Senior's Section Love

ตอนที่ 12 : [Part ทิวออม] เผชิญหน้า (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 451
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    19 ต.ค. 63

บทที่ 2

เผชิญหน้า

 

หลายวันต่อมา

“คิดถึงจังเลย” ฉันโผเข้ากอดแม่อย่างคิดถึงหลังจากที่เราไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว

ท่านกอดตอบฉันอย่างดีอกดีใจและก็คงคิดถึงฉันอยู่บ้างเหมือนกันนั่นแหละ

“แล้วนี่พ่อไปไหนอะแม่” ฉันดันตัวออกจากอ้อมกอดแล้วมองไปรอบ ๆ บริเวณบ้าน “ไหนบอกว่าวันนี้วันหยุด”

“มีงานเข้าด่วน เลยต้องไปดูสักหน่อย”

อ่า...ฉันเข้าใจดีเลยล่ะเวลาที่มีงานเข้าช่วงวันหยุดเนี่ย

แต่ก่อนตอนเป็นเด็กฉันก็มักจะไม่เข้าใจผู้ใหญ่เท่าไหร่เวลาที่พวกท่านต้องไปทำงานแบบเร่งด่วน พอมาตอนนี้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลย

“สรุปก็คือจะมาอยู่บ้านยาว ๆ เลยใช่ไหม” แม่ฉันถามอย่างไม่ค่อยจะเชื่อมากนักว่าฉันจะกลับบ้านยาวขนาดนี้

“ใช่ค่ะ” ฉันตอบก่อนจะมองไปยังบ้านที่อยู่ข้างกัน

“แล้วนี่ทิวรู้หรือยัง”

“ยังเลยแม่ ว่าจะเซอร์ไพรส์สักหน่อย”

เรื่องที่ฉันกลับมาบ้านครั้งนี้ทิวยังไม่รู้หรอก ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่าอยากจะเซอร์ไพรส์

“นี่แม่ ออมมีของฝากมาด้วยนะ” ฉันชูเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่ผลิตที่ประเทศจีนเท่านั้นให้แม่ดู

ก่อนหน้านี้ฉันได้บินไปทำงานที่จีนอยู่สามวันเลยแวะไปซื้อมาให้ ตั้งใจจะเอามาให้ด้วยตัวเองนั่นแหละเลยยังไม่ยอมส่งมาบ้านสักที

“แบบที่แม่อยากได้เลย” แม่ฉันตาลุกวาวอย่างดีใจที่ได้เสื้อแบบที่ชอบ ท่านแกะออกมาทาบกับตัวเองด้วย “ไปลองไหม”

“เดี๋ยวแม่ไปลองแป๊บนึง” พูดจบท่านก็หอบเอาเสื้อไปเปลี่ยนข้างบนอย่างรวดเร็ว

รอไม่นานแม่ก็เดินลงมาพร้อมกับสวมเสื้อตัวใหม่ที่ฉันซื้อให้

“สวยไหมออม”

ดูท่าแม่ของฉันจะชอบเอามาก ๆ เลย

“สวยยย ใส่แล้วดูเด็กมากเลยแม่ ออมเลือกเก่งไหม”

“เก่งงง” ท่านชมฉันอย่างเอาใจ

ตั้งแต่ฉันเรียนจบแล้วไปทำงานพ่อกับแม่ก็ดูท่าจะเหงาขึ้นเยอะเลยเพราะที่บ้านแทบไม่มีใครอยู่ด้วยแล้ว เพราะทั้งฉันและพี่ไผ่ก็ไปทำงานที่จังหวัดอื่นด้วยกันทั้งคู่

“วันนี้จะไปหาทิวไหม” แม่ถามฉันก่อนจะมองไปยังนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังบ้าน “แล้วจะกินข้าวเย็นที่บ้านหรือเปล่า”

“กินสิแม่ คิดถึงอาหารฝีมือแม่ใจจะขาดแล้ว”

“ไม่ต้องมาอ้อนเลย รู้นะว่ากลับมาคราวนี้เพราะอะไร” ท่านพูดอย่างรู้ทัน

“เอาน่าแม่ ออมจะกลับมากินข้าวที่บ้านนะ แต่ตอนนี้ขอแวะออกไปข้างนอกก่อน”

แม่ทำหน้าเอือม ๆ ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงไล่

ฉันตั้งใจว่าจะแวะไปที่คอนโดของทิวสักหน่อยเพราะช่วงนี้เขาพักที่นั่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมแวะไปทักทายและเอาของฝากไปฝากพ่อแม่ของทิวด้วย

ท่านพอจะรู้เรื่องที่ฉันมาบ้านจากคำบอกกล่าวของแม่ฉันตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ พอฉันบอกว่าจะไปหาทิวคุณแม่ของเขาก็ฝากกับข้าวห่อใส่ปิ่นโตมาให้ด้วย

ฉันขับรถของตัวเองที่ไม่ได้ขับมาสักพักใหญ่ ๆ อย่างรู้สึกคิดถึง พอมองไปรอบ ๆ เมืองที่ตัวเองเคยอยู่แล้วก็คิดถึงไม่น้อยเลย

ไม่รู้ว่าทิวจะมีเวลาว่างพาฉันไปโน่นมานี่หรือเปล่านะ ถ้าไม่มีฉันคงจะนัดยัยมะนาวกับยัยฟ้าให้ออกมากินข้าวด้วยทุกวันแน่ ๆ เลย

จะว่าไปแล้วก็คิดถึงน้ำหวานเหมือนกันนะ เราทำงานอยู่ในเมืองเดียวกันแต่ไม่ค่อยมีเวลาไปมาหาสู่กันเท่าไหร่เลย เพราะยุ่งด้วยกันทั้งคู่ด้วยนั่นแหละ

ใช้เวลาไม่นานฉันก็ขับรถมาถึงคอนโดของทิว ฉันเอาคีย์การ์ดกับกุญแจที่เขาเคยให้ไว้ออกมาด้วย ตั้งใจว่าถ้าทิวยังไม่กลับก็คงจะนั่งรออยู่สักหน่อย

ฉันหอบหิ้วเอาปิ่นโตและของฝากขึ้นมายังชั้นที่ทิวอยู่ ฉันไขกุญแจห้องเข้าไปโดยไม่ได้เคาะประตูก่อน และเมื่อเปิดเข้าไปก็พบว่า...

มีผู้หญิงอยู่ในห้องของเขา!

ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองเข้าผิดห้องแต่นี่มันกุญแจห้องเขาเลยนะ ไม่มีทางที่จะเข้าผิดแน่ ๆ

เธอคนนั้นพอเห็นฉันก็ดูตกใจไม่น้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองฉันราวกับตื่นกลัวเพราะเป็นคนแปลกหน้า

“มะ มาหาใครคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

พอจ้องมองหน้าดี ๆ แล้วฉันก็นึกออกทันทีว่ายัยนี่คือยัยลูกพลัมที่มีรูปคู่กับทิวอยู่บ่อย ๆ

“ใครมาอะพลัม” ทิวเดินออกมาจากห้องนอนด้วยสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น

ทันทีที่เห็นภาพนั้นฉันก็รู้สึกชาไปทั้งตัว เรี่ยวแรงที่เคยมีก็พลันมลายหายไปจนแทบหมดสิ้น

“ออม” พอเขาเห็นฉันก็ดูตกใจนิดหน่อยก่อนจะมองไปยังลูกพลัมแล้วตรงเข้าไปมาหาฉันอย่างรวดเร็ว “มาได้ไง”

“ขับรถมา” ฉันตอบเสียงแข็งและไม่พอใจที่มีผู้หญิงคนอื่นมาอยู่ที่ห้องของเขา

แบบนี้จะให้ฉันเข้าใจว่ายังไงล่ะ แม้จะพยายามไม่ให้แสดงความโกรธออกไปมากและรอฟังคำอธิบายจากเขาก็เถอะ แต่ฉันก็ยังขุ่นเคืองและอยากจะจิกหัวทั้งคู่มาตบสั่งสอนให้รู้แล้วรู้รอดอยู่ดี

“ใครมาวะทิว” ขณะที่ฉันกำลังจะเอ่ยปากถามก็มีเพื่อนของทิวเดินออกมาจากในห้องนอนด้วยเช่นกัน พอเขาคนนั้นเห็นฉันก็เอ่ยทักด้วยความคุ้นเคย “อ้าวออม มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

เขาคือพี่วินเพื่อนร่วมชั้นเรียนของทิวเอง

“พอดีมีนัดทำงานกลุ่มน่ะ ทุกคนเลยมาทำที่นี่” เขาอธิบายหลังจากที่ฉันเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว

“งั้นหรอ” ฉันตอบเขาก่อนจะมองไปยังพี่วินกับลูกพลัมที่ยืนมองฉันจากด้านในอยู่

“เข้ามาก่อนสิ ยืนอยู่อย่างนี้ไม่เมื่อยหรือไง” ทิวพูดกึ่งขำก่อนจะยื่นมือมารับของที่ฉันหอบหิ้วมาให้ด้วย พอเราอยู่ใกล้กันเขาก็กระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “อย่าบอกนะว่าเธอคิดว่าฉันจะแอบมีคนอื่นอะ”

“ถ้าเข้ามาเห็นแบบนี้เป็นใครก็ต้องคิดบ้างแหละ”

ฉันตอบไปแล้วกระแทกไหล่เขาแรง ๆ เนื่องจากหมั่นไส้ที่คนตัวโตกำลังหัวเราะฉันอยู่

“พอดีออมเพิ่งมาถึงเลยแวะมาหาทิว แล้วนี่ทำงานกันอยู่หรอคะ” ฉันตอบคำถามพี่วินที่เคยถามไปเมื่อก่อนหน้านี้

“ออม...” ลูกพลัมพึมพำชื่อฉันราวกับคนไร้สติ

“อื้อ ออม แฟนไอ้ทิวไง” เป็นพี่วินที่แนะนำฉันให้ลูกพลัมรู้จักเอง

ก่อนหน้านี้ช่วงที่ฉันคบกับทิวแรก ๆ ฉันไม่เห็นได้รู้จักยัยคนนี้เลยราวกับว่าเธอไม่ได้อยู่ในวงโคจรรอบ ๆ ตัวเขาสักนิดเดียว

คือรู้แหละว่ามีเพื่อนที่เป็นดาวคณะด้วยแต่ก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่จะต้องแนะนำให้ฉันรู้จัก

พูดตามตรงเลยว่าทิวยังดูสนิทกับพี่เซน เพื่อนที่เป็นเดือนของคณะวิศวะมากกว่าดาวคณะแพทย์คู่กับเขาซะอีก

“พี่ชื่อลูกพลัมนะ” เธอแนะนำตัวเองก่อนด้วยท่าทีที่ดูจะยังตกใจอยู่

“สวัสดีค่ะ”

แม้ฉันจะดูไม่ค่อยชอบคนตรงหน้าเท่าไหร่แต่มันก็ไม่ควรจะแสดงออกแบบนั้นเพราะฉันก็ยังไม่รู้ความเป็นไปทั้งหมดอยู่ดี

พอทักทายกันเสร็จแล้วฉันก็เดินตามทิวเข้าไปในครัว

“ทำไมจู่ ๆ ถึงมาได้ล่ะ” แม้จะถามแบบนั้นแต่น้ำเสียงของทิวมันดูดีใจไม่น้อยเลยที่เจอฉันในวันนี้

“ก็อยากเซอร์ไพรส์เหมือนที่นายไปหาฉันที่คอนโดไง” ฉันบอกแล้วมองไปรอบ ๆ ห้อง “ทำไมห้องรกแบบนี้เนี่ย”

“ไม่ค่อยมีเวลาทำความสะอาด” เขาวางของลงบนโต๊ะที่อยู่ในครัว

“แล้วแม่บ้านล่ะ”

“ช่วงนี้งดให้เข้ามาก่อน ฉันกลัวหาของไม่เจอถ้าแม่บ้านมาจัดห้องให้”

“แล้วก็อยู่แบบนี้อะนะ”

“อือ แต่ถ้าเธอจะใจดีทำความสะอาดให้ ฉันก็ไม่ขัดหรอกนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงยียวนก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าใกล้ “ถ้าเธอทำให้ อะไรก็ได้หมดแหละ”

“ไม่ต้องมาใกล้เลย” ฉันดันใบหน้าเขาออกห่างเพราะกลัวว่าเพื่อนของเขาที่อยู่ตรงห้องนั่งเล่นจะเดินเข้ามาเห็น

“ทำไมล่ะ ฉันคิดถึงเธอจะแย่”

“ปากหวานจังเลยนะ ไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า” ฉันพูดสุ่มไปงั้นแหละเพราะเอาจริง ๆ ทิวก็ทำแบบนี้กับฉันบ่อย ๆ เหมือนกัน

“ไม่มีหรอก ฉันจะเอาเวลาไหนมาทำผิดต่อเธอ” เขาออดอ้อนฉันยกใหญ่ก่อนจะหอมแก้มนวลเนียนด้วยความคิดถึง

“ก็ไม่รู้สิ” ฉันตอบไปแบบไม่ได้ใส่ใจเพราะตอนนี้ความสนใจของฉันอยู่ที่ริมฝีปากกรุ่นร้อนที่กำลังสัมผัสกับซอกคอของฉันอยู่ “อือ...”

เราสองคนนัวเนีย คลอเคลียกันอยู่พักใหญ่ ๆ จนหนำใจแล้วทิวก็ผละออกอย่างเสียดาย

“สรุปเป็นไงมาไง”

ฮึ่ย! แทนที่จะถามกันก่อนจะโลมเลียฉัน แต่นี่ทำอะไรจนพอใจแล้วถึงเอ่ยปากถาม ทิวนี่มันจริง ๆ เลย

“เพิ่งมาถึงวันนี้หรอ”

“อื้อ ฉันลาพักร้อนได้สองสัปดาห์ เลยว่าจะมาอยู่ที่นี่ยาว ๆ เลย”

“ขนาดนั้นเลยหรอ บริษัทเธอนี่ใจดีจัง”

“เพราะงี้ถึงอยู่มาจนถึงวันนี้ไง สวัสดิการที่ได้มันก็ดีด้วย” ฉันถอนหายใจออกมาแล้วมองไปรอบ ๆ ห้องอีกครั้ง “เดี๋ยวฉันทำความสะอาดห้องครัวให้ก่อนก็แล้วกัน”

“ฉันแค่พูดเล่นเฉย ๆ เธอเองก็เพิ่งจะมาถึง ไปนั่งพักก่อนเถอะ เดี๋ยววันนี้ฉันจะให้แม่บ้านเข้ามาทำก็แล้วกัน”

“แล้วกับข้าวที่แม่นายเอามาให้ล่ะ จะกินตอนไหน”

“เดี๋ยวรอทำงานเสร็จก่อนก็แล้วกัน พอดีมีส่งตอนหกโมง”

“หกโมง? เหลืออีกสามชั่วโมงอะนะ”

“อือ” เขาพยักหน้าตอบ ดูท่าทางแล้วทิวคงเหนื่อยน่าดูเลย

“มีอะไรให้ช่วยไหม” ฉันถามไปงั้นแหละเพราะรู้ดีว่าช่วยงานอะไรเขาไม่ได้หรอก

“ช่วยเป็นกำลังใจให้ก็พอ”

เราสบตากันอีกครั้งด้วยความรู้สึกโหยหา ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อยากจะใช้เวลาร่วมกับฉันที่เขามีให้ แต่ก็เอาเถอะ ฉันยังอยู่ที่นี่อีกหลายวัน จะใช้เวลาร่วมกันได้นานเท่าที่ใจต้องการเลย

พอเราเดินออกมาข้างนอกแล้วก็เห็นแค่ลูกพลัมที่นั่งอยู่ตรงโซฟาเพียงคนเดียว เธอนั่งก้มหน้านิ่งและใบหน้านั้นก็แดงระเรื่อราวกับกำลังขัดเขินอะไรบางอย่างอยู่

“วินล่ะ” ทิวเอ่ยถามทันทีที่เดินมาถึง

“ขะ...เข้าห้องน้ำ”

ฉันสังเกตเห็นท่าทีของลูกพลัมแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอแอบเห็นฉันกับทิวทำอะไรกันอยู่ในครัวหรือเปล่า แต่ถึงจะเห็นก็ไม่น่าทำให้ดูขัดเขินจนแสดงอาการออกมามากขนาดนี้

หรือยัยนี่จะยังไม่เคยมีแฟนถึงได้ดูเก้กังและเขินอายแบบนี้กันนะ

“เดี๋ยวฉันจะขนของออกมาทำข้างนอกนะ” เขาบอกก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน

“พี่ลูกพลัม” พอเหลือกันแค่สองคนฉันก็เอ่ยเรียกเธอ

“อะ...อื้อ” เธอหันมาขานรับอย่างตกใจ

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันถามอย่างสงสัยเพราะเธอเอาแต่กุมมือตัวเองไว้แน่น

“หืม? อะไรหรอ”

“ก็เห็นแบบนั้นแล้วอดคิดไม่ได้ว่าพี่มีเรื่องติดใจอะไรเกี่ยวกับฉันหรือเปล่า”

ฉันคิดว่าตัวเองเข้าประเด็นเลยจะดีกว่า ท่าทางที่เธอแสดงออกมามันชัดเจนแล้วว่าดูลุกลี้ลุกลนผิดปกติ แม้จะไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความคลางแคลงใจที่เธอมี

“เปล่านี่ พี่จะมีเรื่องติดใจอะไรออมได้ล่ะ”

“ก็เรื่องทิวไง” ฉันพูดจี้เข้าถึงจุดนั้นอย่างตรงไปตรงมา และเหมือนจะได้ผล เธอดูชะงักกึกไปอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อรู้แน่แล้วว่าลูกพลัมนั้นคิดไม่ซื่อกับทิวจริง ๆ ฉันก็จะได้สบายใจหน่อยเพราะขี้เกียจต้องมาเดาใจให้ปวดหัว

“ล้อเล่นน่า ฉันทำให้พี่ตกใจสินะ” และสุดท้ายฉันก็กลบเกลื่อนมันด้วยความขบขันเพราะไม่อยากให้ทิวลำบากใจ

ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้เรื่องนี้หรือเปล่า แต่ฉันจะถามแน่นอน ไม่เก็บมันไว้ให้ปวดใจอยู่ฝ่ายเดียวหรอก

การที่มีคนมาแอบชอบแฟนเรามันแน่อยู่แล้วที่เรานั้นจะอยากกำจัดคนเหล่านั้นออกไปให้พ้นทาง ไม่ให้มีพื้นที่ในสายตาของเขาอีกต่อไป แต่ลูกพลัมคือเพื่อนของเขา แถมยังมีกลุ่มงานด้วยกันอีก ถ้าฉันทำแบบนั้นมันจะรั้นทำให้ทิวปวดหัวไปเปล่า ๆ

เอาเป็นว่าฉันจะคุยเรื่องนี้กับเขาทีหลังแล้วกัน

 

[สรุปมาอยู่หลายวันเลยใช่ไหม] มะนาวเอ่ยถามฉันด้วยความดีใจ [งี้เราก็นัดเจอกันได้บ่อย ๆ แล้วสิ]

“อื้อ ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ก็นัดฉันได้เสมอ”

[แล้วไม่ไปหาพี่หมอทิวหรอ]

“มาหาแล้ว ตอนนี้ก็อยู่คอนโดเขานี่แหละ”

[แหม รวดเร็วมากเวอร์]

ฉันหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ฉันอยู่ในห้องนอนของทิวแล้วหลังจากที่เขาเคลียร์ของออกไปทำข้างนอกเพราะอยากให้ฉันพักผ่อน อันที่จริงใช่ว่าฉันจะอยากอยู่ให้เขาพะวงหรอก แต่ฉันเองก็อยากให้ยัยลูกพลัมได้สำนึกไว้เสมอว่าฉันคือตัวจริงของเขาและอย่าริอาจมาคาดหวังความสนใจจากแฟนของฉัน

คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่กลับมา แม้เรื่องหมั้นของเราจะไม่ได้ป่าวประกาศให้ใครรู้แต่ฉันมั่นใจว่าลูกพลัมต้องรู้เรื่องนี้บ้างแหละ แต่เธอก็ยังกล้าที่จะเข้ามาแทรกกลางระหว่างเรา

[เป็นอะไรไป ถอนหายใจแบบนั้นหมายความว่าไง] มะนาวเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“มะนาว ฉันคิดว่ามีคนมาชอบแฟนฉันอะ” ฉันตัดสินใจปรึกษาเรื่องนี้กับยัยนี่ดูดีกว่า

แม้มะนาวจะดูอ่อนหัดเรื่องความรักแต่เธอก็คือคนที่ได้แต่งงานก่อนใครในกลุ่มเพื่อนสี่คนของฉันเลยนะ

[อีกแล้วหรอ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติล่ะนะ พี่หมอทิวเขาฮอตจะตาย]

ขนาดมะนาวเองยังรู้เลยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

[คราวนี้เป็นใครล่ะ]

“เพื่อนของเขา” ฉันบอกไป แม้ภายนอกฉันเหมือนจะไม่กังวลมากแต่ลึก  ๆในใจมันก็ยังคิดเรื่องนี้อยู่เสมอเลย

[เล่าให้ละเอียดซิ]

“คือฉันสัมผัสได้ว่าเพื่อนที่เขาทำงานด้วยกันเหมือนจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้ทิวโดยที่ยัยนั่นเองก็รู้ว่าเขามีฉันอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับทิวหรอก ไม่รู้ว่าเขามองออกหรือเปล่า”

[ถ้าเป็นแต่ก่อนนะ ป่านนี้แกคงจัดการผู้หญิงคนนั้นไปแล้วล่ะ]

“นั่นน่ะสินะ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

ฉันโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ฉันต้องรู้จักระงับอารมณ์และจัดการกับความใจร้อนของตัวเอง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันทำให้ฉันได้รู้ว่าเรื่องแบบนี้ต้องค่อย ๆ จัดการ จะโผงผางและแสดงออกมากเกินไปไม่ได้ และอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนฉันก็ยังไม่รู้เลย

[ฉันว่าพี่หมอเป็นคนฉลาด คิดว่าเขาน่าจะดูออก]

“ดูออกแล้วแต่ก็ยังเก็บไว้ข้างตัวแบบนี้เนี่ยนะ”

[แกก็เพิ่งพูดไปเองว่าเขาทำงานด้วยกัน บางทีมันก็ยากจะตีตัวออกห่างอะถ้าผู้หญิงไม่ได้สารภาพออกมาตรง ๆ ว่าชอบ] มะนาวสันนิษฐานอย่างมีเหตุผล [แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาคุยกันหรือยัง แกคิดว่าไง]

“ฉันคิดว่ายัง ทิวไม่มีท่าทีลำบากใจเลยตอนที่เห็นฉัน เขากลับดีใจแบบออกนอกหน้าด้วยซ้ำ ถ้ารู้ความรู้สึกของเพื่อนจริงคงไม่ทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้เพื่อนลำบากใจ”

[มันก็พูดยาก แต่พี่หมอเขาแคร์ใครที่ไหนล่ะ นึกจะทำอะไรก็ทำนะรายนั้นน่ะ]

“มันก็จริงของแก”

ทิวออกจะเป็นคนไม่แคร์ใครเลยจริง ๆ อย่างที่มะนาวบอกนั่นแหละ

[ลองคุยกันก่อนแล้วกัน ไว้มีความคืบหน้ายังไงก็โทรมาหาฉันได้]

มะนาวเอ่ยอย่างให้กำลังใจและแสดงตัวว่ายืนอยู่เคียงข้างฉันเสมอ

“อื้อ ขอบใจแกมาก”

หลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกนิดหน่อยเรื่องของฟ้าที่เตรียมจะจัดงานแต่งงานในไม่ช้านี้แล้วด้วย

ไม่นานมะนาวก็วางสายไป ฉันเองพอได้อยู่ในห้องนอนก็ง่วงมาก ๆ เลยเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว

 

“ออม” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกฉันพร้อมกับสัมผัสได้ถึงแรงเขย่าตัวเบา ๆ ด้วย

“อืม...” ฉันครางงึมงำแล้วขดตัวซุกในผ้าห่ม

“ตื่นได้แล้ว เย็นแล้วนะ”

“อื้อ...” ฉันพยายามตื่นตามเสียงเรียกแต่ก็ยากเย็นซะเหลือเกินเพราะง่วงและเพลียร่างมาก

เมื่อตั้งสติและปรับสายตาได้แล้วฉันก็ลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางงัวเงีย

“กี่โมงแล้ว” ฉันยกมือปิดปากหาวอย่างง่วงจัดแล้วมองไปรอบ ๆ ห้องที่ตอนนี้มีแสงไฟอยู่แค่บริเวณหัวเตียงเท่านั้น

“หกโมงกว่าแล้ว”

“ฮะ!” ฉันอุทานอย่างตกใจเพราะกลัวว่าจะกลับบ้านดึกเนื่องจากพ่อกับแม่รอทานข้าวเย็นด้วย “ต้องรีบกลับบ้านแล้ว”

“กลับบ้าน? ฉันนึกว่าเธอจะค้างที่นี่ซะอีก”

“ฉันนัดกินข้าวเย็นกับพ่อแม่น่ะ ไว้วันหลังจะมาค้างที่นี่นะ” ฉันบอกพร้อมกับลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว

“ฉันอุตส่าห์รีบทำงานเพื่อเคลียร์เวลาให้เธอเลยนะ” ทิวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ นั่นทำให้ฉันถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลย

“เอาไว้วันหลังนะ วันนี้ฉันก็เพิ่งกลับบ้านมา พ่อแม่ก็อยากกินข้าวด้วย หรือวันนี้นายจะกลับไปนอนที่บ้านล่ะ” ฉันลองเสนอให้เขาดู

ฉันรู้ว่าที่เขานอนคอนโดเพราะมันอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ คือมันใกล้กับคณะของเขานั่นแหละ ถ้านอนบ้านมันใช้เวลาเดินทางนานกว่าจะถึง

“พรุ่งนี้ฉันต้องขึ้นเวรแต่เช้า ถ้าขับรถไปกลับน่าจะไม่ไหว” เขาพูดอย่างอ่อนเพลียและฉันก็รู้จุดประสงค์ของเขาดี

ที่จริงบ้านของเขามันก็ไม่ได้อยู่ไกลถึงขนาดนั้นหรอก แต่หมอที่เพิ่งลงเวรแล้วก็คงอยากกลับไปนอนเลยทันที

“เดี๋ยวฉันไปรับไปส่งก็แล้วกัน ช่วงที่อยู่ที่นี่ก็ว่าง ๆ ไม่มีไรทำด้วย” ฉันสนองสิ่งที่เขาอยากจะเสนอทันที

ถือว่าเป็นข้อดีด้วยเพราะฉันก็อยากจะให้คนอื่น ๆ ในคณะของเขารับรู้ถึงการมีอยู่ของฉันด้วยเช่นกัน จะได้ไม่ต้องมาพูดมากกันแบบที่ฉันเจอในโซเชียลเมื่อหลายวันก่อนอีก

“กลับไปพร้อมฉันเลยไหมล่ะ”

“อือ ไป” เขาตอบรับสั้น ๆ แต่ใบหน้านั้นบ่งบอกว่ากำลังดีใจสุด ๆ

“แล้ว...เพื่อนนายล่ะ”

“กลับแล้ว”

“แล้วกับข้าวที่แม่ฝากมากับของฝากของฉันที่ให้ด้วยล่ะ” เพิ่งนึกได้เลยว่าแม่เขาฝากกับข้าวมาให้ด้วย “แบ่งเพื่อนกินแล้ว ไอ้วินมันหิวฉันเลยให้มันกินข้าวที่แม่ฝากมา”

“แล้วของฝาก...” ฉันถามถึงของฝากตัวเองเพราะกลัวว่าทิวจะเอามันไปให้ลูกพลัม

มันคือขนมที่ไม่หวานมากและเป็นของโปรดของทิวด้วย

“เก็บไว้แล้ว ไว้กินทีหลัง”

พอได้ยินคำตอบฉันก็โล่งใจขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าคนตัวสูงจะจับสังเกตได้จึงยกยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

“ทำไม เธอกลัวว่าฉันจะเอาไปให้คนอื่นกินหรอ”

“เปล่าสักหน่อย”

“ความคิดของเธอ...ทำไมฉันจะไม่รู้ออม” เขาแปรเปลี่ยนเป็นจ้องด้วยสายตาดุดัน “เธอกำลังระแวงอะไรฉันอยู่”

“เปล่า” เพราะไม่ทันได้เตรียมใจในการที่พูดเรื่องลูกพลัมฉันเลยต้องปฏิเสธไว้ก่อน

“มีอะไรก็พูดมา” เขาเอนตัวลงนอนเตียงอย่างเหนื่อยล้าเต็มทน “ฉันพร้อมฟังเสมอนั่นแหละ”

“ทิว” ฉันเรียกชื่อเขาพร้อมกับเดินไปนั่งลงข้าง ๆ

ในเมื่อเขาเปิดรับกันขนาดนี้ฉันคงต้องพูดแล้วล่ะ

“หืม?” ดวงตาเรียวรีชวนหลงใหลเบนมามองฉันนิ่ง ๆ

“ฉันไม่สบายใจเรื่องพี่ลูกพลัม ฉันรู้สึกว่าเธอเหมือนจะคิดอะไรกับนาย”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

“ไม่รู้สิ คงเป็นเซนส์มั้ง” ฉันเองก็เริ่มไม่สบายใจขึ้นมาแล้วล่ะเพราะดูทิวเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ซะด้วยสิ

ฉันกลัวว่าเขาจะมองเลยผ่านและปล่อยให้เพื่อนของเขาค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างเรา

“พลัมเป็นเพื่อนกับฉันมานาน ถึงจะไม่ค่อยได้คุยกันแต่ฉันคิดว่ายัยนั่นน่าจะไม่คิดอะไรกับฉันหรอก แต่ถึงจะคิดก็ต้องห้ามใจอยู่ดีเพราะฉันมีแฟนแล้ว”

มะนาวเอ๊ย ทิวมันมองไม่ออกเว้ย แกประเมินหมอนี่สูงเกินไปแล้ว

“เป็นเพื่อนกันมานานก็ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนตลอดไปสักหน่อยทิว พี่ลูกพลัมอาจจะรอหาโอกาสอยู่ก็ได้” พอฉันพูดแบบนี้ทิวก็เปลี่ยนเป็นมองด้วยความคุกรุ่น  “ฉันไม่ได้จะว่าเพื่อนนายนะ แต่ความใกล้ชิดมันทำให้คนเราคิดเกินเลยได้เสมอ”

“เธอคิด...”

“อย่าพูดว่าฉันคิดมากเกินไปเองเลยทิว นายก็รู้ว่าที่ผ่านมาฉันต้องต่อสู้กับผู้หญิงของนายมาตั้งเท่าไหร่แล้ว” ฉันบอกความรู้สึกอัดอั้นที่ตัวเองมีให้กับเขา

“เธอก็พูดเหมือนฉันอยากให้มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ฉันรู้ว่าตลอดเวลาเรื่องผู้หญิงของเขานั้นมันเกิดจากการที่พวกเธอเหล่านั้นอยากจะแย่งชิงเขาไปจากฉันเองทั้งนั้น แต่ในเมื่อมันเคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เขาก็ควรจะหาทางป้องกันตัวเองสิ ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นเขาคิดว่ามีสิทธิ์เข้ามายุ่งแบบนี้

ฉันไม่เคยคิดนอกใจ ไม่เคยคิดแม้แต่จะแอบคุยกับคนอื่นขำ ๆ ต่อให้ฉันต้องเหงาจากการที่เขาไม่มีเวลาให้แค่ไหนฉันก็อดทนเสมอ เพราะฉันรู้ดีว่าการโดนหักหลังนั้นมันเจ็บปวดแค่ไหน แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นการเข้าใจผิดก็เถอะ แต่มันทำให้ฉันเจ็บปวดจากเขาไม่น้อยเลย

“ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะออม” พอเห็นฉันมีท่าทางซีเรียสเขาก็ลุกขึ้นนั่ง

“นายนิ่งเฉยกับความกังวลของฉันหรอ” ฉันหันหน้าไปถามเขาอย่างจริงจัง “หรือจะรอให้มันเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ นายถึงจะทำอะไร”

“ไม่ใช่แบบนั้นออม”

“หรือจริง ๆ แล้วนายอยากจะเลิกกับฉันเลยทำแบบนี้”

“ไปกันใหญ่แล้ว” เขาเอ่ยปรามเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มฟุ้งซ่านก่อนจะยื่นวงแขนแข็งแกร่งมากอดรัดฉันไว้

“ถ้างั้นก็ทำอะไรสักอย่างสิ” ฉันพยายามดันเขาออกเพราะไม่อยากสัมผัสเขาตอนนี้เลย ฉันโกรธเกินกว่าที่จะให้เขามากอดปลอบได้หรอกนะ ถ้าจะให้ฉันหยุดคิดเรื่องแบบนี้เขาต้องเป็นฝ่ายทำให้ฉันมั่นใจเองว่าจะไม่มีทางยุ่งเกี่ยวกับลูกพลัมอย่างแน่นอน

“โอเค ๆ ฉันเข้าใจแล้ว” เขาดึงดันที่จะกอดฉันให้ได้จนในที่สุดฉันก็ต้องยอมแพ้แล้วปล่อยให้ร่างกายของตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเขา “ต่อไปนี้ฉันจะระวังตัวมากขึ้น และถ้ามีโอกาสฉันจะทำให้ลูกพลัมไม่กล้าคิดเกินเลยกับฉันอีก”

“...”

“ตกลงหรือเปล่า”

ฉันไม่ตอบแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรไป แม้จะเป็นข้อเสนอที่ไม่พึงพอใจมากนักแต่มันก็คงดีที่สุดสำหรับทิวในตอนนี้แล้วล่ะ

ครั้งนี้จะถือว่ายอมให้ก็แล้วกัน

“บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเกิดฉันเห็นว่ายัยนั่นมีท่าทีอยากได้นายชัดเจนเมื่อไหร่ ฉันไม่ปล่อยไว้เฉย ๆ แน่”

“...”

“ถึงเวลานั้นอย่ามาหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน”

คนอย่างฉันน่ะ ไม่ยอมให้ใครมาแย่งของรักไปได้ง่าย ๆ หรอกนะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

เค้าลงเนื้อหาพาร์ทนี้เป็นพาร์ทสุดท้ายแล้วนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคนที่ติดตามอ่านจนครบ 4 เรื่องเลยน้า ดีใจมาก ๆ ที่อยู่กันจนมาถึงตอนนี้ สำหรับคนที่อยากตามอ่านต่อสามารถไปซื้ออีบุ๊กอ่านกันได้ค่ะ >>> ลิงก์อีบุ๊ก

แล้วก็แวะมาบอกว่าตอนนี้เรื่องของทอมลูกชายของทิวกับออมก็กำลังอัปลงเด็กดีอยู่นะคะ ไปกดติดตามกันได้เลย >>>> จิ้มลิงก์

- (ทอล์ก 80%)

มาแล้วค่าาาาาาาา พาร์ทหน้าคือพาร์ทสุดท้ายแล้วน้า

- (ทอล์ก 60%)

มาต่อแย้วววววว 

- (ทอล์ก 40%)

มาอัปนิยายแล้วนะค้าาา  ตัวจริงเขามาแล้วจ้ะ

- (ทอล์ก 20%)

พลัมมันเป็นใครคะพี่ทิว อธิบายมา!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

131 ความคิดเห็น

  1. #131 TonYah (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 21:24
    อ่านจบแล้วก็อยากอ่านอึกค่ะ คู่ทิวออมคือเรื่องแรกที่ทำให้รู้จักไร้ท์เลยค่า
    #131
    1
    • #131-1 Y2E-Jaa(จากตอนที่ 12)
      20 ตุลาคม 2563 / 01:15
      งื้อออ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะค้า ดีใจที่ชอบน้าาา
      #131-1
  2. #130 firstzy93 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 00:23
    ไม่ค่อยเลยนะทิว
    #130
    0
  3. #129 firstzy93 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 23:27
    เสน่ห์แรงจังนะทิว
    #129
    0
  4. #128 firstzy93 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 21:05
    เกือบเข้าใจผิดแล้ว
    #128
    0
  5. #127 firstzy93 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 16:17
    ซวยละ มาอยู่ในห้องได้ไง
    #127
    0
  6. #126 firstzy93 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 12:21
    เจิมมม
    #126
    0