สัญญาร้าย...กลายรัก (Yaoi)

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 6 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,947
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 ส.ค. 51




“นี่ๆ ดูน้องเอกวุฒิสิ วันนี้ก็ยังหล่อเหมือนเคย”

เสียงของบรรดารุ่นพี่รุ่นน้องสาวๆ ที่พูดคุยซุบซิบกันอยู่ใกล้ๆ ทำให้ร่างเล็กบางที่กำลังขะมักเขม้นกับการอ่านหนังสือในห้องสมุดอดไม่ได้ที่จะหันมองตาม และก็ได้เห็นเรือนร่างสูงแกร่งของคนที่เป็นตกเป็นเป้าสายตาของทั้งหญิงแท้หญิงเทียมที่กำลังเดินเคียงคู่มากับคนคุ้นเคยที่เห็นกันมาตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลายแม้จะไม่ได้เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน คน... ที่เพียงแค่เห็นหน้าก็ทำให้หัวใจดวงน้อยแกว่งไกวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

คราแรกตัวเขาเองก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องราวของคนอื่นเท่าใดนักเพราะต้องการเรียนจบให้เร็วที่สุด แต่ข่าวคราวของคนที่เคยทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำก็ดังผ่านหูมาเป็นระยะทั้งเรื่องดีและไม่ดี จนกระทั่งเกิดความรู้สึกคุ้นเคย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ใครคนนั้นเปลี่ยนคู่ควงบ่อยเป็นว่าเล่นเสียมากกว่า

เกรดเฉลี่ยเทอมแรกที่ได้รับทำให้ใบหน้านวลปรากฏรอยยิ้มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ และอดที่จะรู้สึกดีไม่ได้เมื่อได้ยินว่าคนที่ตนได้ยินข่าวอยู่เสมอนั้นก็ได้เกรดเฉลี่ยสูงชนิดคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน คราแรกเขานึกว่าจะเป็นพวกลูกคุณหนูที่ยัดเงินเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เสียอีก พอมาได้ยินแบบนี้จึงต้องเปลี่ยนความคิดของตนเสียใหม่

และจากการได้ยินเพียงเสียงพูดคุยผ่านหูตั้งแต่ปีหนึ่ง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่สายตาคอยสอดส่ายหาร่างกายสูงแกร่งที่สังเกตเห็นได้แต่ไกล ไม่รู้ว่าตอนไหนที่ตนกลายเป็นฝ่ายเฝ้ารอข่าวคราวของคนคนนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แม้สมองจะเพียรปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจแอบฟังหรือบังเอิญมองเห็นก็ตาม แต่หัวใจนั้นกลับสั่นไหวทุกครั้งเมื่อรับรู้ถึงข่าว “คาว” ของ “คนที่คุ้นเคย”

ทั้งๆ ที่ตั้งใจที่จะตัดความรู้สึกดีๆ ที่เผลอมีให้กับคนๆ นั้นให้หมด แต่กลับไม่เคยทำได้เสียที จวบจนกระทั่งวันนั้น วัน... ที่ทำให้ความรู้สึกทั้งมวลขาดสะบั้นลง...

...............

“นาย... ธีรพงษ์ใช่ไหม”

เสียงทุ้มห้าวห้วนที่ดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้คนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทบทวนบทเรียนเพื่อเตรียมสอบต้องเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อพบว่าคนที่ยืนค้ำหัวเบื้องหน้าเป็นใคร ก่อนจะถูกปรับให้เป็นปกติเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมที่จ้องมองมาอย่างสงสัยกึ่งไม่แน่ใจ

ธีรพงษ์ไม่ตอบคำถาม ด้วยยังตกใจไม่หายที่เห็นร่างสูงแกร่งเบื้องหน้าที่เคยเห็นผ่านตามาหลายปีมายืนค้ำโต๊ะในระยะใกล้เช่นนี้ ร่างโปร่งนึกคำที่จะพูดด้วยไม่ออก จึงทำได้แต่เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบเท่านั้น

“ขอคุยด้วยหน่อยสิ” เอกวุฒิเอ่ยเสียงเข้มที่ฟังดูแล้วน่าจะเป็นคำสั่งมากกว่าคำขอร้องก่อนจะเดินนำหน้าออกไป ทิ้งให้คนตัวเล็กกว่าขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยกับคำพูดที่ได้ยิน แต่สองมือก็ยังคงเก็บข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะลงกระเป๋าและเดินตามแผ่นหลังสูงใหญ่ที่ไม่แม้แต่จะหยุดรอหรือหันกลับมาดูเลยว่าคนที่ตนพึ่งพูดคุยด้วยจะตามมาหรือไม่

เอกวุฒิพาร่างบางมายังห้องเรียนเล็กๆ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องสมุดนัก ร่างสูงแกร่งเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยพลางส่งสายตาเป็นเชิงบังคับกรายๆ ให้ธีรพงษ์เดินนำเข้าไป ก่อนที่คนตัวโตจะตามเข้าไป

เสียงคลิกเบาๆ ทำให้ธีรพงษ์หันกลับมามองต้นเสียงด้วยความแปลกใจ แต่เห็นว่าเอกวุฒิยังคงมีท่าทีนิ่งเฉยจึงเดาเอาเองว่าคงเป็นเสียงปิดประตูห้องธรรมดาๆ ไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะล็อคประตูเอาไว้

บรรยากาศภายในห้องอึมครึมเสียจนน่าอึดอัดเมื่อคนที่เอ่ยปากชวนยังคงยืนมองหน้าหวานซึ้งนิ่งๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มพูดคุยอะไรเลยสักนิด จนคนถูกมองหน้าทำตัวไม่ถูก ได้แต่ใช้สองตาสำรวจไปรอบห้องเป็นการฆ่าเวลา

“เอ่อ... นาย... เอ๊ย... คุณ... มีเรื่องอะไรจะพูดกับผมเหรอ” ธีรพงษ์ตัดสินใจถามออกไปเมื่อทนบรรยากาศกดดันไม่ไหว

อาการตะกุกตะกักอย่างคนทำอะไรไม่ถูกของร่างบางตรงหน้าทำให้เอกวุฒิยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกไม่ถึงเพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนอย่างธีรพงษ์จะมีมุมประหม่าแบบนี้ ตอนแรกเขานึกว่าธีรพงษ์ที่เงียบขรึมไม่สุงสิงกับใครจะเป็นคนประเภทมีความมั่นใจในตัวเองสูงและไม่สนใจใครชนิดที่หลายๆ คนให้คำจำกัดความว่าหยิ่งเสียอีก

แต่นี่กับเพียงแค่จะพูดคุยกับเขายังถึงกับทำตัวไม่ถูก แถมร่างผอมบางอย่างที่สาวๆ อยากเป็นยังสั่นนิดๆ จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าธีรพงษ์เห็นเขาเป็นสัตว์ประหลาดหรือไงถึงได้ทำท่าว่าหวาดกลัวเสียขนาดนั้น

เสียงหัวเราะที่หลุดออกมาอย่างแผ่วเบาของคนตัวใหญ่ทำเอาธีรพงษ์ชักฉุน ส่งค้อนให้คนที่เอาแต่หัวเราะไม่ยอมหยุด ตกลงว่าที่เรียกมานี่เพื่อต้องการขำกับท่าทางของเขาหรือไงกัน

“โอเคๆ ไม่ขำแล้ว” เอกวุฒิว่าหลังจากควบคุมอารมณ์ขันได้แล้ว ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอาง่ายๆ เลยแล้วกัน ฉันสนใจนาย”

สนใจ? เรานี่นะ?

ร่างเล็กบางนิ่งอึ้ง ตกตะลึงกับคำพูดที่ได้ยินผ่านโสตประสาท ใบหน้านวลขึ้นสีระเรื่อ หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเกิดจากอารมณ์ใดกันแน่ ระหว่างตกใจ หรือ.... ดีใจ

แต่คำพูดถัดมากลับทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวแปรเปลี่ยนเป็นด้านชาไปทันที

“ฉันอยากได้ตัวนาย ต้องการเท่าไหร่ก็ว่ามา”

เอกวุฒิถามอย่างคนเคยชินในการใช้เงินแก้ไขปัญหา คิดว่าคนตรงหน้าคงไม่ปฏิเสธเพราะคนที่เข้ามาในชีวิตส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ต้องการเงินจากเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเล่นตัวแค่ไหนพอได้ยินถึงค่าตอบแทนที่ได้รับก็รีบตะครุบกันแทบไม่ทัน

แต่จะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ชายหนุ่มใช้เงินซื้อตัวผู้ชายด้วยกัน แถมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันเสียด้วย ทั้งที่ปกติแล้วเขาจะคั่วอยู่กับคนที่หาได้ตามผับที่แวะเวียนไปเที่ยวเป็นประจำเสียมากกว่า

ธีรพงษ์ยืนนิ่งอีกครั้ง แต่ความรู้สึกที่ได้รับกลับแตกต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าเอกวุฒิเห็นพวกกระเป๋าหนักแถมยังเอาแต่ใจชนิดหาใครเปรียบไม่ได้ เนื่องจากเป็นลูกชายคนสุดท้องจึงถูกคนในครอบครัวตามใจจนเคยตัว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่รู้สึกผูกพันด้วยจะมาตีค่าของเขาด้วยเงินทองเช่นนี้

“คุณ... บ้าไปแล้วแน่ๆ” ร่างเล็กบางสบถเสียงแผ่ว ดวงตาสีน้ำทะเลจับจ้องเอกวุฒิราวกับเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่อยากพบเจอ “เชิญเอาเงินทองของคุณไปใช้กับคนอื่นเถอะ เพราะถึงผมจะยากจนแค่ไหนก็ไม่คิดสั้นถึงขนาดขายตัวเองกินหรอก”

“ไม่เอาน่าธีรพงษ์” เอกวุฒิส่ายหน้าอย่างระอากับอาการยโสแบบเด็กๆ ของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าธีรพงษ์จะเล่นตัวไปทำไมกันทั้งๆ ที่ยังไม่ทันพูดคุยกันให้ชัดๆ “นายยังไม่ได้ฟังเลยนะว่าฉันจะให้เท่าไหร่ อย่าเพิ่งปฏิเสธสิ”

“ผมบอกแล้วไงว่าไม่” ธีรพงษ์ว่าเสียงเรียบ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้เมื่อครั้งอดีตถูกคำพูดเชิงดูถูกกลบฝังไปจนหมด “ต่อให้คุณเอาเงินทองมากองไว้ตรงหน้ามากมายแค่ไหน ผมก็ขอยืนยันคำเดิม ผม... ไม่... ขาย... ตัว

น้ำเสียงปฏิเสธเรียบเฉยกับท่าทางนิ่งๆ ราวกับไม่แยแสตัวเขาของธีรพงษ์ทำเอาเอกวุฒิชักเริ่มมีอารมณ์กรุ่นๆ เขาอุตส่าห์ลงทุนมาพูดด้วยดีๆ แท้ๆ ยังมีหน้ามาปฏิเสธอีก

นายคิดว่าตัวเองเป็นใครหา... ธีรพงษ์

“ช่วยหลีกทางด้วย”

ธีรพงษ์เอ่ยกับร่างสูงแกร่งที่ยังคงยืนขวางประตูเอาไว้ แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากอีกฝ่ายสักนิด จนร่างเล็กบางชักเริ่มโกรธ

“หลีก!

แทนที่จะหลีกทางให้ เอกวุฒิกลับใช้สองมือดึงร่างเล็กบางอย่างรุนแรงส่งผลให้ธีรพงษ์ตัวปลิวเข้าซุกอกแกร่ง คนตัวเล็กกว่ากำลังจะเงยหน้าขึ้นต่อว่าแต่พอสบเข้ากับดวงตาคมที่ฉายแววดุดันก็ทำเอาคนปากกล้าชักหวั่นใจ

“คุณ... ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!” ธีรพงษ์พยายามสลัดกายให้หลุดพ้นจากวงแขนแกร่งที่พันธนาการตนไว้ เอกวุฒิจึงต้องกระชับอ้อมกอดแน่นเข้าไปอีกเพื่อให้ร่างบางหยุดดิ้นรนขัดขืนเสียที จนธีรพงษ์ยืนนิ่งอย่างเหนื่อยหอบนั่นแหละจึงค่อยคลายอ้อมแขนออกหลวมๆ

“มันยากนักหรือไงที่จะตอบรับความหวังดีจากฉัน” ร่างแกร่งกระซิบถามเสียงเข้ม ทำเอาคนที่สงบลงแล้วเริ่มโกรธขึ้นมาอีก

“ถ้าเป็นความหวังดีแบบนี้ ผมไม่ต้องการ” ธีรพงษ์ปฏิเสธเสียงเรียบ พยายามบังคับให้อารมณ์ของตนเย็นลง “เชิญคุณเอาเงินกับความคิดต่ำๆ ของคุณไปใช้กับคนอื่นเถอะ”

คำพูดเชือดเฉือนที่ได้ยินทำให้ความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดขาดผึง ชายหนุ่มรู้สึกโกรธ... ใช่... โกรธมาก ที่ธีรพงษ์ต่อว่าเขาแบบนี้ โกรธจนต้องหาอะไรมาปิดเรียวปากบางไม่ให้มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาพูดจาถากถางเขาอีก

เร็วเท่าความคิด เอกวุฒิบดขยี้ริมฝีปากของตนเข้ากับเรียวปากอิ่มที่กำลังเผยอขึ้นทันที แรงที่กดประทับลงมาหนักหน่วงเสียจนธีรพงษ์รับรู้ได้ถึงรสชาติเค็มปร่าของลิ่มเลือด ยังไม่ทันทำการประท้วงต่อต้านเรียวลิ้นหนานุ่มก็ฉกวูบเข้ามาความหาความหอมหวานจากภายในโพรงปากอุ่น หยอกล้อกับลิ้นเล็กที่พยายามถดถอยหนีอย่างไม่ลดละ

ธีรพงษ์รู้สึกดวงตาพร่าพรายไปหมด ลืมเลือนสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งว่าตอนนี้ตนควรปฏิเสธรสสัมผัสที่ถูกยัดเยียดมา ไม่ใช่ยืนนิ่งตอบรับความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดให้เช่นนี้

เอกวุฒิวนเวียนประทับจูบครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักพอ อ้อมแขนแกร่งที่เคยโอบกระชับบัดนี้เหลือเพียงแค่ประคองกอดไม่ให้คนในอ้อมกอดทรุดลงไปกองกับพื้นเท่านั้น บรรยากาศภายนอกเป็นเช่นไรไม่อาจทราบได้ รู้เพียงแต่ภายในห้องอบอวลไปด้วยความอบอุ่นหวานล้ำเสียจนอยากให้ความรู้สึกนี้คงอยู่ไปนานๆ

เสียงพูดคุยหยอกล้อจากภายนอกของคนที่เดินผ่านไปมาฉุดดึงให้ธีรพงษ์รู้สึกตัว ร่างเล็กบางอาศัยช่วงเวลาที่เอกวุฒิกำลังก้มลงมาประทับรอยฝ่ามือลงยังแก้มซ้ายจนอีกฝ่ายหน้าหัน จากนั้นจึงผลักร่างแกร่งของคนที่กำลังมึนงงให้ออกห่าง และวิ่งหนีออกจากห้องอย่างรวดเร็ว พยายามฝืนบังคับไม่ให้หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจรินไหลออกมา

พอกันที ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ จากนี้ต่อไปขออย่าให้ได้เจอะเจอกันอีกเลย

ข้างฝ่ายเอกวุฒิที่ยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังนั่งทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ความรู้สึกด้านชาที่ใบหน้าซีกซ้ายกับรสชาติของเลือดที่ได้รับบริเวณมุมปากแปรเปลี่ยนอารมณ์วาบหวามเมื่อครู่ไปเสียสิ้น เหลือไว้เพียงความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปฏิเสธจากคนที่วิ่งออกไปเมื่อครู่แทน ดวงตาคมจับจ้องไปยังประตูวาวโรจน์ ดุดันเสียจนคนที่มาพบขนลุกได้ง่ายๆ

“มันไม่จบแค่นี้แน่ ธีรพงษ์!

...............

“ตื่นได้แล้ว... คนดี”

เสียงทุ้มเข้มกระซิบปลุกอย่างหยอกเย้า กับแรงประทับจูบอ่อนหวานตรงแก้มนวล ทำให้ร่างเล็กบางที่กำลังขดตัวหลับใหลอย่างเป็นสุขขยับกายหนีพลางส่งเสียงอืออาคล้ายคนรำคาญ แพขนตางอนเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปิดสนิทเมื่อเห็นว่าที่นอนหนานุ่มเรียกร้องให้เอนกายลงนอนต่อ ส่งผลให้เอกวุฒิที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อดยิ้มขำกับอาการขี้เซาของคนที่นอนอยู่บนเตียงกว้างไม่ได้

ร่างสูงแกร่งในชุดคลุมสีเทาขยับกายเข้าใกล้อีกนิด พลางคิดหาวิธีปลุกคนขี้เซาให้ตื่นขึ้นมาทานอาหารที่สั่งให้ทางร้านนำมาส่งเมื่อครู่ ใจจริงเขาเองก็อยากให้คนตรงหน้าได้พักผ่อนต่ออีกสักนิด แต่คงทำอย่างนั้นไม่ได้ ด้วยรู้ดีว่าตั้งแต่ที่เขานำตัวมาด้วยจนถึงตอนนี้ร่างเล็กบางยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย แถมยังต้องมาเสียพลังงานกับกิจกรรมที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนอีก ถ้าไม่ทานอะไรเสียหน่อย ธีรพงษ์ที่ตัวผอมบางอยู่แล้วคงไม่มีแม้กระทั่งแรงที่จะฝืนกายลุกขึ้นมาจากเตียง

“นี่... ตื่นเถอะน่า... นะ”

น้ำเสียงออดอ้อนชนิดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังคลอเคลียใกล้ๆ ใบหู ทำเอาคนที่กำลังหลับอยู่เผลอขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างสงสัย เผลอคิดไปว่าตอนนี้คงกำลังฝันไปเพราะไม่มีทางที่คำพูดหวานๆ แบบนี้จะเล็ดลอดออกมาจากปากของใครคนนั้นในโลกแห่งความเป็นจริงแน่ ถึงอีกฝ่ายจะเคยเอาใจใส่เขามากแค่ไหนก็ตาม ร่างเล็กบางจึงทำเพียงแค่ยกมือขึ้นผลักใบหน้าคร้ามคมให้ออกห่างและขยับกายหนีไปยังอีกฝั่งของเตียงนอนแทน

“ไม่เอา... จะนอน...”

ธีรพงษ์งึมงำอย่างรำคาญผ่านหมอนนุ่มที่วงหน้านวลซุกซบลงเป็นการป้องกันการรบกวน ทางด้านเอกวุฒิเองก็ไม่ย่อท้อ ยังคงหาวิธีทำให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาให้ได้ เมื่อเห็นว่าธีรพงษ์ไม่ยอมให้ยุ่มย่ามทางด้านหน้าก็ย้ายมาทำด้านหลังแทน ร่างสูงก้มลงประพรมจูบไปทั่ว ไล่มาตั้งแต่ลำคอระหง ระเรื่อยลงไปตามแนวกระดูกจนถึงแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา

“พะ... พอได้แล้ว...”

ธีรพงษ์ขยับตัวไปมาเมื่อถูกรบกวนด้วยวิธีที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อรู้สึกจั๊กจี้ตามแนวไขสันหลัง พลิกตัวกลับมามองคนที่รบกวนการนอน จึงสบเข้ากับนัยน์ตาคมเข้มที่เปล่งประกายแวววาวจนต้องเสมองไปทางอื่น ใบหน้านวลขึ้นสีระเรื่อเมื่อจับความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผ่านมาทางดวงตาสีนิลคู่นั้นได้

“ริว... เอ่อ... มีอะไรหรือเปล่า” ธีรพงษ์ตัดสินใจถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตัวโตกว่าเอาแต่จับจ้องตนมาตั้งแต่เมื่อครู่ ร่างเล็กบางจึงหาทางเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น ไม่อย่างนั้นเห็นทีคงไม่ได้ลุกออกไปจากเตียงนี้แน่

เอกวุฒิพยายามควบคุมอารมณ์ปรารถนาที่คุกรุ่นขึ้นมาจากการกระทำของตน ตอนแรกเขาเพียงแค่ต้องการแกล้งให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาเท่านั้น แต่กลับเป็นการปลุกปั่นอารมณ์ดิบเถื่อนที่เพิ่งหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาด้วย ทำเอาชายหนุ่มชักอยากทำอย่างอื่นแทนการทานมื้อเย็นเสียแล้ว

“ตอนแรกก็ว่าจะปลุกให้มากินข้าวด้วยกันเสียหน่อย” เอกวุฒิบอกเรียบๆ แต่สองตากลับฉายแววระยับจนธีรพงษ์ชักไม่ไว้ใจ “แต่ตอนนี้ฉันอยากกินอย่างอื่นเสียแล้วสิ”

คนที่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกกินแทนอาหารเย็นสะดุ้งเฮือก  พยายามขยับกายหนีจากอุ้งมือหนาที่คว้ามา สองมือดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิดตัว โผล่ออกมาแค่วงหน้าขาวซีดที่มองมายังเอกวุฒิอย่างหวาดหวั่น ท่าทางสั่นๆ ราวกับลูกนกกำลังมีภัยนั้นทำให้ร่างแกร่งที่พยายามทำหน้าหื่นเข้าใส่หลุดหัวเราะคิก ร่างเล็กบางภายใต้ผ้าห่มจึงรู้ว่าตนถูกอีกฝ่ายแกล้งเข้าให้อีกแล้ว

“ริว!!

ธีรพงษ์แหวลั่นพลางขว้างหมอนที่วางอยู่ใกล้มือที่สุดไปทางเอกวุฒิที่ยังคงยืนหัวเราะอยู่ ยังผลให้ร่างสูงแกร่งต้องรีบหลบแทบไม่ทัน เมื่อเห็นว่าใบแรกไม่ได้ผล ใบที่สองและสามจึงตามไปติดๆ จนเอกวุฒิต้องวิ่งไปหลบอยู่หลังโต๊ะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ

“ถ้ายังขว้างมาอีกล่ะก็... ฉันจะทำให้นายไม่เหลือแม้แต่แรงจะยกหมอนเลยคอยดู!” เอกวุฒิขู่เสียงเข้ม ธีรพงษ์จึงต้องหยุดขว้างอย่างเสียไม่ได้

ไม่ใช่ว่ากลัวคำขู่หรอกนะ แค่... หมอนที่จะใช้ขว้างมันหมดพอดีต่างหาก

“เอ้า! ทีนี้ก็ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว จะได้มากินข้าวกันสักที” ร่างสูงแกร่งบอกหลังจากสงครามขนาดย่อยภายในห้องนอนสงบลง แต่ธีรพงษ์ก็ยังคงนิ่งเฉยจนเอกวุฒิแปลกใจ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นกับอาการดื้อของอีกฝ่าย ก่อนที่ดวงตาคมจะฉายแววเจ้าเล่ห์เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“หรือว่า... ไม่มีแรง”

“ไอ้บ้า!” ธีรพงษ์ตวาดลั่นพลางส่งค้อนให้ หากใบหน้านวลกลับแดงระเรื่อเมื่อได้ยินคำพูดแทงใจดำ ก็ไม่ใช่เพราะคนที่ยืนยิ้มระรื่นอยู่นั่นหรือไง ที่ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพน่าอนาถอย่างนี้

เอกวุฒิยิ้มขันกับร่างเล็กบางที่กำลังทำท่าขู่ฟ่ออย่างกับลูกแมวน้อย รู้สึกว่าเพียงแค่ไม่กี่วันที่อยู่ด้วยกันก็ทำให้ชายหนุ่มรู้จักธีรพงษ์ในแง่มุมต่างๆ ที่ไม่เคยพบมาก่อนมากยิ่งขึ้น แต่ไม่รู้ทำไมเขาจึงไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด กลับสนุกและเป็นสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้คนตรงหน้าด้วยซ้ำ นี่ถ้าหากธีรพงษ์รับรู้ถึงความในใจของเขาแล้วละก็คงได้ช็อกกันไปข้าง

ชักไม่อยากปล่อยนายไปแล้วสิ... ธีรพงษ์

“นายจะทำ... เฮ้ย!

ร่างเล็กผวาตัวเมื่อเอกวุฒิเดินเข้ามาช้อนตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว จึงเผลอโอบรอบคออีกฝ่ายเอาไว้ ผ้าห่มผืนบางเลื่อนหลุดลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นเรือนร่างขาวผ่องที่มีร่องรอยสีกุหลาบปรากฏไปทั่ว ทำเอาเจ้าของร่างรู้สึกอายเสียจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี แต่ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ซุกลงกับอกแกร่งเพื่อซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวของตนเอาไว้เท่านั้น

“หึๆ ... อุ๊ก...”

ธีรพงษ์ทุบเข้ากับอกหนาที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหัวเราะอย่างหมั่นไส้ รู้สึกว่าคนที่กำลังโอบอุ้มเขาไว้อย่างทะนุถนอมนี้จะมีความสุขเหลือเกินที่แกล้งเขาได้ นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องพึ่งให้คนตัวโตพาไปยังห้องน้ำล่ะก็ จะขย้ำคอให้จมเขี้ยวเลยทีเดียว

อย่าให้ถึงทีของเราบางละกัน จะทำให้เข็ดจนไม่อยากแกล้งกันไปอีกนานเลยคอยดู!

ถึงในใจจะคิดแบบนั้น ร่างเล็กบางกลับซุกใบหน้าเข้าหาอกกว้างพร้อมกับกระชับวงแขนที่โอบรอบคอแน่น ซึมซับความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจนถึงหัวใจ

เอกวุฒิมองดูท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันของร่างเล็กบางในอ้อมกอดด้วยความแปลกใจ แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ธีรพงษ์ทำตัวน่ารักแบบนี้ วงแขนแกร่งจึงกระชับร่างกายของอีกฝ่ายให้เข้ามาแนบแน่นยิ่งขึ้น ใบหน้าคมเข้มปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขขึ้นโดยไม่รู้ตัว

...............

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

218 ความคิดเห็น

  1. #172 SasSy~GirL (@paragraph) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 / 13:49

    กรี๊ด!!!!!!

    น่ารักอ่ะ  น่ารักมั่กมาก

    #172
    0
  2. #171 I\\\'m_Yakuzaprincess (@Yakuzaprincess9) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กันยายน 2551 / 23:21
    ให้ความรู้สึกเหมือนชายกับหญิงดี ถึงแม้ไม่ใช่ก็ตามแต่ แต่สนุกมาก
    #171
    0
  3. #170 ลูกกวาดสีส้ม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กันยายน 2551 / 02:55
    ว้าว...ตอนนี้น่ารักจังค่ะ
    #170
    0