน้อยที่ต้องรอสามีชาวบ้านแอบมาหาได้ล่ะเนี่ย

[ไม่เลยค่ะ พี่เอกงานยุ่ง] เธอบอกแล้วพยายามทำน้ำเสียงให้ร่าเริง

“ถ้าพรุ่งนี้พี่กลับไปนอนบ้าน ฟางสะดวกไหม”

[สะดวกสิคะ] เธอรีบโพล่งขึ้นมาอย่างยินดี [ว่าแต่ทำไมพี่ฟ้าถึงกลับมานอนบ้านล่ะคะ ทะเลาะกับพี่วินทร์หรอ]

“เปล่า แค่คิดว่าอยากจะกลับไปนอนเป็นเพื่อนเราบ้าง”

[จริงหรอคะ ไม่ได้กำลังโกหกฟางใช่ไหม]

“คิดถึง”

[...] แค่ฉันบอกคำนั้นไปฟางก็เงียบไปอึดใจนึงเลยล่ะ [พี่ฟ้า...ดูแปลกไปนะคะ]

“แปลก? ยังไง”

[ไม่รู้สิคะ ฟางรู้สึกว่าพี่ฟ้าเปลี่ยนไปมากเลย ดูพูดเยอะขึ้น แล้วไหนจะบอกว่าคิดถึงกันอีก ฟางไม่ชินเลย แหะ ๆ]

พอฟางบอกแบบนั้นฉันก็เหมือนจะเพิ่งรู้ตัวถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

“แล้ว...มันดีหรือเปล่า” ฉันถามเพราะกลัวว่าฟางจะมองฉันแปลกไป

[ดีสิคะ ฟางมองว่าการพูดสิ่งที่คิดออกมาบ้างเป็นเรื่องดีน้า]

“คุยกับใคร”

ขณะที่ฉันกำลังจดจ่อกับการคุยกับฟางอยู่นั้นพี่วินทร์ก็เดินเข้ามาหาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง

เพราะตกใจมากจนฉันเผลอผงะแล้วถอยไปก้าวนึง คนตรงหน้ามองแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“คุยกับใคร” เขาถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจมากนัก

“กับฟางค่ะ” ฉันตอบและฟางเองก็เงียบไปไม่ได้เอ่ยขัดขึ้นช่วงที่ฉันคุยกับเขา

พี่วินทร์แบมือมาตรงหน้าเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าขอดูโทรศัพท์ ปกติเขาจะไม่ขอยุ่งเรื่องส่วนตัวฉันเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้ดูต้องการเช็กเรื่องสายที่โทรเข้ามาจริง ๆ

ฉันตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงบนมือให้กับเขาอย่างช้า ๆ พี่วินทร์มองดูสักพักก่อนจะยกโทรศัพท์แนบหู

“ฮัลโหล...” เขากรอกเสียงใส่ปลายสายและไม่นานใบหน้าที่ดูตึงเครียดนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นปกติ “...เปล่าหรอก พี่เห็นฟ้าคุยโทรศัพท์เลยสงสัยว่าคุยกับใคร”

พอพูดจบเขาก็ส่งโทรศัพท์คืนกลับมาให้ฉันแล้วเดินกลับไปนั่งตรงโซฟาดังเดิม

“ฟาง...”

[พี่ฟ้า เมื่อกี้เสียงพี่วินทร์ดูน่ากลัวมากเลยค่ะ] น้องสาวของฉันพูดอย่างตื่นกลัวเล็กน้อย

เธอคงไม่เคยเจอเขาในโหมดนี้เลยสินะ อันที่จริงฉันก็ไม่ค่อยได้เจอหรอก นาน ๆ จะเห็นเขามีท่าทีแบบนี้เหมือนกัน

[เขากำลังหึงหรือเปล่าคะ]

หึง? นั่นสินะ

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่จะไปนอนกับฟางพรุ่งนี้นะ ค่อยคุยกันอีกที”

ฉันตัดบทไปแบบนั้นเพราะไม่อยากจะคุยอะไรกันต่อแล้ว เอาไว้ค่อยคุยกันทีเดียวตอนไปเจอฟางที่บ้านก็แล้วค่ะ

[โอเคค่ะ ตกลงตามนั้น] จากนั้นฟางก็วางสายไป

ฉันจัดเตรียมอาหารต่ออีกสักก่อนจะเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไปตามเขา

“อาหารเสร็จแล้วค่ะ”

“อ้อ” เขาขานรับสั้น ๆ แค่นั้นแล้วลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง

พี่วินทร์เดินออกมาแล้วกำลังจะผ่านฉันแต่เขาก็หยุดยืนอยู่นานจนฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย

“เมื่อกี้...พี่ทำเกินไปหรือเปล่า”

เขาน่าจะหมายถึงเรื่องที่ขอโทรศัพท์ของฉันไปดูหรือเปล่านะ

“ไม่ค่ะ ฟ้าไม่ได้ว่าอะไร” ฉันตอบไปเพราะรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ

ตอนนี้มันเหมือนกับว่าพี่วินทร์เองก็ดูเกร็ง ๆ กับการปฏิบัติตัวกับฉันด้วยเหมือนกัน

“จริงนะ” เขาถามเหมือนไม่มั่นใจกับคำตอบของฉัน

“จริงค่ะ”

สำหรับฉันแล้วมันไม่ได้มีเรื่องปิดบังเขาถึงขั้นจะมาโกรธด้วยเรื่องแค่นี้หรอก ฉันเข้าใจว่าเขาก็คงจะระแวงกันได้นั่นแหละ

“แต่ถึงฟ้าจะไม่ว่าอะไรพี่ก็ต้องขอโทษด้วยนะ ครั้งหน้าจะไม่มีแบบนี้อีก” เขากล่าวอย่างเศร้าสลด

และมันก็ทำให้ฉันไม่สบายใจเอาซะเลย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าพี่วินทร์ไม่สบายใจจะขอดูก็ได้ ฟ้าไม่ได้ว่าอะไร” ฉันบอกอย่างต้องการปลอบเขาและไม่อยากให้เขาคิดมากในเรื่องนี้

“มันดูละลาบละล้วงหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ ฟ้าไม่ได้มองว่ามันเป็นแบบนั้น”

“อย่างนั้นหรอ” เขาพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกดีใจไม่น้อย

บรรยากาศรอบตัวเขาก่อนหน้านี้ที่เคยกังวลมันได้เปลี่ยนเป็นฟุ้งฟูไปด้วยออร่าสีชมพูประหลาดตา

“ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นซะก่อน”

“ป้ะ” เขาเอ่ยชักชวนก่อนจะเอื้อมมือมาโอบไหล่ของฉันไว้

“อย่าค่ะ” แต่ฉันขยับออกเพราะรู้สึกว่าตัวเองมีกลิ่นอาหารติดอยู่เต็มไปหมด “ตัวฟ้าเหม็น”

“เหม็นอะไร หอมจะตาย” เขาตอบและดึงฉันเข้าไปใกล้ดังเดิมก่อนจะก้มลงมาหอมเรือนผมดกดำของฉันที่มัดเป็นมวยต่ำไว้อย่างลวก ๆ

“พี่วินทร์...”

“น่า ไม่เหม็นหรอก” เขากล่าวอย่างเอาแต่ใจแล้วเดินโอบไหล่ฉันไปยังโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี

พอไปถึงฉันก็จัดแจงตักข้าวแล้วเสิร์ฟน้ำให้เขาด้วย

“ถ้าได้กินข้าวด้วยกันแบบนี้ทุกวันก็ดีสิเนอะ” เขารับจานข้าวไปแล้วพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“เอ่อ...พี่วินทร์คะ พรุ่งนี้ฟ้าว่าจะกลับไปนอนที่บ้านนะคะ”

ฉันรู้ว่ามันไม่ควรพูดแบบนี้กับเขาที่กำลังยินดีกับการกินข้าวร่วมกัน แต่ถ้าไม่ว่ายังไงก็ต้องพูดอยู่ดี

“กลับไปนอน...ที่บ้านงั้นหรอ”

“ใช่ค่ะ ฟ้ากลัวว่าฟางจะเหงาด้วย”

“จะย้ายกลับไปเลยหรอ” เขาถามแล้วแสดงสีหน้าเสียใจอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่ใช่ค่ะ แค่กลับไปเยี่ยมน้องเฉย ๆ”

“ไปเยี่ยมก็ได้นี่ แล้วกลับมานอนที่คอนโดของเรา”

“ได้ยังไงล่ะคะ ฟางนอนที่บ้านคนเดียวมาเป็นเดือนแล้วนะ ฟ้าเป็นห่วงน้อง” ฉันอธิบายเหตุผลของตัวเองไป

“ฟางโทรมาให้กลับไปหรอ”

“ไม่ใช่ค่ะ ฟ้าอยากกลับไปเอง”

“อยู่กับพี่มันไม่มีความสุขหรอถึงต้องกลับบ้าน” เขาเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจและนั่นเหมือนจะผิดจากประเด็นหลักที่จะสื่อไปกันใหญ่แล้ว

“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ” ฉันรีบบอกด้วยท่าทีนิ่ง ๆ “ฟ้าก็แค่คิดถึงฟาง ขอกลับไปนอนกับฟางแค่คืนเดียว ได้ไหมคะ”

“...” พอได้ฟังคำขอของฉันเขาก็นิ่งไปเลย นิ่งไปแบบที่ฉันก็ยังกังวลว่าพี่       วินทร์จะตอบกลับมายังไงเหมือนกัน

“นะคะ”

“งั้นพี่ไปนอนด้วยได้ไหม”

“พี่วินทร์คะ ฟ้าไปนอนคืนเดียวเอง เดี๋ยวก็กลับมาแล้วค่ะ”

ไม่คิดมาก่อนเลยว่าการจะกลับไปนอนบ้านกับน้องสาวตัวเองนี่มันลำบากขนาดนี้

“เราไม่คิดถึงพี่หรอ”

“เดี๋ยวก็เจอกันแล้วค่ะ”

“ไม่ใช่เดี๋ยวสิ ตั้งคืนนึง”

“พี่วินทร์คะ” พอเห็นว่าเริ่มขอยากขอเย็นแล้วฉันก็เหมือนจะฉุนนิดหน่อยเพราะเอาเข้าจริงเราก็ยังไม่ถือว่าย้ายมาอยู่ด้วยกันถาวรสักหน่อย

“อา...” จู่ ๆ คนตรงข้ามก็ยกขึ้นมากุมขมับตัวเองราวกับคิดอะไรไม่ออก “พี่นี่มันบ้าจริง ๆ เลย”

“...?”

“เรามาอยู่ด้วยแค่เดือนเดียวก็เสพติดการนอนด้วยกันไปซะแล้ว”

“...”

“ถ้าต้องแยกกันนอนแม้แต่คืนเดียวพี่ต้องนอนไม่หลับแน่ ๆ เลย”

เขาพูดแบบนั้นอยู่คนเดียวราวกับควบคุมสติของตัวเองไม่ได้ ส่วนฉันก็ไม่มีคำพูดใดจะปลอบใจเขาได้เช่นกัน

ไม่เข้าใจความรู้สึกของพี่วินทร์เลยสักนิด ฉันแค่ไปนอนที่บ้านแค่คืนเดียว ไม่ได้จะไปอยู่ยาว ๆ สักหน่อย

แค่คืนเดียว...ฉันก็กลับมาแล้ว

------------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

ลืมไปเลยค่ะว่ายังไมไ่ด้อัปเรื่องนี้ แถมเนื้อหาที่เหลือก็ยังน้อยนิดด้วย 555555

พาร์ทของฟ้าวินทร์อัปถึงแค่ตรงนี้น้า ที่เหลือสามารถอ่านต่อได้ที่รูปเล่มและอีบุ๊กเลยค่า ส่วนพาร์ทหน้าคือคู่องทิวกับออมค้าบ

- (ทอล์ก 80%)

พี่วินทร์อย่าเพิ่งน้อยจัยยยยย

- (ทอล์ก 60%)

พี่วินทร์คือจ้องแน้ววววววว

- (ทอล์ก 40%)

มาแล้วค่าาา ขอบคุณสำหรับรีวิวนิยายเล่มนี้ด้วยน้า ใครที่อ่านแล้วอยากส่งรีวิว ส่งมาได้เรื่อย ๆ เลยนะคะ ^^

- (ทอล์ก 20%)

มาแล้วงับ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

131 ความคิดเห็น

  1. #111 firstzy93 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 14:16
    ติดมากกก
    #111
    0
  2. #110 firstzy93 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 20:45
    งอแงมาก
    #110
    0
  3. #109 Maymie's Mimi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 20:36
    งอแงใหญ่เลยยย เอ็นดู
    #109
    0
  4. #108 firstzy93 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 19:01
    คุยกับน้องเอง
    #108
    0
  5. #107 firstzy93 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 20:37
    น่ารักกก
    #107
    0
  6. #106 TonYah (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 08:28
    อ่านจบแล้วคือดีงามทุกเรื่องเลย เป็นอะไรที่ช่วยเกาอารมณ์ ที่เฟลๆได้ดีเลยค่ะ ชิบทุกเรื่องเลยนะคะ
    #106
    1
    • #106-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 9)
      14 กันยายน 2563 / 17:48
      งุ้ยยยย ขอบคุณมากเลยนะคะ ดีจุยยยยยยยยย
      #106-1
  7. #105 firstzy93 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กันยายน 2563 / 22:47
    เริ่มดีละ
    #105
    0
  8. #104 firstzy93 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 17:21
    เจิมมมม
    #104
    0