Senior's Section Love

ตอนที่ 11 : [Part ทิวออม] กระแสจากโซเชียล (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 495
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    12 ต.ค. 63

บทที่ 1

กระแสจากโซเชียล

 

เวลาต่อมา

“ทำไมพวกมึงดูเพลีย ๆ” พี่ไผ่จ้องหน้าถามในตอนที่เรามานั่งทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารแล้ว

“ก็ออมเพิ่งเลิกงาน นี่ง่วงจะตายอยู่แล้ว” ฉันบอกก่อนจะเริ่มรู้สึกปวดร้าวบริเวณเชิงกราน

“กูก็เพิ่งเดินทางมาถึง จะเหนื่อยก็ไม่เห็นแปลก” ทิวตอบพี่ไผ่ก่อนจะมองไปยังมะปรางที่มีสีหน้าอิดโรย “ขนาดมะปรางยังดูเพลียเลย”

พอโดนทักมะปรางก็สะดุ้งแต่ก็เริ่มหยิบจับของที่อยู่บนโต๊ะสะเปะสะปะอย่างมีพิรุธ จนกระทั่งพี่ไผ่เอื้อมมือไปจับข้อมือของน้องไว้

อย่าบอกนะว่า...ที่มารับฉันช้าไม่ใช่เพราะรถติด แต่เพราะอย่างอื่นมากกว่า

แต่ฉันไม่อยากจะถามเอาอะไรหรอกเพราะมันดูไม่ให้เกียรติน้องเท่าไหร่ อีกอย่าง...ฉันกับทิวเองก็ทำแบบนั้นเช่นกันมันเลยเหมือนมีชนักติดหลัง ไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก

“มะปรางเรียนเป็นไงบ้าง” เพราะบรรยากาศมันดูอึดอัดแปลก ๆ ฉันเลยถามน้องเพื่อให้ดูผ่อนคลายขึ้น

ฉันว่ามะปรางดูลนลานจนแทบไม่มีความสุขเลย

“ช่วงนี้ก็หนักหน่อยค่ะเพราะอยู่ปีสามแล้ว งานเยอะมากเลยพี่ออม” เธอตอบฉันพร้อมกับพยายามปลดข้อมือออกจากการเกาะกุมของพี่ไผ่อย่างเนียน ๆ “แล้วพี่ออมล่ะ งานหนักไหม ปรางเห็นมะนาวมันบ่นว่าเบื่ออยู่บ้านตลอดเวลาเลย อยากให้มาลองทำงานดูบ้างซะจริง ๆ จะได้เลิกบ่นสักที”

“คงได้ทำแหละ แฟนมันขี้หวงจะตาย” ฉันตอบอย่างขำขันแต่ดูเหมือนว่าพี่ไผ่กับทิวจะไม่ขำด้วย เพราะทันทีที่พูดถึงแฟนมะนาวทั้งคู่ก็เริ่มแสดงอาการไม่พอใจออกมาผ่านการคนแก้วน้ำเสียงดังบ้าง หยิบช้อนแล้ววางลงกระทบจานดัง ๆ บ้าง

“จะอะไรกันนักกันหนา เรื่องก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ต่างคนต่างก็ใช้ชีวิตของตัวเองกันแล้ว” ฉันบ่นออกมาอย่างอึดอัด มันเป็นแบบนี้บ่อยครั้งจนฉันกับมะปรางเลี่ยงที่จะพูดถึง แต่เอาเข้าจริงฉันก็แค่สงสัยว่าทำไมเราต้องเลี่ยงในเมื่อคนที่ต้องจัดการตัวเองคือพวกเขา

“ก็ไม่อะไรนี่ แค่หมั่นไส้เวลาได้ยินคนพูดถึงมันเฉย ๆ”

“เดี๋ยวปลายปีมะนาวมันก็แต่งงานแล้ว ถ้าจะไม่ไปก็บอกกันแต่เนิ่น ๆ นะ มะนาวจะได้ไม่ต้องลำบากใจชวน” ฉันพูดอย่างหงุดหงิด

ถ้ามะนาวแต่งงานยังไงฉันก็ต้องไปด้วยเพราะเป็นเพื่อนเจ้าสาว ส่วนสองคนนี้ถ้าไม่ไปยังไงฉันจะได้บอกมะนาวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ต้องส่งการ์ดเชิญให้เสียเวลา

“จะหงุดหงิดอะไรขนาดนั้น พวกฉันก็เฉย ๆ หรอกน่า” ทิวที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีพูดขึ้น

“ให้มันจริง” ฉันมองทั้งสองคนตาขวางส่วนมะปรางก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา

ฉันว่ารายนั้นน่าจะลำบากใจกว่าฉันอีก แต่ก็นั่นแหละ ให้พวกเขาจัดการกันเอง

“เออไอ้ทิว เป็นไงบ้างวะ ไม่เจอกันนานเลย” พี่ไผ่ที่เงียบดูสถานการณ์เอ่ยชวนทิวคุย

“เหมือนเดิม เหนื่อยเหมือนเดิม” เขาพูดก่อนจะเอนตัวไปพิงพนักเก้าอี้อย่างเมื่อยล้า “งานเยอะมาก กูยังไม่รู้เลยว่าจะรอดเทอมนี้ไปได้ยังไง”

“เอาน่า มันเป็นธรรมดาอยู่แล้วล่ะ”

“แล้วมึงล่ะ” ทิวถามคืนกลับบ้าง

“ยุ่งชิบหาย ยุ่งจนกูคิดว่ากูต้องทำงานขนาดนี้เพื่อแลกกับเงินเดือนแค่นี้หรอวะ”

“มึงก็เอาประสบการณ์ไปก่อน แล้วค่อยหาที่ใหม่อัปเงินเดือน”

“กูก็วางแผนงั้นเหมือนกัน”

ฉันปล่อยให้ทั้งคู่คุยกันไปส่วนตัวเองก็หันไปสนใจมะปรางแทน มะปรางเป็นคนพูดเก่งนะ แต่เวลามาอยู่ต่อหน้าทิวน้องดูพูดน้อยไปเลย สงสัยยังคงเกร็ง ๆ กับทิวอยู่

“ตอนนี้มอเราเป็นยังไงบ้าง ดูพัฒนาขึ้นมาบ้างไหม” ฉันถามดูเพราะไม่ได้กลับไปมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว

“ปรางว่าพัฒนาขึ้นเยอะเลยล่ะพี่ออม ที่สำคัญกว่านั้นเด็กปีหนึ่งปีนี้มีแต่หล่อกรุบกริบทั้งนั้นเลย” พูดจบมะปรางก็หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดหารูปเพื่อส่งให้ฉันดู “นี่ไง ๆ น้องคนนี้อยู่เอกพื้นเมือง งานดีมาก”

“โห หน้าตาน่ารักใช้ได้เลยนะ”

“ใช่ค่ะ ตอนรับน้องปรางก็แอบไปส่องดูเหมือนกัน”

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมดังมาจากคนข้างตัวของมะปรางจนทำให้น้องต้องหยุดพูดในที่สุด

“อะไรกันพี่ไผ่ หนูก็แค่หวีดเฉย ๆ เอง ไม่ได้จะหวังคบกับน้องเขาสักหน่อย”

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต้องเคลียร์กันยกใหญ่ถึงเรื่องนี้เพราะพี่ชายของฉันนั้นขี้หึงใช่ย่อยเลยล่ะ

“แล้วเธอล่ะ มีเด็กใหม่หล่อกรุบโผล่เข้ามาที่บริษัทด้วยไหม” คำถามกึ่งล้อเลียนของเขามันทำให้ฉันนิ่งไปแต่ก็แค่แว้บเดียวเท่านั้น “เห็นบ่นตลอดว่างานเยอะ อยากให้บริษัทรับเด็กใหม่มาเพิ่มปีนี้รับมาหรือยังล่ะ”

“ก็มีรับมาบ้างคนสองคน” ฉันตอบอย่างเลี่ยงการระบุเพศ

“ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ” แต่ทิวก็ไม่วายถามขึ้นมา

“ก็มีมาทั้งคู่นั่นแหละ” ฉันตอบไปและพยายามแสดงอาการหงุดหงิดกลบเกลื่อน

ทิวเป็นคนขี้หึงมากและหึงแรงด้วย ฉันไม่อยากให้เขากังวลใจเรื่องที่ฉันต้องสอนเด็กใหม่ที่เป็นผู้ชายช่วงที่เราต้องห่างกัน

พอได้อยู่ด้วยกันมันก็ดีอยู่หรอก แต่พอเขากลับไปทีไรมันมักจะเหลือไว้เพียงความเหงาเปล่าเปลี่ยวสำหรับเราสองคนทุกครั้ง

“แล้วงานเธอล่ะ เป็นยังไงบ้าง” เขาเอาศอกเท้ากับโต๊ะแล้วหันมาคุยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง “งานหนักไหม”

คำถามนั้นของเขามันทำให้ฉันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนเขาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยออกมา

“หนัก แต่ฉันคิดว่าก็จะทำอยู่ที่นี่ต่อไปแหละ”

“ไม่บ่นอยากลาออกแล้วหรอ?” เขาถามเชิงหยอกล้อ แต่ก่อนตอนมาทำครั้งแรกฉันบ่นทุกวันว่าอยากจะลาออก แต่ทำไปทำมาก็ปาเข้าไปหนึ่งปีแล้ว

“นี่ถ้าฉันไม่ต้องใช้เงินนะ ฉันไม่ทำหรอก”

“ต่อให้ใช้เงินเหมือนเดิมแต่ไม่ต้องทำงานก็ได้นี่”

“แล้วมันจะทำได้ยังไงล่ะ ฉันเสกเงินไม่ได้นะ”

“เดี๋ยวฉันหาเงินให้เธอใช้เอง” ทิวพูดด้วยสีหน้าจริงจังแต่คำพูดนั้นคล้ายกำลังหยอกเล่น “ถ้าฉันเรียนจบเมื่อไหร่จะให้แม่ไปขอ”

“มันก็ต้องแน่อยู่แล้วสิ ถ้าฉันแต่งงานกับนายนะ ฉันจะอยู่บ้านไม่ทำการทำงานอะไร รอใช้เงินอย่างเดียวเลย” ฉันพูดกลบความเขินอายก่อนจะเบือนหน้าหนีเพื่อหลบสายตาเจ้าเล่ห์ของเขา

“อะแฮ่ม!” พี่ไผ่ที่เพิ่งจะตีกับมะปรางเสร็จก็กระแอมขึ้นมา “จะแต่งงานกับออมก็ข้ามศพกูไปก่อน”

“ขาข้างนึงของกูก็ข้ามไปได้แล้วนะ” พูดจบเขาก็จับมือข้างซ้ายของฉันชูขึ้นโชว์ต่อหน้าพี่ไผ่ ตรงนิ้วนางฉันมีแหวนหมั้นที่ทิวมอบให้เพื่อจองฉันไว้อยู่ “นี่ถ้าถึงวันแต่งงานก็แสดงว่ากูข้ามศพมึงไปแล้ว ตอนนั้นมึงจะตายหรือจะอยู่ล่ะ”

“กวนตีนนักนะมึง”

เป็นธรรมดาของทั้งสองคนที่ทะเลาะเรื่องของฉันเป็นประจำ พี่ไผ่ก็ทำหวงไปงั้นแหละ แต่เอาเข้าจริงเขาก็อยากได้ทิวมาเป็นน้องเขยอยู่ดีนั่นแหละ ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่นา

เพราะฉันกับทิวเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก นั่นทำให้เรารู้สึกผูกพันมาตั้งแต่แรก ไม่แปลกที่แม้จะเลิกรากันไปก็ยังกลับมาคบกันอีกจนได้ ฉันเชื่อว่า...เราจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายไปด้วยกันได้เสมอ

ฉันเชื่อแบบนั้น

 

วันต่อมา

วันนี้ฉันตื่นเกือบแปดโมงเพราะเมื่อคืนกว่าจะแยกกับพวกพี่ไผ่ก็เกือบเที่ยงคืน พอมาถึงห้องทิวก็ยังงอแงอยากจะกอดกับฉันอีก เขาไม่ช่างเป็นคนไม่รู้จักพอซะจริง

“ตื่นเช้าจัง” พออาบน้ำเสร็จฉันก็มานั่งแต่งตัวอยู่ตรงหน้ากระจก

“นี่ก็สายแล้วนะทิว”

“วันหยุดทั้งทีตื่นสายกว่านี้หน่อยไม่ได้หรอ”

“วันหยุดฉันก็ตื่นเวลานี้ประจำแหละ” ฉันหันไปมองเขาที่กำลังยกมือขยี้ตาเหมือนเด็ก “ถ้านายง่วงจะนอนต่อก็ได้นะ”

“แล้วนี่เธอจะไปไหน” เขาถามคงเพราะเห็นว่าฉันแต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอก

“จะออกไปซุปเปอร์สักหน่อย พอดีของในตู้เย็นมันหมด เผื่อนายหิวข้าวฉันจะได้ทำอะไรให้กิน”

“งั้นรอแป๊บนึง” พูดจบเขาก็รีบลุกลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว

“จะไปด้วยหรอ”

“อือ ไปด้วย”

ตอบคำถามฉันเสร็จทิวก็วิ่งเข้าห้องน้ำและรีบอาบน้ำออกมาแต่งตัวอย่างรวดเร็ว

เป็นคนหน้าตาดีนี่มันได้เปรียบจริง ๆ เลยนะ กิจวัตรประจำวันที่ทำอยู่ทุกวันก็ดูเหมือนซกมกมากแท้ ๆ แต่กลับดูดีอยู่เสมอเลย

“นึกยังไงถึงไปด้วย ฉันนึกว่านายจะนอนต่อซะอีก” ฉันถามเมื่อเรากำลังเดินมายังสถานีรถไฟฟ้า

“ก็ไม่อะไร แค่นึกภาพเธอถือของคนเดียวหนัก ๆ ฉันก็แค่อยากมาช่วยถือบ้าง”

“ฉันถือได้น่า ปกติก็มาคนเดียวอยู่แล้ว”

“...” พอฉันตอบไปเขาก็เงียบเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่แล้วก็เรียกชื่อฉันออกมา “ออม”

“ว่า?”

“เธอเหงาไหม” คำถามนั้นมันทำให้ฉันชะงักกึก “มาอยู่ที่นี่เหงาบ้างหรือเปล่า”

“...”

“กลับไปทำงานแถวบ้านดีไหม อยู่ใกล้ฉันด้วย เราจะได้เจอหน้ากันทุกวันเท่าที่เราต้องการ”

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกทิว” ฉันบอกเขาตามความจริง

ทิวอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายเพราะบ้านเขารวย เรียนจบก็มีทุกอย่างพร้อมรองรับเขาอยู่แล้วในขณะที่ฉัน...ไม่มี

บ้านฉันแม้จะไม่ได้ลำบากแต่ทุกอย่างก็แลกมาด้วยการทำงานอย่างหนักของพ่อ ฉันคิดว่าอย่างน้อยถ้าเรียนจบก็อยากจะเลี้ยงดูตัวเองให้ได้พร้อมกับคอยสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่บ้านพ่อกับแม่ด้วย

โชคดีที่ตอนนี้พี่ไผ่กับฉันเราได้ทำงานกันหมดแล้วเลยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ถ้าวันนึงจะให้ฉันกลับไปอยู่บ้านแล้วขอเงินพ่อแม่ใช้เหมือนเดิมฉันคงทำไม่ได้ ซึ่งฉันเคยพูดเรื่องนี้กับทิวไปแล้ว

“เงินเดือนน้อยลงหน่อย แต่อย่างน้อยเราก็ได้อยู่ใกล้กันนะออม”

“แต่แถวนั้นมันไม่มีงานตรงสายที่ฉันเรียนมาเลยนะทิว อีกอย่าง...ฉันก็อยากจะเติบโตในสายงานของตัวเองเหมือนกัน”

การเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่มันเหมือนเป็นเพิ่มโอกาสให้ฉันมากขึ้น และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ

ยอมรับเลยว่าความคิดของตัวเองในตอนนี้กับสมัยเรียนอยู่นั้นมันต่างกันมากจริง ๆ

“งั้นแสดงว่าถ้าแต่งงานกันไปเธอก็จะไม่ย้ายไปอยู่กับฉันอย่างงั้นสิ เพราะเธออยากเติบโตในสายงานของเธอ”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นทิว กว่าเราจะได้แต่งงานกันมันไม่ใช่ภายในสองปีนี้หรอก”

“ทำไมถึงคิดว่าจะไม่ใช่ภายในสองปีนี้”

“ก็นายยังเรียนไม่จบ ยังไม่ได้ทำงาน คิดว่าคนทางบ้านนายจะปล่อยให้นายมีเมียไปเกาะนายกินหรอ”

“ช่างเรื่องของบ้านใหญ่ฉันสิ พ่อกับแม่ฉันรักเธอ ยังไงท่านก็ไม่คัดค้านอยู่แล้วถ้าฉันจะแต่งกับเธอเร็ว ๆ”

“ทิว นายเอาแต่ใจเกินไปแล้ว”

“ฉันแค่อยากอยู่ใกล้ ๆ เธอ แบบนี้มันเรียกเอาแต่ใจหรอ” เขาพูดกับฉันอย่างน้อยใจก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทางเหมือนไม่อยากทะเลาะอีก

“เราเคยคุยเรื่องนี้กันไปแล้วนี่ทิว” ฉันยื่นมือไปจับมือเขาไว้แน่น “ฉันเองก็อยากอยู่กับนาย แต่เรามีภาระและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบนะ”

ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้อยากจะเอาแต่ใจหรอก เขาแค่อยากอยู่ใกล้ ๆ ฉันเหมือนที่พูดนั่นแหละ แม้ฉันเองจะอยากทำแบบนั้นมากแค่ไหนก็ตาม แต่ฉันไม่อยากทำให้ทั้งเขาและพ่อแม่ของเขาต้องลำบากใจ

“แผนกประสานงานกับทางจีนของโรงพยาบาลมีคนลาออกพอดี ฉันว่าจะให้เธอทำที่นั่น รายได้เองก็ไม่ต่างจากที่นี่” เขาพูดถึงโรงพยาบาลที่อยู่ในการดูแลของตระกูลเขา

ถ้าทิวเรียนจบเมื่อไหร่ก็คงจะลุยงานต่อที่นั่นเลย

“ทิว...”

“กลับไปทำงานที่บ้านเถอะ ถ้าฉันเรียนจบฉันจะเป็นหมอที่โรงพยาบาลของปู่ จากนั้นเราจะได้เจอกันทุกวัน”

“นายเองก็รู้ว่าต่อให้เราทำงานที่เดียวกันมันก็ยากจะที่เจอหน้ากันอยู่ดี”

“แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าอยู่คนละที่กันแบบนี้”

“ไม่เอาน่าทิว” ฉันพยายามบีบมือเพื่อให้เขาผ่อนคลายลง “มันไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากอยู่กับนายนะ แต่มันมีหลายอย่างมากกว่าความต้องการอยู่ด้วยกันของเราสองคน ขนาดพี่ไผ่ยังไม่ได้อยู่ใกล้มะปรางเลย”

“มันไม่เกี่ยวกับไอ้ไผ่เลย มันอยู่ที่เธอต่างหาก”

“งั้นเอางี้ ถ้านายเรียนจบเมื่อไหร่ ได้ทำงานเต็มที่เท่าที่นายคิดว่าตัวเองมั่นคงแล้ว ตอนนั้นฉันจะย้ายไปทำงานกับนายเอง ดีไหม” ฉันรับรู้ความรู้สึกของทิวเป็นอย่างดี เพราะฉันเองก็ไม่มีความสุขเลยเวลาที่ต้องมานั่งคิดถึงเขา แต่เรื่องงานยังไงฉันก็ยังให้ที่นี่เป็นอันดับหนึ่ง

“ฉันบอกแล้วไงว่าถ้าแต่งงานกันแล้วฉันจะไม่ให้เธอทำงาน”

“เอาล่ะ ๆ เราคุยเรื่องนี้กันกี่ครั้งสุดท้ายก็ทะเลาะกันเหมือนเดิม เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอาไว้ก่อนก็แล้วกันนะ ตอนนี้โฟกัสเรื่องในปัจจุบันก่อน” ฉันพยายามจะใช้ไม้อ่อนกับเขาให้ได้มากที่สุด ไม่อยากให้ต้องแยกกันไปแล้วอยู่ในช่วงที่ทะเลาะกันอีก

ไม่มีทางรู้เลยว่าช่วงที่ฉันไม่ได้อยู่กับเขาจะมีผู้หญิงเข้ามาพัวพันบ้างหรือเปล่า แต่ก็คงมีมาบ้างนั้นแหละ ขนาดตอนที่เรียนอยู่ยังวุ่นวายกับเรื่องผู้หญิงที่เป็นแฟนคลับของเขาเลย

คนตัวสูงพยายามผ่อนลมหายใจออกมาเพื่อให้ตัวเองไม่เครียดจนเกินไป สุดท้ายเขาก็บีบมือตอบฉันกลับก่อนจะเอื้อมมืออีกข้างมาลูบหัว

“นั่นสินะ” เขาพึมพำพร้อมกับส่งยิ้มให้ฉัน “ไม่คิดมาก่อนเลยนะเนี่ยว่าเธอจะใจเย็นลงได้มากขนาดนี้”

“นายเองก็เหมือนกันนั่นแหละน่า”

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงทะเลาะอย่างรุนแรงไปหลายรอบแล้วมั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจริง ๆ


หลายวันต่อมา

ทิวกลับไปแล้วและฉันก็กลับมาทำงานที่รัก(?)เหมือนเดิม วันนี้มีสอนงานเด็กใหม่ด้วย ฉันต้องเคลียร์เอกสารที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ให้เสร็จก่อนเพื่อที่จะได้มีเวลาสอนงานเขามากขึ้น แต่ยังทำได้ไม่ทันไรพี่อรก็มุ่งหน้าตรงมายังโต๊ะทำงานของฉัน

“น้องออมมมม” เธอลากเสียงยาวราวกับยินดีปรีดาอะไรสักอย่าง “พี่มีเรื่องจะให้เราช่วย”

“อะไรคะ” ฉันเงยหน้าเอกสารขึ้นถาม

“พอดีวันนี้พี่ต้องไปประชุมกับนายที่โรงแรมแต่ว่าพี่ยังทำงานที่มาจากสำนักงานใหญ่ไม่เสร็จเลยจะให้เราไปแทน ได้ไหม?”

อีกแล้วหรอ? พี่อรเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยเลย เธอมักจะให้ฉันไปประชุมกับนายอยู่หลายครั้งจนตอนนี้แทบจะเรียกว่าทำงานแทนเธอได้แล้วมั้งเนี่ย

“แต่ออมยังทำงานไม่เสร็จเลยนะคะ มีเอกสารที่ต้องส่งเมลให้วิศวกรวันนี้ก่อนเย็นด้วย” ฉันหลุบสายตามองไปยังเอกสารที่รอการแปลจากฉันอยู่ “อีกอย่าง...วันนี้ออมมีสอนงานน้องเด็กใหม่ด้วยนะคะ”

“เรื่องน้องเด็กใหม่ไม่ต้องห่วง เอาน้องไปหน้างานด้วยเลยให้เห็นบรรยากาศการทำงานจริง วันหน้ายังไงเขาก็ต้องได้ออกไปกับนายเหมือนกัน”

“แต่มันจะไม่เร็วไปหน่อยหรอคะ”

“คนจะทำงานล่ามยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง ไม่เร็วไปหรอก”

ฉันล่ะอยากถอนหายใจใส่พี่อรแรง ๆ จริง ๆ เลย เธอมักจะโยนงานของตัวเองให้ฉันทำเป็นประจำ แต่ข้อดีคือเธอดูรักและเอ็นดูฉันอยู่ไม่น้อยถึงได้คอยยื่นเรื่องเสนอขึ้นเงินเดือนให้ฉันกับผู้บริหารอยู่ตลอด

แต่เอาเถอะ ยังไงฉันก็ได้ผลประโยชน์มากโขเวลาที่ต้องทำงานแทนพี่อร

“แล้วงานวันนี้ล่ะคะ ออมไม่น่าจะกลับมาทำทัน”

“งั้นเอางี้ เราแค่สรุปมาคร่าว ๆ ว่านายพูดอะไรไปบ้าง เดี๋ยวพี่มาเรียบเรียงเอง

“พี่อรก็รู้ว่ามันทำไม่ได้ สุดท้ายยังไงก็ต้องเป็นออมที่จะสรุปเนื้อหาประชุมพร้อมกับส่งเอกสารให้นาย” ฉันบอกไปตามตรงไม่มีเกรงใจ เธอทำงานมาก่อนฉันน่าจะรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันทำไม่ได้ ถ้าพลาดเพียงนิดเดียวโดนด่าขึ้นมามันจะซวยไปกันหมด

“โอเค งั้นพี่จะทำงานนี้แทนเราเอง”

“พี่อรแน่ใจหรอคะว่าทำทัน งานของพี่อรก็เหลือเยอะไม่ใช่หรอ” ฉันมองอย่างกังวลใจ เธอเป็นคนเก่งก็จริง แต่เธอทำงานช้ามาก

“เอาน่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวพี่รับผิดชอบเอง” เธอพูดอย่างจริงจังก่อนจะยื่นแฟ้มให้กับฉัน “นี่เป็นหัวข้อที่จะมีประชุมในวันนี้ นายกำลังจะดีลกับที่ใหม่ ขอให้เราโชคดี”

พูดจบเธอก็เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง ทิ้งให้ฉันอ้าปากเหวอคนเดียว นี่แสดงว่าเป็นงานดีลลูกค้าคนใหม่อย่างนั้นสิ แบบนี้ฉันก็ยิ่งกดดันเข้าไปใหญ่เลย

โดยปกติฉันจะไม่ได้มีหน้าที่ออกไปเป็นล่ามให้กับนายคนที่อยู่แผนกจัดหาเพราะมันเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียด พี่อรเลยต้องดูแลเอง และงานหลักของฉัน  จริง ๆ คือการแปลเอกสาร แต่พักหลังเธอมักจะให้ฉันไปกับนายคนนี้อยู่เรื่อยเลย

แถมตอนนี้ยังมาให้สอนงานเด็กที่เข้ามาเป็นล่ามคนใหม่อีก ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

เฮ้อ...

 

“พี่จะให้เรานั่งฟังอยู่เฉย ๆ นะ อันไหนจดได้ก็จดและพยายามจำ วันนี้พาเราออกหน้างานเพื่อดูสถานการณ์จริงว่างานล่ามจริง ๆ แล้วมันมีอะไรหลายอย่างมากกว่าแค่นั่งแปลเฉย ๆ”

“ครับ”

ริว พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินตามฉันมาเงียบ ๆ เขาแนะนำตัวกับฉันอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ ดูเป็นเด็กจบใหม่ไฟแรงพอตัวเลยล่ะ

“พี่ออมครับ นายดุมากไหมครับ” ริวถามอย่างกังวล

“ไม่ดุหรอก คนนี้ใจดี” ฉันบอกไปตามความจริง ภาพเจ้านายคนจีนที่ขี้หงุดหงิดนั้นมันคงติดตาเด็กที่เรียนภาษาจีนไม่น้อยเลยเพราะอาจารย์มักจะพูดถึงแบบนั้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็มักจะปิดท้ายด้วยการบอกว่าเป็นแบบนี้แค่บางคน

“พี่ ๆ พาไปเดินดูบริษัทบ้างหรือยัง” ฉันชวนคุยเรื่องอื่นเพราะไม่อยากให้ริวเครียด

“ดูแล้วครับ ผมเองก็เพิ่งเรียนจบยังไม่เคยทำงานมาก่อน พี่ออมมีอะไรก็แนะนำผมได้หมดเลยนะครับ”

ฉันเห็นริวแล้วนึกถึงตัวเองตอนมาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ เป็นแบบนี้เด๊ะเลย

“แรก ๆ อาจจะเกร็งหน่อยนะ แต่เดี๋ยวอยู่ไปก็ชินเอง” ฉันหันไปส่งยิ้มให้ในตอนที่เดินลงมาถึงข้างล่างแล้ว

วันนี้เราจะเดินทางไปกับนายด้วยรถคันเดียวกัน

“ครับผม” ริวมองฉันด้วยสายตาที่แปลกไปจากตอนแรก แต่พอโดนฉันจ้องเหมือนสงสัยเขาก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มกลับมาให้

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ฉันรู้สึกว่าน้องกำลังมองฉันด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่แค่รุ่นพี่รุ่นน้องในที่ทำงาน

แต่ฉันไม่อยากเอาเรื่องนี้มาคิดใส่ใจให้ปวดหัวหรอก ฉันพยายามจะไม่โฟกัสที่คนอื่นให้มากเพราะหลังจากนี้ฉันต้องมีสมาธิกับการทำหน้าที่ล่าม

 

การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรติดขัดแต่อย่างใด ริวเองก็เหมือนจะตั้งใจดูขั้นตอนการทำงานเป็นอย่างดีเลยทำให้ฉันไม่ต้องมาเสียเวลาสอนงานเขาซ้ำ ๆ แบบที่คิดไว้ในตอนแรก

พอกลับมายังบริษัทฉันก็ทำงานต่อจนเสร็จพร้อมกับสอนงานริวไปด้วยจนถึงเวลาเลิกงาน

“พี่ออมพักอยู่แถวไหนครับ” ริวเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่พอฉันมองแล้วไม่ยอมตอบเขาจึงเอ่ยขึ้นมาอีก “ผมถามเพราะว่าเผื่อเราจะได้กลับด้วยกัน”

“ก็ห่างจากนี่อีก 4 สถานี” ฉันบอกโดยไม่ลงรายละเอียด

“อ๋อ...” พอได้คำตอบเขาก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วไม่ได้พูดอะไรต่ออีก นั่นทำให้ฉันคิดว่าเขาไม่ได้อยู่ใกล้กับฉันแต่ไม่ทันไรเจ้าตัวก็ยิ้มออกมาอย่างร่าเริง “ลงสถานีเดียวกันเลยครับ”

ไอ้หมอนี่...

“ริวกลับเถอะ พี่มีงานต้องทำต่อ ไว้เจอกันพรุ่งนี้” ฉันบอกอย่างตรงไปตรงมา “อ้อ ช่วงทดลองงานก็ห้ามขาด ลา มาสายล่ะ”

“รับทราบครับผม”

หลังจากนั้นร่างสูงก็เดินออกจากแผนกไป พอลับสายตาไปแล้วฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันฉันรู้สึกอึดอัดมากเลย

ที่จริงฉันก็ไม่ได้มีงานอะไรหรอก แค่ไม่อยากจะกลับพร้อมกับเขาก็เท่านั้น ฉันรู้สึกไม่ชอบคนลักษณะแบบนี้เท่าไหร่

ช่วงที่นั่งรอเว้นช่วงกลับฉันก็เล่นโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเลื่อนไปเห็นเพจนึงที่ลงรูปของทิวกับผู้หญิงคนหนึ่ง

เหมือนเป็นการโปรโมทจากทางคณะที่เรียนจึงได้เอารูปของอดีตดาวเดือนมาลงอีกครั้ง

จะว่าไปแล้วฉันก็รู้สึกคิดถึงเหมือนกันนะ วันหยุดที่จะถึงนี้คงต้องกลับบ้านบ้างแล้วล่ะ มันไม่ใช่แค่ทิวหรอกที่ฉันไม่ค่อยได้เจอ พ่อกับแม่ก็ด้วย

แต่พอเลื่อนมาเห็นคอมเมนต์ที่อยู่ใต้รูปมันก็ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตงิดใจขึ้นมา

 

Nam :: นี่เป็นคู่ดาวเดือนที่เหมาะจะเป็นแฟนกันจริง ๆ

Sum :: เห็นพี่เขาสองคนอยู่ด้วยกันทุกวัน นี่คิดว่าน่าจะเป็นแฟนกันจริง ๆ หรือเปล่า

Maree :: เราว่าไม่ใช่นะ พี่ทิวมีแฟนอยู่แล้ว

Sum :: งั้นหรอ เสียดายจัง เราว่าพี่ลูกพลัมเหมาะสมกับพี่ทิวมาก ๆ เลย

Maree :: ใช่ ๆ เราก็คิดอย่างนั้น

Nam :: เคยได้ยินพวกรุ่นพี่บอกว่าแฟนพี่ทิวแรงมาก เราไม่ชอบเลย

Maree :: แต่พี่เขาไปทำงานแล้วนี่ ไม่รู้ว่าเลิกกันยังเพราะไม่เห็นลงรูปคู่กันเลย

 

ฉันอ่านมาตรงนี้แล้วก็ต้องปิดไปเพราะมันจะทำให้ฉันรู้สึกเครียดและเป็นกังวล แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคิดอยู่ดี

ที่ผ่านมาฉันต้องต่อสู้กับคำพูดของคนพวกนี้อยู่ตลอดเวลาเนื่องจากทิวเป็นบุคคลที่ค่อนข้างมีชื่อในระดับนึงของมหาวิทยาลัย แม้เจ้าตัวจะไม่ชอบงานแบบนี้แต่ก็ต้องทำเพราะได้ตำแหน่งเดือนมาครองแล้ว จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังต้องช่วยเหลืออยู่ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่แต่มันห้ามไม่ได้ และไม่สามารถหยุดคำพูดของเหล่าแฟนคลับพวกนี้ได้เลย

ฉันเรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ดังนั้นฉันจะพยายามไม่คิดมากเรื่องพวกนี้อีก

ใช่...ฉันต้องไม่คิด

ไม่คิด

ฮึ่ย! ทำได้ซะทีไหนกันเล่า

ฉันล่ะอยากเอามือตบปากอีพวกปากดีบนคีย์บอร์ดจริง ๆ เลย

ดาวเดือนที่คู่ควรหรอ? แล้วยังไงล่ะ ฉันได้เดือนของพวกเธอมาครอบครองแล้วย่ะ รู้ไว้ซะด้วย

“น้องออมเป็นอะไร ดูอารมณ์ไม่ดีเลย” พี่อรที่เดินออกมาเตรียมจะกลับบ้านเอ่ยถามขึ้น “แล้วนี่ไม่กลับบ้านหรอ”

“อ๋อ ออมนั่งพักนิดหน่อยค่ะ แต่เดี๋ยวจะกลับแล้ว” ฉันบอกแล้วรีบลุกขึ้นเก็บของทันที

“จริงสิ พี่ลืมบอกเราไปเลย ที่เรายื่นซองลาพักร้อน หัวหน้าอนุญาตแล้วนะ”

“จริงหรอคะ” ฉันหันไปมองพี่อรอย่างดีใจ

ก่อนหน้านี้ฉันได้ยื่นลาพักร้อนไปสองสัปดาห์ เนื่องจากที่ผ่านมาฉันทุ่มเททำงานให้บริษัทแทบไม่ได้หยุดพักเลย

ในที่สุดความดีความชอบของฉันมันก็ทำให้ได้หยุดพักสักที

“จริงจ้ะ พอดีกับมีน้องเข้ามาใหม่ด้วย ก่อนจะลายาวเราก็เร่งสอนงานน้องเต็มที่เลยนะ เอาให้เก่ง ๆ เลย”

“ได้เลยค่ะ ออมจะพยายามอย่างเต็มที่”

คอยดูเถอะ กลับบ้านรอบนี้ฉันจะทำให้ยัยพวกนั้นเห็นว่าฉันกับทิวยังรักกันดีและไม่มีทางที่เขาจะไปคบกับเพื่อนที่เป็นดาวคู่กับเขาอย่างแน่นอน

------------------------------------

- (ทอล์ก 100%)

เกือบลืมอัปเรื่องนี้ไปเลยยย แต่มาอัปต่อแน้วน้าา

- (ทอล์ก 80%)

มาแล้วค่าาาา

- (ทอล์ก 60%)

มาต่อแย้วค่าา กลัวคนอ่านรอนาน มาต่อแบบรัว ๆ เลยยยยยย

- (ทอล์ก 40%)

มาต่อแน้ววววววว

- (ทอล์ก 20%)

มาต่อแน้วววววว เกือบลืมอัปเรื่องนี้ไปเลยค่ะ 555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

131 ความคิดเห็น

  1. #125 firstzy93 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 00:28
    ออมต้องไปแสดงตัว
    #125
    0
  2. #124 firstzy93 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 19:11
    รอค่าา่
    #124
    0
  3. #123 firstzy93 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 19:15
    เริ่มโตแล้ว
    #123
    0
  4. #122 firstzy93 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2563 / 21:25
    มาแล้ว รอนะคะ
    #122
    0
  5. #121 firstzy93 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 17:54
    55555 หึงหรอคะ
    #121
    0