Fairy Tell [Yuzhou]

ตอนที่ 14 : บทที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 ส.ค. 59

จิ่งอวี๋นั่งกอดเข่าเงียบๆ อยู่ที่มุมห้องไม่ห่างจากเตียงนัก ไม่รับรู้ถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป แต่อากาศที่เย็นลงก็ทำให้เขากระชับอุ้งมือให้แน่นขึ้นได้ เขาเหม่อมองร่างเล็กที่นอนนิ่งอยู่แบบนั้น ไม่แม้แต่จะรับรู้ถึงการปรากฏตัวของบุคคลแปลกหน้า จนกระทั่งมืออุ่นๆ แตะลงบนบ่า

 

            “จิ่งอวี๋… พอเถอะ” สุ่มเสียงแว่วหวานดังขึ้น เรียกให้จิ่งอวี๋หันกลับมามอง

 

            ผู้หญิงที่มีดวงหน้างดงามกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง ผมสีดำสนิทช่วยขับความงามจากใบหน้าให้เด่นชัดยิ่งขึ้นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่มองตรงมาทำให้เขาสามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นได้เป็นอย่างดี เธอยืนมือออกมาตรงหน้าแล้วเอ่ยคำขอ

 

            “เจ้าจะช่วยส่งองค์ชายมาให้ข้าได้หรือไม่”

 

            “องค์ชายองค์ชายอะไรหรือเพียงเพราะว่าเขาเป็นองค์ชายพวกคุณเลยทำร้ายเขาอย่างนั้นเหรอ ผมไม่มีวันส่งเขาให้พวกคุณเด็ดขาด ถ้าอยากได้ก็ต้องข้ามศพผมไปก่อน” จิ่งอวี๋ยันตัวขึ้น แล้วมองตาขวางไปยังคนที่ลุกตามขึ้นมาอย่างช้าๆ

 

            “เจ้าเด็กโง่! ส่งองค์ชายมาให้พวกข้าเดี๋ยวนี้ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน” ผู้ชายร่างสูงใหญ่ตรงเข้ามาหาพลางเอ่ยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ดวงตาสีมรกตที่จ้องมาทำให้จิ่งอวี๋เผลอมองเจ้าของดวงตาสีมรกตอีกคู่ เปิดโอกาสให้โดนประชิดได้อย่างง่ายดาย มือใหญ่จับแขนจิ่งอวี๋ที่ขัดขืนเอาไว้แน่น

 

            “ท่านพี่หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เพียงสัมผัสบางเบาที่ต้นแขนเท่านั้นมือใหญ่ก็คลายออก

 

            “ปล่อยให้ข้าคุยกับเขาเถอะ” ร่างใหญ่พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะยอมถอยออกมาแต่โดยดี

 

            “จิ่งอวี๋ฟังข้า… พวกข้าไม่มีวันคิดร้ายต่อองค์ชายเด็ดขาด เชื่อใจข้าเถอะ ส่งองค์ชายมาให้ข้าดูอาการหน่อยได้หรือไม่”

 

            จิ่งอวี๋นิ่งคิดไปชั่วครู่ก็เอื้อมมือออกไปข้างหน้า หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนยาวกร่อมเท้าเยื้องย่างเข้ามาหาพลางช้อนร่างเล็กๆ นำไปวางลงบนเตียง แล้วเปลี่ยนแปลงขนาดร่างกายให้มีขนาดที่ใกล้เคียงกัน ปีกเล็กๆ ปรากฏอยู่บริเวณกลางหลัง แสงระเรือล้อมรอบกายเล็กๆ นั้นเอาไว้ เธอนั่งลงด้านข้างแล้วเริ่มจับบริเวณข้อมือของคนที่นอนอยู่

 

            “ภรรยาข้าไม่ทำอะไรองค์ชายหรอก อีกอย่างนางเชี่ยวชาญวิชาการรักษาเป็นอย่างดี…” ร่างใหญ่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นจิ่งอวี๋จ้องร่างเล็กๆ บนเตียงแทบไม่กระพริบตา

 

“เจ้าช่วยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังได้หรือไม่” จิ่งอวี๋พยักหน้ารับแล้วเริ่มเล่าถึงอาการของเว่ยโจวและเสียงปริศนาที่ได้ยินให้แก่คนร่างใหญ่ฟัง

 

            “ผู้หญิงอย่างนั้นรึ ข้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะเป็นผู้ใด” คนกล่าวมีสีหน้าเคร่งเครียด

 

“ข้าขอตรวจสอบห้องของเจ้าเสียหน่อยนะ” ผู้ชายคนนั้นกลายร่างเป็นภูตตัวเล็กแล้วบินไปรอบห้อง หยิบนู้นจับนี่ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาหยิบโจ๊กในชามขึ้นมาวางไว้ในฝ่ามือ เทลูกไฟจิ๋วออกมาจากกระบอกไม้ที่มีลวดลายงดงามสลักอยู่โดยรอบ โบกมือไปมาสองสามทีแล้วยกมือขึ้น เกิดสายลมพัดผ่านเพียงบางเบา ทันใดนั้นไฟก็ลุกท่วมทั้งฝ่ามือ แต่คนที่โดยไฟท่วมมือกลับไม่แสดงถึงท่าทางว่าเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย

 

เพียงชั่วครู่ไฟที่เคยลุกท่วมก็ค่อยๆ มอดจนดับสนิทไปในที่สุด เหลือทิ้งเอาไว้เพียงแค่เศษฝุ่นผงสีเทาบริเวณกลางฝ่ามือเท่านั้น เขาสูดดมกลิ่นแล้วใช้นิ้วแตะเข้าไปในปาก

 

“ผงวิญญาณภูต…” ภูตตนนั้นพึมพำออกมา แล้วบินตรงไปยังเตียงทันที

 

“ท่านพี่ดวงจิตขององค์ชายอ่อนแรงยิ่งนัก ราวกับคนที่อยู่ระหว่างการคงอยู่และการดับสิ้น แต่ข้ากลับหาสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้เลย” ภูตอีกตนเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล ไม่ต่างจากชายหนุ่มที่ยืนภาวนาให้ร่างที่นอนอยู่ปลอดภัย

 

“ข้าคิดว่าเป็นเพราะของสิ่งนี้”

 

“ผงวิญญาณภูต… ใครกันที่กล้าปองร้ายองค์ชายถึงกับใช้ของต่ำช้าเยี่ยงนี้!!” ภูตสาวเบือนหน้าหนีจากมือคู่นั้นแทบจะทันที เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ขณะที่อีกฝ่ายนำผงสีเทาเก็บเข้ากระบอกไม้อีกอันไป

 

“กลับไปข้าคงต้องเร่งสืบสวนโดยด่วน เจ้าอย่าได้แพร่งพรายความลับนี้ให้รั่วไหลออกไป” ภูตสาวพยักหน้ารับ ภูตหนุ่มจึงเร่งเอ่ยถาม

 

“แล้วเจ้ามีวิธีช่วยเหลือองค์ชายอย่างไรบ้าง?” 

 

“ถ้าเป็นผงวิญญาณภูตจริงก็ลำบากนักท่านพี่ ในตำราที่ข้าเคยร่ำเรียนบอกว่าไม่มียาชนิดใดที่จะสามารถรักษาอาการที่เกิดจากผงวิญญาณภูตได้ ที่ทำได้ก็แค่ประคองและรักษาตามอาการเท่านั้น อย่างที่ท่านพี่เคยเห็นในการสู้รบว่าภูตที่สัมผัสผงวิญญาณภูตเข้าไปในปริมาณมากจะดับสิ้นไปภายในเวลาไม่นาน หรือถ้าปีกสัมผัสกับผงวิญญาณภูตมันก็จะค่อยๆ กลืนกินปีกจนในที่สุดก็ไม่สามารถบินได้อีก”

 

ผงวิญญาณภูตสร้างขึ้นจากดวงจิตและกระดูกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ถูกฆ่า หรือทรมานจนตาย จากนั้นนำกระดูกและดวงจิตเหล่านั้นมากังขังเอาไว้ให้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างไม่สามารถหาสิ่งใดมาเปรียบได้ เมื่อผงวิญญาณภูตถูกนำมาใช้ ดวงจิตที่มีแต่ความอาฆาตพยาบาทเหล่านั้นจะเข้าทำลายสิ่งที่มันได้พบเจอเพื่อเป็นการแก้แค้น เพียงเพราะพวกมันเข้าว่าใจที่ตนเองพบคือสิ่งที่ทำร้ายพวกมัน

 

ผงวิญญาณภูตนั้นไร้สีไร้กลิ่นจึงยากแก่การตรวจสอบ จำเป็นต้องใช้พลังจากพระอัคคีในการเผาผลาญเท่านั้นจึงจะปรากฏรูปลักษณ์ที่แท้จริงให้เห็น ผงวิญญาณภูตจึงเป็นของที่เป็นภัยอย่างมหันต์ และถือเป็นของต้องห้ามในดินแดนภูต

 

“ผู้ที่รับผงวิญญาณภูตเข้าไปในร่างกายในปริมาณที่ไม่มากพอจะทำให้ดับสิ้น ผงวิญญาณภูตจะหลอกล่อดวงจิตเอาไว้ภายในร่างกาย คนที่โดนมักจะมีอาการหลับลึกและเห็นสิ่งชั่วร้ายภายในฝัน แต่กลับไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ด้วยตนเอง และต้องทรมานจากฝันนั้น จากนั้นมันจะกังขังดวงจิตของเจ้าของร่างเอาไว้ภายใน แล้วค่อยๆ กลืนกินดวงจิตนั้น”

 

“แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่องค์ชายโชคดีที่ไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง แม้ว่าองค์ชายจะทานมันเข้าไปในร่างกายแต่ก็เป็นจำนวนที่น้อยนักเมื่อเทียบกับที่ใช้ในช่วงสู้รบกัน นอกจากนี้องค์ชายยังได้รับพลังจากหินมูลนกการเวกทำให้ผงวิญญาณภูตไม่สามารถทำร้ายองค์ชายได้อย่างเต็มที่ แต่การรักษานั้น…”

 

“ไม่เป็นไรนะ ข้าเชื่อว่าองค์ราชาและองค์รานีจะเข้าใจ เจ้าทำดีที่สุดแล้ว” ภูตหนุ่มเอื้อมมือไปกุมภูตอีกตนเอาไว้

 

“พวกคุณจะบอกว่าไม่สามารถรักษาเว่ยโจวได้อย่างนั้นเหรอครับ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน

 

“จริงๆ แล้วข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณ มีอยู่วิธีหนึ่งที่จะรักษาอาการนี้ได้ แต่การจะรักษานั้นจำเป็นจะต้องใช้ดวงจิตของคู่ทางจิตวิญญาณของเจ้าของร่าง”

 

“แต่ว่า…” ภูตหนุ่มเอ่ยขัดขึ้นมา

 

“ท่านพี่… ข้าอยากทำให้ดีที่สุด และข้าไม่สามารถตัดสินทางเดินชีวิตของใครได้ ข้าไม่อยากทำผิดซ้ำสอง ครานี้ข้าจะให้เขาเป็นผู้เลือกทางเดินของตนเอง”

 

“แต่ข้าคิดว่า…”

 

“ได้โปรดเถิดท่านพี่ ให้ข้าบอกความจริงแก่เขา” ภูตหนุ่มพยักหน้ารับ ภูตสาวบินมาด้านหน้าของชายหนุ่มแล้วเริ่มพูด

 

“จิ่งอวี๋ได้โปรดฟังข้า แม้มันอาจเป็นสิ่งที่ยากจะเชื่อสำหรับเจ้า แต่ทุกสิ่งที่ข้าจะพูดนับตั้งแต่วินาทีนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสัตย์จริง และทางเลือกนั้นเจ้าจำเป็นจะต้องเลือกด้วยตัวของเจ้าเอง”

 

“ข้ามีนามว่า จิ่นเอ๋อ ส่วนท่านผู้นี้เป็นจอมทัพแห่งโลกภูตรานามว่า หลิ่งอี้ เมื่อนานมาแล้วพวกข้าทั้งคู่ได้ผ่านการอภิเษกและบุตรของพวกข้าก็ได้ถือกำเนิดขึ้น บุตรแห่งข้ามีนามว่า จิ่งอวี๋” จิ่งอวี๋พยักหน้ารับ และคิดว่าชื่อของตัวเองช่างโหลยิ่งนัก แม้กระทั่งในโลกภูตเองก็ยังมีคนที่ชื่อเหมือนกันกับเขาอยู่อีก

 

“จิ่งอวี๋เจ้าเป็นบุตรของเรา” เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ หลิ่งอี้จึงเอ่ยสำทับขึ้น

 

“ผมว่าพวกคุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ แต่ผมเป็นมนุษย์ไม่ใช่ภูต” จิ่งอวี๋เบิกตากว้างมองภูตสองตนอย่างไม่เชื่อถือเท่าไหร่นัก สมมติว่าวันนึงมีคนมาบอกว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นเอเลี่ยนเขาก็คงไม่เชื่อเหมือนกันนั่นแหละ และยิ่งไปกว่านั้นถ้าดูจากหน้าตาแล้วภูตทั้งสองน่าจะมีอายุห่างจากเขาไม่กี่ปีเท่านั้น

 

“ข้าหาได้เข้าใจผิดไม่ เมื่อสักครู่ที่ข้าสัมผัสเจ้า ข้าก็สัมผัสได้ถึงดวงจิตแห่งภูตที่อยู่ภายในตัวเจ้า ถึงแม้มันจะเบาบางมากก็ตาม” ภูตสาวนามจิ่นเอ๋อเอ่ย

 

“ผมเป็นภูต? แต่ผมไม่มีปีก หูผมก็ไม่แหลม แล้วผมจะเป็นภูตได้ยังไง?” หลิ่งอี้ไม่ตอบคำถาม แต่กลับให้ทางเลือกกับเจ้าตัวแทน

 

“เรื่องมันยาวนัก ข้าสัญญาว่าจะเล่าให้เจ้าฟังในภายหลัง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าในตอนนี้คือการรักษาองค์ชาย แต่พวกข้าไม่บังคับเจ้าหรอกนะ เพราะเจ้าเองก็ถือว่าเป็นคนของโลกมนุษย์”

 

“สมมตินะครับว่าผมเป็นภูต เป็นเอ่อ…ลูกพวกคุณจริงๆ แต่พวกคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมเป็นคู่ทางจิตวิญญาณของโจวโจว เอ่อ เว่ยโจวน่ะครับ”

 

“คู่ทางจิตวิญญาณมักจะมีจิตที่สื่อถึงกัน เมื่อพบกันครั้งแรกจะมีเส้นใยแห่งจิตวิญญาณแสดงออกมาให้เห็น และพวกข้าเป็นผู้ที่ประจักษ์แก่สายตาของตนเอง ถ้าเจ้ายังไม่เชื่ออีกข้าจะแสดงให้เจ้าดู”

 

จิ่นเอ๋อ และหลิ่งอี้ขยับไปยืนอยู่ด้านข้างของเว่ยโจวแล้วเริ่มเอ่ยวาจา

 

“ในนามแห่งข้าผู้ผูกดวงจิตเป็นหนึ่งเดียว ขอเส้นใยแห่งจิตวิญญาณจงปรากฏแก่ผู้ที่เป็นคู่ทางจิตวิญญาณของกันและกัน” สิ้นคำ ลำแสงสีแดงเส้นเล็กๆ ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากฝ่ามือด้านซ้ายของร่างที่นอนอยู่จนไปบรรจบกับฝ่ามือด้านซ้ายของจิ่งอวี๋ที่ยืนนิ่งอยู่ แต่เส้นนั้นกลับดูบางเบา และซีดจางนัก

 

จิ่งอวี๋ได้แต่ยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่นานนักเส้นสีแดงนั้นก็จางหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ บางทีสิ่งนี้อาจจะพออธิบายได้ว่าทำไมเมื่อครั้งที่เว่ยโจวใช้มนต์กำบังกายแล้วเขาถึงยังเห็นเจ้าตัวอยู่ ทั้งๆ ที่คนอื่นรอบกายเขามองไม่เห็น

 

“สิ่งที่เจ้าเห็น แสดงให้เห็นว่าเจ้ายังมีดวงจิตแห่งภูตหลงเหลืออยู่ในภายใน แต่ถึงกระนั้น การรักษาที่ข้าว่า ข้าเองก็ยังไม่เคยลองรักษาหรือว่าเห็นการรักษานั้นด้วยตาของตนเอง ดังนั้นข้าไม่สามารถยืนยันได้ว่าการรักษานั้นจะสำเร็จหรือไม่” จิ่นเอ๋อเอ่ยขึ้น

 

“บุตรแห่งข้า พวกข้าได้ให้ทางเลือกแก่เจ้าแล้ว ขอเจ้าจงเป็นผู้ตัดสินทางเดินด้วยตัวของเจ้าเองเถิด” หลิ่งอี้เอ่ยสำทับแล้วยืนนิ่งรอการตัดสินใจจากคนตรงหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงความเงียบสงัดเท่านั้นที่กำจายอยู่ทั่วทุกอณูของห้อง

 

บนโต๊ะทำงานมีซองจดหมายสีขาววางสงบนิ่งอยู่ ด้านบนของมันถูกหินสีดำขลับที่มีรูขนาดใหญ่ตรงกลางวางทับเอาไว้…

 

 

 

 

-To be continued-

 

 

 

ชื่อ และความหมายค่ะ

หลิ่งอี้ - ความแข็งแกร่งแห่งสายลม ภูตธาตุลม

จิ่นเอ๋อ - ความหนักแน่น ภูตธาตุดิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #31 Faibook42 (@failikebook) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 22:56
    เนื้อเรื่องพลิกเลย จิ่งเป็นลูกภูตหรอเนี้ย เค้าเดาเนื้อเรื่องผิดไปหมดเลย -.- แต่ดีใจที่ตอนนี้ก็ได้รู้ว่าจิ่งกับโจวเกิดมาคู่กันจริงๆ 55555 ชอบบบบ
    #31
    1
    • #31-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 14)
      7 กันยายน 2559 / 23:15
      เราเกิดมาเพื่อเป็นของกันและกัน นี่คือบัญชาของสรวงสวรรค์ #โดนปารองเท้าใส่
      #31-1
  2. #27 ZHOUTO (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2559 / 21:46
    สนุกมากครับ รอตอนต่อไปนะครับ ^_^
    #27
    1
    • #27-1 alohapsyche (@jarnaka) (จากตอนที่ 14)
      31 สิงหาคม 2559 / 21:34
      ขอบคุณค๊า ^^
      #27-1