นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

UNDONE 2.5 [LeoN]

โดย jielne

มันผิดที่เผลอมอบให้หมดทั้งหัวใจ เพราะไม่ทันคิดว่าจะถูกหักหลัง เมื่อเป็นคนดีแล้วมันต้องเจ็บปวด งั้นก็ขอเป็นตัวร้ายบ้างแล้วกัน วันนี้ที่ล้มลงก็เพราะความรักที่ลวงหลอก ถ้ายังไม่ตาย ยังไงซะก็คงลุกขึ้นมาได้

ยอดวิวรวม

475

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


475

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


13
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 ก.ย. 61 / 03:24 น.
นิยาย UNDONE 2.5 [LeoN]

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้






-เมื่อหนึ่งเดือนก่อน-

          "นี่ ฮัคยอน"

          "อืม ว่าไงเหรอแทคอุน?"

          "เราห่างกันสักพักเถอะ"

          "หะ...หา?"

          "คือชั้นมีโปรเจคสำคัญที่จะต้องรีบทำส่งอาจารย์น่ะ เลยอยากใช้เวลากับมันเป็นพิเศษ"

          "อ่า ...อืม ได้สิ ก็มันเป็นงานสำคัญของแทคอุนนี่ ชั้นไม่ขัดหรอก ตามสบายเลย"

          "อืม ขอบใจที่เข้าใจชั้นนะ ฮัคยอน"

          "เออ ว่าแต่...บอกได้มั้ยว่านานแค่ไหน?"

          "เออ.. โทษทีนะ แต่ชั้นเองก็ยังกำหนดมันไม่ได้...น่ะ"

          "อ่า อย่างงั้นเหรอ..."

          "ขอโทษนะ"

          "อืม ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษก็ได้น่า ชั้นไม่คิดมากหรอก"

          "อืม"


          นั่นแหละก็คือครั้งสุดท้าย ที่ผมได้เจอและคุยกับแทคอุน...คนรักของผม และหลังจากวันนั้น ผมก็ไม่ได้เจอเค้าอีกเลย
          ไม่ว่าผมจะส่งข้อความไปหาเค้ากี่สิบข้อความ... สิ่งที่ผมได้กลับมาก็คือ 

          'ความว่างเปล่า'

          ไม่ใช่แค่เค้าไม่ตอบหรอกนะ แต่ว่า...เค้าไม่ได้เปิดอ่านมันเลยด้วยซ้ำ
          ผมไม่รู้หรอก ว่างานที่เค้ากำลังทำอยู่มันต้องใช้เวลาและยุ่งมากขนาดไหน แต่ว่ามันก็คงต้องยุ่งสุดๆเลยนั่นแหละ ...เค้าถึงได้ไม่มีเวลาว่างแม้เพียงสักนาที เพื่อเปิดอ่านข้อความจากผม ข้อความที่มันเต็มไปด้วยความคิดถึงและห่วงใยจากผมถึงเค้า ...คนรักของผม

          แน่นอนว่าการที่เขาเงียบหายไปเลยแบบนั้น มันทำให้ผมรู้สึก... 
          ผมรู้สึกกังวล กลัว และบ่อยครั้งที่รู้สึกน้อยใจเอามากๆ แต่สุดท้ายผมก็ยังคงบอกและย้ำเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า 

          "ชาฮัคยอน ไม่เอา อย่าคิดมากน่า แทคอุนก็แค่ต้องให้เวลากับงานของเค้าอยู่นั้นแหละน่า ...นายอย่าคิดมากสิ เดี๋ยวไม่นานเค้าก็จะกลับมาหานายเหมือนเดิมนั้นแหละ อดทนไว้สิ"

          และเมื่อเวลามันได้ผ่านเลยมาจากหนึ่งวัน กลายเป็นหนึ่งเดือน ที่ผมไม่ได้เจอจองแทคอุนคนรักของผมเลยแม้แต่เงา...




          จนกระทั่งในวันนี้เอง ที่ในที่สุดผมก็ได้เจอเค้า จองแทคอุน คนรักของผม...

          วันนี้ ผมมีนัดกันกับวอนชิกเพื่อนสนิท(พิเศษ)ข้างห้องที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ว่าเราสองคนนั้นต่างก็เคยรู้จักกันมาก่อนหน้านั้นนานหลายปีแล้วล่ะ
 
          ผมนัดกับวอนชิกที่กาโรซูกิล เราตั้งใจกันไว้ว่า จะออกมาหาร้านคาเฟ่ที่บรรยาเงียบๆสักร้าน แบบที่มันเหมาะกับการมานั่งอ่านหนังสือเล่น ก็...อะไรประมาณนั้น

          อันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้อยากออกมาข้างนอกแบบนี้หรอก 
          แต่ว่า วอนชิกเขาเห็นว่าผมเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหนเลย คงไม่ดีเท่าไหร่...เพราะงั้นวันนี้เขาเลยชวน(บังคับ)ผมออกมาเที่ยวเล่นกับเขาหนึ่งวัน

          และผมเองก็ไม่อยากปฏิเสธน้ำใจของวอนชิกที่อุตส่าห์มาชวนผม และโดนผมปฏิเสธไปแล้วหลายครั้ง วันนี้ผมเลยไม่อยากทำร้ายน้ำใจของเค้าอีก เพราะงั้นผมก็เลยยอมตกลงออกมาเที่ยวเล่นกับเค้าวันหนึ่ง

          และมันอาจจะเป็นเพราะว่าผมได้ออกมาเที่ยวข้างนอกบ้าง หลังจากที่เอาแต่เก็บตัวไม่ยอมออกไปเที่ยวไหนเลย ตั้งแต่วันที่แทคอุนหายไปจากผมในวันนั้น จากนั้นผมก็เลยไม่มีอารมณ์อยากออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีกเลย

          และแม้แต่ตอนนี้เอง ผมก็ยังตอบออกมาไม่ได้อย่างเต็มปากหรอกว่าตัวเอง คิดถูก? หรือว่า คิดผิด? ที่เลือกออกมาเที่ยวข้างนอกในวันนี้

          เพราะอะไรกันที่มันทำให้ผมต้องคิดอย่างนั้น งั้นเหรอ?

          ก็ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษหรอกครับ (ยกยิ้มขึ้นมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง)

          ผมก็แค่บังเอิญเจอคนคุ้นเคย ที่เขาหายจากผมไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนนี้ เขาคนนั้น กำลังยิ้มกว้างเหมือนคนที่กำลังมีความสุขมากๆ ...กับผู้หญิงคนหนึ่ง

          เขากับเธอคนนั้นที่ดูแล้ว ช่างดูเหมาะสมกันดีเหลือเกิน...

          มือเรียวสวยของเขาคู่นั้น ที่ครั้งหนึ่ง...เมื่อนานมาแล้ว เขาเคยใช้มันเล่นเปียโน บรรเลงบทเพลงรักที่แสนโรแมนติกให้ผมฟัง ในเย็นวันหนึ่งที่มีหิมะตกโรยลงมา...

          แต่ทว่า ในวันนี้ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส...มือสวยคู่นั้นของเขา ตอนนี้เขากำลังใช้มันลูบไล้ไปมาที่แก้มใสของเธอคนนั้นอย่างอ่อนโยน...
          เขาและเธอทั้งสองช่างดูใกล้ชิดและสนิทกันเหลือเกิน ทั้งท่าทาง ทั้งรอยยิ้ม และไหนจะสายตาที่เขาและเธอใช้มองกันและกัน..มันก็ดูมากด้วยความหมาย และดูแสนพิเศษ...จนมันทำให้ผมที่ยืนมองดูพวกเค้าแสดงความรักที่แสนหวานชื่นต่อกันอย่างไม่อายใครอยู่ตรงนี้  ผมต้องกำมือแน่น เพราะต้องข่มอารมณ์และความรู้สึกที่เหมือนโดนของแหลมคมเสียบแทงเข้ามาในใจ มันทั้งเจ็บปวดและจุกแค้นจนพูดไม่ออก ผมบอกไม่ได้เลยว่าตอนนี้ในใจผมมันเจ็บปวดมากแค่ไหน เมื่อได้มาเห็นภาพความจริงของคนที่ผมรัก...

          "ทำโปรเจคสำคัญ...หึ ก็แค่ข้อข้างที่เอามาโกหกหลอกให้คนโง่อย่างชั้นหลงเชื่อเท่านั้นเองสินะ จองแทคอุน" 





          "ยอน..."


          "...."


          "ฮัคยอน"


          "...."


          "ได้ยินชั้นมั้ย ฮัคยอน!"

          "อ่ะ! อ่า...โทษทีนะวอนชิก"

          "นายเป็นอะไรอยู่ๆก็เหม่อ?"

          "เออ เปล่าหรอก แค่มีอะไรให้คิดนิดหน่อยน่ะ"

          "หือ แน่ใจเหรอ?"

          "อืม"

          "แต่ชั้นคิดว่าไม่ใช่นะ"

          "อ่า นายยังคงอ่านใจชั้นได้เหมือนเดิมสินะ"

          "หึ ก็เราสองคนรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วล่ะ"

          "นั่นสิ จะมีใคร..ที่รู้จักชั้นดีไปกว่านายอีกล่ะ"

          "ใช่ เพราะงั้นก็เลิกทำหน้าเหมือนฟ้าจะถล่มลงมาสักทีเถอะ เห็นแล้วมันขัดใจน่ะ"

          "หา? หน้าชั้นมันเป็นแบบนั้นงั้นเหรอ..."

          "อืม จะไม่ถามละกันว่าเพราะอะไร แต่รู้ไว้ล่ะ ว่านายยังมีชั้นอยู่ตรงนี้เสมอ"

          "เห๋? นายทำให้ชั้นรู้สึกเลยนะเนี่ย" ฮัคยอนยิ้มและทำสายตากรุ้มกริ่มมองวอนชิก

          "รู้สึกอะไร?" วอนชิกก็ใช่ว่าจะยอมให้อีกคนแกล้งฝ่ายเดียวที่ไหน ใบหน้าหล่อและสายตาเจ้าชู้ที่ยื่นเข้าไปใกล้ฮัคยอนอย่างเฝ้ารอคำตอบ

          "ก็รู้สึกว่านายอ่ะ ทำไมต้องหล่อและแสนดีอย่างนี้น่ะสิครับ ท่านวอนชิค" ฮัคยอนไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังยกมือขึ้นไปบีบที่ปลายจมูกโด่งของวอนชิกเล่นอย่างนึกหมั่นเขี้ยวอีกด้วย 

          "ชิส์ นายนี่...หึ" วอนชิกปัดมือของฮัคยอนออก และเหมือนว่ามีอะไรจะพูดต่อด้วย แต่ทว่าวอนชิกก็เลือกที่จะไม่พูดมันออกมาดีกว่า แต่ก็ยื่นมือขึ้นไปยี้ผมของฮัคยอนเบาๆอย่างเอาคืนที่ฮัคยอนเล่นบีบจมูกตัวเองอยู่ดี แล้วจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็หัวเราะให้กันเหมือนเด็ก


          "นี่ วอนชิก" หลังจากจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่เหมือนเดิมเสร็จดีแล้วฮัคยอนจึงหันไปถามวอนชิกที่นั่งอยู่ข้างๆและก็กำลังยกเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นมาดื่มด้วย

          "อะไร?" 

          "คืนนี้เราไปดื่มกันมั้ย?" ฮัคยอนเอ่ยถามขึ้นอย่างนั้นด้วยสายตาที่บอกว่า นายต้องไปนะ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด

          "หือ? พูดเล่น? พูดจริงละเนี่ย?" แต่ถึงจะรู้คำตอบอย่างนั้นอยู่ก็จริง แต่วอนชิกก็ยังอยากถามฮัคยอนอีกครั้งให้แน่ใจ

          "ละคิดว่าไงล่ะ?"

          "แน่นอนสิ ว่าชั้นต้องอยากให้นายตอบว่าจริงอยู่แล้ว"

          "อืม ถ้างั้นเรากลับไปนอนพักกันเถอะ แล้วคืนนี้เราค่อยออกไปมันส์ด้วยกัน"

          "ที่เดิม!/ที่เดิม!"









-ณ คฤหาสน์ดำ-


          ในห้องนอนที่ค่อนข้างอับแสง ที่ไม่ได้ต่างกับความรู้สึกอันแสนดำมืดของผู้เป็นเจ้าของห้อง ไปสักเท่าไหร่นัก

          เรือนร่างผอมบางดูน่าทะนุถนอมราวกับไม่ใช่เรือนร่างของบุรุษ แต่เหมือนเป็นเรือนร่างของสตรีเสียมากกว่า ที่ในเวลานี้ท่อนกายส่วนบนของเขาผู้นั้น...เปลือยเปล่าไร้ซึ้งอาภรณ์ใดๆมาบดบังปิดรูปกายและผิวพรรณงดงาม ที่ในยามปกติมักจะถูกปิดซ่อนตาของเหล่านักล่าเอาไว้ด้วยเครื่องอาภรณ์ที่มิดชิดจนในบางครั้งมันก็ดูน่าอึดอัดเกินไป

          ฮัคยอนนั่งเอนหลังพิงกับหัวเตียงและชันเข่าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้ามห่มหนาขึ้นข้างหนึ่ง พร้อมทั้งยังสูบอัดสารนิโคตินจากมวนเล็กๆที่พันด้วยกระดาษ...

          ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ?

          ที่ชาฮัคยอนคนนี้ไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมาแบบนี้

          อ่า...คงตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน...อย่างนั้นสินะ

          จากคนที่ไม่เคยแคร์อะไร ไม่เคยสนใจใคร และมักจะทำตามใจตัวเองเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แม้ว่ามันจะทำให้ใครเดือดร้อนฮัคยอนก็ไม่เคยจะนึกใส่ใจ จนกลายเป็นคนร้ายกาจและตัวอันตรายในสายตาคนอื่นมาโดยตลอด...

          แต่แล้วในวันหนึ่ง โชคชะตาบางอย่างก็ได้เข้ามาทำให้ชาฮัคยอนที่แสนเลวร้ายของใครต่อใครคนนั้น ได้ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทุกอย่าง เพื่อหวังจะเป็นผู้ที่ขาวสะอาดให้กับใครคนหนึ่งที่ตัวเองเผลอใจไปหลงรัก ...รักเขาคนนั้นมากจนต้องยอมทำทุกอย่าง แม้ว่ามันจะต้องฝืนตัวเองมากแค่ไหน ก็ยอมทำ เพราะไม่อยากให้เขาคนนั้นที่ตัวเองหลงรักไปจน(แทบ)หมดหัวใจต้องรู้สึกผิดหวัง ฮัคยอนจึงต้องยอมทำทุกอย่าง

          พอได้มานึกคิดย้อนกลับไปถึงวันเวลาที่ผ่านมาอีกครั้งแบบนี้ หึ...ตัวเองนี่มันช่างน่าสมเพชเกินใครซะจริงเลยนะ ชาฮัคยอนคนโง่

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 ก.ย. 61 / 03:24








-เมื่อหนึ่งเดือนก่อน-

          "นี่ ฮัคยอน"

          "อืม ว่าไงเหรอแทคอุน?"

          "เราห่างกันสักพักเถอะ"

          "หะ...หา?"

          "คือชั้นมีโปรเจคสำคัญที่จะต้องรีบทำส่งอาจารย์น่ะ เลยอยากใช้เวลากับมันเป็นพิเศษ"

          "อ่า ...อืม ได้สิ ก็มันเป็นงานสำคัญของแทคอุนนี่ ชั้นไม่ขัดหรอก ตามสบายเลย"

          "อืม ขอบใจที่เข้าใจชั้นนะ ฮัคยอน"

          "เออ ว่าแต่...บอกได้มั้ยว่านานแค่ไหน?"

          "เออ.. โทษทีนะ แต่ชั้นเองก็ยังกำหนดมันไม่ได้...น่ะ"

          "อ่า อย่างงั้นเหรอ..."

          "ขอโทษนะ"

          "อืม ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษก็ได้น่า ชั้นไม่คิดมากหรอก"

          "อืม"


          นั่นแหละก็คือครั้งสุดท้าย ที่ผมได้เจอและคุยกับแทคอุน...คนรักของผม และหลังจากวันนั้น ผมก็ไม่ได้เจอเค้าอีกเลย
          ไม่ว่าผมจะส่งข้อความไปหาเค้ากี่สิบข้อความ... สิ่งที่ผมได้กลับมาก็คือ 

          'ความว่างเปล่า'

          ไม่ใช่แค่เค้าไม่ตอบหรอกนะ แต่ว่า...เค้าไม่ได้เปิดอ่านมันเลยด้วยซ้ำ
          ผมไม่รู้หรอก ว่างานที่เค้ากำลังทำอยู่มันต้องใช้เวลาและยุ่งมากขนาดไหน แต่ว่ามันก็คงต้องยุ่งสุดๆเลยนั่นแหละ ...เค้าถึงได้ไม่มีเวลาว่างแม้เพียงสักนาที เพื่อเปิดอ่านข้อความจากผม ข้อความที่มันเต็มไปด้วยความคิดถึงและห่วงใยจากผมถึงเค้า ...คนรักของผม

          แน่นอนว่าการที่เขาเงียบหายไปเลยแบบนั้น มันทำให้ผมรู้สึก... 
          ผมรู้สึกกังวล กลัว และบ่อยครั้งที่รู้สึกน้อยใจเอามากๆ แต่สุดท้ายผมก็ยังคงบอกและย้ำเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า 

          "ชาฮัคยอน ไม่เอา อย่าคิดมากน่า แทคอุนก็แค่ต้องให้เวลากับงานของเค้าอยู่นั้นแหละน่า ...นายอย่าคิดมากสิ เดี๋ยวไม่นานเค้าก็จะกลับมาหานายเหมือนเดิมนั้นแหละ อดทนไว้สิ"

          และเมื่อเวลามันได้ผ่านเลยมาจากหนึ่งวัน กลายเป็นหนึ่งเดือน ที่ผมไม่ได้เจอจองแทคอุนคนรักของผมเลยแม้แต่เงา...




          จนกระทั่งในวันนี้เอง ที่ในที่สุดผมก็ได้เจอเค้า จองแทคอุน คนรักของผม...

          วันนี้ ผมมีนัดกันกับวอนชิกเพื่อนสนิท(พิเศษ)ข้างห้องที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ว่าเราสองคนนั้นต่างก็เคยรู้จักกันมาก่อนหน้านั้นนานหลายปีแล้วล่ะ
 
          ผมนัดกับวอนชิกที่กาโรซูกิล เราตั้งใจกันไว้ว่า จะออกมาหาร้านคาเฟ่ที่บรรยาเงียบๆสักร้าน แบบที่มันเหมาะกับการมานั่งอ่านหนังสือเล่น ก็...อะไรประมาณนั้น

          อันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้อยากออกมาข้างนอกแบบนี้หรอก 
          แต่ว่า วอนชิกเขาเห็นว่าผมเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหนเลย คงไม่ดีเท่าไหร่...เพราะงั้นวันนี้เขาเลยชวน(บังคับ)ผมออกมาเที่ยวเล่นกับเขาหนึ่งวัน

          และผมเองก็ไม่อยากปฏิเสธน้ำใจของวอนชิกที่อุตส่าห์มาชวนผม และโดนผมปฏิเสธไปแล้วหลายครั้ง วันนี้ผมเลยไม่อยากทำร้ายน้ำใจของเค้าอีก เพราะงั้นผมก็เลยยอมตกลงออกมาเที่ยวเล่นกับเค้าวันหนึ่ง

          และมันอาจจะเป็นเพราะว่าผมได้ออกมาเที่ยวข้างนอกบ้าง หลังจากที่เอาแต่เก็บตัวไม่ยอมออกไปเที่ยวไหนเลย ตั้งแต่วันที่แทคอุนหายไปจากผมในวันนั้น จากนั้นผมก็เลยไม่มีอารมณ์อยากออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีกเลย

          และแม้แต่ตอนนี้เอง ผมก็ยังตอบออกมาไม่ได้อย่างเต็มปากหรอกว่าตัวเอง คิดถูก? หรือว่า คิดผิด? ที่เลือกออกมาเที่ยวข้างนอกในวันนี้

          เพราะอะไรกันที่มันทำให้ผมต้องคิดอย่างนั้น งั้นเหรอ?

          ก็ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษหรอกครับ (ยกยิ้มขึ้นมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง)

          ผมก็แค่บังเอิญเจอคนคุ้นเคย ที่เขาหายจากผมไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตอนนี้ เขาคนนั้น กำลังยิ้มกว้างเหมือนคนที่กำลังมีความสุขมากๆ ...กับผู้หญิงคนหนึ่ง

          เขากับเธอคนนั้นที่ดูแล้ว ช่างดูเหมาะสมกันดีเหลือเกิน...

          มือเรียวสวยของเขาคู่นั้น ที่ครั้งหนึ่ง...เมื่อนานมาแล้ว เขาเคยใช้มันเล่นเปียโน บรรเลงบทเพลงรักที่แสนโรแมนติกให้ผมฟัง ในเย็นวันหนึ่งที่มีหิมะตกโรยลงมา...

          แต่ทว่า ในวันนี้ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส...มือสวยคู่นั้นของเขา ตอนนี้เขากำลังใช้มันลูบไล้ไปมาที่แก้มใสของเธอคนนั้นอย่างอ่อนโยน...
          เขาและเธอทั้งสองช่างดูใกล้ชิดและสนิทกันเหลือเกิน ทั้งท่าทาง ทั้งรอยยิ้ม และไหนจะสายตาที่เขาและเธอใช้มองกันและกัน..มันก็ดูมากด้วยความหมาย และดูแสนพิเศษ...จนมันทำให้ผมที่ยืนมองดูพวกเค้าแสดงความรักที่แสนหวานชื่นต่อกันอย่างไม่อายใครอยู่ตรงนี้  ผมต้องกำมือแน่น เพราะต้องข่มอารมณ์และความรู้สึกที่เหมือนโดนของแหลมคมเสียบแทงเข้ามาในใจ มันทั้งเจ็บปวดและจุกแค้นจนพูดไม่ออก ผมบอกไม่ได้เลยว่าตอนนี้ในใจผมมันเจ็บปวดมากแค่ไหน เมื่อได้มาเห็นภาพความจริงของคนที่ผมรัก...

          "ทำโปรเจคสำคัญ...หึ ก็แค่ข้อข้างที่เอามาโกหกหลอกให้คนโง่อย่างชั้นหลงเชื่อเท่านั้นเองสินะ จองแทคอุน" 





          "ยอน..."


          "...."


          "ฮัคยอน"


          "...."


          "ได้ยินชั้นมั้ย ฮัคยอน!"

          "อ่ะ! อ่า...โทษทีนะวอนชิก"

          "นายเป็นอะไรอยู่ๆก็เหม่อ?"

          "เออ เปล่าหรอก แค่มีอะไรให้คิดนิดหน่อยน่ะ"

          "หือ แน่ใจเหรอ?"

          "อืม"

          "แต่ชั้นคิดว่าไม่ใช่นะ"

          "อ่า นายยังคงอ่านใจชั้นได้เหมือนเดิมสินะ"

          "หึ ก็เราสองคนรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วล่ะ"

          "นั่นสิ จะมีใคร..ที่รู้จักชั้นดีไปกว่านายอีกล่ะ"

          "ใช่ เพราะงั้นก็เลิกทำหน้าเหมือนฟ้าจะถล่มลงมาสักทีเถอะ เห็นแล้วมันขัดใจน่ะ"

          "หา? หน้าชั้นมันเป็นแบบนั้นงั้นเหรอ..."

          "อืม จะไม่ถามละกันว่าเพราะอะไร แต่รู้ไว้ล่ะ ว่านายยังมีชั้นอยู่ตรงนี้เสมอ"

          "เห๋? นายทำให้ชั้นรู้สึกเลยนะเนี่ย" ฮัคยอนยิ้มและทำสายตากรุ้มกริ่มมองวอนชิก

          "รู้สึกอะไร?" วอนชิกก็ใช่ว่าจะยอมให้อีกคนแกล้งฝ่ายเดียวที่ไหน ใบหน้าหล่อและสายตาเจ้าชู้ที่ยื่นเข้าไปใกล้ฮัคยอนอย่างเฝ้ารอคำตอบ

          "ก็รู้สึกว่านายอ่ะ ทำไมต้องหล่อและแสนดีอย่างนี้น่ะสิครับ ท่านวอนชิค" ฮัคยอนไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังยกมือขึ้นไปบีบที่ปลายจมูกโด่งของวอนชิกเล่นอย่างนึกหมั่นเขี้ยวอีกด้วย 

          "ชิส์ นายนี่...หึ" วอนชิกปัดมือของฮัคยอนออก และเหมือนว่ามีอะไรจะพูดต่อด้วย แต่ทว่าวอนชิกก็เลือกที่จะไม่พูดมันออกมาดีกว่า แต่ก็ยื่นมือขึ้นไปยี้ผมของฮัคยอนเบาๆอย่างเอาคืนที่ฮัคยอนเล่นบีบจมูกตัวเองอยู่ดี แล้วจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็หัวเราะให้กันเหมือนเด็ก


          "นี่ วอนชิก" หลังจากจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่เหมือนเดิมเสร็จดีแล้วฮัคยอนจึงหันไปถามวอนชิกที่นั่งอยู่ข้างๆและก็กำลังยกเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นมาดื่มด้วย

          "อะไร?" 

          "คืนนี้เราไปดื่มกันมั้ย?" ฮัคยอนเอ่ยถามขึ้นอย่างนั้นด้วยสายตาที่บอกว่า นายต้องไปนะ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด

          "หือ? พูดเล่น? พูดจริงละเนี่ย?" แต่ถึงจะรู้คำตอบอย่างนั้นอยู่ก็จริง แต่วอนชิกก็ยังอยากถามฮัคยอนอีกครั้งให้แน่ใจ

          "ละคิดว่าไงล่ะ?"

          "แน่นอนสิ ว่าชั้นต้องอยากให้นายตอบว่าจริงอยู่แล้ว"

          "อืม ถ้างั้นเรากลับไปนอนพักกันเถอะ แล้วคืนนี้เราค่อยออกไปมันส์ด้วยกัน"

          "ที่เดิม!/ที่เดิม!"









-ณ คฤหาสน์ดำ-


          ในห้องนอนที่ค่อนข้างอับแสง ที่ไม่ได้ต่างกับความรู้สึกอันแสนดำมืดของผู้เป็นเจ้าของห้อง ไปสักเท่าไหร่นัก

          เรือนร่างผอมบางดูน่าทะนุถนอมราวกับไม่ใช่เรือนร่างของบุรุษ แต่เหมือนเป็นเรือนร่างของสตรีเสียมากกว่า ที่ในเวลานี้ท่อนกายส่วนบนของเขาผู้นั้น...เปลือยเปล่าไร้ซึ้งอาภรณ์ใดๆมาบดบังปิดรูปกายและผิวพรรณงดงาม ที่ในยามปกติมักจะถูกปิดซ่อนตาของเหล่านักล่าเอาไว้ด้วยเครื่องอาภรณ์ที่มิดชิดจนในบางครั้งมันก็ดูน่าอึดอัดเกินไป

          ฮัคยอนนั่งเอนหลังพิงกับหัวเตียงและชันเข่าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้ามห่มหนาขึ้นข้างหนึ่ง พร้อมทั้งยังสูบอัดสารนิโคตินจากมวนเล็กๆที่พันด้วยกระดาษ...

          ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ?

          ที่ชาฮัคยอนคนนี้ไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมาแบบนี้

          อ่า...คงตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน...อย่างนั้นสินะ

          จากคนที่ไม่เคยแคร์อะไร ไม่เคยสนใจใคร และมักจะทำตามใจตัวเองเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร แม้ว่ามันจะทำให้ใครเดือดร้อนฮัคยอนก็ไม่เคยจะนึกใส่ใจ จนกลายเป็นคนร้ายกาจและตัวอันตรายในสายตาคนอื่นมาโดยตลอด...

          แต่แล้วในวันหนึ่ง โชคชะตาบางอย่างก็ได้เข้ามาทำให้ชาฮัคยอนที่แสนเลวร้ายของใครต่อใครคนนั้น ได้ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทุกอย่าง เพื่อหวังจะเป็นผู้ที่ขาวสะอาดให้กับใครคนหนึ่งที่ตัวเองเผลอใจไปหลงรัก ...รักเขาคนนั้นมากจนต้องยอมทำทุกอย่าง แม้ว่ามันจะต้องฝืนตัวเองมากแค่ไหน ก็ยอมทำ เพราะไม่อยากให้เขาคนนั้นที่ตัวเองหลงรักไปจน(แทบ)หมดหัวใจต้องรู้สึกผิดหวัง ฮัคยอนจึงต้องยอมทำทุกอย่าง

          พอได้มานึกคิดย้อนกลับไปถึงวันเวลาที่ผ่านมาอีกครั้งแบบนี้ หึ...ตัวเองนี่มันช่างน่าสมเพชเกินใครซะจริงเลยนะ ชาฮัคยอนคนโง่



          สวบ...แหมะ


          "สี่ปี...ก็นานเหมือนกันนะ" น้ำเสียงทุ่มต่ำจากหนุ่มน้อยผิวขาวที่หมุดโผล่ขึ้นมาจากใต้ผ้าห่มหนา แทรกกายเปลือยเปล่าของตัวเองขึ้นมานอนทับแหมะอยู่บนกลางกายที่เปลือยเปล่าไม่ต่างกันของฮัคยอน 

          เขาคือ อีฮงบิน หนุ่มน้อยผู้มีรูปหน้างดงาม(หล่อไร้ที่ติ)และลักยิ้มบุ๋มที่สองข้างแก้ม กับนัยน์ตาสีเลือดที่มันกลมโตน่ารักมีประกายแวววับน่าจ้องมอง และองค์ประกอบบนเครื่องหน้าของฮงบินก็มักเป็นสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครหลงไหลอยู่ทุกครั้งที่ได้มอง

          "อืม รสชาติที่แสนหวานของนายที่เริ่มโตเต็มวัย...มันก็ทำให้ชั้นสดชื่นดีเชี่ยวล่ะ กระต่ายน้อยที่น่ารักของชั้น" ฮัคยอนใช้มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาช้อนที่ใต้ค้างมนของฮงบินขึ้นมาใกล้ เพื่อรับเอาจูบที่แสนหวานจากเค้า ที่ไม่ว่ามากเท่าไหร่มันก็เหมือนยังไงพอซะที ...ความต้องการที่ถูกเก็บซ่อนมานาน

          "อื้ออ..อ่าา" ใบหน้าของฮงบินเริ่มขึ้นสีแดงและนัยน์สีเลือดของเขาก็เริ่มเต็มไปด้วยความต้องการที่มากกว่านั้น..อีกครั้ง

          "ฮึ่มม..อ่า ใจเย็นหน่อยซิ ..กระต่ายน้อย" ฮัคยอนใช้มือว่างข้างเดิมเปลี่ยนจากปลายค้างมน ขึ้นลูบไล้เบาๆที่ข้างแก้มและศรีษะกลมที่มีเส้นผมนิ่มลื่นมือสีฟ้าหม่นลักษณะแบบออมเบรเล่นอย่างปลอบประโลม กระต่ายน้อยแสนซน ให้เปลวไฟที่มันร้อนรุ่มอยู่ในกายจากความต้องการที่จะปลดปล่อยมันออกมาทุกชั่วขณะ ให้ได้ผ่อนคลายลง...ไฟอารมณ์แห่งราคะที่มันร้อนแรงยิ่งกว่าไฟอื่นใดของฮงบิน

          "ก็รู้นี่ว่า ทั้งกลิ่นและสัมผัสจากฮัคยอนมันทำให้ผมคลั่งแทบบ้าแค่ไหน" ฮงบินเงยหน้าขึ้นมาสบตาและพูดกับฮัคยอนด้วยสายตาที่บงบอกชัดเจนว่า ตอนนี้เค้ากำลังทรมานแค่ไหนกับความต้องการที่ไม่มีขีดความสิ้นสุดนี้ ให้ตายเถอะ มันทรมานแทบบ้า

          "กระต่ายน้อยที่แสนน่ารักของชั้น ขอโทษที่ปล่อยให้รอนะ แต่ว่าต่อไปนี้...ชั้นจะไม่หนีหายไปไหนอีกแล้ว" ฮัคยอนเอ่ยบอกสัจจะวาจาของตัวเองกับฮงบินด้วยน้ำเสียงนุ่มหวาน เสียงหวานที่มักทำให้จิตใจใครต่อใครสั่นไหวและหลงติดจนถอนตัวไม่ขึ้นทุกครั้งที่ได้ฟัง

          แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ยินมันได้ง่ายเสียที่ไหน 

          ไม่ว่าจะทั้งตัวตนที่แท้จริงของ ชาฮัคยอน ที่จริงๆแล้วมันสุดแสนเร้าร้อน...จนใครก็ยากที่จะอดใจไว้อยู่...เมื่อได้เจอกับร่างที่แท้จริงของชาฮัคยอน คนที่ใครๆต่างก็มองว่าจืดชืดดูไร้อารมณ์ และคงเป็นเพียงแค่หนุ่มนักศึกษาปี 3 ที่ดูโง่ๆซื่อๆคนหนึ่งเพียงเท่านั้น 

          ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลยสักนิดเดียว

          ชาฮัคยอนคนที่คนอื่นเห็นกันนั้นน่ะ มันก็แค่ภาพลวงหลอก เป็นแค่ภาพบังตาที่ชาฮัคยอนสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้หลอกให้คนอื่นหลงเชื่อ และคิดกันไปเองว่าชาฮัคยอนเป็นอย่างนั้น ตามภาพที่ชาฮัคยอนอยากให้เห็น และก็แค่มันบังเอิญที่ชาฮัคยอนดันพลาดเผลอลืมตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไป เพราะอินกับบทของคนโง่ที่ตัวเองสร้างขึ้นมามากเกินไป ชาฮัคยอนจึงโดนคนที่ตัวเองรักและไว้ใจหลอกเข้าซะเต็มเปาอย่างนี้ 

          หึ มันโคตรเจ็บปวด...จนคิดว่ามันเจียนจะตายเลยล่ะ !

          มันไม่ผิดเลยที่ใครบอกว่า ยิ่งรักมาก ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น

          ใช่ เราไม่ควรเชื่อและไว้ใจ จนมอบให้เขาไปหมดทั้งใจแบบนี้

          แต่ความรัก(ลวงหลอก)มันก็ทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งใด

          ความรัก(ลวงหลอก)มันทำให้เราโง่ งมงาย และเพ้อฝันว่ามันจะงดงาม

          สุดท้ายความรัก(ลวงหลอก)มันก็แค่ดอกไม้แสนสวยที่เต็มไปด้วยพิษร้ายแรง โดยที่กว่าเราจะรู้ว่ามันเป็นพิษ...ก็เมื่อสายไปแล้ว





-ค่ำคืนแห่งสีสันลวงตา-

          บนเส้นทางสายหลักที่มุ่งตรงเข้าสู่เมืองหลวง มหานครแห่งสีสันและความรุ่งเรือง ในยามค่ำคืน
          เส้นทางที่เงียบสงบและเปล่าเปลี่ยวที่ทั้งสองข้างทางมีเพียงป่ารกหนาทืบ ไร้บ้านเรือนและแสงไฟ...และยิ่งในยามค่ำคืนแบบนี้ด้วย บรรยากาศมันก็น่าขนลุกสุดใจเลยล่ะ!

          Audi R8 สีดำคันหรูกำลังขับเคลื่อนมุ่งไปตามเส้นทางเปลี่ยวสายนั้นไปอย่างเร็วแรงตามอารมณ์ของเจ้ารถ อย่างไม่นึกกลัวอะไรเลย ถ้าหากว่าความเร็วแบบนี้มันอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ก็ได้ หากพลาดพลั้งไปด้วยความประมาท

          ชาฮัคยอน ในตอนนี้...แรงอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล จนตัวเค้าไม่สามารถควบคุมมันได้ เรื่องราวที่ได้พบเห็นในวันนี้...มันถึงที่สุดแล้วจริงๆ เค้าทนมันไม่ไหวอีกแล้ว หากเป็นไปได้ตัวเค้าเองก็อยากจะอดทนให้ได้มากกว่านี้อีกสักหน่อย

          แต่...ไม่ได้แล้ว ไม่เอาแล้ว พอเสียที! มันบ้าบอมามากเกินไป...มันมากเกินไปแล้วจริงๆ และมันก็สมควรที่สุดแล้ว ที่ทุกอย่างจะต้องจบลงเพียงแค่นี้

          ที่ผ่านมาเค้าคงจะใจเย็นมากเกินไป ตอนนี้มันเลยต้องระเบิดตัวออกมา... แต่คิดๆดูแล้ว ตัวเค้านี่มันก็โง่เหลือเกิน ที่ทนกับอะไรแบบนี้อยู่ได้มาตั้งนานสองนานขนาดนี้ได้ ทั้งที่จริงแล้ว ตัวเองเป็นคนที่ไม่เคยอดทนกับอะไรๆแบบนี้เลยด้วยซ้ำ

          มันน่าหัวเราะและสมเพชตัวเองเสียจริงๆ

          นั่น ตัวเองทำบ้าอะไรอยู่ล่ะนั่น...ที่ผ่านมาน่ะ หึ บ้าบอที่สุดเลยใช่มั้ยล่ะ?

          แต่มันจบแล้ว ต่อไปนี้ ต่อไปนี้ชาฮัคยอนคนนี้จะไม่ทำตัวโง่ๆทำแบบนั้นอีกแล้ว ไม่อีกแล้ว 

          ให้ตายเถอะ!!

.

.

.


-จุดนัดพบ-


ครืดๆ


          "อืม โทษทีพึ่งมาถึงน่ะ" ฮัคยอนกดรับสายจากวอนชิก ที่คาดว่าน่าจะโทรมาตามตัวเองนั่นแหละ ก็นะ ฮัคยอนเป็นคนนัดวอนชิกไว้เองแท้ๆ แต่พอถึงเวลานัดแล้วตัวเองกลับเป็นคนที่มาสายซะงั้น เฮ้อ หมอนั่นคงบ่นเราแย่แล้วล่ะป่านนี้

          /อ่า นึกว่าจะเก้อซะแล้ว

          "เอ๋? ท่านวอนชิกของผมทั้งคนนะครับ ชาฮัคยอนคนนี้ไม่กล้าปล่อยให้รอเก้อหรอกคร้าบ" ฮัคยอนก็แกล้งพูดประจบหยอกล้อวอนชิกไปตามประสา ของคนที่ต้องเล่นบทเป็นผู้น้อยที่ต้องเอาใจคนอื่นเข้าไว้ เพราะตัวเองทำผิดที่มาสาย

          /หึ เอาเถอะ ตอนนี้ชั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะวีไอพีบนชั้นสองนะ คิดว่านายเดินขึ้นมาก็คงหาเจอได้ไม่ยากหรอก

          "เอ๋? โต๊ะวีไอพี? ทำไมนายถึงขึ้นไปอยู่บนนั้นล่ะ? นึกว่านายจะรอชั้นอยู่ที่หน้าบาร์เหมือนเดิมซะอีก.." ฮัคยอนถามกลับทันที อย่างนึกสงสัยเมื่อได้ยินสิ่งที่แปลกต่างออกไปจากเดิม พร้อมทั้งเดินไปที่ประตูทางเข้าด้วย

          /เออ คือว่า...

          "หือ?"

          /คือชั้นเจอเพื่อนที่คณะที่นี่พอดีน่ะ ก็เลย...

          "อ่า อืม เข้าใจแล้ว"

          /นี่ ถ้านายไม่โอเค เดี๋ยวชั้นลงไปที่เดิมของเราก็ได้

          "เฮ้ย ไม่ต้องหรอก ชั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร ว่าแต่เพื่อนของนายเถอะ พวกเค้าจะโอเครึเปล่า? ที่ชั้นจะไปนั่งด้วยน่ะ"

          /อ้อ เรื่องนั้นชั้นบอกพวกเค้าไปแล้วล่ะ ทุกคนโอเค ไม่มีปัญหาหรอก

          "อื้ม โอเค งั้นแค่นี้นะ เดี๋ยวชั้นก็ไปถึงแล้ว"

          /อื้ม แล้วเจอกัน






-โต๊ะวีไอพีบนชั้นสอง-

          "เฮ้ เพื่อนของนายมาถึงแล้วเหรอ?" เซฮุนเพื่อนในคณะอีกคนที่เป็นหนึ่งในสี่คนที่นั่งรวมวงเหล้าด้วยกันในค่ำคืนนี้ เอ่ยถามวอนชิกทันทีเมื่อเห็นว่าวอนชิกคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว

          "อืม กำลังเดินขึ้นมาน่ะ" วอนชิกหันไปตอบเพื่อนด้วยสีหน้าที่มันดูดี๊ด๊ามีชีวิตชีวาขึ้นมากว่าเดิม

          "ดูท่าจะไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดาแน่ๆแบบนี้.." จงอินยิ้มกรุมกริ้มและพูดด้วยน้ำเสียงของผู้รู้? หลังจากเห็นท่าทางที่ดูต่างไปของคิมวอนชิก

          "หึ ทำเป็นรู้ดีนะครับคุณจงอิน" วอนชิกกระตุกยิ้มและพูดไปแบบไม่เชิงตอบรับหรือปฏิเสธ แต่แค่นั้นทุกคนก็ดูออกแล้วล่ะว่ามันจริง อย่างที่จงอินพูด

          "เอ๋? รึว่า...บางทีก็อาจจะเป็นคนที่นายกำลังจีบเค้าอยู่งั้นเหรอ?" เซฮุนลองเดาดูบ้าง

          "อืม เซฮุนพูดได้ดีว่ะ และดูท่าคงจะเป็นจริงอย่างนั้นด้วยสินะ" แทคอุนที่นั่งเงียบคลอเคลียสาวสวยคู่ควงของเค้าในคืนนี้อยู่ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพลาดโอกาสในวงสนทนาบทนี้ เรื่องขยี้เพื่อนนี่ขอให้บอกเลยครับ พวกเค้าพร้อมขยี้ให้แหลกเสมอ

          "หึ นายเอาเวลาไปสวีตกับโซอาคนสวยของนายต่อเถอะ แทคอุน" วอนชิกสวนกลับไปทันทีแบบขำๆ ไม่ได้จริงจังอะไรนัก ก็ตามประสาเพื่อนพวกเค้าที่มักจะชอบพูดเล่นแบบนั้นอยู่เป็นประจำนั่นแหละ

          สวบ...

          "วอนชิก" น้ำเสียงนุ่มหวานที่ใครได้ยินแล้วก็ต้องรีบหันไปมองทันที ว่าใครกันนะทำไมน้ำเสียงถึงได้ไพเราะน่าฟังมากขนาดนี้

          "ฮัคยอน~" วอนชิกหันไปยิ้มต้อนรับคนที่เข้ามาใหม่ด้วยสีหน้าท่าทางที่มันแสดงออกมาชัดเจนว่าเค้านั้นดีใจมากแค่ไหน ที่คืนนี้จะได้สนุกกับเพื่อนที่แสนน่ารักคนนี้ของเค้า 

          "มาสิ เข้ามานั่งตรงนี้ๆ" วอนชิกตบมือลงบนที่ว่างตรงข้างๆที่ตัวเองนั่งอยู่ เพื่อบอกซ้ำกับฮัคยอนว่าให้มานั่งที่ข้างๆตัวเองตรงนี้แหละ

          "อ่า" ฮัคยอนพยักรับทราบพร้อมด้วยยิ้มที่แสนน่ารักให้วอนชิกก่อน แล้วจึงรีบเดินเข้าไปนั่งลงตรงที่ตามวอนชิกบอกอย่างว่าง่าย

          "อ่า นี่เพื่อนของชั้นล่ะชื่อ ฮัคยอน" วอนชิกแนะนำฮัคยอนให้กับเพื่อนทั้งสามคนที่นั่งอยู่ในโต๊ะด้วยกันให้ได้รู้จักกับฮัคยอน

          "อ่า สวัสดีครับ ผมชื่อเซฮุนครับ^^" เซฮุนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฮัคยอนรีบแนะนำตัวเองขึ้นก่อนใคร ด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มแบบหว่านเสน่ห์ให้ชวนเคลิ้มของเค้า

          "ผมฮัคยอนครับ^^" ฮัคยอนเองก็ส่งยิ้มแสนน่ารักให้เซฮุนอย่างคนที่อัธยาศัยดีด้วยเช่นกัน 

          "ฮึ่ก!" โห...น่ารักว่ะ เซฮุนรีบยกมือขึ้นมากุมหัวใจไว้ทันที เมื่ออยู่ๆมันก็ดันเกิดเต้นแรงขึ้นมาเพราะรอยยิ้มหวานแสนน่ารักนั้นของฮัคยอน

          "เฮ้ๆ ทางนี่ด้วยครับ ผมจงอินนะครับ ยังโสดอยู่นะครับ^^" นี่ก็อีกคน...ขี้ม่อกันเหลือเกินนะไอ่คุณเพื่อน วอนชิกได้แต่ส่งสายตาจิกด่าข่มเขม่นใส่เพื่อนทั้งสองคนที่พากันส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้ฮัคยอนกันไม่หยุด

          "นี่ฮัคยอน อย่าไปยิ้มให้เจ้าพวกนี่มันแบบนั้นสิ นี่แน่ะ!" วอนชิกหันมาดุฮัคยอน แล้วไม่ลืมใช้แขนข้างหนึ่งเกี่ยวคอล็อกตัวฮัคยอนเข้ามาหาตัวเองจนใบหน้าหวานของฮัคยอนจมไปกับหน้าอกแน่นหมัดกล้ามของผู้ชายที่ชอบออกกำลังอย่างวอนชิกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทันที

          "โอ๊ย อะไรล่ะ? งื่ออ แน่นไปนะ หายใจไม่ออกแล้วคร้าบวอนชิกกก คิคิ" ฮัคยอนหัวเราะคิคักและดิ้นดุ๊ดดิ๊กไปมาอยู่อ้อมแขนของวอนชิก

          "ก็หมั่นไส้อ่ะ ไปยิ้มแบบนั้นให้พวกมันทำไมล่ะ นี่แน่ะๆ" ยิ่งฮัคยอนดิ้นให้หลุด วอนชิกยิ่งกอดรัดตัวของฮัคยอนเอาไว้มากขึ้น จนตอนนี้ฮัคยอนแทบจะขึ้นไปนั่งเกยตัวอยู่บนตักของวอนชิกอยู่แล้ว ...ดูๆแล้วมันก็เหมือนแฟนกำลังเล่นหยอกกันเลยนะเนี่ย เฮ้อ ไม่สนใจเพื่อนๆที่นั่งมองกันตาแป๋วอยู่ตรงนี้บ้างเลยนะ

          "แหมมๆ แค่เค้ายิ้มให้พวกชั้นแค่นี้ นายก็จะหึงหวงมากขนาดนั้นเลยเหรอไอ่คุณเพื่อนวอนชิก" เซฮุนแซวและแขวะเพื่อนอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้

          "นั่นดิว่ะ จำเป็นต้องหวงกันขนาดนั้น? แหมมๆไม่ค่อยจะ..เลยนะครับ หึๆ" จงอินพูดอย่างนั้นแล้วจึงตีมือที่ไหล่หนาของวอนชิกไปป๊าบหนึ่งอย่างนึกหมั่นไส้ไม่แพ้เซฮุน 

          "อะไรล่ะ? นี่เพื่อน(คนสำคัญ)ของชั้นอ่ะ" วอนหันไปพูดกับจงอินและชี้นิ้วมาที่ฮัคยอนประมาณว่า พวกนายจะมายุ่ง(ม่อ)กับคนนี้ของชั้นไม่ได้นะ รู้ไว้ด้วย

          "อ้าว แล้วพวกชั้นไม่ใช่เพื่อนของแกเหรอว่ะ"เซฮุนสวนกลับ แบบล้อเลียน

          "นั่นดิว่ะ ความสัมผัสสามปีของพวกเรามันไม่มีค่ากับแกเลยสินะ เฮ้อ...เสียใจว่ะ" จงอินแกล้งตีบทเศร้า ได้อย่างน่าถีบมากในสายตาของวอนชิก ไอ่เพื่อนบ้านี่มันเล่นเกินจริงอีกล่ะ เฮ้อ

          "เพราะพวกชั้นมันไม่น่ารักแบบฮัคยอนของนายสินะ น้อยใจว่ะ" เซฮุนก็เคยน้อยหน้าจงอินเสียที่ไหนล่ะ เฮ้อ ไอ่เพื่อนคู่ซี้เนี่ยแม่งชอบเล่นลูกคู่กันตลอด เหนื่อยใจกับความเป็นนักแสดงมืออาชีพของพวกมันจริงๆ วอนชิกได้แต่ส่ายหัวไปมาเบาๆ และตอนนี้ก็ยังคงกกกอดฮัคยอนเอาไว้อยู่ ยังคงไม่ยอมปล่อยมือออก ราวกับว่าเขาได้ลืมไปแล้วละว่า ตอนนี้กอดฮัคยอนเอาไว้อยู่

          "นี่..." เสียงเรียกขึ้นมาแบบนิ่งๆจากหนุ่มหล่อที่นั่งอยู่มุมในสุด..ที่เหมือนว่าจะถูกทุกคนลืมไปแล้วว่ามีเขาอยู่ในโต๊ะด้วย "เหมือนพวกแกจะลืมชั้นไปนะ"

          "โอ้! เอ่อว่ะ ฮ่าๆ เหมือนจะลืมแกจริงๆแหละ" เซฮุนหันไปทำหน้าขอโทษแทคอุนที่นั่งถัดไปจากตัวเอง

          "เอ่อ ใช่ ก็แกนั่นแหละที่เล่นนั่งเงียบเฉย ไม่พูดไม่จา แถบยังไม่รีบแนะนำตัวกับฮัคยอนเองนี่หวา อ่า...ยังไงก็ต้องขอโทษแทนไอ่เพื่อนคนนี้ ที่มันไม่มีมารยาทกับฮัคยอนด้วยนะครับ^^" จงอินหันไปบ่นแทคอุนก่อนจะกลับมายิ้มหวานพูดกับฮัคยอน ที่ในตอนนี้ได้เป็นอิสระจากอ้อมแขนแกร่งของวอนชิกแล้ว หึ แต่คิมจงอินก็ยังเห็นนะว่ามือของวอนชิกมันยังเกาะกอดอยู่ที่เอวบางของฮัคยอนอยู่น่ะ แหมม...

          "อ่า ครับ ไม่เป็นไร ผมไม่ถือสาหรอกครับ เพราะเหมือนเพื่อนของคุณเองก็ดูจะไม่ค่อยว่างอยู่ด้วย ...ใช่มั้ยครับ^^" ประโยคสุดท้ายฮัคยอนหันไปพูดกับแทคอุนด้วยรอยยิ้ม ที่คนอื่นมองว่าโคตรน่ารัก แต่สำหรับแทคอุนแล้วมันกับเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกหนาวเย็นเข้าไปในกระดูกสันหลังจนขนลุกขึ้นมาแปลกๆอีกด้วย

          "อ่า ฮัคยอนเนี่ยทั้งน่ารักและใจดีด้วยอ่ะ ทำไงดีผมรู้สึกหวั่นไหวกับคุณจังเลย" เซฮุนเริ่มหยอดฮัคยอนอีกครั้ง

          "เอ๋? อะไรกันครับ ฮ่าๆ" ฮัคยอนเลิก(จิกตา)จ้องแทคอุนแล้วหันไปหัวเราะและยิ้มหวานให้เซฮุนใจสั่นขึ้นไปอีก

          "ฮัคยอนคร้าบ หันมายิ้มให้ผมบ้างสิครับ^^" จงอินชะโงกหน้าออกไปหาฮัคยอนอย่างต้องการ(เรียกร้อง)ความสนใจจากฮัคยอนบ้าง เอิ่ม...ไอ่เพื่อนบ้าเซ-จง มันกำลังแย่งกันจีบฮัคยอนอยู่ถูกมั้ย? วอนชิกกัดฟันและจิกตามองไอ่สองเพื่อนขี้ม่ออย่างข่มอารมณ์สุดๆ

          "เฮ้ยๆ พวกนายสองคนควรจะเงียบๆกันบ้างนะ อย่างน้อยก็ให้แทคอุนมันได้แนะนำตัวบ้างเถอะ" วอนชิกพูดขึ้น

          "อ่า เอ่อ โทษทีว่ะ" เซฮุน

          "เอ่อๆ นี่ไอ่คุณแทคอุนครับ ไหนๆแล้วแกก็รีบๆแนะนำตัวซะสิ" จงอินหันไปบอกแทคอุน ที่ตอนนี้สีหน้าดูนิ่งๆแปลกๆชอบกล??

          "เออ ขอโทษที่แนะนำตัวช้านะคะ ชั้น โซอา ค่ะ^^" สาวสวยคนเดียวในโต๊ะรีบเอ่ยทักทายแนะนำตัวกับฮัคยอนด้วยรอยยิ้มสดใสน่ามองก่อนแทคอุนที่ยังคงปั้นหน้านิ่งแต่มันดูเครียดแปลกๆ

          "ครับ ผมฮัคยอนครับ ^^" ฮัคยอนยิ้มหวานและแนะนำตัวเองกับเธออย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ทั้งที่ข้างในใจของเค้าตอนนี้มันแทบจะระเบิดออกมากอยู่แล้ว

          "..และคุณล่ะครับ? ไม่คิดจะแนะนำตัวเองกับผมบ้างเหรอครับ^^" ฮัคยอนแสร้งหันไปพูดกับแทคอุนบ้าง อย่างต้องการกดดันให้แทคอุนรู้สึกอึดอัดมากขึ้น

          "อะ เออ..." แทคอุนจู่ๆก็เกิดหาคำพูดของตัวเองไม่เจอขึ้นมาซะงั้น ทำไมมันต้องบังเอิญแบบนี้ด้วยว่ะเนี่ย แทคอุนได้แต่คิดแบบนี้อยู่ในใจ

          "ถ้าไม่อยากแนะนำตัว ก็ไม่เป็นไรครับ^^" เพราะว่าชั้นรู้จักนายดีมากพอแล้วล่ะ จองแทคอุน 

          "เออ.." ยิ่งฮัคยอนพูดและยิ้มหวานแบบนั้นมาให้ แทคอุนก็ยิ่งจุกจนแบบหายใจไม่ออกเลยตอนนี้

          "วอนชิก" ฮัคยอนหันไปพูดกับวอนชิกด้วยสายตาอ่อนหวาน อย่างจงใจทำให้แทคอุนเห็นว่าตัวเองน่ะ ไม่ได้สนใจและไม่ได้แคร์เลยสักนิด ว่าแทคอุนจะโอบกอดผู้หญิงอื่นไว้ข้างกายอยู่ต่อหน้าต่อตากันแบบนี้อยู่ก็ตาม

          "หือ?" วอนชิกเอี่ยงหน้าไปหาฮัคยอนใกล้ๆ และยังยกมืนขึ้นไปจัดผมด้านหน้าที่มันดูยุ่งไม่เป็นทรงให้ฮัคยอนด้วย อย่างอ่อนโยนทั้งสายตาและการกระทำ จนเพื่อนเซฮุนกับเพื่อนจงอินต้องมองหน้ากันและอยากจะพูดขึ้นมาพร้อมกันดังๆว่าแหมมจริงๆ

          "เออ แค่ชั้นจะไปห้องน้ำน่ะ" ฮัคยอนพูดเสร็จก็ทำท่าจะลุกขึ้น แต่ก็โดนวอนรั้งขึ้นมือไว้

          "ให้ไปด้วยมั้ย?" วอนชิกพูดด้วยความเป็นห่วงและก็ไม่อยากให้เพื่อนคนนี้ของตัวเองเดินออกไปไหนคนเดียวในที่แบบนี้ แต่ก็รู้จักนิสัยของฮัคยอนดีเลยได้แค่ถามออกไปก่อน

          "ไม่เป็นไร แค่นี้เอง" ฮัคยอนยิ้มหวานให้วอนชิกอย่างบอกย้ำว่าแค่นี้เค้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงหรอก

          "อื้ม เข้าใจแล้ว" วอนชิกพยักหน้าเข้าใจและก็ปล่อยมือให้ฮัคยอนออกไป



          คล้อยหลังจากร่างบางหุ่นโคตรเซ็กซี่จนทำให้ใครๆต้องใจเต้นตามอย่างห้ามไม่ได้เดินหายออกไปแล้ว เพื่อนซี๊จอมขี้แซวอย่างเซฮุนกับจงอินก็เริ่มพูดล้อพูดแซววอนชิกขึ้นมากันทันที

           "แหมมๆ หวงกันเหลือเกินนะครับไอ่คุณเพื่อนวอนชิก" จงอินเริ่มขึ้นก่อน

          "แต่ถ้าชั้นเป็นมัน(วอนชิก)ก็คงหวงฮัคยอนแบบมันอ่ะ คนบ้าอะไรโคตรทำให้หวั่นไหวใจเต้นใจสั่นอะไรขนาดนี้ได้ยังไงนะ ไม่เข้าใจเลย" เซฮุนพูดเพ้อบอกออกมาจากความรู้สึกจริง

          "นั่นสิ ถ้าแกไม่หวงเค้าละก็...ขอชั้นจีบเค้าได้มั้ยว่ะ?" จงอินลองพูดกับวอนชิกด้วยสีหน้าจริงจัง

          "นั่นดิว่ะ ถ้าแกบอกว่าเค้าเป็นแค่เพื่อนแกอย่างนั้นจริงๆ ชั้นก็มีสิทธิ์จีบเค้านะ" เซฮุนก็เอาด้วยกับจงอินบ้าง

          "ไม่ให้!" วอนชิกพูดเสียงเด็ดขาดอย่างไม่ยอม ไม่โอเคอะไรทั้งนั้นกับเซฮุนและจงอิน

          "ทำไม?!/ไมอ่ะ?!" เซฮุนกับจงอินพูดขึ้นมาพร้อมกันทันทีเมื่อได้ยินวอนชิกบอกว่าไม่ให้

          "ก็ไม่ไงอ่ะ พวกแกเจ้าชู้กันขนาดนี้ แล้วยังจะคิดว่าชั้นจะยอมให้พวกแกไปยุ่งฮัคยอนงั้นเรอะ?!" วอนชิกพูดเสียงเข้มดุอย่างจริงจัง

          "โด่...บอกว่าหวงเค้าก็ไม่ง่ายกว่าเหรอว่ะ หึ" เซฮุนส่ายหัวให้วอนชิกอย่างคนรู้ทัน

          "บอกว่าเพื่อนกันเนี่ย.. คงจะเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อจริงๆละว่ะ เฮ้อ เบื่อจริงๆไอ่พวกปากแข็งเนี่ย" จงอินก็รุมแซะวอนชิกด้วยเช่นกัน

          "เอ่อ ยังไงก็ตาม ห้ามพวกแกก็ยุ่งกับฮัคยอนเด็ดขาด!" วอนชิกชี้หน้าห้ามเพื่อนอย่างจริงจัง

          พรึ่บ!

          "อ่ะ!" เสียงสะดุ้งตกใจของโซอาดังขึ้นมาเมื่ออยู่ๆแทคอุนก็ลุกพรวดขึ้นยืนไม่บอก ไม่กล่าวจนทำให้เธอที่นั่งอิงข้างกายแกร่งของแทคอุนอยู่เกือบหน้าคะมำล้มลงแล้วเชี่ยว

          "เออ ขอโทษนะโซอา คือผมพึ่งนึกได้ว่าจะต้องออกไปโทรคุยธุระนิดหน่อยน่ะ เดี๋ยวผมมานะ"แทคอุนรีบขอโทษ และสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาบอกเธอ เพื่อตัวเองจะได้ออกไปจากโต๊ะโดยไม่ให้ใครสงสัย(งั้นเหรอ)

          แทคุนก็แค่บอกกับเธอ ไม่ได้พูดเพื่อขออณุญาติเธอ เพราะงั้นเมื่อพูดบอกจบแล้ว แทคอุนก็รีบเดินหนีออกไปทันที อย่างไม่รอให้เธอหรือเพื่อนที่นั่งทำหน้ามึนงงกันอยู่ตรงนั้น ได้เอ่ยถามหรือมาตั้งข้อสงสัยใดๆกับตัวเองให้มันเสียเวลา ...เพราะเดี๋ยวเขาจะตามฮัคยอนออกไปไม่ทัน






-ลานจอดรถ-

 

          "กำลังตามหาอะไรอยู่เหรอครับ?" เสียงนุ่มหวานดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของแทคอุน ที่ตอนนี้กำลังยืนท้าวเอวหันหน้ามองไปมาทางซ้ายทางขวา ดูเหมือนคนที่กำลังมองหาอะไรอยู่ซักอย่าง

 

 

 

          ควับ

 

 

 

          "หึ อยู่นี่เองเหรอ..." แทคอุนหมุนตัวหันหน้าไปตามเสียงนุ่มหวานที่ได้ยินจากใครสักคนที่เขาจำได้ดีจากทางด้านหลัง

 

          "หือ? ผมงั้นเหรอ?" ฮัคยอนแสร้งทำเป็นหน้าซื่อ ตีสีหน้าทำเป็นงงว่า ผมเหรอ? เป็นผมคนนี้งั้นเหรอ? เมื่อแทคอุนสาวเท้าเดินตรงเข้าไปตัวเอง ที่ยืนพิงอยู่ข้างท้ายรถสปอร์ตที่มันก็คือรถของฮัคยอนเองนั่นแหละ ก่อนที่เรียวปากบางได้คาบบุหรี่ที่สูบไปแล้วกว่าครึ่งมวนมันก็กระตุกยิ้มร้ายออกมา เมื่อเห็นว่าสายตาเรียวคมของของแทคอุนจ้องมองเจ้าบุหรี่ที่ตัวเองคาบอยู่ไม่วางตา

 

 

          "นาย...สูบมันด้วย?" แทคอุนขมวดคิ้วอย่างไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้จากฮัคยอนคนที่ดูใสซื่อ(?)และแสนอ่อนโยนที่เค้ารู้จัก

 

อืม...จริงๆแล้วคงต้องบอกว่าจองแทคอุนแทบไม่อยากเชื่อเลยต่างหาก ว่าคนร่างบางตรงหน้าที่ยืนไขว้ขาพิงอยู่ข้างประตูรถมือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง มืออีกข้างก็คีบบุหรี่ค้างอยู่จะเป็น ชาฮัคยอน คนที่เค้ารู้จักจริงๆ

 

          ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวที่เน้นอวดทรวดทรงเรือนร่างหุ่นบางที่แสนเซ็กซี่ราวกับเรือนร่างของสตรี ที่แทคอุนคาดไม่ถึง...ก็รู้หรอกว่าฮัคยอนน่ะ ถึงจะตัวสูงแต่ก็มีรูปร่างค่อนข้างเล็กบางกว่าผู้ชายทั่วไปอยู่ดี แต่ก็ไม่คิดเลยว่าฮัคยอนจะหุ่นบางราวกับหุ่นของพวกสาวๆที่เค้าชอบได้มากถึงขนาดนี้

 

          สายตาที่ดูใสซื่อและอ่อนโยนเสมอที่ฮัคยอนเคยใช้มองแทคอุนมาตลอดเกือบสี่ปี ณ เวลานี้ สายตาคู่นั้นของฮัคยอนก็มีเพียงแค่ความมืดดำที่แสนว่างเปล่า จนทำให้แทคอุนรู้สึกหวั่นใจเมื่อต้องสบตากับฮัคยอนในตอนนี้

 

 

          "ในหัวของคุณตอนนี้ คงมีแต่คำถามมากมายเลยสินะครับ" ฮัคยอนเอ่ยพูดขึ้นมาลอยๆอย่างนั้น แล้วจึงสูบอัดควันบุหรี่มวนเล็กที่ยังเหลืออยู่สูบมันอัดเข้าไปจนเต็มปอดและจึงค่อยๆพ่นมันออกมาช้าๆ ด้วยสีหน้าและสายตาที่แสนนิ่งงัน ที่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่แทคอุนก็ไม่สามารถอ่านสิ่งที่มันซ่อนอยู่ในนั้นได้เลย

 

          "ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่!" แทคอุนเริ่มถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเครียดไม่น้อย

 

          "นั่น มันจำเป็นที่คุณต้องรู้ด้วยเหรอครับ? ผมจะอยู่ที่ไหน ไปที่ไหนมันสำคัญกับคุณด้วยเหรอครับ?" ฮัคยอนใช้ภาษาสุภาพที่มันดูค่อนข้างห่างเหินถามกลับไปเรียบๆอย่าง(เหมือนว่าตัวเอง)ไม่ได้จะสนใจอะไร

 

          "ฮัคยอน" แทคอุนเริ่มเสียงอ่อนลงเมื่อได้ยินคำพูดของฮัคยอน

 

          "อ่า ก็ยังจำชื่อผมได้อยู่สินะครับ หึ" ฮัคยอนพูดประชดพร้อมทั้งกระตุกยิ้มขึ้นมาด้วยความนึกสมเพช

 

          "ทำไม-" แทคอุนยังคงตีหน้ายุ่งอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าฮัคยอนต้องการจะทำอะไร

 

          "โอย พอเถอะ! รู้สึกรำคาญแล้วสิ ผมไปดีกว่า" ฮัคยอนพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดรำคาญสุดๆ พร้อมทั้งเด้งตัวขึ้นยืนตรงๆ เตรียมท่าจะเดินหนีออกไปจากตรงนั้นแล้วล่ะ แต่ว่า..ฉากแบบในนิยายน้ำเนามันก็ดันเกิดขึ้นมาเสียก่อน

 

 

          หมับ

 

 

          "จะเดินหนีกันไปทั้งอย่างงี้น่ะเหรอ?" แทคอุนกำข้อมือเล็กของฮัคยอนเอาไว้แน่น ไม่ให้ฮัคยอนได้เดินหนีไปไหนอย่างตั้งใจ

 

          "หือ? ...มันเจ็บนะครับ คุณไม่เห็นจำเป็นต้องใช้แรงขนาดนี้เพื่อหยุดผมเลยนะครับ" ฮัคยอนพูดเสียงเรียบนิ่ง โดยสายตาที่หันไปมองสบตากับแทคอุนมันแข็งกร้าวจนดูน่ากลัวมาก  ๆ แต่ถึงแม้ว่าแทคอุนจะตกใจกับสายตาน่ากลัวนั้นของฮัคยอนในทีแรก แต่ก็ทำใจนิ่งมองข้ามความน่ากลัวที่เค้าไม่เคยเจอนั้นไปก่อน เพราะว่าตอนนี้แทคอุนยังมีหลายเรื่องที่ต้องคุยกับฮัคยอนอยู่

 

 

          "ทำไมเงียบ? ทำไมถึงไม่ต่อว่า? ทำไมถึงไม่พูดไม่โวยวายอะไรออกมาเลยล่ะ ฮัคยอน ทำไมล่ะ?!" แทคอุนระเบิดความอึดอัดและคำถามที่มันกวนใจเค้ามาตั้งแต่นาทีแรกที่ได้เห็นฮัคยอน ออกมาในที่สุด ...

 

               ยอมรับเลยว่าตอนแรกที่ผมได้เห็นใบหน้าชัดๆของคนที่เดินเข้ามาหาวอนชิกในตอนนั้น มันทำให้ผมตกใจมากๆ ก็รู้แต่แรกแล้วละว่าเพื่อนที่วอนชิกนัดไว้น่ะชื่อ ฮัคยอน แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฮัคยอนคนเดียวกับคนที่ผมรู้จัก เออ..ไม่สิ ต้องบอกว่าคนที่ผม(แอบ)คบอยู่ต่างหาก นั่นมันจึงทำให้ผมตกใจแทบช็อคไปเลยล่ะ จากนั้นหัวใจผมมันก็เต้นตักตึกๆอย่างร้อนรนกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา ผมกังวลนึกอะไรไปต่างๆนาๆ ในสิ่งที่มันล้วนแต่เต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนทั้งนั้นเลย

 

          แต่ทว่า มันคงต่างกับฮัคยอนเลยล่ะ ผมไม่เห็นท่าทีอะไรจากเค้าเลยสักนิด เค้าแทบไม่มองผม เค้าทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมเป็นเพียงธาตุอากาศจริงๆนะตอนที่ฮัคยอนไม่สนใจหันมามองผม... 

 

          ผมไม่โกหกหรอกว่าผมน่ะ แอบมองดูฮัคยอนตลอดเวลาตั้งแต่ที่ฮัคยอนนั่งลงที่ข้างๆวอนชิก ทั้งสีหน้าและแววตาที่ต่างจากที่ผมเคยเห็นของฮัคยอนในตอนนั้น ...มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบๆขึ้นมาในใจแปลกๆ และผมก็เริ่มรู้สึกโกรธและไม่เป็นตัวของตัวเองเลย 

 

          ยิ่งในตอนนี้เราสองคนได้สบตากัน...มันก็ยิ่งทำให้ความอึดอัดของผมมากขึ้น ผมไม่ชอบและก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไม? ทำไมฮัคยอนถึงได้นิ่งเฉย ทำไมฮัคยอนถึงได้ไม่มีท่าทีอะไรเลย เมื่อได้เจอผมในคืนนี้ และที่สำคัญข้างกายผมก็มีผู้หญิงอีกคนแบบนั้นด้วยแท้ๆ แต่ว่า ฮัคยอนก็ยังยิ้มหัวเราะออกมากับพวกเพื่อนของผมอย่างสดใส และยังทำเป็นเหมือนไม่รู้จักผมเลยอย่างนั้นได้...ยังไง?

สายตาของฮัคยอนที่ว่างเปล่าในตอนนั้น และตอนนี้ก็เช่นกัน ทำไมมันถึงว่างเปล่าได้ขนาดนั้นสำหรับผมล่ะ...ฮัคยอน?

 

 

 

          "ฮัคยอน"

 

          "มันจำเป็นด้วยเหรอครับ? ผมจำเป็นต้องทำเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ?"

 

          "หมายความว่าไง?"

 

          "อ่า งั้นผมถามอะไรคุณสักอย่างได้มั้ย?"

 

          "อะไร?"

 

          "เราเป็นอะไรกันเหรอครับ?"

 

          "หะ หา?" ผมรู้สึกสะดุด ผมรู้สึกจุกและอยู่ๆสมองของผมก็ไม่ทำงาน ผมหาคำตอบให้คำถามของฮัคยอนไม่ได้

 

          "หึ คงไม่มีคำตอบสินะครับ" ฮัคยอนได้แต่ยิ้มเยาะเย้ยอย่างสมเพช "ช่างเถอะครับ ตอนนี้ผมไม่อยากรู้มันอีกแล้วล่ะ เพราะงั้นก็ช่วยปล่อยมือจากผมที"

 

          "เดี๋ยว..." แทคอุนยังคงรั้งข้อมือของฮัคยอนเอาไว้ต่อ

 

          "เฮ้อ งั้นคุณมีอะไร อยากพูดอะไรก็รีบพูดมันออกมาเถอะครับ ผมจะให้เวลาคุณ..." ฮัคยอนบอกกับแทคอุนอย่างเน้นถ้อยเน้นคำอย่างชัดเจน ก่อนจะจึงดึงข้อมือตัวเองออกจากมือของแทคอุน เมื่อเห็นว่าแทคอุนเริ่มผ่อนแรงที่ใช้กำข้อมือของตัวเองแล้ว

 

          ฮัคยอนทิ้งบุหรี่ที่สูบหมดแล้วลงที่พื้นและใช้ปลายเท้าบี๋ก้นบุหรี่มวนเก่าจนมันมอดดับสนิทที่พื้นคอนกรีตของลานจอดรถ แล้วจากนั้น ฮัคยอนก็ล่วงกระเป๋าเอาบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาจุดไฟ

 

 

          ฟู่

 

 

          "ผมให้เวลาคุณแค่เพียงหมดบุหรี่มวนนี้ เพราะงั้นคุณก็รีบๆพูดมาเถอะ" ฮัคยอนพูดบอกย้ำแทคอุนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงติดรำคาญอยู่เล็กน้อย แล้วจากนั้นฮัคยอนก็หันหน้าไปอีกทางเพื่อสูบบุหรี่มวนนั้นต่อ

 

          "...." แทคอุนเม้มปากกัดฟันอย่างข่มอารมณ์ที่เริ่มหงุดหงิดกับท่าทีเย็นชาและเฉยเมยไม่สนใจตัวเองแบบนั้นของฮัคยอน

 

          "อ้าว เงียบอยู่ทำไมล่ะครับ? ถ้าคุณไม่มีอะไรก็ไม่ควรรั้งผมไว้นะครับ มันเสียเวลา" ฮัคยอนพูดขึ้นอย่างเย็นชา แบบไม่คิดจะรักษาน้ำใจอะไรทั้งนั้น

 

          "นายดูเปลี่ยนไปจนชั้นตกใจนะ ฮัคยอน" แล้วแทคอุนก็พูดออกมา

 

          "หึ งั้นเหรอครับ" ฮัคยอนพูดแล้วก็หันไปสูบบุหรี่ต่อ 

 

 

          ให้ตายสิ นั่น... แค่เวลาแป๊ปเดียวเอง บุหรี่ที่ฮัคยอนสูบอยู่ก็หมดไปกว่าครึ่งมวนแล้วเหรอเนี่ย?!

 

 

          "นายโกรธชั้นใช่มั้ย?"

 

          "โกรธหึ ผมมีฐานะอะไรที่โกรธคุณได้ด้วยเหรอครับ?"

 

          "เออ.." อึก! เจอคำถามตอกกลับมาแบบนี้แทคอุนก็รู้สึกจุกแทบพูดไม่ออกไปเลย

 

          "หึ ขนาดถามว่าเราเป็นอะไรกัน คุณก็ยังตอบไม่ได้ แล้วยังจะกล้ารั้งผมเอาไว้อีกนะครับ คุณนี่มันงี่เง่าจริงๆ"

 

          "ฮัคยอน..." แทคอุนกำลังจะพูด แต่ว่ามีเสียงจากบุคคลที่สามดังขึ้นมาขัดเสียก่อน

 

          "ฮัคยอน อยู่นี่เองเหรอ" วอนชิกนั่นเองที่เดินตามออกมาหาฮัคยอน

 

          "อืม ออกมาสูบบุหรี่น่ะ" ฮัคยอนหันบอกกับวอนชิกด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มสวย ราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเค้าทั้งสอง ซึ่งมันช่างต่างกับใบหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์เมื่อตอนที่อยู่ต่อหน้าแทคอุน

 

          "อ้าว นายก็อยู่นี่ด้วยเหรอแทคอุน?" วอนชิกเดินเข้าไปโอบไหล่ของฮัคยอนแล้ว ถึงได้เห็นว่าคนที่ยืนหันหลังอยู่กับฮัคยอนคือแทคอุนเพื่อนของตัวเอง และพอได้มองเห็นสีหน้าที่เหมือนดูมีอะไรอยู่ของแทคอุนแบบนั้น วอนชิกจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า "เอ๋? มีเรื่องอะไรกันรึเปล่า?"

 

          "เปล่า..ไม่มีอะไร เออ ชั้นจะกลับเข้าไปข้างในแล้ว" แทคอุนส่ายหน้าปฏิเสธคำถามวอนชิกเล็กน้อย แล้วจึงรีบหันหลังเดินหนีออกไปจากตรงนั้นทันที

 

          "หึ" สุดท้ายนายก็เดินหนีชั้นไปอย่างนั้นสินะ ช่างขี่ขลาดเสียจริง จองแทคอุน

 

 

-หลังจากที่ร่างสูงของแทคอุนเดินออกไปไกลแล้ว-

 

“นี่ ฮัคยอน”

 

“เออ ขอโทษนะวอนชิก”

 

“เอ๋?”

 

“คือว่าชั้นคงต้องกลับไปก่อนแล้วล่ะ”

 

“ทำไมล่ะ? นายพึ่งมาเองนะ ทำไมรีบกลับแล้วล่ะ”

 

“เออ มีเรื่องที่ต้องไปทำน่ะ”

 

“ถามไม่ได้สินะ”

 

“อืม ขอโทษนะ”

 

“อ่า ไม่เป็นไร ถึงจะเสียดายอยู่ก็เถอะ แต่ก็โอเค”

 

“เอานี่ไป” ฮัคยอนยื่นการ์ดแผ่นเล็กสีดำให้วอนชิกรับ

 

“อะไรล่ะ ไม่เอาหรอก” พอได้เห็นว่าฮัคยอนเอาอะไรให้ วอนชิกก็รีบโบกมือปฏิเสธรัวๆเลยทันที

 

“แต่ชั้นเป็นคนชวนนายออกมา เพราะงั้นอย่างน้อยก็ให้ชั้นได้เลี้ยงนายเป็นการขอโทษที่ชั้นอยู่ต่อกับนายไม่ได้ด้วยเถอะ”

 

“ไม่เอาหรอก แต่ถ้าหากนายรู้สึกผิดและอยากขอโทษชั้นจริงๆละก็ วันหยุดหน้าก็ไปเที่ยวกับชั้นสิ” วอนชิกยื่นข้อเสนอใหม่

 

“ไปเที่ยวเหรอ?”

 

“ใช่ ที่เกาะไซปันน่ะ”

 

“หา...ที่อเมริกานั่นน่ะเหรอ?”

 

“อืม ใช่ ว่าไงล่ะนายจะไปด้วยกันมั้ย?”

 

“นายอยากได้แบบนั้นเหรอ?”

 

“ใช่”

 

“งั้นก็ได้ ชั้นจะไปเที่ยวกับนาย วอนชิก จุ๊บ” ฮัคยอนยื่นหน้าขึ้นไปจุ๊บที่ข้างแก้มของวอนชิกทีหนึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าเค้าจะไปเที่ยวกับวอนชิกแน่นอน

 

 

 

 

 

-อีกมุมหนึ่ง-

 

แทคอุนที่บอกว่าจะกลับเข้าไปในผับ แต่จริงๆก็แค่เดินหนีออกไปหลบมุมแอบดูฮัคยอนกับวอนชิกคุยกันต่างหาก

ทั้งสีหน้าและท่าทางของแทคอุนตอนที่แอบเฝ้ามองทั้งสองคนอยู่นั้น ก็แสดงออกมาชัดเจนเลยว่าเขาน่ะ ไม่พอใจในท่าทางและการพูดคุยกันของฮัคยอนกับวอนชิกที่เหมือนว่าทั้งสองคนนั้นจะดูสนิทสนมกันมากเกินกว่าแค่เพื่อนกันธรรมดา

และยิ่งตอนที่เห็นฮัคยอนยื่นหน้าขึ้นไปจุ๊บที่ข้างแก้มของวอนชิกแบบนั้นด้วยแล้ว ความโกรธความริษยาในตัวมันก็ยิ่งก่อตัวเพิ่มมากขึ้น

แทคอุนขบกรามแน่นอย่างข่มอารมณ์ไม่ให้มันบันดาลโทสะออกไปมากกว่านี้ แล้วจึงรีบปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุด เมื่อเขาต้องเดินกลับเข้าไปตรงที่จุดเดิมที่เขาได้เคยยืนกับฮัคยอนอยู่ก่อนหน้านั้น ซึ่งในตอนนี้ ที่ตรงนั้นเหลือเพียงแค่วอนชิกที่ยังยืนค้างอยู่คนเดียว เพราะว่าฮัคยอนได้ขับรถออกไปแล้วนั้นเอง

 

 

สวบ

 

 

“อ้าว? แทคอุน? นึกว่านายกลับเข้าไปข้างในแล้วไม่ใช่เหรอ?” วอนชิกทำหน้างงและนึกแปลกใจที่เห็นแทคอุนเดินกลับเข้ามาหาเขาอีกครั้ง จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น

 

“เอ่อ คือมีธุระต้องรีบไปน่ะ” แทคอุนตอบไปแบบปัดๆพร้อมทั้งรีบสาวเท้าก้าวยาวๆไปที่รถของตัวเองที่(บังเอิญ)จอดอยู่ตรงนั้นพอดี โดยที่สายตาคมก็แอบลอบมองไปยังทิศของรถ Audi R8 ของฮัคยอนที่ยังชะรอรถอยู่ที่ปากทางเข้าผับเพื่อรถให้ทางรถว่างแล้วจะได้ขับออกไป

 

“หา? เดี๋ยว...” วอนชิกกำลังจะร้องถามแทคอุนต่อ แต่ทว่า แทคอุนก็ไม่อยู่รอฟังอะไร รีบปิดประตูรถและสตาร์ทเครื่องทันที

 

 

บรื้น~นน

 

 

วอนชิกได้แต่ยืนงงมองตามท้ายรถหรูของเพื่อนตัวเองไปอย่างไม่สามารถเข้าใจอะไรได้

 

“อะไรของมันว่ะ อยู่ๆก็รีบออกไปอย่างนั้น” วอนชิกส่ายหัวไปมาอย่างไล่ความคิดอันไม่มีประโยชน์ออกไปจากหัว แล้วจากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปในผับอีกครั้ง

 

 

 

 

-ด้านฮัคยอน-

 

ฮัคยอนกระตุกยิ้มอย่างคนมีแผนการ อันที่จริงๆแล้วนั้น ฮัคยอนน่ะรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่า แทคอุนที่บอกว่าจะกลับเข้าไปในผับ แต่จริงๆเขาก็แค่เดินออกไปแอบหลบมุมเฝ้ามองฮัคยอนกับวอนชิกอยู่ที่ตรงมุมเสาข้างประตูเท่านั้นเอง เพราะรู้อยู่อย่างนั้นไงล่ะ ฮัคยอนเลยนึกสนุกขึ้นมา ก็เลยแกล้งจุ๊บแก้มวอนชิกให้แทคอุนเห็น เพราะอยากรู้ว่ามันจะให้แทคอุนรู้สึกเจ็บใจหรืออะไรบ้างรึเปล่า?

หึ และมันก็เหมือนว่าจะได้ผลไปตามที่ฮัคยอนคาดเอาไว้เสียด้วยสิ

 

ฮัคยอนไม่ได้ขับรถไปตามเส้นทางกลับห้องพักของฮัคยอนอย่างที่แทคอุนคาด... แต่เส้นทางที่ฮัคยอนกำลังมุ่งหน้าไปนั้น มันเป็นทางไปยังเขตยงซาน

แทคอุนก็ได้แต่นึกคิดสงสัยอยู่ในใจคนเดียวว่า ทำไมฮักยอนถึงได้ที่ขับรถไปทางนั้นกัน?

แต่ถึงแทคอุนจะสงสัยไปให้ตายยังไง ตอนนี้เขาก็คงไม่ได้คำตอบมันอยู่ดีนั่นแหละ

เพราะงั้นแทคอุนก็เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องพยายามทำใจเย็นๆ และก็ขับรถไล่ตามรถของฮัคยอนไปแบบนั้นเรื่อยๆ

 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ ไฟท้ายของรถฮัคยอนก็กระพริบขึ้นเป็นสัญญาให้รู้ว่า ฮัคยอนกำลังจะเลี้ยวรถเข้าไปทางด้านซ้ายมือ ซึ่งทางที่รถของฮัคยอนกำลังจะเลี้ยวเข้าไปนั้นมันคือทางเข้าโรงเรียนมัธยมปลายยงซาน

ฮัคยอนขับรถเลี้ยวเข้าไปเขตในโรงเรียนได้อย่างง่ายดาย เพราะว่ารั้วประตูทางเข้าด้านหน้ามันเปิดรอไว้อยู่แล้วนั้นเอง

แน่นอนเลยว่า แทคอุนที่ขับรถตามหลังรถฮัคยอนมานั้น เมื่อเห็นว่าฮัคยอนเลี้ยวรถเข้าไปในสถานที่ที่ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นได้เลยซักนิดเดียว ที่มันจะมีใครเปิดต้อนรับหรืออนุญาตให้ใครก็ได้เข้าไปในนั้นได้ในยามวิกาลเช่นนี้

แทคอุนประหลาดใจจนพูดไม่ออกเลยล่ะ แต่ก็นั้นแหละ ถึงจะรู้สึกแปลกใจมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วแทคอุนก็ยังคงขับรถตามฮัคยอนเข้าไปในโรงเรียนเก่าของพวกเขาอยู่ดี

 

 

แกร๊ก...ปึง

 

 

ฮัคยอนขับรถเข้ามาจอดไว้ที่หน้าตึกเรียนตรงที่มันตั้งอยู่ตรงข้ามกันกับสนามฟุตบอล

ฮัคยอนจอดรถเสร็จก็ลงจากรถมายืนสูบบุหรี่อยู่ที่ข้างประตูรถอย่างใจเย็น และรอดูว่าเจ้าของรถที่ขับตามตัวเองเข้ามานั้นจะทำยังไงต่อ

 

 

ฟู่~

 

สวบ สวบ

 

แทคอุนจอดรถเสร็จก็รีบเปิดประตูลงจากรถ และรีบเดินเข้าไปหาฮัคยอนที่คิดว่าก็คงจะยืนรอตัวเองอยู่แน่ๆ

 

แม้ว่าในตอนนี้ แทคอุนจะเดินเข้ายืนอยู่ตรงหน้าของฮัคยอนแล้วก็ตามเถอะ แต่ทว่า สายตาที่เหมือนอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ของฮัคยอนคู่นั้นก็ยังคงไม่ได้มองมาที่แทคอุนเลยแม้สักวินาที

 

 

ฟู่~

 

 

ฮัคยอนสูบอัดบุหรี่เข้าไปจนเต็มปวดและจึงค่อยๆปล่อยควันสีขาวขุ่นของมันออกมายาวๆช้าๆจนหมดควันที่สูบเข้าไป และฮัคยอนก็กำลังจะยกมันขึ้นมาสูบต่ออีกครั้ง แต่ทว่า...

 

หมับ

 

 มือสวยข้างที่ใช้สองนิ้วเรียวคีบบุหรี่สีขาวมวนเล็กอยู่ของฮัคยอนที่พึ่งจะยกมันขึ้นมาจ่อค้างอยู่ที่ริมฝีปากเล็ก มันก็ได้ถูกฝากมือใหญ่ของแทคอุนฉวยจับรั้งที่ข้อมือเล็กข้างนั้นของฮัคยอน

แทคอุนดึงข้อมือของฮัคยอนให้ห่างออกมาจากริมฝีปากของฮัคยอนเพียงเล็กน้อย เพียงพอให้ตัวเองได้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆใบหน้าหวานของฮัคยอน เพื่อที่จะใช้ปากเข้าไปคาบที่ตรงก้นบุหรี่ที่สองนิ้วเรียวของฮัคยอนคีบมันอยู่นั้นเข้ามาสูบด้วยบ้าง...

 

 ฮัคยอนจ้องมองไปที่บุหรี่ในมือของตัวเองที่ได้สูบมันไปแล้วกว่าครึ่งมวน ที่ ณ ตอนนี้ทั้งมือและบุหรี่มวนนั้นของฮัคยอน มันก็ได้ถูกย้ายไปจ่ออยู่ที่ตรงหน้าของแทคอุนแทนแล้ว

 

คิดจะทำอะไร?  ...แย่งมันไปสูบต่อจากผมงั้นเหรอ? ฮัคยอนก็แค่คิดมันอยู่ในใจ โดยไม่ได้พูดหรือว่าแสดงท่าทางว่ากำลังสงสัยหรือว่าอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย นอกจากแค่ค่อยๆไล่สายตาว่างเปล่าของตัวเองคู่นั้น จากปลายบุหรี่ที่ตัวเองคีบมันอยู่ที่ปลายนิ้วมือขึ้นไปหานัยน์ตาคู่เรียวคมของแทคอุนช้าๆ และในที่สุดเขาทั้งสองคนก็ได้สบตากันเสียที

 

ฮัคยอนยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้แทคอุนทำตามความต้องการโดยไม่ได้ขัดขืนหรือแสดงท่าทีใดๆออกมาว่าชอบหรือไม่ชอบที่แทคอุนทำแบบนั้น นอกจากความนิ่งเฉยราวกับคนที่ตายด้าน(?)ไร้ความรู้สึกแล้ว ก็เดาไม่ออกเลยว่าในตอนนี้ ฮัคยอนกำลังคิดหรือว่ารู้สึกอะไรอยู่บ้าง? มันให้ตอบอะไรไม่ได้เลย...กับท่าทีที่นิ่งเฉยไร้การตอบรับแบบนั้นของฮัคยอน

แม้กระทั่งว่าในตอนนั้นแทคอุนแกล้งยื่นใบหน้าสุดหล่อของเขาเข้าไปใกล้ชนิดที่แบบแทบติดชิดกับใบหน้าสวยของตัวเองเลยขนาดแล้วก็เถอะ แต่สิ่งที่ฮัคยอนแสดงออกมาก็ยังคงเป็นความนิ่งเฉยเหมือนเดิม

มันโคตรน่าแปลกใจเป็นบ้าเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็...ป่านนี้ฮัคยอนคงจะอายม้วนจนตัวแดงไปทั้งตัวแล้วแน่ ไม่นิ่งเฉยอยู่แบบนี้หรอก

 

เมื่อเห็นว่าฮัคยอนยังคงนิ่งเฉยใส่ตัวเองอยู่แบบนั้น แทคอุนก็เลยจงใจใช้แรงดันข้อมือเล็กของฮัคยอน เพื่อให้มือและสองนิ้วเรียวที่คีบมวนบุหรี่อยู่ของฮัคยอนให้เข้ามาแนบชิดกับริมฝีปากอุ่นของตัวเองให้มันแนบแน่นที่สุด จนแยกไม่ออกแล้วว่าสิ่งที่แทคอุนต้องการคือ สูบบุหรี่หรือว่าต้องการจูบนิ้วมือนิ่มของฮัคยอนกันแน่?

แต่มันก็แน่นอนอยู่แล้วว่า คนอย่างจองแทคอุนน่ะ ไม่เคยทำอะไรโดยไม่หวังผลประโยชน์หรอก อันไหนที่ทำแล้วมันได้กำไรน่ะ จองแทคอุนคนนี้ไม่เคยพลาดมันแน่นอน ก็ยกตัวอย่างเช่นว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้ยังไงล่ะ

 

ทั้งสูบบุหรี่และก็บดจูบทั้งสองนิ้วมือนิ่มของฮัคยอนไปด้วยพร้อมๆกันเลยยังไงล่ะ นี่แหละวิถีของคนฉลาด!

 

แทคอุนจ้องมองเข้าลึกไปในแววตาสีรัตติกาลของฮัคยอนอย่างต้องการค้นหาอะไรบางอย่าง...ในยามที่เขาทั้งสองได้สบตากัน ในจังหวะเดียวกันกับที่แทคอุนกดปากจูบเน้นๆที่นิ้วมือนิ่มของฮัคยอนและค่อยๆสูบบุหรี่ของฮัคยอนเข้าไปอย่างช้าๆ อย่างหวังที่จะได้เห็นท่าทีอื่นมากว่าความนิ่งเฉยของฮัคยอนแบบนี้

ฮัคยอนรู้ว่าแทคอุนต้องการอะไร แต่ว่า...เสียใจด้วยที่ในตอนนี้ สิ่งที่แทคอุนต้องการจากฮัคยอนนั้นมันเป็นไปได้ยากเสียแล้ว

ถึงแม้ว่าฮัคยอนจะรู้ว่าโดนแทคอุนฉวยโอกาสเอาเปรียบตัวเองด้วยวิธีตื้นๆแบบนั้นอยู่ก็ตาม แต่ว่าฮัคยอนก็ไม่คิดจะสนใจอะไรกับมันหรอก ก็แค่การโดนเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆ ...ไว้ค่อยไปเก็บยอดทีเดียวเอาแบบทบต้นทบดอกในตอนจบเลยมันก็ยังไม่สาย

เพราะอย่างงั้นตอนนี้ก็จะปล่อยให้ทำตามใจไปก่อนแล้วกัน ..หึหึ

 

 

 

 

-ครู่ต่อมา-

 

หลังจากที่จบฉากแชร์บุหรี่กันสูบเสร็จไปจนถึงฉากจูบที่ร้อนแรง แต่มันเป็นจูบไร้ความหอมหวาน เป็นจูบที่ร้อนแรงที่มีเพียงแค่กลิ่นหอมเย็นของกลิ่นมิ้นต์จากบุหรี่และรสชาติจางๆของแอลกอฮอล์ที่ยังคงติดลิ้นของทั้งสองคนที่ได้ดื่มมันมาก่อนหน้านี้... เพราะงั้นจะบอกว่าจูบนี้ของพวกเขา คงเป็นแค่การจูบล้างกลิ่นคาบของบุหรี่และแอลกอฮอล์ให้กันและกันเพียงเท่านั้นก็ได้ เพราะการจูบนั้นมันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย...สำหรับชาฮัคยอน

 

แต่สำหรับจองแทคอุนนั้น...ก็ไม่รู้สินะ?

 

 

 

“ที่ตรงนี้..” ฮัคยอนเอ่ยขึ้นหลังจากที่ได้เดินนำแทคอุนมาที่ข้างบันไดลงไปสนามฟุตบอล และมันก็เป็นคำพูดแรกที่ฮัคยอนพูดออกมาหลังจากที่เข้ามาในนี้

 

“...” แทคอุนเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างๆฮัคยอน และรอฟังว่าฮัคยอนจะพูดอะไรอยู่เงียบๆ

 

“ครั้งแรกที่ผมได้เจอคุณ คือที่ตรงนี้แหละ” ฮัคยอนยังคงใช้ภาษาสุภาพพูดกับแทคอุนอย่างต้องการสร้างระยะห่างเช่นเดิม

 

“...” สีหน้าแทคอุนเปลี่ยนไปอยู่ไม่น้อย เมื่อยังได้ยินฮัคยอนใช้ภาษาพูดที่มันดูห่างเหินกับตัวเองอยู่แบบนั้น

ทั้งๆที่เมื่อกี้ก็ยังยอมให้จูบ...อย่างนั้นเลยแท้ๆ แต่ทำไม?

 

“ผมยังจำมันได้แม่นว่า ร่างกายของผมมันปั่นป่วนและใจก็เต้นแรงเอามากๆในตอนที่ได้เห็นหน้าคุณครั้งแรก ในตอนบ่ายของวันนั้น...สัปดาห์แรกของภาคเรียนที่สองของชีวิตนักเรียนม.ปลายปี 2 ห้อง 4 ของผม” ฮัคยอนเล่าถึงอดีตของวันวานที่ตัวเองยังไม่เคยบอกกับแทคอุนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงปกติ แต่แทคอุนได้ยินแล้วค่อนข้างทำให้เขารู้สึกแปลบๆอยู่ในใจแปลก

 

“หลังจากวันนั้น ผมก็เริ่มมองหาคุณ ผมอยากรู้ ชื่อของคุณ ชั้นปีที่คุณเรียน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เป็นคุณ ผมอยากรู้ทุกอย่าง แต่ผมก็ขี้ขลาด ผมไม่มีความกล้า แม้แค่จะเอ่ยถามเรื่องของคุณจากเพื่อนหรือว่าใคร...หึ ผมเนี่ยมันไม่ได้เรื่อง ไม่เอาไหนเลยว่ามั้ยครับ” ฮัคยอนทำเสียงหึขึ้นมาอย่างนึกสมเพชตัวเองในอดีต

“ฮัคยอน...” แทคอุนกำลังจะเอื้อมมือออกไปแตะที่ไหล่เล็กของฮัคยอน แต่ว่า ฮัคยอนก็เบี้ยงตัวหลบจากมือแทคอุน และเดินนำไปอีกทาง โดยไม่ได้หันกลับมาสนใจอะไรเลยสักนิดว่า สีหน้าแทคอุนมันดูแย่แค่ไหนที่โดนฮัคยอนปฏิเสธไปแบบนั้น

 

ฮัคยอนเดินเข้ามาในส่วนของตึกกลางที่เป็นที่ตั้งของห้องวิชาการ ที่ที่มีความทรงจำของฮัคยอนและแทคอุนอยู่

 

“ที่ระเบียบตรงนี้” ฮัคยอนยืนมองลงไปที่ที่นั่งตรงระเบียงหน้าห้องวิชาการ ตรงที่ที่มีความทรงจำซ่อนอยู่

 

“อืม ที่ตรงนี้น่ะ ชั้นยังจำได้ไม่เคยลืมเลยล่ะ  เพราะว่ามันเป็นความทรงจำที่ทำให้ชั้นรู้สึกอึ้งทึ้งสุดๆไปเลยล่ะตอนนั้น” แทคอุนพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มขำเล็กน้อย เมื่อได้นึกย้อนไปในเหตุการณ์สุดเซอร์ไพรส์ในครั้งนั้น

 

“ก็งั้นคงอย่างนั้น เพราะผมเองก็ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะกล้าทำเรื่องบ้าน่าอายแบบนั้นลงไปได้ หึ ในตอนนั้น ผมคงกลายเป็นคนที่ดูใจกล้า...สำหรับคุณเลยสินะครับ”

 

“เอ๊ะ? ก็...เออ ไม่รู้สิ ตอนนั้นชั้นแค่รู้สึกตกใจและทั้งอึ้งทั้งงงมากๆ เพราะว่านายวิ่งหนีไปทันทีที่นายบอกว่า นายชอบชั้น”

 

“คุณจะเชื่อมันหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าผมน่ะ ใช้เวลารวบร่วมความกล้ามาเกือบทั้งเทอมเพื่อจะบอกความรู้สึกของผมกับคุณว่า...” ฮัคยอนพูคค้างไว้อย่างนั้นแล้วจึงค่อยๆหันหน้าไปมองสบตากับแทคอุนอย่างจริงจังและพูดสิ่งที่เหลือค้างไว้อยู่ว่า “ผมชอบคุณนะแทคอุน”

 

ตึก ตัก

 

“ฮัคยอน” แทคอุนรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้นจากฮัคยอน

 

“คุณรู้ไหมว่าตอนนั้นผมอายมากแค่ไหน ผมอายมากๆจนไม่กล้ามองหน้าใคร แม้แต่เพื่อนของผม ผมอายมาก ผมอายจนต้องกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้คนเดียวอยู่ที่หน้าห้องสมุดเลยล่ะ หึ น่าสมเพชชะมัด”

 

แปะ

 

“ฮัคยอน” แทคอุนเอื้อมมือขึ้นไปแตะที่ไหล่เล็กของฮัคยอนเบาๆ โดยที่ในครั้งนี้เขาไม่ถูกฮัคยอนปฏิเสธเหมือนเช่นรอบที่แล้ว แทคอุนจึงค่อยรู้สึกชื่นใจขึ้นมาได้หน่อย

 

“ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ผมอาจจะไม่ทำแบบนั้น” ฮัคยอนพูดจบก็ยกยิ้มให้แทคอุนจางๆโดยที่ในสายตาที่มองแทคอุนก็มีนัยบางอย่างแอบซ่อนอยู่ด้วย

 

“...” แทคอุนไม่รู้ว่ารอยยิ้มจางๆและสายตาของฮัคยอนที่มองมาที่ตัวเองแบบนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่ แต่ว่ามันก็ทำให้แทคอุนรู้สึกหวั่นกลัวอยู่ในใจแปลกๆเช่นกัน





-ครู่ต่อมา-

 

แกร๊ก เอี๊ยด...

 

ฮัคยอนผลักประตูบานใหญ่ของหอประชุมเปิดเข้าไปด้านช้าๆ แล้วจากนั้นฮัคยอนก็จึงเดินนำแทคอุนลงไปที่ตรงเวทีด้านล่างที่ตรงกลางเวทีนั้นมีเปียโนสีขาวหลังหนึ่งตั้งอยู่

 

แทคอุนเดินตามหลังของฮัคยอนไปเงียบๆโดยที่ในหัวก็เต็มไปด้วยความคิดมากมายที่กำลังตีกันยุ่งเยิง เพราะว่าตัวเองยังเดาไม่ออกว่าฮัคยอนกำลังจะทำอะไรอยู่กันแน่

 

ท่าทีเย็นชา...

 

ทำตัวเหินห่าง...

 

ไม่โวยวายทั้งที่จับได้ว่าถูกนอกใจ...

 

กลับมาที่โรงเรียนเก่า...

 

จูบที่ไม่หวานเหมือนเดิม...

 

เล่าเรื่องในสมัยก่อนที่ไม่เคยรู้...

 

กลับมาย้อนความทรงจำในวันเก่าๆ...

 

ทุกอย่างที่ทำ...เพื่ออะไรกันแน่?

 

 

 

ตึง!

 

ในขณะที่แทคอุนกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง จนไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ฮัคยอนได้เดินเข้าไปนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังเปียโนตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเสียงเปียโนที่เริ่มบรรเลงขึ้นมานั้น มันก็ได้ดึงให้แทคอุนหลุดออกมาจากโลกแห่งความคิดวุ่นวายของตัวเอง

 

“...” แทคอุนยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ราวกับโดนสะกดเอาไว้กับเสียงเพลงที่บรรเลงด้วยเปียโน

 

บทเพลงที่ฮัคยอนกำลังบรรเลงเล่นมันอยู่ในตอนนี้ เป็นบทเพลงที่ได้ฟังแล้ว มันทั้งให้ความรู้สึกถึงสวยงามและแสนเศร้าในเวลาเดียวกัน


ณ ตอนนี้ เหมือนว่าทั้งร่างกายและหัวใจของแทคอุนมันจะถูกแช่แข็งไปหมดแล้ว อยู่ๆความรู้สึกผิดที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นมา

ยิ่งได้จ้องใบหน้าสวยที่นิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลยของฮัคยอนแบบนั้น หัวใจของแทคอุนก็เหมือนถูบบีบแน่นจนแทบแหลก...



"ฮัคยอน"


บทเพลงที่สวยงามและแสนเศร้าที่บรรเลงเล่นโดยฮัคยอนยังคงบรรเลงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยมีผู้ฟังเพียงหนึ่งเดียวคือ แทคอุน ที่เหมือนว่าทั้งร่างกายและหัวใจจะถูกสาปให้เป็นหินขยับไปไหนไม่ได้ แต่ทว่า ความรู้สึกที่เหมือนว่าหัวใจถูกมือของใครสักคนบีบคั้นแน่นจนมันแทบแหลกคามือแบบนี้....มันอะไรกัน?

นอกจากจะรู้สึกว่าหัวใจถูกบีบแบบนั้นแล้ว แทคอุนก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาเรื่อยๆอีกด้วย ยิ่งบทเพลงของฮัคยอนบรรเลงไปมากแค่ไหน ความรู้สึกข้างในของแทคอุนมันก็ยิ่งเจ็บปวดขึ้นไปมากเท่านั้น


ทำไมกัน?


ภาพคืนวันเก่าๆที่มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและความสุข ที่แทคอุนกับฮัคยอนเคยมีร่วมกันมันค่อยๆไหลเวียนเข้ามาในหัวของแทคอุนคล้ายภาพที่บันทึกอยู่ในม้วนฟิล์มที่มันเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆของทั้งสองคนเอาไว้

          ตลอดเวลาที่ผ่านมา...ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มสวยหรือว่าถ้อยคำที่อ่อนหวานความจริงใจของฮัคยอนที่มีให้เพียงแทคอุน แต่ทว่า แทคอุนก็ไม่เคยมองเห็นค่าของมันเลยสักครั้ง ไม่ว่าฮัคยอนจะพยายามทำอะไรเพื่อเขามากน้อยแค่ไหนก็ตาม ...แทคอุนก็ไม่เคยสนใจให้ความสำคัญกับมันอยู่ดี เพราะคิดว่าฮัคยอนน่ะรักตัวเองมากและยอมทำให้ตัวเองได้ทุกอย่าง เพราะงั้นไม่ว่ายังไงซะ ฮัคยอนก็คงจะไม่มีวันเปลี่ยนใจไปจากตัวเองได้แน่นอน 

          นั้นแหละ เพราะความแสนดีที่ดูเหมือนเป็นคนโง่ของฮัคยอนแบบนั้น แทคอุนก็เลยได้ใจจนเห็นฮัคยอนเป็นแค่ของตาย ที่ไม่ว่าจะปล่อยทิ้งขว้างเอาไว้ยังไงก็ได้...ตามแต่ใจตัวเองต้องการ 

          ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้? ที่แทคอุนเริ่มมองไม่เห็นความรู้สึกของฮัคยอน และออกไปเที่ยวสนุกลึกซึ้งกับใครต่อใครมากมายตลอดเวลาที่ผ่านมา...ทั้งๆที่มีฮัคยอนอยู่

          แต่แทคอุนก็ทำมันตามความต้องการของตัวเองโดยที่ไม่เคยรู้สึกผิดอะไรต่อฮัคยอนเลยสักนิด ไม่เลย เขาไม่เคยคิดถึงหน้าฮัคยอนเลยสักครั้ง ทั้งที่อยู่บนเตียงกับคนอื่นก็ตาม


          แต่ทว่า ตอนนี้...ความรู้สึกผิดมากมายต่อฮัคยอน กับเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาและความเห็นแก่ตัวของตัวเองที่ได้ทำแย่ๆลงไป... มันกำลังสะท้อนเข้ามาเล่นงานแทคอุนอย่างหนักเลยล่ะ 



          ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? 

          ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่นัยน์ตาสีรัตติกาลของฮัคยอนเข้ามาจ้องมองที่ผมในระยะใกล้เพียงแค่เอื้อมมือแบบนี้? ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เสียงบรรเลงเปียโนหยุดลง...แต่ตั้งเมื่อไหร่? ทำไมผมถึงไม่ได้รู้สึกตัวเลย?


สวบ


          แม้แต่ ณ ตอนนี้เองก็ด้วย ที่ทั้งร่างกายของผมมันแทบขยับไปไหนไม่ได้ เหมือนคล้ายว่าผมโดนสาปให้เป็นหินไปแล้วจริงๆ 


"ฮัคยอน" เสียงแผ่วเบาของแทคอุนที่เอ่ยเรียกชื่อของคนที่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าของตัวเอง 


หมับ


"..." ฮัคยอนจับมือข้างหนึ่งของแทคอุนขึ้นมาแบออก และจากนั้นฮัคยอนก็ล้วงเอาอะไรบางอย่างที่ตัวเองเก็บมันไว้อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา แล้วเอามันวางใส่ฝ่ามือของแทคอุน ก่อนที่นัยน์ตาคู่สวยสีรัตติกาลของฮัคยอนจะเหลือบขึ้นมองสบตากับแทคอุนนิ่งและพูดขึ้นมาว่า "ถึงเวลาที่มันต้องกลับไปอยู่กับเจ้าของของมันแล้ว"

ต่างหูเล็กๆข้างหนึ่งมีเพชรเม็ดเล็กฝั่งอยู่ตรงกลาง เป็นต่างหูที่แทคอุนซื้อมาใส่คู่กับฮัคยอนในวันครบรอบเมื่อสามปีก่อน


"..." แทคอุนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีรัตติกาลที่ว่างเปล่าของฮัคยอนอย่างต้องการค้นหาสิ่งที่อาจจะซ่อนอยู่ข้างในนั้น ...แต่ไม่ว่าจะจ้องมองลึกเข้าไปยังไง สุดท้ายแล้ว สิ่งที่แทคอุนเห็นก็ยังคงเป็นแค่ความว่างเปล่าอยู่เท่านั้น


"ฮัคยอน" เสียงจากแทคอุนเริ่มมีความเว้าวอนอย่างที่สุด


"คุณเรียกชื่อผมบ่อยไปนะครับ หรือว่าคุณกลัวว่าจะจำชื่อของผมไม่ได้เหรอครับ หึ" ฮัคยอนพูดประชดเสียงนิ่ง แล้วจึงละมือออกมาจากมือของแทคอุน แต่ทว่า...


หมับ


"ฮัคยอน" แทคอุนรีบรั้งข้อมือของฮัคยอนเอาไว้ก่อนที่ฮัคยอนจะหันหลังให้


"อะไรครับ?" ฮัคยอนจ้องมองไปที่ข้อมือที่ถูกมือใหญ่ของแทคอุนกำเอาไว้แน่นก่อนจะค่อยๆเหลือบตาขึ้นไม่สบตากับแทคอุนตรงๆนิ่งๆ


"..."


"..."


"...ขอโทษ" ทำใจอยู่นานกว่าที่แทคอุนจะยอมเอ่ยคำพูดที่มันสะท้อนก้องอยู่ในใจตัวเองออกมาได้ 


"..." แววตาของฮัคยอนวูบไหวไปอยู่แวบหนึ่งในตอนที่ได้ยินคำว่าขอโทษจากแทคอุน แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้นแล้วมันก็กลับมานิ่งเหมือนเหมือนเดิม


"ฮัคยอน" ทั้งที่มีคำพูดที่อยากพูดออกมาอยู่มากมายในใจ แต่ทว่า แทคอุนก็ไม่สามารถเอ่ยพูดมันออกมาได้ เพราะสายตาของฮัคยอนที่มองมาที่แทคอุนมันว่างเปล่าจนไม่เหลืออะไรเลยแบบนี้ นอกจากจะพูดไม่ออกแล้วมันยังรู้สึกเจ็บปวดมากๆด้วย


"อืม อยากให้ผมบอกคำนั้นกับคุณมั้ย?" คำถามเรียบๆจากน้ำเสียงนิ่งที่ไร้แววเมตตาจากฮัคยอน มันช่างเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำร้ายแทคอุนได้ง่ายดายเหลือเกินตอนนี้


"..." แววตาของแทคอุนเริ่มฉ่ายแววแห่งความเจ็บปวดเสียใจออกมาเรื่อยๆ เมื่อเริ่มรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น


"ปล่อยมือจากผม แล้วเราก็ต่างคนต่างไปเถอะครับ ให้ทุกอย่างมันจบลงแค่ตรงนี้"


ฮัคยอนสบตาพูดกับแทคอุนอย่างหวังให้แทคอุนได้เข้าใจ แม้ว่าภายในใจของฮัคยอนตอนนี้มันจะร้อนรุ่มรุกเป็นไฟ จนแทบอยากอาละวาดออกมามากแค่ไหน แต่ว่าฮัคยอนก็ต้องทนเก็บซ่อนมันเอาไว้ ไม่ให้มันหลุดออกมาเด็ดขาด เพราะว่าตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลา...มันยังไม่ใช่ตอนนี้ ฮัคยอนจะระเบิดทุกอย่างออกมาตอนนี้ไม่ได้


ก็ผมน่ะ ยังไม่ได้แก้แค้นเอาคืนคนที่ทำให้ผมต้องเจ็บปวดเสียใจเลยนี่น่า คิดว่าผมจะยอมให้มันผ่านไปง่ายๆอย่างนั้นเหรอ? 

ผมเคยเจ็บปวดยังไง เสียใจมามากแค่ไหน...ต่อไปนี้ ก็คือคุณบ้างแล้วล่ะ จองแทคอุน




จบภาคต้น




-เริ่มต้นภาคใหม่-



          "ปล่อยมือจากผม แล้วเราก็ต่างคนต่างไปเถอะครับ ให้ทุกอย่างมันจบลงแค่ตรงนี้"

          "หา?" แทคอุนทำหน้าเหวอก่อนนจะขมวดคิ้วยุ่งอย่างไม่(ยอม)เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน อะไรนะ? ฮัคยอนพูดว่าไงนะ? บอกว่าให้จบงั้นเหรอ? บ้าซิ!


          พรึบ!

          ในขณะที่แทคอุนกำลังช็อคไปกับสิ่งที่ฮัคยอนบอกอยู่นั่นเอง อยู่ๆที่ด้านหลังของฮัคยอนก็มีเงาดำทะมึนโผล่ขึ้นมา
          สองมือเรียวของผู้ชายที่มีผิวขาวเกือบซีดค่อยๆสอดเข้ามากอดที่เอวบางของฮัคยอนจากด้านหลัง ก่อนที่ใบหน้าหล่อคมแบบลูกครึ่งของผู้ชายผมดำคนหนึ่งจะโผล่ขึ้นมาแนบซบคลอเคลียอยู่ที่ลาดไหล่และข้างแก้มเนียนของฮัคยอนอย่างไม่ได้เกรงใจใคร

          แทคอุนเบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจก่อนที่แววตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นความโกรธ ที่อยู่ๆก็มีบุคคลที่สามโผล่ออกมาและยังโผล่ออกมาแบบแนบชิดคลอเคลียกันต่อหน้าต่อเขาแบบนั้นอีก ! นี่...มันเรื่องบ้าอะไรว่ะเนี่ย !!

          เรื่องที่ฮัคยอนพูดก็ยังไม่ได้เคลียร์ แล้วนี่อะไรอีกว่ะ ไอ้บ้านี่มันเป็นใคร !!!

          ในขณะที่นัยน์ตาของแทคอุนกำลังลุกเป็นไฟ(ทั้งโกรธทั้งริษยา) ถ้อยน้ำเสียงที่เป็นเหมือนระฆังชีวิตก็ดังขึ้นมาว่า 

          "หมดเวลาแล้วครับ" น้ำเสียงทุ่มลึกแต่ก้องกังวานดังชัดเข้ามาในโสตประสาทของแทคอุน จากชายหนุ่มผู้มีนัยน์สีเลือดบุคคลที่สามที่ตอนนี้ก็ยังคลอเคลียฮัคยอนอยู่ไม่ห่าง
          

          "ใคร? นายเป็นใคร?!" แทคอุนข่มอารมณ์พูดเสียงรอดฟันด้วยสีหน้าและแววตาเกรี้ยวโกรธ ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปหวังจะกระชากทั้งสองคนออกจากกัน 

          พรึบ!  ควับ!

          แต่ทว่า ทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่แทคอุนตั้งใจ เพราะผู้ชายคนนั้นรู้ตัวเร็วกว่า จึงใช่ความไวพาฮัคยอนหมุนตัวหลบออกจากมือของแทคอุนไปได้ก่อนที่แทคอุนจะเข้ามาถึงตัว

          "...!!!" แทคอุนยืนค้างอยู่กับที่ด้วยสีหน้าฉุนเฉียวหลังจากที่พลาดท่าไปเมื่อครู่ ตอนนี้จึงได้แต่จ้องเขม็นคนที่แย่งเอาฮัคยอนไปอย่างไม่ยอม แต่ว่าก็ยังทำอะไรไม่ได้ด้วยเช่นกัน

          "เผื่อนายจะไม่เข้าใจนะ ว่าตอนนี้นายน่ะ ไม่มีสิทธิ์ในตัวฮัคยอนอีกต่อไปแล้ว" คำพูดเหยียดจากชายหนุ่มนัยน์ตาสีเลือดที่มีฮัคยอนอยู่ในอ้อมกอด พูดอย่างนั้นกับแทคอุนจบแล้วก็ยังตอกย้ำแทคอุนด้วยการกดจูบลงที่ข้างแก้มเนียนของฮัคยอนโชว์อีกด้วย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปแสยะยิ้มให้แทคอุนอย่างผู้ที่มีชัยเหนือกว่า

          "แกเป็นใครว่ะ ปล่อยตัวฮัคยอนมาเดี๋ยวนี้นะ!" แทคอุนชี้หน้าชายคนนั้นพร้อมทั้งตะคอกเสียงใส่อย่างโมโห คนที่แย่งเอาฮัคยอนไปต่อหน้าต่อตา แม่-งเห็นแบบนี้แล้วมันโคตรเจ็บจี๊ดเลยโว๊ย!!!

          "เฮ้! เศษเนื้อโสโครกชั้นต่ำอย่างนายกล้าดียังไงมาแสดงกิริยาหยาบคายแบบนี้ต่อหน้าชั้นห๊า !" นัยน์ตาสีเลือดฉ่ายแววดุดันน่ากลัวขึ้นทันที เมื่อคำพูดและกิริยาที่แทคอุนแสดงออกมานั้น มันทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก

          "เฮ้ แจฮวานใจเย็นก่อน นะ" ฮัคยอนหันหน้าขึ้นไปสบตากับนัยน์ตาสีเลือดที่ตอนนี้มันดูน่ากลัวเกินกว่าจะคาดเดาของแจฮวานอย่างขอร้อง พร้อมทั้งดึงมือที่ยกชี้หน้าแทคอุนกลับของแจฮวานลงมากุมเอาไว้อย่างต้องการให้ปลอบอารมณ์เดือดของแจฮวานได้เย็นลง

          "ฮึ่ม...เฮ้อ เข้าใจแล้ว ขอโทษนะ" แจฮวานสูดหายใจเข้า-ออกยาวๆ ก่อนจะกระชับกอดฮัคยอนให้แน่นขึ้น และก้มหน้าลงไปกระซิบพูดคำขอโทษชิดที่ข้างหูฮัคยอนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จากนั้นแจฮวานก็ซุกหน้าซบลงที่ระหว่างลาดไหล่เล็กกับซอกคอหอมของฮัคยอน เพื่อระงับอารมณ์เดือดและความกระหายเลือดของตัวเองลงไปด้วย

          "ฮัคยอน" แทคอุนกัดฟันข่มอารมณ์ที่เดือดพล่านในใจให้เย็นลงก่อน จะเค้นเสียงออกมาเรียกชื่อของคนรัก(?)ที่ตอนนี้ก็ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น และเพราะแบบนั้นร่างกายของแทคอุนมันก็เลยเหมือนถูกแช่แข็งขึ้นอีกครั้ง เพราะภาพบาดตาตรงหน้านั่นแหละ !

          บ้าเอ๊ย! นี่มันบ้าอะไรกัน? ทั้งที่อยากจะเข้าไปแย่งฮัคยอนออกมาจากหมอนั่นจะบ้าตายอยู่แล้วแท้ๆ แต่ว่าพอได้สบตาเข้ากับนัยน์ตาสีรัตติกาลที่มันว่างเปล่าของฮัคยอนเท่านั่นแหละ ร่ายกายมันก็หยุดนิ่งไม่ยอมขยับไปตามที่สมองสั่งเลยเนี่ยสิ เป็นบ้าอะไรว่ะ  โธ่เว้ย!!!



          "คุณมีเวลาเหลืออีกยี่สิบนาที เพื่อออกไปจากโรงเรียนนี้" 


          ฮัคยอนเอ่ยบอกกับแทคอุนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากหอประชุมพร้อมกับแจฮวาน โดยไม่ได้หันกลับมาสนใจแทคอุนที่ยืนนิ่งค้างมองตามหลังตัวเองด้วยแววตาเจ็บปวดแบบที่ไม่เคยมีใครเคยเห็น...

          "ฮัคยอน"









        

       -ช่วงต่อมา-

 

          แจฮวานพาฮัคยอนกลับมาที่คฤหาสน์ดำโดยที่ไม่มีใครได้เอ่ยพูดอะไร จนกระทั่งขึ้นมาส่งฮัคยอนถึงบนห้องนอน บทสนทนาของพวกเขาจึงได้เริ่มต้นขึ้น

 

          ฮัคยอนเดินไปยืนรับลมที่นอกระเบียงห้องและหยิบเอาบุหรี่ที่พกติดตัวอยู่ขึ้นมาจุดไฟอีกครั้ง

 

          ฟู่ ควันสีขาวหม่นค่อยๆถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากช้าๆ อย่างดูใจเย็น คล้ายกับอารมณ์ของเจ้าตัวที่ตอนนี้ความเดือดพล่านในใจมันได้เริ่มสงบลงมาบ้างแล้วนั้นเอง

 

          ฮัคยอนเป็นคนใจร้อน แต่ก็เยือกเย็นด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บอารมณ์เก่ง จึงยากที่จะดูออกว่าภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น ซ่อนอะไรไว้อยู่บ้าง

          ฮัคยอนเป็นคนที่มีปกตินิสัยสลับขั่ว หรือที่เรียกว่ามีนิสัยการแสดงออกตรงข้ามความรู้สึกนั่นเอง อย่างเช่นว่า หากว่ากำลังโมโหอยู่ก็จะแสดงอารมณ์ออกมาเป็นความนิ่งจนดูเยือกเย็น เพื่อเก็บซ่อนความร้อนรนในใจไม่ให้ใครรู้  หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ ยิ่งโกรธก็ยิ่งเยือกเย็นแบบนั้นก็ได้ นั่นแหละฮัคยอน

 

          และที่สำคัญ เมื่อมาถึงจุดนั้นแล้วล่ะก็ ความเลือดเย็นจะทำให้การตัดสินใจของฮัคยอนนั้นเด็ดขาด...จนน่ากลัว

 

 

          สวบ

 

          หมับ

 

          ร่างสูงที่ดูตัวใหญ่กว่าฮัคยอนอยู่เล็กน้อยของแจฮวาน เดินเข้ามาโอบกอดเอวบางของฮัคยอนจากด้านหลังด้วยความโหยหาย

 

 

          "นานเหลือเกินนะ มันนานเหลือเกินที่ชั้นไม่ได้กอดนายแบบนี้" ถ้อยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่เต็มแน่นไปด้วยความรู้สึกคิดถึงสุดหัวใจของแจฮวาน ที่ได้กระซิบบอกให้ฮัคยอนได้รับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดของเขาผ่านทั้งถ้อยคำและสัมผัสโอบกอดอยู่ในตอนนี้ "มันทรนานนะ รู้มั้ย? เพราะงั้นก็อย่าหายจากชั้นไปอีกเลยนะฮัคยอน"

 

          "คนทรยศอย่างชั้นก็ยังมีค่าพออยู่สินะ..." ฮัคยอนพูดเสียงอ่อนพร้อมทั้งเอนศรีษะลงไปพิงซบกับศรีษะของแจฮวานด้วยอย่างตั้งการพักพิง สองมือเรียวของเขาก็วางทาบลงไปกอดทับไว้บนทั้งสองท่อนแขนแกร่งของแจฮวานด้วยอย่างต้องการตอบรับความรู้สึกนั้นของแจฮวาน

 

          "ชั้นน่ะ เรื่องที่มันผ่านมามันก็เป็นแค่อดีต ชั้นไม่สนหรอก" แจฮวานบอกเสียงหนักแน่น ก่อนจะย้ำบอกถึงสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริงนั้นอย่างแน่วแน่ว่า "สำหรับชั้น ปัจจุบันกับอนาคตต่างหากคือสิ่งที่ชั้นต้องการ นายเข้าใจมันใช่มั้ย ฮัคยอน"

 

          "นายรู้ดีว่าชั้นมันเป็นยังไง หากนายรับได้...ชั้นก็ไม่ปฏิเสธนายหรอกนะ แจฮวาน"

 

          "หึ  แน่นอนเลยว่าสำหรับนายน่ะ ต่อให้หัวใจดวงนี้ของชั้นมันจะเจ็บปวดมากกว่าที่เคย ชั้นก็ยังอยากกอดไว้อยู่ดี"

 

          "อ่า รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อยเลยแหะ แต่ว่า ชั้นมันก็แค่ปีศาจร้าย ที่ชอบทรมานคนอื่นอยู่แล้วนี่ จริงมั้ย?" ฮัคยอนกระตุกยิ้มร้ายขึ้นเมื่อพูดประโยคนั้นออกมา

 

          "ก็เอาเลยสิ ตามที่นายต้องการ ทาสของนายอย่างชั้นคนนี้ มันก็พร้อมที่จะตอบสนองยอมให้นายได้บดขยี้มันเท่าไหร่ก็ได้ ตามที่ใจนายต้องการอยู่แล้ว" แจฮวานเอ่ยบอกกับฮัคยอนพร้อมทั้งไล่จูบดมไปทั่งลำคอหอมและลาดไหล่มนของฮัคยอนไปมาด้วยความกระหายอยาก...

 

          "งั้นเหรอ...อ่า แต่ทำไงดีล่ะ"

 

          "หืม?"

 

          "คืนนี้ชั้นคงอ่อนล้า ไร้แรงเกินจะบดขยี้นายได้อย่างนั้น แต่ว่า..."

 

          "แต่ว่า?"

 

          "คืนนี้ ให้เป็นนายบดขยี้ชั้น...แทนจะดีกว่ารึเปล่า?" ฮัคยอนเอ่ยถามเสียงพร่าอย่างลองเชิง

 

          "ถ้านายพูดแบบนั้น...มันก็ย่อมได้อยู่แล้ว" แจฮวานยืดตัวขึ้นแล้วเกี่ยวปลายคางมนของฮัคยอนให้หันหน้ามามองสบตากัน ก่อนจะเอ่ยพูดถ้อยคำลึกซึ้งด้วยแววตาร้อนแรงว่า

 

                    "คืนนี้ ชั้นจะทำให้นายลืมทุกอย่าง จนนายต้องรู้สึกถึงแต่ชั้น เห็นแค่ชั้น สัมผัสเพียงชั้นและความสุขที่มีกับชั้นแค่คนนี้คนเดียว"

 

          "หืม ฟังดูน่าสนใจจังแหะ งั้นก็ช่วยโอบกอดชั้นไว้ด้วยความสุขนั้นของนายด้วยนะ แจฮวาน"

 

          "แน่นอน ด้วยความรักของชั้นทั้งหมดที่มีเพียงแค่นาย ชั้นจะทำให้นายมีความสุขจนลืมทุกอย่าง ฮัคยอน"

 

 

 

 

 

 

          -สัปดาห์ต่อมา ช่วงบ่ายที่มหาลัยxxx-

 

                (พาร์ทแทคอุน)


          สายตาที่จ้องมองกันของพวกเขา กับสายตาคู่เดียวที่ยังเหมือนเดิมของผม (สายตาของผู้แพ้)

 

          อ่า ฮัคยอนนายช่างดูอารมณ์ดี ดูสบายดี ดูมีความสุขจังเลยนะ เมื่ออยู่กับเขา...ที่มันไม่ใช่ผม

 

          แต่ยิ่งได้เห็นนายดี...ตัวผมก็ซ้ำลึกในใจ ไม่ใช่ว่าผมไม่พอใจอะไรหรอกนะ ก็มันเห็นว่านายมีรอยยิ้มสว่างสดใสเพราะเขานี่น่า หัวใจของผมมันก็รู้สึกเจ็บปวด


               ภาพนายที่ผมเห็นในตอนนี้คือความสวยงามที่แสนเศร้า

 

          ก็สายตานายเอาแต่จ้องมองเขา แล้วสายตาผมล่ะ ควรมองไปที่ไหน? นายถึงจะเห็นสายของผมที่มองนายอยู่ตรงนี้...

                  ดวงตาของนายที่ผมไม่ได้มองเห็นเลยเมื่อก่อน ก็เลยพึ่งรู้ว่ามันสายไป ในตอนที่เหลือแค่ผมคนเดียว ..ได้แต่หลับตาลงยอมทนกับความรู้สึกข้างในที่มันปวดร้าว


               ผมลืบตาขึ้นมามองนายอีกครั้ง ผมจ้องมองไปเพียงนาย ก็ข้างในนี้...มันคิดถึงแต่นาย มีเพียงแค่นายตอนนี้ ...ฮัคยอน


               ผมไม่ได้เกลียดเขา ไม่ได้เกลียดเขาเลย เพราะเขาสามารถทำให้นายยิ้มได้ราวกับเทวดาตัวน้อย มันก็เลยแค่ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาและปวดร้าวข้างใน

 

          ก็คงจะไม่ทัน มันคงจะไม่ทันแล้ว คำพูดที่กลายเป็นความลับ เพียงเพราะผมเสียโอกาสที่จะพูดมันออกออกไป คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ได้เคียงคู่นายแบบนี้สินะ พอคิดขึ้นมาแบบนั้นแล้ว ผมก้มลงมองดูที่พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้า คิดถึงคำพูดนั้น...แล้วเขียนมันลงไปทั้งที่ว่างเปล่า ...ผมไม่อยากเข้าใจเลย

 

 

               เวลาที่เขามองนายด้วยสายตาอ่อนโยนและนายเองก็มองเขาตอบด้วยสายตาที่แสนอ่อนหวานนั้น  ผมต้องมองไปทางไหน...ที่จะทำใจไม่มองเห็นนาย

 

               ก็รู้ว่าแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมปวดร้าว แต่สายตาหนึ่งคู่ที่สิ้นหวังของผม มันก็ไม่ยอมหลบสายตา...ทำได้แค่เพียงมองดู สายตาสองคู่ที่ค่อยๆปิดสนิทลงพร้อมกับจูบที่คงหอมหวานของนายกับเขาคนนั้น


          

 

สายตาของคนที่รู้ตัวช้า สายตาของคนที่เสียนายไป ก็ได้แต่มองนายด้วยความรู้สึกแบบนี้ อ่า...ผมรู้สึกเสียใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

 

สายตาที่จ้องมองกันอีกครั้งของนายกับเขา...

 

และสายตาหนึ่งคู่ที่ยังเหมือนเดิม ...สายตาคู่นี้ที่กำลังหลงทางของผม

 

ผมได้สำนึกรู้แล้วว่า ผมทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ผมพลาดเอง ความฝันเรือนลางที่อยู่ๆก็เติบโตในใจผม

 

คือเวลาจะนำพานายกลับมาหาผม ...ช่างเหมือนดั่งสายลม

 

 

คำพูดและหัวใจมีรักอันบริสุทธิ์ของนายที่เติมเต็มผ้าใบสีขาวของผม คงเป็นสิ่งที่สะสมมานาน จนทำให้ผมมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหัวใจของนายที่(เคย)มีแต่ผมคนนี้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา...ผมนี่เองที่เป้นคนทำลายทุกอย่างจนมันพังไม่เหลือชิ้นดี ตอนนี้เลยจ้องยืนมองนายอย่างปวดร้าวง..เพราะว่าพึ่งรู้สึกตัวว่านายมีค่ามากสำหรับได้เอาป่านนี้

 

 

ตอนนี้ ผมต้องเก็บนายเอาไว้ในลิ้นชักตลอดกาล...อย่างนั้นเหรอ?

 

ผมไม่มีสิทธิอะไรเหลืออีกแล้ว จริงงั้นเหรอ?

 

หากผมคิดถึงนาย หากว่าผมอยากเจอนาย...ก็คงทำได้แต่แอบมองจากที่ไกลๆ เหมือนอย่างตอนนี้ ได้แค่เท่านี้เหรอ?

 

แค่เฝ้าอยู่ไกลๆ ก็ยังเจ็บปวดทรมานขนาดนี้

 

 

 

แม้หัวใจของผมที่โหยหา นายเป็นเหมือนดวงดาวที่สดใส อยู่จากที่ไกลๆ ที่ดูช่างยากเกินจะเอื้อมถึง...แต่ว่าอย่างน้อยที่ข้างในหัวใจของผม ก็อยากได้ความอบอุ่นจากกลับมาบ้างจะได้มั้ยง...

แต่ว่านะ ได้มองนายด้วยความรู้สึกแบบนี้ ผมก็รู้สึกเสียใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก นายจะรับรู้ถึงมันมั้ยว่า ตอนนี้ผมกำลังใช้หัวใจมองนาย...

 

สายตาที่จ้องมองกันไม่ห่างของนายกับเขา ผมก็รับรู้แล้วว่า นายคงไม่รู้สึกถึงผมอีกแล้ว (ฮัคยอน ...คิดถึงนายเหลือเกิน)

 

 

ถ้าหากว่าเป็นผมล่ะ

 

สายตาที่มองนายผ่านดวงตาของนายเอง สายตาที่มองเพียงแค่นาย มีเพียงแค่นายแล้วในสายตาของผม

 

ถ้าหากว่าเป็นผมล่ะ

 

สายตาที่เคยอบอุ่นคู่นั้นของนาย จะหันกลับมามองที่ผมอีกครั้ง ได้มั้ย...

 

 

 

เป็นเหมือนช่วงรับโทษรับกรรมเลยน่ะครับ ผมในตอนนี้

 

หลังจากโดนฮัคยอนตัดสัมพันธ์จากผมไปในคืนนั้น ผมก็กลายเป็นคนเสียศูนย์ไปเลยก็ว่าได้

 

วันๆที่ได้แต่เพ้อและเหม่อลอย คิดถึงแต่เรื่องของฮัคยอนจนไม่เป็นอันทำอะไร ยิ่งคำพูดเย็นชาและภาพของฮัคยอนที่จากไปกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผม...ยิ่งตอกซ้ำข้างในให้ปวดร้าว

 

วันๆที่ผมได้แต่นั่งคิดทบทวนกับตัวเองซ้ำๆว่าทำไมผมถึงกลายเป็นแบบนี้...

 

ผมยอมรับตรงๆอย่างลูกผู้ชายเลยว่าผมนั้น ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ฮัคยอนจะมีผลต่อความรู้สึกและชีวิตของผมได้มากมายขนาดนี้... ผมไม่เคยคิดถึงมันจริงๆ (เพราะนายมันเห็นฮัคยอนเป็นแค่ของตายน่ะสิ)


ความลังเลตัดสินใจไม่ได้นี้ ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะผมเองก็ทำผิดกับฮัคยอนเหมือนกัน หรืออย่างไร? ที่มันรั้งผมไม่ให้เข้าไปหาฮัคยอน

 

โดนฮัคยอนตัดสัมพันธ์แล้วจากไปกับคนอื่นแบบนั้น มันก็ทำให้ผมโมโหลุกเป็นไฟอยู่ไม่น้อยเลย  แต่พอได้สงบใจลง ความรู้สึกโกรธมันก็ถูกแทนที่ด้วยความสับสน แล้วผมก็หลงเข้าไปในวังวนที่มืดบอด... 

ผมกลายเป็นไอ้งั่ง ที่ทำอะไรไม่ได้ เป็นได้แค่คนขี้แพ้ที่เอาแต่ตามมองดูเขามีความสุขอยู่กับคนอื่นทุกวัน กลายเป็นไอ้บ้าขี้แพ้ที่ได้แต่อิจฉาผู้ชายคนนั้น ที่มีฮัคยอนอยู่เคียงข้าง...

 

 ภาพที่เห็นมันทำให้ผมทั้งเจ็บและปวดร้าวข้างใน แต่สายตาของผมก็หยุดมองฮัคยอนไม่ได้ 

ไม่อยากให้ฮัคยอนอยู่ใกล้ใคร และไม่อยากให้ใครเข้าใกล้เข้ามาสัมผัสฮัคยอนเลย ในใจผมมันก็จะอยากเข้าไปแย่งตัวฮัคยอนกลับคืนมา แต่ร่างกายผมมันก็ไม่ยอมขยับไปตามความต้องการของผมเลย ...เพราะความรู้สึกกลัวและความลังเลในใจ จึงทำให้ผมได้แต่มองดูฮัคยอนเท่านั้นเอง

 

แต่ว่า ผมน่ะ...ยังไม่ยอมแพ้ และปล่อยฮัคยอนจากไปอย่างนี้หรอก


ขอเวลาให้ผมอีกหน่อย...

 

 


-จบอีกหนึ่งบท-

To be continued...







*สปอยของบทต่อไป


ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกอย่างคือความผิดของผมเอง
และอย่าถามว่าทำไม ผมเองก็มองไม่เห็น
ตอนนี้คุณคือคนที่เคยจะเปลี่ยนแปลงโชคของผม แต่ว่า
ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเป็นแค่สิ่งที่คุณคิดไปเอง
ผมทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ผมจะเป็นบ้า
ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนนั้น ผมจะจากไปหลังจากพูดจบ

คุณก็แค่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง ที่มาเล่นกับผม
คุณก็แค่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง อย่าทำร้ายผมเลย
ทำไมล่ะ ทำไม ถึงกลับมาอีกครั้ง
อย่ามาโทษผม แล้วก็จากไป
เพราะคุณเป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง
ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง และหัวใจที่แตกสลายสำหรับผม
เดี๋ยวผมจะกลับมา คุณก็เตรียมตัวไปเลยนะ
ใส่ชุดที่คุณชอบนั่นแหละ ที่ผมไม่พูดอะไร
ก็เพื่อเวลานี้ ผู้ชายทรยศอย่างคุณน่ะ ออกไปให้พ้น

คุณมันก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง และหัวใจที่แตกสลายสำหรับผม
ผมจะโยนตัวตนที่เจ็บปวดทิ้งไปแล้ว
จะอยู่อย่างตัวผมที่(เข้มแข็ง)แท้จริง ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก
ได้โปรดไปเสียที จะมาโกหกอะไรกันอีก
เงียบไปซะเถอะ มันหลอกผมไม่ได้อีกแล้ว
ทำไมล่ะ ทำไม ถึงกลับมาอีกครั้ง
คุณก็ทำแบบนี้กับผู้หญิงทุกคน อย่าไปพูดเรื่องของผม
ที่ว่าผมเป็นแค่ของเล่นของคุณ
คุณก็แค่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง ที่แค่บังเอิญว่าผมติดใจอยากมาเล่นด้วยมันก็เท่านั้นแหละ 
ถ้าเข้าใจแล้ว ก็กลับไปซะ





To be continued...







I'm gonna throw...my memories away
Now I feel undone
And I am cursed by every day
Till my time is gone
I've never felt this way before
And now I know this so for sure
I won't forget your last BETRAY
I'll never forget this day
Never forget this day.





ผลงานอื่นๆ ของ jielne

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Pair
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 22:26

    สนุกมากกก มาต่อเถอะพรีสสสส

    #2
    0
  2. วันที่ 5 เมษายน 2561 / 20:50
    เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะค่ะ เราเห็นเนื้อเรื่องชอบมากกกกกก อยากให้รีบมาต่อเร็วๆนะค่ะ
    #1
    0