นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

FATE LeoN

โดย jielne

เมื่อชีวิตกำลังดิงลงสู่ห้วงเหวลึก...แล้วในเวลานั้นเอง ที่มืออันแสนอบอุ่นของใครสักคนได้ยื่นเข้ามาฉุดรั้งเราให้ขึ้นมาจากเหวลึกที่แสนมืดมนนั้น ให้กลับขึ้นมาสู่แสงสวา่งอีกครั้ง

ยอดวิวรวม

278

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


278

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 ม.ค. 61 / 05:57 น.
นิยาย FATE LeoN

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



จิเอลเน่ เอ็น 

ไคโจของเซ็นเค




ฮิจิคาตะ โทชิโซ

ท่านรองของเซ็นเค ประธานผู้คุมกฏ



เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 ม.ค. 61 / 05:57


STAND BY YOU

ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันได้พบคุณครั้งแรก 

คุณนั้นช่างดูโดดเด่นจนฉันไม่อาจจะสามารถที่จะทำเป็นมันเฉยไม่ให้สนใจคุณนั้นไม่ได้เลย

อยากรู้จัก อยากคุยด้วย อยากเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า “คุณน่าสนใจจัง” นั้นคือความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นภายในจิตใจ...มาจนถึงวันนี้คุณก็ไม่เคยออกไปจากความสนใจของฉันได้เลย คุณยังคงเป็นคนที่ฉันอยากรู้จักมาก มากขึ้นไปเรื่อย ๆ อยากเรียนรู้คุณโดยที่ไม่มีที่สิ้นสุด



大切で 大切で

 (สิ่งสำคัญ มันเป็นสิ่งสำคัญ)

世界で一番大切な人

(คนที่สำคัญที่สุดในโลก)

何よりも 何よりも

(มากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง)

君に出逢えたことが幸せ

(เป็นความจริงที่ว่าการที่ผมได้พบคุณคือความสุขที่ยิ่งใหญ่)

ただ2人でいろだけで

(เพียงแค่เรามีกันและกัน)


มีเวลาที่เราจะมีกันและกันได้บ้างไหม...?

มันเหมือนคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ...แต่จริงๆเป็นคำถามที่อยากได้คำตอบไว้ ๆ มากเหลือเกิน


Emotion of love but you never say you live me 

It’s always been about me, myself, and i

I thought relationships were nothing but a waste of time

I never wanted to be anybody’s other half wouldn’t last

I was happy 







 





ทำไมกันนะ...ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าก็ดูช่างสดใส มองดูแล้วชวนพาให้อารมณ์ดีเสียด้วยซ้ำ

แต่แล้วทำไมล่ะ?

ทำไมตัวฉันถึงได้ตรงกันข้ามกันนักล่ะ...เมื่อมองเทียบกันกับท้องฟ้านั้น ตัวฉันถึงได้ดูเศร้าหม่องไร้สีสันและไม่รู้สึกสดชื่นเอาเสียเลย แต่นั้นคงเป็นเพราะที่ฉัน...ทำตัวของฉันเองสินะ

ฉันไม่มีเพื่อนที่เรียกว่าสนิทหรือว่าเพื่อนสนิทนั้นแหละ ไม่มีคนรู้จักใกล้ชิดแบบที่ว่าแค่พอช่วยเหลือหรือว่าค่อยรับฟังยามเมื่อเรามีปัญหา...บุคคลเหล่านี้ ฉันไม่มีเลย ไม่เคยมีเลยจริงๆ

แต่ก็ใช่ว่าไม่มีคนที่รู้จักหรอกนะ แต่มีก็เหมือนไม่มี ฉันถึงได้เป็นแบบนี้ไง เฮ้อ... ฉันที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงคนเดี่ยวมาตลอดจนถึงตอนนี้ ก็ขอบอกตรงๆ เลย ฉันก็รู้สึกท้อใจและเบื่อหน่ายอย่างสุดซึ้งกับชีวิตที่ว่างเปล่า จนมองไม่เห็นอะไรเลยแบบนี้เสียจริงๆ เหนื่อยหน่ายกับอะไรๆ ที่ไม่เคยสมปรารถนาเลยสักอย่างเดียว...แม้จะแค่เรื่องเล็กน้อยก็เถอะ มันไม่เคยมีให้ฉันได้สัมผัสความรู้สึกนั้นเลยจนต้องบอกตัวเองว่า...พอทีเถอะกับทุกสิ่งที่คาดหวัง...ฉันจะทิ้งมันไว้กับท้องฟ้าที่สดใสนี้แล้วจากไปให้ไกล...ให้ไกล....ไกลที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้


 

.



.



 

At Zenkei


มินาโมโตะซัง 

อา... โทชิคุง เรื่องที่ผมฝากให้คุณไปจัดการให้นะเสร็จเรียบร้อยใช่ไหม?

ครับ เรื่องนั้น... มินาโมโตะซัง ไม่ต้องห่วงครับผมจัดการได้ ไม่มีปัญหาครับ

อืม...ถ้างั้นก็ดีแล้ว ขอบใจคุณมากนะ โทชิคุง คุณคงเหนื่อยไม่น้อย...”

ไม่หรอกครับ มันไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นเลย

แต่ยังไงผมก็ต้องขอบใจคุณจริงๆ นะ

ผมยินดีครับ

ที่เหลือก็...พามาสินะ

ครับ

อืม...ผมจะรอ...”

ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุดครับ

อืม...ผมเชื่อใจ โทชิคุง... ฝากด้วยล่ะ

ครับ เมื่อเสร็จสิ้นบทสนทนาแล้วเขาก็ขอตัวออกไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย....ส่วนจุดหมายนั้นก็คือ....เรื่องต่างๆ มากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้นั้นเอง...


 .................................





ถนนย่านการค้าใจกลางเมืองโตเกี่ยว...

ฮัลโล แม่เหรอคะ

“......”

จี ขอโทษ

“......”

เข้าใจแล้ว...

“......”

มันไม่ใช่แบบนั้นนะ...ทำไม?”

“......”

ก็จีบอกไปแล้วไง แล้วนี้อะไรอีกล่ะ

“......”

ช่างเถอะค่ะ มันก็แค่นั้นแหละ...แล้วนี้แม่ทานข้าวยังคะ?

“......”

ค่ะ งั้นแค่นี้นะคะ

“......ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

เฮ้อ..... ร่างบางถอนหายใจเฮือกใหญ่ทันทีที่อีกฝ่ายว่างสายไป ใบหน้าและแววตาบงบอกว่าเธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่สบอารมณ์อยู่มาก...กับการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อครู่ แต่ไม่ถึงนาทีเธอก็เปลี่ยนกลับมาเป็นอารมณ์นิ่งเฉยเหมือนเดิม...แต่นัยน์ตาสีนิลของเธอนั้นไม่อาจที่จะหลบซ่อนความเศร้าหมองอย่างยากจะเข้าใจได้ถึงความรู้สึกอันหนักอึ้งนั้นของเธอได้เลย เธอมองดูมือถือของตัวเองอีกครั้งอย่างชั่งใจ...อยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสิ้นใจเก็บมันเข้าในกระเป๋าด้านในของเสื้อสูทที่เธอใส่ ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายที่แน่นอน

เธอเดินไปเรื่อยๆ อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้สนใจอะไรต่างๆ รอบข้างเลย จนกระทั่งก็มีมือปริศนาของใครก็ไม่รู้? มาคว้าจับเอาข้อมือเธอไว้จนเธอต้องสะดุ้งเฮือก...อย่างตกใจ และไม่รอช้าเธอก็รีบสะบัดข้อมือของเธอออกอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับรีบหันไปดูต้นเหตุด้วยความสงสัย

แต่ทว่า...เพียงแค่เธอได้เห็นตัวต้นเหตุแค่วินาทีแรกก็ถึงกับต้องชะงัก กึก...ไปทันทีอย่างเหลือเชื่อ โอ้ พระเจ้า... นี้ฉันกำลังเมากลางอากาศอยู่รึอย่างไรกัน...บอกที ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันคนนี้ไม่ใช่ภาพลวงตาหรืออะไรที่เป็นแค่จินตนาการอะไรไปเองของฉันหรอกใช่ไหม? 

ตัวเขาสูงราวกับนายแบบ...ผมเส้นเล็กสีดำสวยตัดสั้นรับกับใบหน้าเรียวเล็ก  ผิวขาวเนียนใสน่าสัมผัส(ขนาดผู้หญิงอย่างฉันยังต้องอาย)ดวงตาคมสีเทาเข้มน่าค้นหา..จมูกก็โด่งสวย...ริมฝีปากเล็กรูปกระจับที่ดูเหมือนกำลังอมยิ้มอยู่นั้นก็ช่างดูมีเสน่ห์ เขาใส่โค้ทยาวสีขาวมีแถบเป็นสีเนวี่บลู ด้านในเป็นเชิ้ตสีดำกับกางเกงสแล็คเข้ารูปสีดำ และรองเท้าหนังขัดเงาสีดำ

ข้างนอกสีขาว ข้างในสีดำ นั้นคือการแต่งตัวของผู้ชายตัวสูง หน้าตาก็ตามที่บอกไปนั้นแหละ สั้นๆเลยนะ... โคตรเพอร์เฟค!

คนบ้าอะไรทั้งหล่อทั้งดูดีไม่มีที่ติ(เว่อร์)ได้ขนาดนี้ ยิ่งเขายิ้มให้ฉันแบบนี้ก็ยิ่งดูน่ารักเป็นบ้า...ดูอ่อนโยนและเป็นมิตรมากๆ เลยผู้ชายคนนี้ ย๊า!!  คนบ้าอะไรสามารถทำให้คนอื่นเค้าหลงไหลได้ตั้งแต่แรกพบกันแบบนี้เนี่ย!


...แต่ทว่า นี่มัน....ความจริง(?)...มันเป็นความจริงใช่ไหม? รึว่าฉันจะกำลังฝันกลางอากาศจริงๆ กันละ????

มันยังไงกันแน่... เออ...บ้าไปแล้วแน่ๆ เรา...สงสัยพักนี้จะเครียดและคิดอะไรแปลกๆ เพี้ยนๆ เยอะไปหน่อยแน่ๆ เลย ที่ที่แบบนี้จะมีคน(หล่อ)แบบนี้ มาเดินไปมามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก ก็ที่นี่เป็นแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังของโตเกี่ยวเลยนี่(ย่านไฮโซด้วยสิ) แต่ที่แปลกนะ...คือว่า...ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้มาอยู่ตรงนี้และที่สำคัญ...เมื่อครู่นี้เขามาจับแขนฉันไว้ทำไม?  ฉันกับเขา เราไม่น่าจะรู้จักกันสักหน่อยนะ...แล้วในขณะที่ฉันยังโต้แย้งอยู่กับความคิดต่างๆ นาๆ ของตัวเองอยู่นั้นเอง เขาก็ได้เรียกดึงสติให้ฉันได้กลับมาอยู่กับปัจจุบันตรงหน้านี้อีกครั้ง



 

          “คุณครับ คุณครับ...ได้ยินผมรึเปล่าครับ? เขาพูดกับฉันด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและสุภาพสุดๆ

               อะ ...คะ? พูดกับฉันเหรอ?” ฉันพูดงงๆ ละคนตื่นเต้นเพราะโดนรอยยิ้มของเค้า ATTACK!!!

               ครับ...ผมเรียกคุณอยู่หลายครั้งแล้วนะครับ แต่ดูเหมือนคุณจะไม่ได้ยินผมเลยนะครับ เออ....ต้องขอโทษที่ทำให้คุณตกใจเมื่อครู่นี้ด้วยนะครับ เขาอธิบายพร้อมกับขอโทษฉันอย่างสุภาพ

               อ้อ...เหรอคะ งั้นก็ต้องขอโทษทีนะพอดีฉันกำลังคิดอะไรอยู่นิดหน่อยนะ...แล้วคุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ? ฉันถามต่อ

               ครับ...ผมชื่อ ฮิจิคาตะ โทชิโซ ยินดีที่รู้จักครับเขาแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการกับฉัน

               เอ๋?...อ้อ ฉัน...จี...จิเอลเน่ มายนิอา ยินดีที่รู้จักเช่นกันค่ะ ฉันเองก็แนะนำตัวเองกับเขาไปอย่างงงๆ (งงไรอะ???)

               จิเอลเน่ มายนิอา ชื่อน่ารักดีนะครับ เขาพูดยิ้มๆ (มันดูน่ารักมากๆ เลยขอบอก)

               เหรอคะ...ขอบคุณที่ชมค่ะ คุณ...ฮิจิคาตะ โทชิโซฉันยังคงงงๆ อยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้...อย่างไม่เข้าใจอะไร...

               เรียกผมว่า โทชิ เฉยๆ ก็ได้ครับ แบบนี้น่าจะเรียกง่ายกว่านะ...แล้วอีกอย่างผมว่าเราสองคนก็น่าจะอายุเท่าๆ กันนะครับ ผมคิดถูกรึเปล่านะ?” เขาพูดกับฉันอย่างกะคนรู้จักกันอย่างงั้นแหละ แต่ฉันก็...ชอบนะแบบนี้...มันรู้ตื่นเต้นแปลกๆ ??

               "เออ...อย่างงั้นเหรอ..."

               "ฮ่าๆ ผมก็แค่...คิดว่าอย่างนั้นแหละครับ" เขายังคงพูดเสียงนุ่มและส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้ฉันเหมือนเดิม

               “...เออ โท ชิ...โทชิ คือว่า...เออ ฉันพูดอ้ำอึ้ง กล้าๆ กลัวๆที่จะถามเขาตรงๆ ว่าเพราะเหตุใดกัน ทำไมเขาถึงได้เข้ามาทำความรู้จักกับฉัน...คนอย่างฉันไม่น่าจะมีอะไรให้เขามาสนใจได้เลย...ดูสิ ฉันไม่มีอะไรเทียบกับเขาได้เลย...ไม่มีอะไรเลยจริงๆ พอคิดแล้วมันก็รู้สึกเศร้าและรันทดใจตัวเองขึ้นมา

 แต่ มันก็น่าแปลกจริงๆ นะ ทำไม? เพราะเหตุใด? ทำไมอยู่ๆเขาถึงได้เข้ามาคุยกับฉันแบบนี้กัน รึว่า...จะเป็นพวกต้มตุ๋น...เฮ้ย...บ้าน่า เขาออกจะดูดีเกินที่จะเป็นแบบนั้นนะ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นจริงฉันก็ไม่มีอะไรให้เขามาหลอกล่วงหรอก

แต่...

แล้วเพราะอะไรกันล่ะหรือว่า...เขาจะสนใจฉัน...ตึก...ตัก...หึ อันนี้ก็ยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่(แต่ลึกๆในใจก็แอบหวังนะ)ไม่ได้อยากคิดเข้าข้างตัวเองอะไรนั่นนักหรอกนะ ก็จริง...ใช่ ฉันไม่ได้เป็นคนสวยอะไรเลยสักนิด ที่จะสามารถดึงดูดหรือทำให้คนหล่อๆ อย่างกับเทพบุตรอย่างเขามาสนใจฉันได้นะ...ไม่มีเลย หน้าตาก็ออกจะบ้านๆ แท้ๆ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนที่ทั้งหล่อดูดีและดูสุภาพอ่อนโยนอย่างเขาจะมาสนใจนะ แค่ฝันก็ยังดูยากเลย...เชื่อสิ แต่แล้วมันเพราะอะไรกันล่ะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องเข้ามาทำความรู้จักกับฉันแบบนี้...???


               เออ... คือว่า...เออ ฉันอ่ำอึ้ง

               ไม่ต้องพูดก็ได้ครับผมเข้าใจดีครับ เอาอย่างนี้แล้วกันนะ คุณไปที่ที่หนึ่งกับผมนะ แล้ว...ทุกอย่างที่คุณสงสัยอยู่นั้น...คุณจะได้คำตอบอย่างแน่นอนครับ นี่เขากำลังชวนฉันไปกับเขาอยู่ใช่มั้ย?

               เอ๋?! อะไรนะ....ไป...ไปกับนาย...ทำไม? ฉันว่ามันแปลกๆนะ เริ่มไม่ไว้ใจละ

               ครับ อันที่จริงแล้ว ผมมาที่นี่...ก็เพื่อมารับคุณนะ จิเอลเน่ มายนิอา” เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นกว่าเดิม

               “คะ?”

               รถของผมจอดอยู่ทางโน้นครับ เขาพูดพร้อมชี้นิ้วเรียวของเขาไปทางด้านหลัง (ที่ที่เขาเดินมาก่อนหน้านี้) ประมาณสิบเมตรน่าจะได้ ตรงนั้นมีรถสปอร์ตสีดำ Audi (Audi R8) จอดอยู่

               “...” ฉันมองตามเขาไปแล้วยิ่งรู้สึกหวั่นใจมากขึ้นอีกเท่า

               จิเอลเน่ครับ เขาเรียกฉันอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจริงจัง

               อะ...เออ คะ? ฉันเผลอสะดุ้งออกมา เมื่อได้ยินเขาชื่อของตัวเอง(ชักจะขวัญอ่อน)

               เราไปกันเถอะครับ เขาบอกพร้อมส่งยิ้มขำเล็กน้อย ที่เห็นฉันมีอาการท่าทางแปลกๆออกมาแบบนั้น

               คะ...ไป? ไปไหน...คะ? ฉันยังคงถามซ้ำเขาไปอย่างระวังอีกครั้ง

               อืม...นั้นสินะ? เอาอย่างนี้นะครับคุณไม่ต้องกลัวผมหรอกนะครับ ผมสัญญา ผมไม่ได้กำลังคิดไม่ดีกับ จิเอลเน่ แน่นอน คุณไว้ใจผมเถอะนะครับเขายืนยันหนักแน่นเมื่อเห็นว่าฉันกำลังรู้สึกกลัวและไม่ไว้วางใจเขา(ก็เราไม่เคยรู้จักกันนี่)

               “...” ฉันจ้องมองหน้าของเขาอย่างชั่งใจโดยไม่ได้พูดอะไร 

               เชื่อผมเถอะครับ จิเอลเน่ ผมพูดจริงๆนะเขาพูดย้ำด้วยแววตาที่ดูจริงจัง ดูน่าเชื่อถือ

               แต่ฉัน....พึงรู้จักนายเมื่อครู่นี้เองนะ... ฉันจะกล้าบ้าบอไปกับนายง่ายๆได้อย่างไรกัน

               “...” เมื่อเห็นว่าฉันเองก็ดูจริงจัง เขาจึงนิ่งเงียบและรอฟังฉันพูดอย่างใจเย็น

               อยู่ๆ จะให้ไปกับนาย...มันก็ดูแปลกๆ อยู่นะ จริงไหม? ฉันอ้างเหตุผล

               อา...ครับ เรื่องนี้ผมเข้าใจครับ แต่ว่า...ยังไงผมต้องให้ จิเอลเน่ ไปกับผมจริงๆ ครับ เพราะว่า...” เขาหยุดไว้แค่นั้นก่อนแล้วก็จ้องตาของฉันนิ่งเหมือนต้องการจะสื่อถึงความสำคัญอะไรบางอย่าง แบบว่าขอร้องเถอะครับผมพูดจริงๆ นะ เชื่อผมเถอะ

               เออ... ฉันจะบ้าตาย เกิดมาพึงเคยโดนผู้ชาย(หล่อ)จ้องตาราวกับต้องการจะสะกดฉันอยู่อย่างนั้นแหละ...เออ ขอโทษทีเถอะยิ่งมองยิ่งหลงไหล...ให้ตายเถอะฉันจะละลายอยู่แล้วนะ...

               ไปกับผมนะครับ เขาพูดสั้นๆ แต่ทว่าตอนนี้ฉัน...ฉันแทบจะยืนไม่ไว้แล้ว เขากำลังมอมเมาฉัน......กำลังล่อล้วงฉันให้คล้อยตามเขา

               เฮ้อ... ฉันจะลองเชื่อนาย...ก็ได้ฉันตอบตกลงไปกับเค้าอย่างคนที่ไร้สติ ให้ตายสิ นี่ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

                ขอบคุณนะครับ ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง เขาเอ่ยรับเรียบๆด้วยรอยยิ้มละลายใจของเขา

               “...” เฮ้อ...ตายเป็นตาย ยังไงก็ตกลงไปแล้ว...เฮ้อ

               งั้นเราไปกันเถอะครับ เขาว่าก่อนจะเดินนำฉันไปที่รถของเขาอย่างสบายใจ

 

 


คฤหาสน์ เซ็นเค

รถสปอร์ตคันหรูสีดำกำลังแล่นเข้าไปยังคฤหาสน์อย่างช้าๆ ราวกับว่าอยากจะให้ผู้โดยสารที่อยู่ในรถได้ชื่นชมกับทัศนียภาพอันสวยงามน่ามองน่าชมไม่ว่าจะเป็นสวนย่อม สวนดอกไม้ ลานน้ำพุ และอื่นๆ ที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างสวยงามราวกับสรวงสวรรค์ระหว่างพื้นที่กว้างสองข้างทางด้านหน้าของคฤหาสน์(หรือวังกันแน่) คฤหาสน์หลังมหึมา(มันใหญ่อย่างกับวังจริงๆ นะ)แบบโรมันประยุกต์แต่ก็มีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ดีเทลออกมาได้น่าสนใจมากๆ เลย(น่าอยู่มากๆ)ภายในก็ถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราไฮโซมาก แต่ที่นี่ดูจะเข้มงวดเอามากๆ เลย เพราะตั้งแต่ประตูหน้าทางเข้าคฤหาสน์ก็มียาม...เออ ที่จริงฉันควรจะเรียกว่าการ์ดทหารเฝ้าประตูจะถูกกว่ามั้ย?

ก็แบบว่า พวกเขาใส่ชุดเครื่องแบบกันทุกคนเลย(เสื้อโค้ทสีขาวกางเกงสีดำดีไซน์เท่ๆ ออกแนวแฟนตาซี่นิดๆ ดูแล้ว อย่างกับนายทหารเท่ๆในการ์ตูนอะนิเมะแน่ะ) และก็มีกันอยู่น่าจะหก เจ็ด คนเห็นจะได้นะ(อยู่กันซะเยอะ) แต่ยิ่งพอเข้ามาในตัวคฤหาสน์ยิ่งต้องบอกว่า...เยอะกว่านี้มีอีกไหม(นี้มันพระราชวังหรือว่ากองทหารกันแน่) แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่พวกที่ใช่เครื่องแบบ...ทั้งหมดหรอกนะ ที่จริงด้านในคฤหาสน์นี้ก็ยังมีเออ...น่าจะเรียกว่าเมดรึเปล่านะ ก็พวกเธอแต่งชุดเมดกันนี่น่า...ก็คงใช่แหละ 

แต่ถึงจะดูเหมือนว่าบุคลากรของที่นี่จะเยอะมากก็จริง แต่ทว่า พวกเขาก็อยู่กันเป็นสัดเป็นส่วนแบบว่าอยู่กันมีระเบียบดี(ขอชม) พวกเขาและเธอที่อยู่กันตามที่ต่างๆ ที่นายโทชิ และ ฉัน เดินผ่านต่างก็ทำพากันความเคารพ นายโทชิ กันทุกคนอย่างนอบน้อมด้วยอะ(นายเป็นใครกันแน่ นายโทชิ

ฉันพยายามทำตัวนิ่งๆ เดินตามเขาไปอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรนะ ที่จริงฉันก็รู้สึกทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่าและก็ยังรู้สึกเกร็งสุดๆเลยด้วย ตอนนี้

แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นนิ่ง และพยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องกังวลไปมากกว่านี้ และก็คงต้องขอบใจ นายโทชิ เขาเหมือนกันนะ ก็เขาคอยหันมายิ้มหวาน(น่ารัก)ให้ฉันตลอดทางเลย คงจะรู้ว่าฉันต้องกังวลแน่ๆ เลยคอยหันมายิ้มให้แทนคำพูดว่า 'ไม่เป็นไรนะ' 

ตั้งแต่ที่ฉันกับเขานั่งรถมาด้วยกันจนถึงที่นี่ เราต่างก็ไม่ค่อยได้สนทนากันสักเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ทำตัวสบายๆ กับฉันดีนะ

 

...และแล้วเราก็มาถึงจุดหมาย

ที่ที่เขาพาฉันมานั้นอยู่ชั้นบนสุดของคฤหาสน์...ดูเหมือนจะเป็นชั้นเขตพื้นที่ส่วนตัวของใครสักคน(ตอนแรกคิดว่าคงเป็นห้องของ นายโทชิ แล้วละนะถ้าเขาไม่เอ่ยขออนุญาตเจ้าของห้องเสียก่อน)

 

               มินาโมโตะซัง ผม ฮิจิคาตะ โทชิโซ ครับ เขากล่าวขึ้น

               “...” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนในด้านใน แต่ทว่า...ประตูบานใหญ่หน้าห้องกลับค่อยๆ เปิดออกช้าๆ จนปรากฏให้เห็นทิวทัศน์(สภาพภายในตัวห้อง) แทนคำอนุญาต ด้วยชายในเครื่องแบบที่เป็นคนมาเปิดประตู เขายิ้มรับและพาฉันเดินเข้าไปด้านใน

ภายในห้องกว้างใหญ่ที่ถูกจัดแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีที่ดูสบายตาไม่เน้นความหรูหราแต่ก็ดูดีไม่น้อย ทำเป็นแบบสองชั้น ด้านบนเป็นชั้นตู้เก็บหนังสือที่มีอยู่มากมาย ส่วนด้านล่างที่เขาและฉันยืนอยู่ตรงนั้น คือ โต๊ะทำงานที่หันหลังให้กับหน้าต่างบานใหญ่(สามารถมองดูทิวทัศน์ด้านล่างด้านหน้าของพื้นที่คฤหาสน์ได้ทุกที่เลย) ส่วนด้านข้างๆ ก็มีโซฟารับแขกจัดเอาไว้ด้วย และอีกด้านหนึ่งก็มีประตูอยู่อีกหนึ่งบาน...แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้สังเกตจนทั่วมากกว่านี้(อีก) เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น


               ยินดีต้อนรับสู้ เซ็นเค ลูกสาวของฉันเสียงนุ่มทุ่มต่ำฟังดูทรงอำนาจแต่ก็ดูอ่อนโยน ของชายวัยสี่สิบห้า(แต่ดูหน้าเหมือนสามสิบต้นๆ) ที่พึงจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานที่หันหลังให้กับพวกเราตลอดจนเมื่อครู่ แล้วอยู่ๆ ก็เดินเข้ามาตรงหน้าฉันแล้วก็พูดว่า ยินดีต้อนรับสู้ เซ็นเค ลูกสาวของฉันเล่นเอาฉันงง? ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว ก็ดูผู้ชายท่านนี้สิ หน้าตาดี ผิวพรรณดี ตัวสูง ผมสีดำ ตาสีฟ้า สวมแว่นสายตาแบบไม่มีกรอบเลนส์ ใส่สูทสีขาวแต่เสื้อและเนคไทด้านในเป็นสีดำ แต่ดูรวมๆ แล้วก็ดูดีและน่าเกรงขามมาก

เดี๋ยวนะ นี่ฉันพลามคิดพิจารณาอะไรท่านผู้นี้อยู่เนี่ย???  อืม...รู้สึกว่าเมื่อครู่นี้ท่านพูดอะไรชวนให้ฉันสงสัยอยู่นะ...เออ....อ้อ ใช่แล้ว ท่านพูดว่า ลูกสาวของฉัน สินะ ใช่ ใช่แล้ว ลูกสาวของฉัน อะไรกัน??? ลูกสงลูกสาวอะไรก๊านนนนนน

 

               “...เออ ขอโทษนะคะ ฉันคิดว่าคงจะฟังอะไรผิดไป...คือว่า ฉันพยายามจะถามหาเหตุผล

               หนูกำลังจะถามฉันว่า ทำไมถึงได้เรียกหนูว่าลูกสาวอย่างงั้นสินะ ท่านเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน

               ค่ะ ฉันพยักหน้ารับ

               ฉัน มินาโมโตะ เซ็นเค เป็นผู้นำตระกูล เซ็นเค รุ่นที่หกท่านกล่าวแนะนำตัวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบที่ค่อนข้างจริงจัง จนฉันเริ่มรู้สึกเกร็งหนักกว่าเดิม

               เซ็นเค...ผู้นำ...??? ฉันทวนสิ่งที่ได้ยินด้วยความคิดที่มืดบอด เพราะไม่เข้าใจ

               ฉันไม่อ้อมค้อมนะ ที่ฉันให้ โทชิคุง ไปรับหนูมาที่นี่ก็เพราะว่าฉันเลือกหนูเข้ามาเป็นทายาทของฉันยังไงล่ะ ท่านผู้นำ...พูดกับฉันราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปงั้นแหละ

               คะ?  วะ ว่าไงนะคะ?ฉันร้องถามอย่างงงๆ เพราะประมวลผลต่างๆไม่ทัน

               ก็อย่างที่ฉันบอกไปนั้นแหละ คือฉันจะรับหนูเข้ามาเป็นลูกสาวของฉันไง เข้าใจรึยังล่ะ ท่านตอบย้ำด้วยท่าทางสบายๆ ต่างกันกับฉันที่ยังคงอึ้งงงเสียเหลือเกิน 

               เป็น...ลูกสาว!!! ฉันร้องขึ้นอีกครั้งอย่างตกใจ เมื่อสมองเริ่มประมวลผลอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้ว

               ใช่ ลูกสาว...ลูกสาวของฉัน โทชิคุง เป็นไงลูกสาวคนนี้ของผมน่ารักไหม? ประโยคหลังนั้นท่านหันไปถาม นายโทชิ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันแทน โอ้ย...อะไรกันเนี่ย??? มันจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว

               ครับ เธอน่ารักมากครับ มินาโมโตะซัง”  แล้วนั่นอะไร นายโทชิตอบด้วยหน้าตาระรื่นแบบนั้น..คืออะไร?

               “...” ฉันมองพวกเขาสองคนอย่างไม่เข้าใจ ในหัวก็เต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย

               เอาอย่างนี้ดีกว่า...ทาคานิคุง... ท่านผู้นำเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงประตูให้เข้ามาหาและก็ได้กระซิบบอกเรื่องอะไรบางอย่าง...แล้วชายหนุ่มที่ชื่อ ทาคานิ ก็เดินออกจากห้องไป

 

ครู่ต่อมา ห้อง ท่านผู้นำตระกูล เซ็นเค

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูด้านหน้าห้องก็ดังขึ้นพร้อมกับชื่อของผู้เคาะประตู

               นัทสึเมะ ทาคานิ ครับ เขาแสดงตัว เมื่อท่านผู้นำทราบแล้วก็พยักหน้าให้กับชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ บริเวณประตูให้เปิดประตูให้เขาเข้ามา(เห็นไหม ที่นี่เข้มงวดสุดๆ)

               เชิญทางนี้สิครับ ท่านผู้นำลุกขึ้นรับผู้ที่เข้ามาในห้อง และนายโทชิเองก็ลุกขึ้นรับด้วยเช่นกัน ฉันมองทั้งสองคนอย่างงงๆ เพราะว่าฉันนึกสงสัยขึ้นมาแปลกๆ ว่าทำไมทั้งสองคนนี้ถึงได้ลุกขึ้นรับแขกผู้มาใหญ่ด้วย(ก็จำได้ว่าคนที่ขานชื่อตัวเองเมื่อครู่นี้นะ เขาก็น่าจะเป็นคนคนเดียวกันกับคนที่ถูกท่านผู้นำสั่งให้ไปทำอะไรสักอย่างให้ก่อนหน้านี้...เองไม่ใช่เหรอ? แล้วนี่อะไรล่ะ? พอกลับเข้ามาก็ถูกต้อนรับอย่างดีเลยแบบนี้...บอกตรงๆ ว่างงโคตร) ฉันเลยไม่ปล่อยให้ตัวเองสงสัยต่อไป จึงลุกขึ้นแล้วหันหลังกลับไปดูตามพวกเขาบ้างเพื่ออะไรมันจะได้กระจ่างชัดขึ้นมา..

.

.

.


               “...o.O!อาเมน ทันทีที่ฉันได้เห็นบุคคลที่มาเยือน(ที่แท้จริง)ก็แทบจะช๊อคเลยทีเดียวเลยพี่น้อง! ก็จะอะไรกันล่ะ? นั่นก็เพราะว่าบุคคลที่เข้ามาใหม่สองคนชายหญิงนั้นนะ พวกท่านคือ บิดา และ มารดา ผู้ให้กำเนิดของข้าพเจ้าเองเจ้าค่ะ เฮ้ย บ้าไปแล้วเว้ย ทำไม? ทำไมพ่อกับแม่ของฉันถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้กันล่ะเนี่ย?????

               จี/จีจัง พ่อกับแม่เรียกชื่อฉันพร้อมกันอย่างตกใจ

               พ่อ...แม่ มาได้ยังไงกัน? ฉันถามพวกท่านอย่างงงและคาดไม่ถึงแบบสุดๆ

               ก็...ยังไม่ทันที่แม่ของฉันจะพูดต่อ ท่านผู้นำก็ขัดขึ้นเสียก่อน

               กะเอม เราจะได้คำตอบกันทุกคนนะ แต่ต้องมานั่งคุยกันดีๆ ตรงนี้เสียก่อนท่านผู้นำบอกกับพ่อแม่ของฉันให้เข้ามานั่งที่โต๊ะโซฟาด้วยกันอย่างใจดี

 

.........................

 

               เอาล่ะ ทีนี้ก็เป็นอันว่าไม่มีปัญหาขัดข้องอะไรอีกนะครับ ท่านผู้นำกล่าวขึ้นเมื่อเรื่องทุกอย่างลงตัว

               ถ้าลูกต้องการแม่ก็ไม่ขัดข้องอะไรหรอกลูก แม่หันมาพูดกับฉันด้วยใบหน้าที่เต็มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ฉันก็ยังพอสังเกตเห็นว่าลึกๆในแววตาของแม่นั้น ยังมีความเศร้าและอาทรต่อฉันอยู่ไม่น้อย

               “...แม่ ฉันน้ำตาคลอ เพราะฉันเองก็รู้สึกไม่ต่างจากแม่เลยสักนิด

               พ่อยินดีกับการตัดสิ้นของลูก ไม่ว่ายังไงพ่อก็จะอยู่ข้างลูกเสมอ จำไว้นะลูกพ่อลูบศีรษะของฉันเบาๆ อย่างปลอบโยน

               “...พ่อ คราวนี้ฉันเลยน้ำตาไหลออกมาอย่างมิอาจอดกลั้นได้อีกต่อไป พ่อดึงฉันเข้าไปกอดไว้แนบอก แล้วแม่เองก็ก้มลงมาซบลงที่หลังของฉัน แม่ร้องไห้เบาๆ น้ำตาของท่านไหลรินลดลงที่หลังของฉันจนชุ่ม ฉันสัมผัสได้ถึงความรักมากมายเกินกว่าจะเทียบที่ท่านทั้งสองมอบให้ฉัน ฉันเองก็รักและห่วงท่านทั้งสองนี้มากมายเช่นกัน และฉันก็ต้องยอมใจแข็งเพื่อที่จะรักษาพวกท่านเอาไว้

               พ่อคะ...แม่คะ...จี ไม่ว่าจะยังไงพ่อกับแม่ก็คือคนที่ จี รักและเคารพมากที่สุดนะคะฉันกล่าวขึ้นอีกครั้ง

               จ๊ะ...ลูก แม่ตอบรับหลังจากที่กลับมานั่งเหมือนเดินแล้ว

               “...” พ่อพยักรับและปล่อยฉันเป็นอิสระ

               ท่านผู้นำคะ เมื่อตั้งสติได้แล้ว ฉันจึงหันกลับมาพูดกับท่านผู้นำต่ออีกครั้ง

               “...ว่ามาสิ หนูจี ท่านผู้นำยิ้มให้ฉันน้อยๆ อย่างใจดีแลเอ็ดดู

               หนูขอเป็นลูกสาวของท่านจะได้ไหมคะ? ฉันเอ่ยขอท่านอย่างนอบน้อม

               ด้วยความยินดีที่สุดเลย ลูกสาวของพ่อ ...มานี้สิ มาใกล้ๆ พ่อนี่มา พ่อมีอะไรจะให้ลูก ท่านเอ่ยพูดอย่างอ่อนโยนพร้อมกับอ้าแขนรับฉันอย่างภาคภูมิ

               ค่ะ ท่านพ่อ... ฉันขานรับแล้วก็เข้าไปหาใกล้ๆ ตามที่ท่านสั่งอย่างว่าง่าย ท่านสวมกอดฉันเบาๆ เป็นการต้อนรับ แล้วก็ยิบเอากล่องกำมะหยี่สีดำทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ว่างอยู่บนโต๊ะรับแขกอยู่ก่อนหน้านี้แล้วขึ้นมามอบให้ฉันอย่างตั้งใจ

               “...อะไรเหรอคะ? ฉันถามด้วยความสงสัย

               เปิดดูสิ ท่านบอกเบาๆด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

               ค่ะ ฉันขานรับแล้วค่อยๆ เปิดมันออกดูช้าๆ อย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าของข้างในนั้นมันจะได้รับความเสียหายหากฉันพลาดไม่ระวัง

ทันทีที่ฉันเปิดมันออก สิ่งของที่อยู่ด้านในนั้นมันก็ส่องประกายแสงแวววับขึ้นมาทันทีที่กระทบกับแสงสว่างด้านนอก

 

...แล้วของสิ่งนั้น มันก็คือ....

 

 ....แหวน....

 

               นี่คือ แหวนเซ็นเค แหวนที่เป็นสัญญาลักษณ์ของผู้นำตระกูล เซ็นเค ที่ถูกสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงพ่อที่เป็นปัจจุบัน

แต่ บัดนี้พ่อผู้ที่เป็นผู้นำ เซ็นเค รุ่นที่หก จะขอมอบมันให้กับ จิเอลเน่ ลูกสาวของพ่อที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นที่เจ็ด แห่งตระกูล เซ็นเค ลูกจงรับมันไว้ จิเอลเน่

เพราะต่อไปนี้ลูกคือ จิเอลเน่ เอ็น ผู้นำตระกูลแห่ง เซ็นเค แล้วอย่างสมบูรณ์ท่านกล่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อส่งมอบแหวนสัญญาลักษณ์ให้กับฉัน และวินาทีนั้นเองฉันก็รู้สึกเหมือนราวกับว่าความยิ่งใหญ่อันหนักอึ้งได้มาหล่นทับพร้อมกับพันธนาการฉันเอาไว้หมดทุกอย่างเสียแล้ว และฉันเองก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้เพียงอย่างเดียวด้วยเช่นกัน

 

......................................................




หลังจากนั้นสองปีต่อมา....(สถาบันพิเศษเซ็นเค)


               “มันเกินไปแล้วนะ มัทสึมิยะน้ำเสียงแข็งก้าวของ เก็น อิจิโนเสะ สังกัดหน่วยที่หนึ่ง พูดขึ้นอย่างโมโห 

                    เก็น...นายควรใจเย็นๆ ก่อนนะ คาคิชิม่า เคซึเกะ สังกัดหน่วยที่หนึ่ง เพื่อนสนิทของ เก็น รีบเข้าห้ามทับ

                    ฉันคงทนใจเย็นต่อไปไม่ไหวหรอก  เคเก็น หันมาพูดบอกกับ เคซึเกะ

                    น่า...เย็นก่อนเถอะเคซึเกะ พยายามหยุดสถานการณ์

                    พวกสัตว์กินพืช...ยังไงก็อ่อนแออยู่ดีมัทสึมิยะ เคียว คู่กรณีพูดขึ้นเรียบๆ แต่ทว่ามันกับทำให้อีกฝ่ายเดือดดาดเข้าไปอีก

                    เคียว นายพูดอะไรนะ! คราวนี้ เคซึเกะ ถึงกับตำนิในคำพูดของ เคียว ที่ชอบพูดอะไรเสียดๆ(เหมือนคำดูถูก)คนอื่นอย่างไม่พอใจบ้างแล้ว

                    นายจะเอายังไงวะ! เก็น เริ่มเอาเรื่องต่ออีกรอบ

                    ฉันไม่ชอบใช่กำลัง...มันไร้สาระ เคียว พูดเสียงเรียบแต่ก็ทำให้อีกฝ่ายยิ่งเดือดหนักขึ้นไปอีกเท่า

                    มัทสึมิยะ เคียว! เก็น พูดเสียงรอดฟังอย่างข่มอารมณ์ 

                    จะขอบคุณล่ะกัน...ที่ให้เกียรติเรียกชื่อของผมเต็มยติเลยน่ะเคียวพูดแบบทองไม่รู้ร้อนมันก็ยิ่งทำให้ เก็น เดือดยิ่งขึ้น

                    เฮ้ ดูหมอนั่นเด่ะอิซารุ เพื่อนอีกคนของ เก็น พูดขึ้นอย่างเริ่มไม่พอใจกับอาการที่แสดงออกมาของ มัทสึมิยะ เคียว

                    พูดจาไม่รู้ร้อนเลยวะ แกนะเก็น แสะยิ้มพูด

                    ผมว่าถ้าคุณไม่มีอะไรที่เป็นสาระ...ผมคงต้องขอตัวก่อน เคียว พูดอย่างไม่สนใจ กลุ่มคนตรงหน้าที่นำโดย เก็น อิจิโนเสะ

                    นายคิดจะหนีฉันเหรอ มัทสึมิยะ เคียว!เก็น พูดอย่างเอาเรื่อง

                    ผมมีความจำเป็นอะไรอีกล่ะ ในเมื่อเรื่องมันออกจะไร้สาระ...” ยังไม่ทันที่เคียวจะพูดจบประโยคก็โดน เก็น ขัดขึ้นก่อน

                    ไร้สาระ ไร้สาระ นายบอกว่าเรื่องที่ฉันพูดกับนายมันไร้สาระอย่างงั้นเหรอห๊า มัทสึมิยะ เคียว! เก็น พูดอย่างเหลืออด

                    มันก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ...ไร้สาระ เคียว ว่าอย่างหน่ายๆ

                    มัท สึ มิ ยะ เคียว เก็น กำมือแน่นด้วยความโกรธกับท่าทางไม่รู้ร้อนของ เคียว

                    ผมบอกไปแล้วนิ ว่าผมไม่ชอบการใช้กำลัง เคียว พูดย้ำขึ้นอีกครั้งเมื่อเหล่ตามองไปยังมือที่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้นของ เก็น อย่างใจเย็น

                    แก... เก็น จ้องหน้า เคียว อย่างเชือดเฉือน

                    คงเข้าใจแล้วนะครับ เก็น อิจิโนเสะเคียว พูดเสียงเรียบ

                    “...” เก็น นิ่งเงียบจ้องมอง เคียว อย่างเดือดดาน

                    ผมไปได้แล้วสินะ เคียว พูดอีกครั้งเมื่อเห็นว่า เก็น ไม่ยอมพูดอะไรกับเขาอีกแล้วเลยเดินออกไป

                     หึ!เก็น ทำเสียงขึ้นจมูก เมื่อเห็น เคียว เดินพ้นปะตูห้องไปแล้วอย่างเครียดแค้น

                    เย็นไว้น่า เก็น เคซึเกะ ตบที่ไหล่ เก็น เบาๆ ให้กำลังใจ

                    “...” เก็น นิ่งเงียบลงอย่างน่าเป็นห่วง

                    เก็น เคซึเกะ พยายามเรียกเตือนสติอีกครั้ง

                    ฉันจะไปห้องซ้อม เก็น พูดกับ เคซึเกะ เรียบๆ

                    โอเคเคซึเกะ ตอบรับอย่างเข้าใจ

                    ขอบใจนะ เค...” เก็น พูดเสียงเหนื่อยๆ

                    ก็นายเป็นเพื่อนฉันนี่นะ ยังไงก็ต้องเข้าใจนายสิ...” เคซึเกะ ตอบกลับอย่างเข้าใจ.... และระหว่างนั้นเอง...

 

Rrrrr…Rrrrr…Rrr……..!

เสียงโทรศัพท์ของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นพอดี


                    อืม ว่าไง...ฮิจิคาตะน้ำเสียงเรียบๆ ของ ไคโจ เอ็น (สาวน้อยผู้นำ เซ็นเค) ดังขึ้นรับโทรศัพท์ อยู่ตรงประตูหน้าห้องเรียนที่พวกเขากำลังมีเรื่องกันอยู่(เมื่อครู่)นั้นแอง  

                    “.....” ปลายสาย

                    ตอนนี้เหรอ? อยู่ที่ห้อง...ปีสอง เอ นะเธอพูดตอบกลับคนในสายเสียงเรียบ แต่สายตากำลังจับจ้องมองไปยังเหล่าบุคคลทั้งหลายในห้องอย่างน่าขนลุก(เว่อร์ ฉันแค่มองพวกเขาแบบธรรมดาๆ เองนะ)(แต่ก็ไม่ธรรมดาสำหรับพวกเขาในตอนนี้หรอก)(พวกผมจะโดนเชือดไหมครับ โฮTTOTT)

                    “.....” ปลายสาย

                    อืม...ก็ได้ เธอยังคงมองพวกเขาอย่างไม่วางตา

                    “.....” ปลายสาย

                    โอเคByeเธอเผยยิ้มออกมาน้อยๆ หลังจากที่ว่างสาย... มันเป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์มากๆ สำหรับคนที่ได้เห็น...แต่ทว่าตอนนี้มันไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างมากๆ เลยสำหรับพวกเขาที่อยู่ในห้องตอนนี้

                    ...พวก เก็น และ เคซึเกะ พวกเขาทุกคนในห้องต่างพากันยืนนิ่งเงียบ เมื่อเห็นว่าเธอเดินเข้ามาในห้องแล้วหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะอาจารย์ แล้วจ้องมองพวกเขาทีล่ะคน ด้วยแววตาที่ไม่มีใครสามารถรู้ถึงความคิดภายในที่เธอกำลังคิดอยู่ได้เลย จนพวกเขาเริ่มรู้สึกตัวขนลุกสั่นขึ้นมา จนต้องพากันก้มหน้าก้มตาสำนึกผิดกันใหญ่(ที่จริงกลัวที่จะต้องไปสบเข้ากับสายตา...นั้นของเธอต่างหาก คนอะไรสวยแต่น่ากลัวพิลึก)(พิลึก???)



                    อะ...เออ...คะ...ไคโจ...ครับพวกเขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นๆ พูดออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ (ไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรกัน)

                    ผะ ผ่านมานานแล้วเหรอครับ? ไคโจ...” พวกเขาพยายามถามเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น

                      เออ...คะ ไคโจ ครับ คือพวกผม... เก็น พยายามจะอธิบาย

                      ช่างเถอะ...ฉันก็แค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้นเองเธอกล่าวขึ้นเรียบๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร

                    ไคโจ...พวกผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ!!!พวกเขากล่าวคำขอโทษพร้อมกับก้มหัวโค้งให้ฉันกันอย่างพร้อมเพียง ด้วยความสำนึกผิด

                    พอเถอะ...” เธอยังคงพูดขึ้นเรียบๆ

                    ไคโจครับ...” เคซึเกะ ยังคงพยายามจะอธิบาย

                    ฉันไม่พูดซ้ำหลายรอบหรอกนะ คาคิชิม่า เคซึเกะคราวนี้เธอพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มดุเพื่อให้พวกเขาทุกคนในห้อง ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ...อย่างจริงจัง

                    “...” แล้วก็ได้ผล พวกเขาทุกคนต่างพากันเงียบกริบลงทันที และไม่มีใครกล้าเอ่ยพูดอะไรขึ้นมาอีกเลย 


คลื่น...! 

เสียงเปิดปะตูหน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างสูงโปร่งของ ฮิจิคาตะ โทชิโซ ท่านรองแห่ง เซ็นเค(ประธานผู้คุมกฎ) ผู้ที่ใครๆ ก็ต่างเคารพเกรงกลัว   




               ไคโจ ครับ เขาเอ่ยเรียกเธอขึ้นทันทีเมื่อได้เปิดประตูเข้ามา

               ท่านรอง!!!แล้วพวกเก็นก็พากันสะดุ้งเฮือกอีกครั้งทันทีเมื่อเห็น โทชิ (ฮิจิคาตะ โทชิโซ)เข้ามาในห้องเพิ่มอีกคน (พระเจ้า...นอกจากไคโจแล้ว ยังจะมีท่านรองเข้ามาที่นี่อีกเหรอเนี่ย ㅠㅇㅠ)

               เอ๋???” โทชิ ทำหน้างงและเริ่มนึกฉงนใจ สงสัยกับบรรยากาศและอาการของคนอื่นๆในห้อง

               ฮิจิคาตะ ไปกันเถอะเธอพูดขึ้นตัดบทไม่อยากให้เรื่องยาว

               อะ อืม...ไปสิโทชิ คล้อยตามไปแบบง่ายๆอย่างเช่นเคย 


               แล้วทั้งสองคน ก็พากันเดินออกจากห้องที่เกือบจะกลายเป็นสนามลงโทษเมื่อครู่นี้ไปอย่างไม่ได้สนใจอะไร ราวกับว่ามันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นตรงนั้นเลย และแน่นอนว่า เมื่อทุกอย่างไปเช่นนั้น มันก็ย่อมเป็นผลดีต่อเด็กๆปีสอง เอ อย่างพวกเก็น อิจิโนะเสะ ที่เกือบโดนทัณฑ์บนไปแล้ว (รอดตัวแล้วล่ะเด็กๆ)


               ทั้งสองคน จิเอลเน่ เอ็น และ ฮิจิคาตะ โทชิโซ พวกเค้าสองคนเดินลงมาจากตึกเรียนกัน จนออกมาถึงที่จอดรถโดยที่ไม่มีบทสนทนาใดๆ นอกจากรอยยิ้มที่โทชิคอยส่งไปให้เธอทุกครั้งที่เธอหันมามอง 

               แล้วในตอนที่พวกเค้าได้เดินกันมาถึงรถของโทชิที่จอดอยู่นั้นเอง โทชิจึงได้เอ่ยถามเธอขึ้นมาว่า

               ในห้อง...เหมือนจะมีเรื่องอะไรกันอยู่นะ เขาถามอย่างรู้ทันและเดาสถานการณ์ออก

               เหรอ? ก็ปกติดี...ไม่มีอะไรเธอตอบกลับด้วยเสียงเรียบนิ่งเพื่ออยากให้เขาเลิกสนใจมัน

               ไม่ควรถามมากกว่านี้สินะ แล้วเขาก็เข้าใจความหมายที่เธอต้องการ

               ฉันหิวแล้วล่ะ ไปหาอะไรกินกันเถอะเธอเอ่ยชวนขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

               รับทราบขอรับ ไคโจเขาเลิกถามต่อทันที เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเธอไม่ต้องการ หรือว่าไม่อยากพูดอะไร ถึงถามไปก็เปล่าประโยชน์ เขาเลยหันมาแกล้งเธอเล่นแทน ด้วยการเรียกเธอตามยศศักดิ์ของเธอ ที่เป็นอะไรที่เธอไม่ชอบเอามากๆหากว่าเขาเรียกเธออย่างนั้น เมื่อตอนที่อยู่ด้วยกันตามลำพังเช่นนี้ หึ

               อย่ามาพูดแบบนั้นนะ ฉันพูดเสียงแข็งและค้อนตาใส่เขาไปทีหนึ่งด้วย

               ไม่ได้หรอกขอรับ... ไคโจ...” โทชิก็ยังคงเป็นโทชิคนเดิม เจ้าคนขี้แกล้งโทชิ

               ฮิจิคาตะ โทชิโซเธอเน้นเสียงเรียกชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่บงบอกว่า ตอนนี้เธอกำลังจะเริ่มโกรธจริงจังแล้วนะ นั้นแหละเขาถึงได้ยอมเลิกแกล้ง

               ครับๆ ผมไม่แกล้งแล้วครับ ผมขอโทษนะ เขาพูดง้อด้วยท่าทางออดอ้อนนิดๆ (โทชิ นายนี้มัน...จะน่ารักเกินไปแล้วนะ)

               นายนี่มัน...ฮึ่ยแล้วเธอก็ยังคงแพ้ลูกอ้อนเด็กๆแบบนั้นของเขาอีกจนได้ ทุกทีเลยสินะ เฮ่ย...ย

               ครับเขายิ้มกว้างพร้อมกับยกมือขึ้นมาวางไว้บนศรีษะเล็กของเธอ แล้วเบาๆอย่างเอ็นดู

               ชิ เอาเถอะฉันไม่อยากพูดกับนายแล้ว เธอปัดมืออุ่นของเขาออกไป แล้วรีบตัดบทด้วยการหนีขึ้นรถไปก่อนเขา ...เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นว่าเธิกำลังหน้าแดง

               “...ใครว่าล่ะ? ผมเห็นนะ...เธอปิดบังผมไม่ได้หรอกครับ อา...น่ารักจริงๆเลย ผมพูดกับตัวเองเบาๆ หลังจากที่เธอหนีเข้าไปนั่งอยู่ในรถแล้ว

               นี่! โทชิ นายจะไปไหม? ถ้าไม่ไปก็เอากุญแจรถมา เดียวฉันขับไปเองก็ได้” เธอเปิดประตูรถออกถามเขา เมื่อเห็นว่าเขายังคงยืนเฉยไม่ยอมขึ้นรถมาสักที

               เอ๋? ครับ? ได้ยังไงล่ะ...ผมจะขึ้นรถเดี๋ยวนี้แหละครับ~~ ว่าแล้วเขาก็รีบเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่งทันที แล้วจากนั้นก็สตาร์ทเครื่องออกรถไปอย่างไม่ให้ฉันต้องบอกซ้ำอีกรอบทันที (มันต้องอย่างนี้สิ)



 

คอฟฟี่ คาเฟ่....

พรุ่งนี้ตอนบ่ายจะต้องเดินทางไปประชุมสมาพันธ์ที่อิตาลี...สองสามวันโทชิ พูดขึ้นอย่างเสียไม่ได้

ไม่ต้องห่วงฉันหรอกฉันเอ่ยบอกเค้าอย่างเข้าใจ

ไม่ได้หรอก...อืม...รึว่า เอ็น จะไปกับผมด้วยดีล่ะ เขาเสนอ

ไปกับนายนะเหรอ? ฉันทำหน้าตื่นเมื่อได้ยินเค้าพูดขึ้นอย่างนั้น

โธ่...อะไรกันครับ ไม่เห็นต้องทำหน้าแบบนั้นเลย เขาว่าอย่างแอบน้อยใจนิดๆ

ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากไปเป็นภาระนายฉันว่า

พูดอะไรนะครับ ผมไม่เคยเห็น เอ็น เป็นภาระเลยนะ เขาพูดอย่างจริงจังเสียงแข็ง

ก็นายไปทำงาน...ฉันก็แค่... ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อเขาก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

เข้าใจแล้วครับ...” เขาพูดตัดบท ด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

โทชิ คือว่าฉัน... ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่เขาพูดตัดพ้อออกมาแบบนั้น

 

ทำไม? ...เขาถึงได้ดูเศร้าราวกับว่าผิดหวังและน้อยใจที่ฉันปฏิเสธเขา เฮ้อ...รู้สึกไม่ดีเลยแบบนี้

 

อืม...ผมว่าเรากลับเถอะครับ...มันเย็นมากแล้ว เขาพูดขึ้นเรียบๆอีกครั้งหลังจากที่เราทั้งสองคนพากันนั่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรอยู่ราวเกือบสิบนาทีเห็นจะได้

อ้อ จริงด้วย งั้นก็กลับกันเถอะ ฉันตอบรับเขาแค่นั้น แล้วเราก็ออกไปจากคาเฟ่นั้นทันที


 

 [Zenkei Institute]

เซ็นเค institute คือ สถาบันสอนหน่วยพิทักษ์ (กองกำลังพิเศษเซ็นเค) เป็นองค์กรลับสำหรับพัฒนาบุคลากรชั้นพิเศษเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยพิทักษ์สังคมโลก ที่นี่จะมีเด็กจากทั่วโลกที่ถูกคัดเลือกเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดในสถาบันเซ็นเค และที่สถาบันแห่งนี้ไม่ได้จำกัดเกณฑ์แบ่งแยกตามอายุของนักเรียนในแต่ละดำลับชั้น แต่จะแบ่งแยกตามเกณฑ์ของความสามารถ (เลเวล) ในแต่ละบุคคลว่าสมควรอยู่ในลำดับไหนและหน่วยไหน เซ็นเค จะมีหน่วยพิทักษ์อยู่ทั้งหมด 8 หน่วยพิทักษ์ และแต่ล่ะหน่วยก็จะมีหน้าที่ต่างกันคือ....    

 

1 หน่วยสั่งการหรือผู้คุมกฎ

2 หน่วยลับ

3 หน่วยลงทัณฑ์

4 หน่วยข่าวกลอง (ทูต)

5 หน่วยวิจัยพัฒนาการ

6 หน่วยรบ

7 หน่วยพยาบาล

8 หน่วยโภชนาการ

 

ฉัน จิเอลเน่ เอ็น เป็นผู้นำ (ไคโจ) ของ เซ็นเค คนปัจจุบัน

 “เซ็นเค institute บุคคลหรือบุคลากรทุกคนของ เซ็นเค จะเป็นบุคคลที่พิเศษทั้งความสามารถและพละกำลังที่เป็นหนึ่ง และหน่วยพิทักษ์ทุกหน่วยก็แข็งแกร่งมาก เอาเป็นว่าองค์กรหน่วยพิทักษ์พิเศษ เซ็นเค แห่งนี้เป็นที่ที่สำหรับเหล่าบุคคลที่มีความคิดแยกต่างจากบุคคลภายนอกทั่วไป(หมายถึงคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเซ็นเค) จบ.

        ฉันมาอยู่ที่คฤหาสน์ เซ็นเค ก็เมื่อสองปีที่แล้ว ตั้งแต่ที่ท่านพ่อ (มินาโมโตะ เซ็นเค) ส่ง ฮิจิคาตะ โทชิโซ (โทชิ) ไปรับตัวฉันและขอฉันจากพ่อและแม่ของฉันให้ฉันมาเป็นลูกสาวของท่าน เพื่อต้องการให้ฉันขึ้นเป็นผู้สืบทอดตระกูล (ทายาทของเซ็นเค) โดยที่มีนัยว่าทุกอย่างที่เป็นของตระกูล เซ็นเต ฉันจะต้องรับสืบทอดดูแลต่อทุกอย่างของ เซ็นเค โดยมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย ฉันเหมือนกำลังเดินอยู่ในความฝันที่เป็นเรื่องจริง...ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าอยู่ๆ ชีวิตของฉันก็ได้พลิกผันเปลี่ยนจากหนังมือเป็นหน้ามือราวกับหนัง ละคร นิยายก็ไม่ปาน 

          ก่อนหน้านี้ฉันเคยคิดว่า ฉันถูกทอดทิ้งแล้วจะความมีความเป็น (หมายถึงพ่ายแพ้จนไม่เหลืออะไร และสิ้นหวังจากทุกอย่าง) แล้วก้มหน้าให้กับความมืดมนที่กำลังเข้ามาครอบงำจิตวิญญาณจนฉันไม่สามารถมองดูแสงสว่างใดๆ ได้อีก

แต่ทว่าในขณะที่จิตวิญญาณของฉันกำลังดำดิ่งลงสู่ที่มืดและสูญสิ้นความหวังแม้ทั้งปวงนั้น ก็ได้จุดประกายขึ้นเมื่อถูกมือที่อบอุ่นข้างหนึ่งของบุรุษผู้แปลกหน้านามว่า ฮิจิคาตะ โทชิโซ (โทชิ) ได้มาฉุดรั้งตัวฉันเอาไว้เสียก่อน และแสงสว่างเจิดจ้าก็เกิดขึ้นกับฉันอีกครั้ง

เมื่อฉันได้มาเป็นทายาทสายฟ้าแลบของ เซ็นเค (ตระกูลผู้มีอำนาจและอิทธิพลมากตระกูลหนึ่งของประเทศ) แม้ฉันจะไม่ค่อยอยากเชื่อมันสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ ว่าจากนกเป็ดน้ำโคตรธรรมดาอยู่มาวันหนึ่งก็ได้กลายเป็นหงส์ที่สง่าและมีค่ามากเกินจะเทียบ(เว่อร์) เอาเถอะสรุปว่าตอนนี้ฉันเป็นบุคคลสำคัญของ เซ็นเค ก็แล้วกัน และแน่นอนละว่าการใช้ชีวิตของฉันก็ต้องเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนนี้มากมาย แต่ก็เปลี่ยนไปในทางดีขึ้น...

 

คำว่า ทายาท ฟังดูแล้วคงจะเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ใช่ไหม? ค่ะ มันก็เป็นเช่นนั่นนั้นแหละ และยิ่งเป็นทายาทของ เซ็นเค ด้วยแล้วก็ต้องยิ่งสำคัญมากๆ เลยด้วย เพราะ เซ็นเค เป็นตระกูลผู้นำกองกำลังรบพิเศษ หรือที่รู้จักกันในนามของผู้พิทักษ์พิเศษ เซ็นเค เป็นองค์กรเอกชนแต่ก็พร้อมที่จะช่วยทางรัฐในยามขับขันเสมอ เพราะเหตุนี้ฉันที่เป็นทายาทจึงต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ แต่ถึงแม้ว่าฉันจะขึ้นเป็นผู้นำของ เซ็นเค แล้วก็ไม่ได้มีข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ใดๆ จะต้องปฏิบัติตามเป็นพิเศษนอกจากการเข้ารับตำแหน่งและสืบทอดทุกอย่างของ เซ็นเค ต่อจากท่านผู้นำ มินาโมโตะ ผู้เป็นพ่อของฉันตามกฎหมาย ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกจากนั้นฉันก็สามารถทำตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง ท่านพ่อรักและเอ็นดูฉันมาก ท่านเป็นคนที่ใจดีอ่อนโยนและเอาใจใส่เรื่องของฉันมากๆ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ค่อยได้อยู่คอยดูแลฉันด้วยตนเองสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ท่านไม่ลืมที่จะสั่งให้ทุกคนในคฤหาสน์และใน เซ็นเค โดยเฉพาะ ฮิจิคาตะ โทชิโซ (โทชิ) ให้ค่อยดูแลช่วยเหลือฉันทุกเรื่องเสมอ ไม่ว่าฉันจะต้องการหรือไม่ต้องการอะไรก็ต้องทำตามทุกอย่างเพราะฉันคือทายาทและผู้นำ เซ็นเค (แต่เรื่องนี้ก็จะมีแต่ระดับหัวหน้าหน่วยแต่ละหน่วยเท่านั้นที่รู้ เพราะคนอื่นๆ จะรู้แต่แค่ว่าฉันเป็นลูกสาวท่านผู้นำ มินาโมโตะ ที่มีตำแหน่งประธาน(ไคโจ)ของ เซ็นเค) ฉันก็มีความสุขมากๆ เลยกับชีวิตใหม่ที่ได้รับจากท่านพ่อ...ถึงมันจะเป็นภาระหน้าที่ที่ดูเกินตัวไปหน่อยสำหรับฉันก็ตาม...ฉันก็จะทำมันให้ดีที่สุด คนเรานะไม่เคยที่จะหยุดเดินหรอก ถ้าหากว่าที่ที่ตรงนี้ที่เราเดินอยู่นั้นมันยังไม่ใช่ที่ที่เราควรจะหยุดพัก...ท่านพ่อ มินาโมโตะ คะ จี ขอขอบคุณท่านพ่อจากใจของ จี อีกครั้งนะคะ ที่มอบชีวิตใหม่ที่มีความสุขให้ จี

แล้วทุกอย่างในชีวิตของฉัน  ที่ฉันกำลังยิ้มเพลิดเพลินให้กับมันมาตลอดถึงจนวันนี้...ทุกอย่างกำลังจะเริ่มเปลี่ยนไปเสียแล้ว เพราะวันนี้ได้มาถึงแล้ว...วันที่ฉันจะต้องทำหน้าที่ผู้นำของ เซ็นเค อย่างเต็มตัว

เอ็น... โทชิ เรียกฉันด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“...” ฉันนิ่งเงียบไม่ตอบรับด้วยอาการใดๆ

ได้โปรดหยุดเถอะครับเขาอ้อนวอน

“...หลบไป ฉันพูดเสียงเรียบและเย็นชา

ขอร้องล่ะ เอ็นเขาพูดอีกครั้ง ก่อนจะกอดฉันเอาไว้แน่น

ปล่อยฉัน โทชิ...” ฉันตกใจเล็กน้อยที่เขาเข้ามากอดฉันแบบนี้ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหยุดฉันเอาไว้ได้

ขอร้องล่ะอย่าไป อย่าไปเลยนะ เขาอ้อนวอนอย่างจริงจัง

โทชิ ฉันรู้ว่านายรู้สึกยังไง แต่ฉันคงทำตามนายขอไม่ได้หรอก ฉันพยายามพูดใจแข็ง

เอ็น...

ขอโทษที่ต้องทำแบบนี้กันนาย ...โทชิ ฉันว่าก่อนที่จะใช้แรงและความเร็วผลักตัวเขาออกในชั่วพริบตาเดียวก็สามารถพลิกตัวกลับไปอยู่ด้านหลังของเขา แล้วใช้แขนบล็อกตัวของเขาเอาไว้ไม่ให้ขัดขืน ก่อนจะรีบโปะผ้ายานอนหลับชนิดฉับพันวางยาเขาอย่างรวดเร็ว...แล้วเขาที่ไม่ทันได้ตั้งตัวรับจึงถูกฉันจัดการได้อย่างง่ายดาย อันที่จริงเขาก็แค่คิดไม่ถึงว่าฉันจะกล้าทำแบบนี้กับเขาเลยประมาท (เพราะเอาจริงเขานะเก่งกว่าฉันเยอะ)

“...” เขาสลบไปเรียบร้อย

เฮ้อ...ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ โทชิ... ฉันพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาสลบไปแล้วจริงๆ ก่อนจะรีบออกจากห้องไป ยังที่จอดรถแล้วขับมันออกไปอย่างรวดเร็ว

 

 


ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมาของฉันที่เข้ามาเป็นทายาทของเซ็นเค ก็ได้ร่ำเรียนความรู้เรื่องต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการอะไรต่างๆ ฉันก็เรียนมันจนสามารถสอบผ่านทุกขั้นตอนไม่ขัดข้อง ส่วนเรื่องที่ฉันเชี่ยวชาญมากก็คือ การรบ การต่อสู้ ฉันสามารถทำให้ทุกคนยอมรับฉันในฐานะผู้นำได้อย่างภาคภูมิ...จบไว้แค่นี้ก่อน

เหมือนเดินมาหยุดอยู่ที่เหวลึก ทั้งตัวเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดง ร่างกายที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างนัก จนอ่อนล้า แทบไร้เรี่ยวแรงที่จะเดินต่อ ร่างกายค่อยๆทรุดตัวนั่งลงไปที่พื้นนองเลือด นัยน์ตาสีนิลว่างเปล่าจ้องมองไปที่คมดาบที่เต็มไปด้วยคาบเลือดมากมาย...มือข้างขวาที่เคยด้ามดาบเอาไว้แน่น เริ่มค่อยๆคลายออก...

แคร้ง...

สุดท้ายมือชุ่มเลือดของเธอข้างงนั้นก็หลุดร่วงออกจากดาบ...ดาบที่เป็นเพียงอาวุธเดียวของเธอ ที่เธอได้ใช้มันต่อสู้กับเหล่าศัตรูมากมาย จนแทบหมดแรงแต่เธอก็สามารถเอาชนะมาได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เธอค่อยๆหลับตาลง...อย่างเหนื่อยล้าและต้องการพักเหลือเกิน

“จบแล้ว มันจบลงแล้ว” เธอพร่ำเอ่ยบอกกับตัวเองเสียงแผ่ว

ตึก ตึก ตึก

“ใช่ มันจบแล้วครับ” โทชิ เดินเข้ามาหาเธอช้าๆด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ที่ไม่บงบอกถึงความรู้สึกใดๆของเขาเหมือนอย่างเช่นเคย

“ฉัน...ทำให้นาย...โกรธ” เธอเค้นเสียงพูดขึ้นกับคนสนิทที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเธออย่างยากลำบาก เพราะพิษจากบาดแผลมากมายจากการต่อสู้เริ่มโจมตีเธอเข้ามากอย่างหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ

“ทุกอย่างมันจบแล้ว” โทชิเอ่ยพูดด้วยเสียงเย็นน่ากลัว เพราะยิ่งได้มาเห็นสภาพอันแสนย่ำแย่ของคนสำคัญของเขาในตอนนี้ โทชิกัดฟัดกำหมัดแน่น ก่อนจะค่อยๆหลับตาสูดหายใจเข้าออกช้าๆเพื่อระงับอารมณ์โกรธของตัวเองลง แล้วจากนั้นเขาถึงได้โน้มตัวลงไปโอบประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเธอให้ลุกขึ้นยืนก่อน แล้วจากนั้นเขาก็ค่อยช้อนเอาร่างอันสาหัสของเธอขึ้นมาอุ้มเอาไว้แนบอก...

เธอลืมตาขึ้นมาสบตาของโทชิที่จ้องมองเธออยู่ด้วยสายตาเจ็บปวด และเธอเองก็มองเขาด้วยสายตารู้สึกผิดและขอโทษ ก่อนจะเอ่ยบอกสิ่งที่ตัวเองรู้สึกอยู่ในตอนนี้ว่า “ขอโทษ”

“มันเจ็บปวดมากเลยนะ” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับเท้าที่เริ่มก้าวเดินออกไปจากที่ตรงนั้น

“....”

“ไม่จำเป็นที่คุณจะออกมาต่อสู้เพียงลำพัง...แบบนี้”

“....”

“มันเสี่ยงและอันตรายเกินไป”

“แต่ฉันเป็นผู้นำ...” ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีผู้นำของ เซ็นเค แม้จะต้องแลกมันมาด้วยชีวิต เธอก็จะไม่ยอมให้ทุกคนในการดูแลของเธอต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงและสงครามที่เต็มไปด้วยเลือด ...อย่างที่เธอต้องเผชิญและต่อสู้กับมันก่อนหน้านี้ ไม่ได้!

“เป็นผู้นำก็ยิ่งต้องรักษาชีวิตของตนให้ยิ่งกว่าใครนะครับ” เขาพูดเสียงเข้มคล้ายกำลังตำหนิในสิ่งที่เธอได้ตัดสินใจทำมันไปนั้น ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างที่สุด “แล้วหากเกิดว่าพลาดขึ้นมาล่ะครับ หากคุณพลาดแล้วเป็นอะไรไป ทุกคนในเซ็นเคจะเป็นยังไง? และผมล่ะ...ผมจะเป็นอย่างไรหากต้องเสียคุณไป” น้ำเสียงโทชิเริ่มสั่นเพราะความรู้สึกเจ็บปวดภายในใจเมื่อต้องเอ่ยพูดประโยคสุดท้าย “คุณไม่คิดถึงผมบ้างเลยเหรอครับ เอ็น”

“โทชิ...” เพราะเอาแต่คิดว่าไม่เป็นไรหรอก หากตัวเองจะต้องสละชีวิตไปในการต่อสู้ครั้งนี้ เธอคิดอย่างนี้เสมอว่า หากไม่มีเธอ... เซ็นเคก็ยังมี ฮิจิคาตะ โทชิโซ ค่อยดูแลทุกอย่างแทนเธอได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่า หากจะให้เขาขึ้นรับตำแหน่งผู้นำแทนเธอ ทุกคนในเซ็นเคย่อมไม่มีใครคัดค้านอย่างแน่นอน  

เพราะเอาแต่คิดอยู่แบบนั้น คิดอยู่แบบนั้นไงเล่า! ตอนนี้ถึงได้พึ่งมารู้สึกตัว ไตรตรอง...สำนึกผิดว่าทุกอย่างที่ตัวเองคิดมานั้น มันผิด

“เอ็นครับ” เขาเอ่ยเรียกด้วยเสียงเว้าวอน พร้อมทั้งหยุดเท้าที่กำลังก้าวเดินอยู่นั้นด้วย เขาหันหน้าลงมามองสบตากับเธอด้วยสายตาที่จริงจัง แล้วเอ่ยต่อไปว่า “คุณคือ ผู้นำที่เปรียบดั่งเสาหลัก เป็นเสมือนที่ยืดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในเซ็นเคเอาไว้ ...และเหนือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คุณก็คือหัวใจของผม รู้ใช่มั้ยครับ”

“โทชิ...” หัวใจของเธอยิ่งรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดเข้ามาอย่างแรงทุกครั้ง เมื่อได้สบสายตาสื่อความหมายอันลึกซึ้งนั้นของเขา

“ไม่เป็นไรหรอก...จีไม่ต้องตอบมันหรอก ผมก็แค่อยากให้จีรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับจีก็เท่านั้นเอง” แล้วโทชิก็กลับเป็นโทชิคนเดิม คนที่คอยส่งยิ้มอ่อนโยนให้เอ็นเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

“ขอบคุณนะ”


To be continued.






จิเอลเน่ เอ็น 

ไคโจของเซ็นเค




ฮิจิคาตะ โทชิโซ

ท่านรองของเซ็นเค ประธานผู้คุมกฏ



ผลงานอื่นๆ ของ jielne

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น