โรคไหลตายคือ โรคที่คนถึงแก่ความตายอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อน ปกติจะเป็นคนที่มีความแข็งแรงดี ความตายไม่มีสาเหตุชัดเจน และมักจะหาสาเหตุไม่พบ ก่อนเข้านอนก็ปกติดี พอเช้ากลับพบว่าเสียชีวิตแล้ว อาจจะมีน้ำลายฟูมปาก บางรายที่มีคนเห็นก็มักจะเล่าว่าพอนอนหลับสักครู่ ก็เกิดอาการผิดปกติ ชักเกร็ง กระตุกแล้วก็เสียชีวิตต่อมา คำว่าไหลตาย เป็นศัพท์มาจากภาษาอีสาน ภาคเหนือ เรียกว่า "หลับรวด" ในฟิลิปปินส์ เรียกว่า Bangungut ภาษาลาวเรียกว่า "ทำมะลากากิก" แต่ภาษาแพทย์ เรียกว่า SUDS ย่อมาจาก Sudden Unexplained/Unexpected Death Syndromes แปลเป็นภาษาไทยว่า "กลุ่มอาการโรคที่ตายอย่างไม่คาดฝัน ไม่สามารถอธิบายได้อย่างเฉียบพลัน" โรคนี้เป็นที่ฮือฮามาก เพราะว่าส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในต่างแดน เมื่อครั้งผมยังเป็นหนุ่มอยู่ ได้ไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบียก็จะพบคนไทยไหลตายเป็นประจำ ส่วนมากจะพบในคนงานระดับกรรมกร ที่นอนดึก ใน Labour Camp คือค่ายของคนงานซึ่งเป็นที่ฉงนฉงายของตำรวจซาอุมาก จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการกระตุ้นการค้นคว้าเพื่อที่จะหาสาเหตุ การรักษาและการป้องกัน
ไหลตายเกิดจากอะไร ?
ยังไม่มีใครทราบสาเหตุแท้จริงของโรคไหลตายว่าเกิดจากอะไรแน่ ทราบเพียงแต่กลไกพยาธิสภาพของร่างกาย ว่าเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ร้ายแรงชนิดเวนตรเกิล บีบตัวผิดปกติ (Ventricular Fibrillation) ซึ่งพยาธิสภาพที่ยืนยันมาจากผู้ที่รอดชีวิตที่มาโรงพยาบาลทัน และจากผู้ป่วยที่ทำการวิจัย แต่สาเหตุว่าทำไมจึงเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคใดมาก่อนเลย ตรงนี้ยังมืดมนอยู่ จากการศึกษาโรคไหลตายในประเทศไทย ในปี 2537 โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์กุลวี เนตรมณี เป็นหัวหน้าโครงการได้ทำการศึกษาร่วมกับหลายสถาบัน พบว่าสาเหตุโรคไหลตายมาจาก VF หรือ Ventricular Fibrillation และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจะมีลักษณะของคลื่นไฟฟ้า EKG ใน Lead V1 และ V3 เหมือนกับผู้ป่วยโรค Brugada Syndrome ซึ่งค้นพบในปี 1992
คำถามน่าพิศวงเกี่ยวกับ " ไหลตาย"
...ทำไมโรคไหลตายจึงพบมากในคนอีสาน ? (ความจริงภาคอื่นก็มีแต่พบน้อยมาก เมื่อนำมาเทียบกับภาคอีสาน) ...ทำไมพบมากในชาย มากกว่าหญิง ? ...ทำไมจึงเกิดในช่วงอายุคนวัยทำงาน ? ...ทำไมจึงเกิดในคนยากจนมากกว่าคนรวย ? ...มีความเกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น ข้าวเหนียวหรือไม่ ? ...เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติไหม เพราะพบได้ในคนลาว และเวียดนามเหมือนกัน ? คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่กำลังอยู่ในการทำวิจัยของหน่วยโรคหัวใจในหลายๆ สถาบัน แต่สิ่งที่คณะวิจัยทำการค้นพบปัจจัยเกี่ยวข้องแล้ว 2 เรื่องคือ 1. พบสารโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจาก กรรมพันธุ์ อาหาร ยา หรือสารที่ใช้บางอย่าง สารโปแตสเซียมมีความสำคัญต่อการนำไฟฟ้าหัวใจ เมื่อผิดปกติจะทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะและเสียชีวิตต่อมา แต่ผู้ที่เสียชีวิตจากโรคไหลตายก็มิได้มีโปแตสเซียมต่ำทุกรายเสมอไป 2. มีความผิดปกติของโรคหัวใจ แต่ผู้ป่วยมักจะไม่ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความผิดปกติในระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งไม่แสดงอาการออกมา วันหนึ่งเมื่อเกิดมีการกระตุ้นหัวใจผิดปกติจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติอย่างร้ายแรงขึ้น เหตุผลข้อนี้มีความน่าเชื่อถือได้มาก สิ่งที่กระตุ้นนั้นอาจจะเป็นภาวะโปแตสเซียมต่ำก็ได้ หรืออาจจะเกิดจากเหตุผลอย่างอื่น เพราะว่าบางรายที่เสียชีวิตก็พบว่ามีการผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย และประวัติครอบครัวซึ่งพี่น้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ทำให้คิดว่าความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจนี้ อาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ใครมีโอกาสเป็นโรคไหลตายมากที่สุด
ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็น "โรคไหลตาย" มากที่สุด คือผู้ที่เป็นญาติใกล้ชิดหรือสายตรง เช่น พี่ น้อง กับผู้ที่เสียชีวิตจากไหลตาย เนื่องจากพบความสัมพันธ์นี้สูงมาก จึงเชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ บางครอบครัวจะมีญาติที่เสียชีวิตจากโรคไหลตายหลายคนทีเดียว จึงยืนยันได้ว่าเป็นพันธุกรรม
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นไหลตายหรือ ไม่
การตรวจร่างกายแบบธรรมดา การตรวจเลือด หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ไม่สามารถจะบอกอะไรล่วงหน้าได้เลยว่า คนไข้คนไหนจะเกิดโรค "ไหลตาย" ในอนาคต เพราะว่าผลของการตรวจทุกอย่างจะปกติหมด การตรวจที่อาจจะมีประโยชน์คือ EPS หรือการตรวจศึกษาระบบสรีระวิทยาของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiologic Study) ซึ่งการตรวจค่อนข้างยุ่งยากบ้าง แต่อาจจะพอบอกได้ว่าหัวใจนั้น ไวต่อการเต้นผิดจังหวะร้ายแรงหรือไม่ ถ้าหากไม่…โอกาสที่จะเสียชีวิตจากไหลตายน่าจะน้อยลง แต่หากไวต่อการกระตุ้นโอกาสก็น่าจะมากขึ้น แพทย์จึงหาทางป้องกันการเสียชีวิตล่วงหน้าได้
รักษาอย่างไร
จะเห็นว่าเรายังไม่ทราบสาเหตุของโรคไหลตายที่ชัดเจน ฉะนั้นจึงยังไม่มีการรักษา หรือพูดได้เลยว่ายังรักษาไม่ได้ แต่จากการที่ทราบว่าโรคไหลตายเกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติร้ายแรงจนเสียชีวิต เราจึงสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ โดยการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจอัตโนมัติที่เรียกว่า DEFIBRILLATOR ซึ่งฝังไว้ภายในร่างกายของเรา เพื่อคอยกระตุ้นหัวใจเมื่อมันทำงานผิดปกติเราเรียกว่า ICD ย่อมาจากคำเต็มๆ ว่า IMPLANTABLE CARDIOVERTER DEFIBRILLATOR เมื่อหลายปีมาแล้วมีเพื่อนแพทย์ของโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทท่าน หนึ่งมีอาการหัวใจหยุดเต้นแบบนี้ และได้ใส่เครื่อง ICD ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเครื่องนี้ก็จะคอยปล่อยกระแสไฟฟ้าในขนาดที่เหมาะสมออกมาไปกระตุ้นหัวใจ เมื่อเกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะร้ายแรงขึ้น เครื่องก็จะไปกระตุ้นหัวใจให้ปกติกลับคืนมา เครื่องนี้มีราคาประมาณ 1 ล้านบาท แต่ปัจจุบันอาจลดราคาลงมาเหลือประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งก็ทำให้ท่านผู้นั้นมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลที่เริ่มทำโครงการวิจัยฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า ICD นี้ ปัจจุบันจะมี ร.พ.ศิริราช ร.พ.ภูมิพล ร.พ.ขอนแก่น และ ร.พ.รามา ที่แผนกหัวใจโครงการวิจัยเรื่องโรคไหลตาย สำหรับราคาและโครงการวิจัยนั้น อาจจะขึ้นกับการพิจารณาของแพทย์เกี่ยวกับประวัติของความเสี่ยงสูง เช่น เคยเป็นมาก่อนแต่โชคดีรอดชีวิต ประวัติครอบครัวเป็น และได้รับการตรวจพบว่า หัวใจไม่ไวต่อการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วย ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการป้องกันการเสียชีวิต ระหว่างการใช้เครื่อง AUTOMATIC ICD และเปรียบเทียบกับการกินยาต้านเบต้า จนกระทั่งมาสรุปในปี 25743 ได้พบว่าผู้ที่ได้รับการฝังเครื่อง AICD นั้นมีอัตราตายต่ำกว่ากลุ่มที่กินยาต้านเบต้า อย่างมีความสำคัญทางสถิติ อัตราตาย จากการกินยาต้านเบต้า BETA - BLOCKER ตาย ร้อยละ 4 อัตราตาย จากการฝังเครื่อง AICD ตายร้อยละ 0 (p=0.03) โดยการตาย ของ 4 รายจากการกินยาต้านเบต้าเกิดขึ้นเดือนที่ 1, 12, 15 และ 28 (MEAN SURVIVAL = 25.4 +- 1.8 เดือน) ผลจากการศึกษานี้จึงสรุปว่า การใช้เครื่อง AICD นั้นได้ผลดีจริง การศึกษาในเวลาต่อมา พบว่าโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อย่างแน่นอน เป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเรียกว่า AUTOSOMAL DOMINANT ชนิด INCOMPLETE PENETRANCE โดยมีความผิดปกติ อยู่ที่ GENE ที่ควบคุมโซเดียวใน CHROMOSOME คู่ที่ 3 โดยสรุป แล้วปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ส่วนการป้องกันเท่าที่ทำได้ คือ พยายาม IDENTIFY ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ VF (VENTRCULAR FIBRILLATION) ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะมีลักษณะของไฟฟ้าหัวใจเฉพาะใน LEAD V1 ถึง V3 ผู้ที่เคยรอดชีวิตจากการไหลตายมาแล้ว และผู้ที่เป็นโรคหัวใจเป็นลมหมดสติ และมีคลื่นหัวใจไฟฟ้าผิดปกติดังกล่าว ความผิดปกติด้านการแพทย์ของคลื่นไฟฟ้า EKG ของ V1 ถึง V3 นั้น จะพบว่ามี ST-ELEVATION ใน LEAD V1 หรือ V3 ร่วมกับการเกิดอาการของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แบบ RIGH BUNDLE BRANCH BLOCK ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
|
ความคิดเห็น