Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 13 : บทที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    16 ส.ค. 59

“โจวโจวไหวไหมครับ” จิ่งอวี๋เอ่ยถามคนที่มีอาการไม่สู้ดีตั้งแต่กลับมาจากทะเล ในขณะที่จิวเหลี่ยงอาการดีวันดีคืน แต่คนข้างกายเขากลับอาการแย่ลงอย่างไม่มีสาเหตุ

 

เว่ยโจวมีอาการวิงเวียนศีรษะบ่อยครั้ง หายใจติดขัด และบางทีถึงกับเป็นลมไปเลยก็มี เขาเองได้แต่ร้อนใจ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพราะเว่ยโจวไม่ใช่มนุษย์เฉกเช่นเขา ไม่ว่าจะหาข้อมูลจากในอินเทอร์เน็ตหรือในหนังสือก็ไม่มีวิธีบอกเอาไว้ นับวันอาการของคนตรงหน้าเขาก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอาการฝันร้ายที่เหมือนจะรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แต่เว่ยโจวมักบอกเขาเสมอว่าตนเองไม่เป็นไร แค่พักผ่อนสักหน่อยก็คงหาย ทั้งๆ ที่ก็เห็นแล้วว่าสิ่งที่เจ้าตัวกำลังทำอยู่มันไม่ได้ผล

 

เมื่อเขาเอ่ยถามให้กลับไปรักษาตัวที่โลกภูตเจ้าตัวก็มักจะโมโหใส่เขา จนเขาเคยคิดจะทำตัวใจร้ายเอ่ยไล่คนตรงหน้าไปให้เสียพ้นๆ ต่อให้เขาต้องโดนเว่ยโจวสาปแช่งก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ทำไม่ลงเพราะไม่อยากเห็นเว่ยโจวต้องเสียใจ

 

ไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้จะเรียกว่ารักได้หรือไม่ เพราะเขาเองก็ยังไม่เคยมีคนรักเป็นตัวเป็นตนเสียที ถึงแม้จะมีคนเข้ามาหาเขามากมาย แต่คนส่วนมากมักจะบอกว่าเขาดูเหมือนคนที่สร้างหอคอยเอาไว้ป้องกันตัวเองเสมอ จนพวกเขาไม่สามารถจะเข้าถึงได้ และรู้สึกว่าเขาพยายามปกปิดบางอย่างเอาไว้เสมอ ต่างจากเวลาที่เขาอยู่กับเว่ยโจว เขารู้สึกว่าสามารถแสดงตัวตนของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงข้อด้อยหรือความอ่อนแอของตัวเอง เขาไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลาอย่างที่ทำเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ เขามีความสุขและสบายใจเมื่อได้อยู่กับคนตัวเล็กคนนี้ และบางครั้งก็เหมือนจะเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องพูดอธิบายอะไรให้มากมายเลย

 

แต่ต่อให้มันเป็นความรักจริงก็คงเป็นแค่รักข้างเดียว เป็นรักที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ เพราะเว่ยโจวเป็นภูตแต่เขาเป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดา ไม่มีทางที่จะรักกันได้

 

ยิ่งพักหลังๆ มานี่ก้อนเนื้อเล็กๆ ที่อกด้านซ้ายของเขามักจะเต้นแรงขึ้นเมื่อตัวเล็กของเขายิ้มหรือหัวเราะออกมา แล้วเขาก็จะเผลอยิ้มตามไปด้วยเสมอ เขารู้สึกทรมานและทุกข์ทนเมื่ออีกฝ่ายต้องมีน้ำตา หรือรู้สึกไม่ดี เช่นเดียวกับวันนี้ เว่ยโจวนั่งหงอยอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร มือเล็กๆ ไล้ไปตามเทอร์ควอยซ์แต่ละเม็ดบริเวณข้อมือด้านซ้ายที่เขาเป็นคนออกแบบและสวมให้หลังจากกลับมาจากทะเลได้เพียงสองวัน


#

 

เทอร์ควอยซ์เป็นหินมีสีเหมือนกับน้ำทะเล มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หินมูลนกการเวก ชาวอินเดียนแดงเชื่อว่าหินชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งท้องฟ้า เป็นดั่งลมหายใจของชีวิตและวิญญาณ ส่วนในอียิปต์เชื่อว่าหินนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยเทพ เป็นตัวแทนของพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ มีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรค โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ นอกจากนี้ยังนำโชคในเรื่องของความรัก ช่วยให้ผู้สวมใส่ได้รับความปรารถนาดี และความซื่อสัตย์จงรักภักดีจากคนรัก ป้องกันอันตรายไม่ให้มากล้ำกราย และนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้เป็นเจ้าของ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อใดที่หินสีน้ำทะเลนี้เปลี่ยนสี แสดงว่าคู่ครองของผู้สวมใส่กำลังคิดนอกใจ และยังเชื่อกันว่าสีของเทอร์ควอยส์จะจางลงไม่สดใสหากผู้เป็นเจ้าของกำลังเจ็บป่วย

 

ถ้าความเชื่อดังกล่าวเป็นจริงดังว่าเขาก็ควรหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หินสีเทอร์ควอยส์ที่ข้อมือนั้นกลับมาสดใสอีกครั้ง

 

            จิ่งอวี๋มองคนที่ก้มลงกินโจ๊กที่เขาต้มให้อย่างเชื่องช้า พลางคิดหาทางพูดให้คนตรงหน้ากลับไปยังโลกภูตเพื่อรักษาตัว

 

            เว่ยโจวที่รู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องมองอยู่ยกหน้าขึ้นมาจากชามโจ๊ก แล้วยกยิ้มอ่อนแรงมาให้

 

            “ทานเยอะๆ นะครับโจวโจวจะได้แข็งแรงไวๆ เราจะได้ไปเที่ยวสวนสนุกกันนะครับ” เว่ยโจวพยักหน้ารับ ตักโจ๊กเข้าปากคำโต ก่อนจะไอออกมาอย่างรุนแรง จิ่งอวี๋ตรงเข้าไปลูบหลังและยื่นน้ำให้ เว่ยโจวพยายามจะวางแก้วน้ำที่ดื่มแล้วลงบนโต๊ะ แต่ก็ไม่สำเร็จ แก้วน้ำตกลงกระแทกพื้นจนเศษแก้วกระจัดกระจายไปทั่ว เสียงหอบหายใจดังขึ้นทำให้รู้ว่าคนตรงหน้าไม่สามารถหายใจได้อย่างสะดวก

 

            จิ่งอวี๋ช้อนตัวคนตรงหน้าขึ้นมุ่งหน้าไปยังเตียงนุ่มที่รออยู่ ตัวของคนในอ้อมแขนร้อนราวกับไฟเผา เพียงชั่วครู่ก็กลับเย็นเหมือนก้อนน้ำแข็ง แล้วก็กลับร้อนขึ้นมาอีก

 

            “พี่จิ่งอวี๋… โจวโจวหายใจไม่ออก” เว่ยโจวส่งเสียงออกมาอย่างอ่อนแรงด้วยความยากลำบาก

 

            “โจวโจวพี่ต้องทำยังไงโจวโจวถึงจะหาย?! พี่ไม่อยากเห็นโจวโจวเป็นแบบนี้เลย” น้ำเสียงร้อนรนเอ่ยถามขึ้นขณะที่จับมือคนตรงหน้าเอาไว้แน่นไม่ให้คนที่กำลังทรมานอยู่เผลอจิกเข้าไปในฝ่ามือตัวเอง

 

            “พี่จิ่งอวี๋… โจวโจวขอโทษ”

 

            “โจวโจวไม่ต้องขอโทษพี่ โจวโจว… โจวโจวกลับไปโลกภูตตอนนี้ได้ไหม ต้องทำยังไงบ้าง พี่จะช่วย โจวโจวจะได้หายนะครับ” จิ่งอวี๋หมดสิ้นหนทางและรู้สึกอึดอัดจนทรมานราวกับหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นบดขยี้ ภาพคนตรงหน้าที่กำลังทรมานแทบเป็นแทบตายแต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากมองอยู่แบบนี้

 

            “พี่จิ่งอวี๋…” คำพูดสุดท้ายเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากซีดๆ คู่นั้น

 

            “โจวโจว!!!!” จิ่งอวี๋ตะโกนเรียกอย่างตกใจแล้วดึงคนที่อยู่บนเตียงเข้ามาในอ้อมกอดหวังจะให้ความอบอุ่นได้บ้าง มือยาวตะเกียดตะกายดึงผ้านวมผืนโตมาคลุมตัวเองและเว่ยโจวเอาไว้ แม้เหงื่อจะออกมากแค่ไหนจิ่งอวี๋ก็ไม่สนใจ

 

จิ่งอวี๋ได้แต่กอดร่างนั้นเอาไว้แล้วพร่ำเรียกชื่อคนในอ้อมกอดไม่ขาดปาก เขาไม่รู้ว่าตัวเองกอดเว่ยโจวอยู่นานเท่าไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็กำลังจะตกดินแล้ว

 

            จิ่งอวี๋สังเกตว่าร่างของเว่ยโจวในอ้อมกอดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ร่างกายของเว่ยโจวค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ จนจมหายไปในกองเสื้อผ้าที่เจ้าตัวใส่ ปีกเล็กๆ งอกออกมาจากบริเวณแผ่นหลัง

 

            จิ่งอวี๋รีบดึงเสื้อผ้าเหล่านั้นออกแล้วนำชุดเล็กจิ๋วในกระเป๋าเจ้าตัวออกมาพยายามใส่ให้อย่างเบามือ เขาวางร่างเล็กๆ นั่นลงในอุ้งมือแล้วเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาทำเป็นผ้าห่มถึงสามผืน ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงแล้วปาดหยดน้ำที่ไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อหรือน้ำตาออกจากใบหน้าของตนเองเพียงเพราะไม่อยากให้โดนคนตัวเล็กที่นอนหลับใหลอยู่

 

            ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน เสียงเย็นๆ ก็ล่องลอยมาตามสายลม

 

            “เจ้ามนุษย์หน้าโง่ เว่ยโจวต้องดับสิ้นก็เพราะเจ้า ฮ่าๆๆๆๆ เจ้ารู้ตัวไหมว่าเจ้าเป็นคนฆ่าเว่ยโจวด้วยมือของเจ้าเอง” 

 

            “หมายความว่ายังไง?! แล้วคุณเป็นใคร ออกมาสิ!” จิ่งอวี๋ได้แต่เอ่ยถามขณะเอื้อมมือไปเปิดไฟเพื่อเพิ่มความสว่างภายในห้อง แต่เขากลับมองไม่เห็นใครหรืออะไรอยู่ดี เขาเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานขณะที่พยายามพูดคุยเพื่อถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ

 

            “หึหึ ถ้าเจ้าจะรู้จักสังเกตดูบ้าง เว่ยโจวอาการแย่ขึ้นทุกครั้งหลังทานอาหารที่เจ้าทำ” เสียงปริศนาเอ่ยปนหัวเราะออกมา

 

            “คุณช่วยเขาหน่อยได้ไหมผมขอร้อง ให้ผมทำอะไรก็ได้ คุณอยากได้อะไรผมก็จะให้” จิ่งอวี๋เอ่ยขอร้องอย่างหมดหนทาง เมื่อเห็นทางไหนที่พอจะช่วยได้ก็ไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปหาทันที

 

            “เห็นทีว่าคงจะไม่ได้ เพราะสิ่งที่ข้าอยากได้ก็คือชีวิตของคนที่เจ้าเพิ่งฆ่าไปยังไงล่ะ ขอบใจเจ้ามากที่ทำให้งานของข้าง่ายขึ้น ลาก่อนจิ่งอวี๋ หลับให้สบายเถอะนะเว่ยโจว” เสียงนั้นเงียบไปแล้ว ไม่ว่าจะตะโกนมากแค่ไหนก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมานอกจากเสียงของตัวเอง แล้วเว่ยโจวก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมามองหน้าเขาอีกครั้งไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม

           

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาหาจนไม่สามารถจะทรงตัวให้ยืนอยู่ได้อีก หยาดน้ำตาไหลออกมาราวกับทำนบที่กั้นเอาไว้มานานพังทลายลง... 






-To be continued-


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #30 Faibook42 (@failikebook) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 22:48
    อ้าว ทำไมตอนนี้โจวโจวเราเป็นงี้ไปได้ นี้คิดว่าที่โจวโจวอาการแย่ลงเพราะไปช่วยแม่ของเฟิงให้อาการดีขึ้นแน่ๆ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับอาหารที่จิ่งทำ ส่วนเสียงปริศนานั้น คงเป็นอริกับโจวโจวมะ 5555
    #30
    1
    • #30-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 13)
      7 กันยายน 2559 / 23:13
      ต้องตามโคนันมาพิสูจน์ค่ะ ^O^
      #30-1
  2. #26 ZHOUTO (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2559 / 19:08
    ค้างงงงงง ไรท์ มาต่อเร็วๆน๊าาาาา
    #26
    1
    • #26-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 13)
      20 สิงหาคม 2559 / 23:46
      มาแล้วค๊า แวบๆ
      #26-1
  3. #25 nuchybook (@nuchybook) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2559 / 09:02
    รอๆๆๆๆ เว่ยโจวต้องตื่นน้าาาา
    #25
    1
    • #25-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 13)
      20 สิงหาคม 2559 / 23:46
      สงสัยต้องให้พี่จิ่งจุมพิต อิอิ
      #25-1