คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS INFINITE] The Best Gift of My Life{Myungsoo x Seongyeol}

โดย INSPIRIT_LN

ซองยอลเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่เลื่องชื่อในเรื่องความเกเรและความแสบจนทำให้คนในโรงเรียนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้และยุ่งเกี่ยวกับเขา คิมมยองซูนักเรียนใหม่ที่พึ่งย้ายมากลับแตกต่างจากคนอื่นเพราะเขาคือคนเดียวที่กล้าจะเข้าใกล้ซองยอล

ยอดวิวรวม

703

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


703

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


20
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ก.ย. 58 / 17:46 น.
นิยาย [OS INFINITE] The Best Gift of My Life{Myungsoo x Seongyeol} [OS INFINITE] The Best Gift of My Life{Myungsoo x Seongyeol} | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




 The Best Gift of My Life  







Couple

MyungSoo x SeongYeol



Rate : PG-13



Update : 12/09/15



Author : INSPIRIT_L_N










 









                                           











                                      








ซองยอลเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่เลื่องชื่อในเรื่องความเกเรและความแสบ

จนทำให้คนในโรงเรียนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้และยุ่งเกี่ยวกับเขา

คิมมยองซูนักเรียนใหม่ที่พึ่งย้ายมากลับแตกต่างจากคนอื่น

เพราะเขาคือคนเดียวที่กล้าจะเข้าใกล้ซองยอล



 



เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ก.ย. 58 / 17:46









บริเวณกำแพงรั้วหลังโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังแห่งหนึ่ง ร่างเพรียวของเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักราวกับเด็กผู้หญิงสาวเท้ามาหยุดยืน ก่อนมือเรียวจะปลดกระเป๋าสะพายสีดำบนบ่าออกแล้วจับมันเหวี่ยงข้ามกำแพงไป หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ปีนกำแพงพาตัวเองข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วบ่งบอกได้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำมัน

 

 

“ อีซองยอล ” คือชื่อของหนุ่มหน้าสวยคนนี้ การโดดเรียนตามอารมณ์ความพึงพอใจของตัวเองถือว่าเป็นเรื่องปกติของซองยอล ชื่อเสียงของซองยอลเลื่องลือในเรื่องความเป็นเด็กแสบและเกเรอันดับหนึ่งของโรงเรียน ทั้งคดีหนีเรียน ชกต่อยกับเพื่อนนักเรียนด้วยกันทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน หรือแม้แต่มีเรื่องกับอาจารย์หลายๆคนในโรงเรียน แต่ซองยอลมักรอดพ้นจากคดีพวกนี้อยู่เสมอไม่ถูกให้ออกจากโรงเรียนนั่นเป็นเพราะว่าซองยอลมีฐานะเป็นหลานชายของเจ้าของโรงเรียนนี้ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าข้องเกี่ยวหรือเอาเรื่องกับซองยอล มีเพียงอาจารย์ในโรงเรียนบางท่านเท่านั้นที่กล้าว่ากล่าวตักเตือนบ้างเท่านั้น

 

 

" วันนี้ไปไหนดีวะ "

 

ซองยอลบ่นกับตัวเองเบาๆเพราะทุกครั้งที่เขาโดดเรียนถ้าไม่ไปขลุกตัวอยู่ตามร้านเกมก็ไปสวนสนุกบ้างเดินเล่นตามย่านช็อปปิ้งบ้าง แต่ครั้งนี้ซองยอลกลับรู้สึกเบื่อหน่ายอยากหาสถานที่ที่แปลกใหม่ไปจากเดิม

 

 

" นั่งรถไฟเล่นก็ได้วะ "

 

 

ซองยอลตัดสินใจให้กับตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็เดินลง SUB WAY ไป สวมใส่หูฟังอันโปรดนั่งรถไฟไปเรื่อยๆฟังเพลงไป พอสุดสายเขาก็เปลี่ยนสายใหม่ทำแบบนี้อยู่นาน สุดท้ายซองยอลก็รู้สึกเบื่อ ตากลมโตมองชื่อของสถานีถัดไปคือสถานียออึยนารุ ร่างบางจึงตัดสินใจลงที่สถานีนั้น เมื่อเดินขึ้นออกมาจาก SUB WAY ขาเรียวก้าวเดินไปตามทางเรื่อยๆ จากที่เบื่อหน่ายในคราแรก ซองยอลเริ่มรู้สึกสดใสและสบายตาขึ้นมาทันใดเมื่อเขาเดินเลาะมาตามถนนสายเลียบรัฐสภาซึ่งสองข้างทางเต็มไปดอกซากุระที่กำลังบานสะพรั่งเต็มต้น ย่านนี้มีชื่อเรียกว่า " ยออิโด" หากมาในช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่สวยงามมากที่สุดเพราะดอกซากุระจะบานแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นและจะบานเพียงแค่ 1 อาทิตย์ก่อนจะโรยราไป ยออิโดเป็นสถานที่ยอดนิยมที่คนในโซลต่างจะพากันมาชื่นชมความสวยงาม นอกจากนี้ยังมีการจัดงานเทศกาลซากุระอีกด้วย

 

 

ซองยอลเดินเลียบทางเดินไปช้าๆปลดหูฟังมาคล้องไว้ที่คอ รอยยิ้มน่ารักผุดขึ้นมาบนใบหน้าสวยเมื่อได้ดื่มด่ำความสวยงามของธรรมชาติรอบตัว ดวงตากลมโตมองดอกซากุระสลับกับมองผู้คนที่เดินชมซากุระเฉกเช่นเขา บางคนก็มาเป็นกลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว หรือไม่ก็คู่รัก น้อยคนนักที่จะมาเดินชมความสวยงามของธรรมชาติเพียงลำพังเช่นซองยอล แต่แล้วซองยอลก็ต้องชะงักเมื่อดวงตาสวยสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งเข้า ร่างหนาในชุดสีดำทั้งชุดแม้กระทั่งหมวกที่เขาสวมใส่ แต่ที่ทำให้สะดุดตาจนซองยอลไม่อาจละสายตาได้ก็คือเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังจริงจังกับการถ่ายรูปดอกซากุระด้วยกล้องในมือของเขา ใบหน้าคมงดงามราวกับรูปปั้น จมูกโด่งเป็นสัน ปากสวยได้รูป ดวงตาสีนิลทรงเสน่ห์ ช่างเป็นภาพที่น่าชวนมองตัดกับกลีบดอกซากุระสีชมพูสวยที่โปรยปรายอยู่เบื้องหลัง ซองยอลยืนนิ่งมองคนตรงหน้าอยู่นาน ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อคนที่เขาจับจ้องอยู่นั้นหันมาทางซองยอลเข้าพอดี ดวงตาคมสีนิลสบเข้ากับซองยอล ซองยอลรีบหลบสายตาคู่นั้นด้วยความตกใจก่อนจะเสก้มมองหน้าจอมือถือของตนที่อยู่ในมือด้วยความเก้อเขินที่เผลอตัวไปมองเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่เนิ่นนาน

 

 

หลังจากผลุบตาหลบลงต่ำอยู่พักใหญ่ซองยอลก็เงยหน้าขึ้นกวาดตามองไปยังตำแหน่งเดิม เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้นอีกแล้ว ซองยอลกวาดสายตามองไปรอบๆและแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมกันเด็กหนุ่มถึงหายตัวไปอย่างรวดเร็วเพียงนี้ ซองยอลละสายตาออกมาก่อนจะก้าวขาเรียวออกเดินต่อไปเรื่อยๆแต่ภาพใบหน้าคมเมื่อครู่นี้ยังคงติดตรึงในความคิดจนซองยอลต้องสะบัดหัวกลมเบาๆเพื่อไล่ภาพนั้นออกไป

 

 

สามวันต่อมา ช่วงเช้าก่อนเริ่มเรียนคาบแรก นักเรียนในห้องหลายคนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในวันนี้ บ้างเตรียมหนังสือเรียน บ้างเตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียน บางกลุ่มจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่สำหรับซองยอลแล้วช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากเหลือเกิน เด็กหนุ่มจึงฟุบหน้าลงบนโต๊ะเรียนของตนที่อยู่หลังสุดเหมือนที่ทำเช่นทุกวัน อาจารย์ประจำชั้นก้าวเข้ามาในห้อง เสียงจ๊อกแจ๋เมื่อครู่เงียบลง เด็กนักเรียนต่างพากันกลับเข้าที่นั่งของตนเรียบร้อย อาจารย์ประจำชั้นกวาดตามองไปรอบๆห้องก่อนจะส่ายหัวเบาๆเมื่อเห็นภาพคุ้นตาของซองยอลที่ฟุบนอนหลับโดยไม่นึกเกรงกลัวเขาแม้แต่น้อย

 

 

" วันนี้อาจารย์จะมาแนะนำเพื่อนใหม่ให้ทุกคนรู้จัก เขาพึ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่น ฝากดูแลเขาด้วยนะ "

 

 

อาจารย์ประจำชั้นกล่าวกับทุกคนในห้อง ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกใครบางคนจากข้างนอกห้องให้เดินเข้ามายืนข้างๆเขา เสียงซุบซิบของกลุ่มสาวๆดังฮือขึ้นมาเมื่อเห็นผู้ที่เข้ามาใหม่

 

 

" อะไรกัน เดี๋ยวเถอะนะ " อาจารย์ประจำชั้นดุนักเรียนจนเสียงของทุกคนเงียบลง

 

 

" แนะนำตัวให้เพื่อนรู้จักสิ "  อาจารย์ประจำชั้นหันมาเอ่ยกับเด็กหนุ่มข้างๆ

 

 

“ สวัสดีครับ ผมชื่อคิมมยองซู ผมพึ่งย้ายมาใหม่ ฝากตัวด้วยนะครับ

เด็กหนุ่มกล่าวแนะนำตัว กลุ่มสาวๆในห้องส่งเสียงออกมาอีก จนอาจารย์ประจำชั้นต้องหันไปปรามด้วยสายตาอีกครั้ง

 

 

“ รู้จักมยองซูแล้วนะ ยังไงฝากทุกคนดูแลเพื่อนด้วย  เอ๊...ให้มยองซูนั่งไหนดีนะ ”  อาจารย์ประจำชั้นสอดสายตาหาที่ว่างให้กับนักเรียนคนใหม่ก่อนจะชี้นิ้วไปยังที่ว่างหลังห้อง  “ มยองซูนั่งตรงนู้นละกันนะ มีที่ว่างพอดี ”

 

 

มยองซูพยักหน้ารับคำพูดของอาจารย์ประจำชั้น ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งที่อาจารย์ประจำชั้นชี้ให้กับเขา ท่ามกลางเสียงบ่นพึมพรำของกลุ่มสาวๆที่อยากให้มยองซูมานั่งข้างตนเอง มยองซูเดินไปยังโต๊ะที่ว่าง ดวงตาคมกวาดตามองคนที่นอนฟุบหลับเล็กน้อยก่อนจะลากเก้าอี้ออกมาจากใต้โต๊ะพาร่างของตนเองลงนั่ง แรงขยับจากคนข้างๆทำให้ซองยอลรู้สึกตัวตื่น เขาจึงเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะมองไปยังต้นเสียงแต่แล้วก็ต้องตกใจตาโต ปากเรียวสวยอ้าออกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อใบหน้าหล่อที่หันมามองเขาคือคนที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของซองยอลแม้เวลาจะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม

 
 

“ เฮ้ย !!!

ซองยอลอุทานออกมาแม้จะไม่ดังมากแต่ก็เรียกรอยยิ้มจากคนข้างๆได้เป็นอย่างดี ยิ่งอาการตกใจตาโตมากมายขนาดนั้นซ้ำยังสะดุ้งสุดตัวขยับตัวนั่งตรงยิ่งดูยิ่งขำระคนเอ็นดู

 

 

“ สวัสดี เราชื่อคิมมยองซู นายชื่อซองยอลใช่ไหม เมื่อครู่นายคงหลับเลยไม่ได้ฟังอาจารย์แนะนำว่าเราเป็นเด็กใหม่พึ่งย้ายมา เราขอนั่งด้วยนะ นายคงไม่ว่าอะไร ”

 
 

มยองซูเอ่ยกับซองยอลยืดยาวพร้อมรอยยิ้มน่ารัก ป้ายชื่อบนเสื้อสูทของซองยอลทำให้มยองซูรู้ว่าเขาชื่ออะไร ซองยอลมองภาพนั้นด้วยใจเต้นแรงก่อนจะปั้นหน้านิ่งเหมือนที่เคยทำเป็นปกติเอ่ยตอบมยองซูออกไป

 

 

“ ขอฉันทำไม อยากนั่งก็นั่งไปสิ เดี๋ยวอีกไม่นานนายก็จะไม่อยากนั่งตรงนี้เหมือนกับทุกคนในห้อง ”

 

ซองยอลเอ่ยเสร็จก็หันออกไปมองนอกหน้าต่าง มยองซูระบายยิ้มบางๆก่อนจะหันมาสนใจกับการหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดตามที่อาจารย์ประจำชั้นเริ่มสอน

 

 

ช่วงพักกลางวัน มยองซูเดินเข้ามาในโรงอาหารคนเดียวก่อนจะตรงเข้าไปซื้ออาหาร ขณะถือถาดอาหารออกมาจากร้าน กลุ่มนักเรียนหญิงที่อยู่ห้องเดียวกับเขา 5-6 คน ก็ตรงเข้ามาหาเขาเพื่อชักชวนให้มยองซูไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะของตน มยองซูยิ้มให้กลุ่มนักเรียนหญิงนั้นก่อนจะเอ่ยด้วยคำสุภาพ

 
 

“ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปนั่งกับซองยอลก็ได้ ” 

มยองซูพยักเพยิดไปทางซองยอลที่นั่งกินข้าวเงียบๆอยู่คนเดียวในมุมหนึ่ง

 

 

“ อย่านะมยองซู นายอย่าไปยุ่งกับซองยอลมาก แค่นั่งในห้องเรียนด้วยพวกเราก็เป็นห่วงจะแย่ ”

 

 

“ ใช่ๆ อย่าไปยุ่งกับเด็กเกเร นิสัยไม่ดีแบบซองยอลเลย ”

 

 

“ ซองยอลร้ายกาจมากนะมยองซู ควรห่างตัวอันตรายแบบนั้นไว้ ”

 

 

“ ใครๆก็ไม่อยากยุ่งอยากคบกับเขา ขนาดอาจารย์ยังขยาดเลย ”

 

 

เหล่านักเรียนหญิงต่างทักท้วงมยองซูเป็นการใหญ่ น้ำเสียงและท่าทางเมื่อเอ่ยถึงซองยอลบ่งบอกได้ว่าพวกเขาไม่ชอบซองยอลมากมายขนาดไหน มยองซูทำได้แค่ยิ้มรับคำพูดพวกนั้นก่อนจะเอ่ยตอบออกไป

 

 

“ ขอบใจนะที่เตือนฉัน ”

 

 

แล้วมยองซูก็ผละออกจากกลุ่มนักเรียนหญิงกลุ่มนั้น ถือถาดอาหารเดินไปที่โต๊ะที่ซองยอลนั่งก่อนจะวางถาดอาหารลงที่ฝั่งตรงข้ามและนั่งลง ซองยอลเงยหน้าจากจานอาหารมองคนตรงหน้าแม้จะรู้สึกแปลกใจมากที่มยองซูมานั่งด้วยแต่เขาก็ทำตัวเป็นปกตินั่งกินอาหารต่อไปทำเหมือนมยองซูไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น แต่แล้วซองยอลก็ต้องเงยหน้ามองคนตรงหน้าอีกครั้งเมื่อมยองซูเลื่อนขวดน้ำมาให้เขา

 
 

“ น้ำ นายไม่ได้ซื้อน้ำมาไม่ใช่หรอ ”

 
 

มยองซูเอ่ยบอกพร้อมส่งยิ้มให้ รอยยิ้มอ่อนโยนกับแก้มบุ๋มน่ารักทำให้ซองยอลใจสั่นอีกครั้งแต่เขากลับเลือกทำในสิ่งตรงข้าม ซองยอลทำหน้าไม่พอใจใส่มยองซูกลับไปพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ติดจะหงุดหงิด

 

 

“ ฉันซื้อเองได้ ไม่ต้องมายุ่ง !!!

 

 

“ ก็ซื้อมาเผื่อ ”   มยองซูยังคงใจเย็นตอบซองยอลออกไป

 

 

“ ไม่ต้อง !!! อย่ามายุ่งกับฉันอีกถ้าไม่อยากเจ็บตัว จำไว้ ” 

 
 

ซองยอลตวาดมยองซูเสียงดังลั่นก่อนจะลุกเดินออกไป มยองซูมองตามซองยอลไปก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ เขาไม่นึกโกรธซองยอลหรือกลัวคำขู่ของซองยอลแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกสนใจซองยอลมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

 

และบ่ายนั้นซองยอลก็โดดเรียนอีกครั้งและแอบขึ้นไปนอนอยู่ดาดฟ้าของอาคารเรียนจนหมดคาบเรียนในช่วงบ่าย เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนซองยอลก็กลับลงมาที่ห้องเพื่อเอากระเป๋าสะพายในห้องเรียนเพื่อกลับบ้าน แต่เดินไปยังไม่ถึงห้องเรียนเขาก็ต้องสะดุ้งเบาๆอีกครั้งเมื่อเจอมยองซูดักรอเขาอยู่ ซ้ำในมือยังยื่นกระเป๋าสะพายของเขาให้ซองยอลอีก ซองยอลรู้สึกหงุดหงิดอีกครั้งยิ่งเห็นรอยยิ้มคนตรงหน้าที่ส่งมาให้ เขาก็ยิ่งหงุดหงิดและทำตัวไม่ถูก ซองยอลจึงหน้าบึ้งใส่ก่อนเอื้อมมือจะไปกระชากกระเป๋าสะพายจากมือมยองซูคืน แต่มยองซูกลับเอากระเป๋าหนีมือเขา ซองยอลเริ่มโมโหและตวาดใส่มยองซูอีกครั้ง

 

 

“ เอามา !!! ”

 

 

“ ไม่พูดขอบคุณแล้วยังใช้น้ำเสียงที่ไม่น่าฟังอีกหรอ ”

 

 

“ เรื่องของฉัน !!! เอาคืนมา !!!!

 

 

ซองยอลตรงเข้าแย่งกระเป๋าจากมือมยองซู แต่มยองซูกลับเอาหนีไม่ให้ซองยอลแย่งมันคืนได้ ซองยอลยิ่งโกรธและโมโหมากขึ้น เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายมากระชากคอเสื้อมยองซูอย่างแรงด้วยสองมือ ก่อนจะตวาดให้มยองซูกลัวเขาเพื่อจะได้คืนกระเป๋าและเลิกยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเขาอีก

 

 

“ จะคืนดีๆ หรือจะคืนด้วยน้ำตา อยากมีเรื่องกับฉันมากใช่ไหม ได้ !!! นายไม่ตายดีแน่ที่กล้าท้าทายฉัน ”

 

 

“ ฉันไม่คืน จนกว่านายจะพูดขอฉันดีๆ ”

 

 

มยองซูตอบซองยอลกลับมาด้วยน้ำเสียงปกติ ใบหน้าหล่อไม่รู้สึกไหวกลัวอะไรกับการกระทำของซองยอลแม้แต่น้อย หากเป็นคนอื่นที่ซองยอลเคยทำแบบนี้ต่างก็เกรงกลัวซองยอลด้วยกันทั้งนั้น บางรายถึงขั้นร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนอย่างหวาดกลัวเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเห็นแบบนั้นซองยอลยิ่งโมโห ร่างบางกำมือแน่นก่อนจะเงื้อมือขวาขึ้นสูงจะชกมยองซู แต่ก็ต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศ เมื่อเห็นมยองซูสบตาเขานิ่งไม่รู้สึกกลัวเขาซ้ำยังจะยอมให้เขาทำร้ายตัวเองโดยไม่คิดสู้อีก

 

 

“ เอาสิ ถ้าการที่นายชกฉันแล้วทำให้นายรู้สึกดีจริงๆก็ทำสิซองยอล ”

 

มยองซูเอ่ยออกมา ดวงตาคมยังคงสบกับซองยอลนิ่ง ซองยอลเงื้อหมัดจะชกมยองซูอีกครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ทำมันไม่ได้ มือบางที่กำคอเสื้อมยองซูถูกปล่อยออก

 

 

“ โว้ยยยยยยย


 

ซองยอลหันมาเตะลมเตะอากาศระบายอารมณ์ด้วยความหงุดหงิดเมื่อทำอะไรมยองซูไม่ได้ มยองซูเดินตรงมาหาซองยอลอีกครั้งก่อนจะยื่นกระเป๋าของซองยอลคืนให้

 

 

“ มีหลายคนที่ทำร้ายคนอื่นแล้วรู้สึกดีมีความสุข แต่สำหรับนายมันไม่ใช่ ทุกครั้งที่นายทำร้ายคนอื่นใจนายเองก็เป็นทุกข์ แล้วจะทำเพื่อทำร้ายความรู้สึกตัวเองไปทำไมกัน ”

มยองซูเอ่ยกับซองยอล ซองยอลตาขวางใส่มยองซูมือเรียวกระชากกระเป๋าคืนจากมยองซู

 

 

“ อย่ามารู้ดี !!!

 

 

“ ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันคิดมันถูกหรือเปล่า นายคนเดียวที่เป็นคนรู้คำตอบว่ามันจริงหรือไม่จริง ”

 
 

“ นายรู้จักฉันแค่วันเดียว อย่ามาทำเป็นรู้เรื่องไปซะหมด ฉันขอเตือนนายให้อยู่ห่างๆฉันเอาไว้ ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ในโรงเรียนนี้ ”

ซองยอลชี้หน้ามยองซูด้วยความไม่พอใจ

 

 

“ จะรู้จักแค่วันเดียวหรือแค่นาทีเดียวมันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญว่าคนที่เราอยากรู้จักเราอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามากแค่ไหน ”

มยองซูสบตาซองยอลและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

 

“ และอย่าบอกให้ฉันอยู่ห่างนาย เพราะนายห้ามฉันไม่ได้ ต่อให้นายต่อยฉันร้อยครั้ง ฉันก็จะยิ่งอยู่ใกล้นาย ”

 
 

หลังจบประโยคมยองซูสบตาซองยอลนิ่งก่อนจะเดินผ่านซองยอลออกไป ซองยอลนิ่งอึ้งงุนงันไปกับคำพูดของมยองซู ทั้งแปลกใจทั้งไม่เข้าใจในคำพูดของมยองซูที่พยายามสื่อความหมายซ่อนอยู่ในนั้น

 

 

ดึกมากแล้ว ซองยอลยังคงนอนกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมาอยู่แบบนั้นบนเตียงหลังกว้างในห้องนอน คำพูดของมยองซูและการกระทำของมยองซูในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่อาจลบออกไปได้ สุดท้ายซองยอลก็ต้องลุกขึ้นมานั่งเปิดไฟให้สว่างเพราะไม่สามารถข่มตาให้นอนหลับลงได้

 

 

“ เพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวเลย ไอ้บ้านี่ น่าจะต่อยหน้าให้แหกนัก จะได้เลิกปากดี ”

 

 

“ นี่แหนะ นี่แหนะ ไอ้บ้าเอ้ย !!!!

 

 

ซองยอลคว้าหมอนใบใหญ่มาชกต่อยระบายอารมณ์ที่แสนจะหงุดหงิด ชกต่อยอยู่นานก็นั่งหอบเพราะความเหนื่อย แต่ถึงจะทำเช่นนั้น คำพูดของมยองซูและใบหน้าของมยองซูก็ยังคงลอยวนเวียนอยู่ในหัวไม่ลบเลือนไปไหน ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งแปลกใจ ปกติแล้วที่โรงเรียนจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ซองยอลแม้แต่คนเดียว ทุกคนต่างกลัวซองยอลและไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเนื่องจากกิตติศัพท์อันเลื่องชื่อในทางด้านความเกเรและร้ายกาจของซองยอลและยิ่งเขาเป็นหลานชายของเจ้าของโรงเรียนทุกคนก็ยิ่งเกรงกลัวเขาไม่อยากมีปัญหาด้วย ซองยอลจึงกลายเป็นคนโดดเดี่ยวตัวคนเดียวท่ามกลางผู้คน ไม่มีคนคบหา ไม่มีใครพูดคุยด้วย แค่เดินเฉียดผ่านทุกคนยังไม่กล้าทำ มยองซูเป็นคนแรกที่กล้าเข้าใกล้เขา พูดคุยกับเขา ยิ้มให้เขาและทำดีกับเขา ในขณะที่คนอื่นๆมีแต่สายตาเกลียดชังและความหวาดกลัวให้กับเขา เมื่อนึกถึงตรงนี้ซองยอลก็อดใจเต้นรัวขึ้นมาไม่ได้ รอยยิ้มของมยองซูช่างอ่อนโยนและทำให้ซองยอลหัวใจพองโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ซองยอลก็ต้องสะบัดความรู้สึกพวกนี้ออกไปให้หมด

 

 

“ อีกไม่นาน นายก็จะเหมือนคนพวกนั้น เกลียดชังฉันและหวาดกลัวฉันราวกับฉันเป็นปีศาจ ฉันมันคนร้ายกาจ ใครๆก็รังเกียจฉัน ”

ซองยอลพึมพำบอกกับตัวเองด้วยแววตาเจ็บปวด

 
 

ในช่วงเช้าซองยอลในชุดนักเรียนก้าวเดินบันไดลงมาเพื่อไปโรงเรียน ก่อนจะทำหน้าเซ็งเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้เป็นแม่ยืนกอดอกมองเขาด้วยสีหน้าที่ดูไม่พอใจอะไรบางอย่าง ซองยอลแกล้งทำเป็นไม่สนใจจะเดินผ่านไป แต่ผู้เป็นแม่ก็ขยับเข้ามาขวางทางเขาเสียก่อน

 

 

“ ไอ้ตัวดี ไม่ต้องมาหลบหน้าฉัน เมื่อวานฉันเจอลุงแก เขาสรรเสริญความดีแกให้ฉันฟังหมดแล้ว ”

 

 

“ ก็ดีแล้วนิ แค่นี้ใช่ไหม ”

 

 

“ แกนี่มันจริงๆเลย ถามหน่อยถ้าโรงเรียนที่แกเรียน ลุงแกไม่ได้เป็นเจ้าของ เขาจะเอาแกไว้ไหม สร้างเรื่องสร้างราวไม่เว้นแต่ละวัน เหมือนพ่อแกไม่มีผิด ”

 

 

“ ก็บอกให้ลุงไล่ผมออกสิ ผมก็เบื่อที่จะเรียนเหมือนกัน ”

 

 

“ พูดง่ายดีเนอะ แกนี่มันไม่น่าเกิดมาเป็นลูกฉันจริงๆ มีแต่เลือดชั่วๆของพ่อแกเต็มไปหมด ฉันล่ะปวดหัวเหลือเกิน แล้วรู้หรือยังว่าพ่อแกหาแม่เลี้ยงคนใหม่ให้แกได้อีกแล้วนะ เห็นว่าอายุอ่อนกว่าเป็นสิบๆปี อีกหน่อยแม่เลี้ยงคนถัดไปคงเป็นเพื่อนแกได้ ”

 
 

“ ถ้าแม่จะบ่นเรื่องพ่อก็เอาไว้ก่อนเถอะ ผมขี้เกียจจะฟัง ”

 

 

“ ทำไม!!! ฉันพูดถึงความเลวของพ่อแกทำเป็นรับไม่ได้ แกจะได้จำใส่หัวไว้ จะได้ไม่ทำตัวต่ำๆแบบพ่อแกอีกคน ”

 

 

“ ถ้าแม่เกลียดพ่อนัก แม่ก็หย่าให้พ่อตามที่พ่อขอไปเถอะ จะรั้งกันให้เจ็บทั้งสองฝ่ายไปทำไมกัน ”

 

 

“ นี่แกอยากให้ฉันหย่ากับพ่อแกมากนักหรือไง ที่ฉันทำทุกอย่าง ทนให้พ่อแกสวมเขาก็เพราะแก หรืออยากจะให้คนเขาด่าแกว่าไอ้เด็กบ้านแตกสาแหรกขาดห่ะ !!!!

 

 

“ แล้วทุกวันนี้มันยังไม่เหมือนบ้านแตกตรงไหน พ่อเคยกลับมาบ้านบ้างไหม แม่ก็รู้ดีแก่ใจ และที่แม่บอกว่าทำเพื่อผม คนที่ห่วงชื่อเสียงหน้าตาในสังคมแบบแม่แน่ใจหรอว่าทำเพื่อผมจริงๆไม่ใช่เพื่อตัวเอง ”

 

 

“ อีซองยอล แกจะมากไปแล้วนะ นี่ฉันเป็นแม่แกนะ !!! ไปเลยไป แกจะไปไหนก็ไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก แล้วอย่าให้ฉันรู้จากลุงแกอีกนะว่าสร้างเรื่องอะไรอีก ฉันเอาแกตายแน่ !!!

 

 

ผู้เป็นแม่ตวาดซองยอลด้วยความโมโหก่อนจะเดินออกไป ซองยอลมองตามหลังผู้เป็นแม่ไป ปากอิ่มเม้มแน่นเข้าหากันด้วยความรู้สึกเสียใจ แต่ไม่มีน้ำตาใสไหลหยดออกมาจากดวงตาคู่สวย ซองยอลชาชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว มันอาจจะเจ็บปวดและเสียใจในทุกๆครั้งที่เจอกับเรื่องแบบนี้แต่ซองยอลไม่เหลือน้ำตาที่จะไหลรินให้กับความเสียใจอีกแล้วเพราะเขาเสียน้ำตากับเรื่องแบบนี้มาทั้งชีวิต

 

 

ครอบครัวของซองยอลเป็นครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในวงสังคม พ่อและแม่ของซองยอลแต่งงานกันด้วยเหตุผลในเรื่องธุรกิจระหว่างตระกูลของผู้เป็นพ่อและแม่ ดังนั้นซองยอลจึงไม่ได้เกิดจากความรักจากท่านทั้งสอง ครั้นพอซองยอลจำความได้เขาก็โตมากับการทะเลาะของพ่อกับแม่มาโดยตลอด ยิ่งแม่ของเขาเป็นคนเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจและพ่อของเขาเป็นคนเจ้าชู้ สถานการณ์ก็ยิ่งลุกลามไปกันใหญ่ ตอนซองยอลยังเป็นเด็กเขาต้องนอนร้องไห้เกือบทุกคืนหากเห็นพ่อกับแม่ของเขาทะเลาะกันและต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพราะพ่อและแม่ไม่เคยสนใจและใส่ใจในตัวเขา แต่เมื่อโตขึ้น รับรู้อะไรมากขึ้นเขาก็เลิกที่จะอ่อนแอและร้องไห้ ซองยอลแสร้งทำเป็นเข้มแข็งและสุดท้ายก็เลือกใช้วิธีเรียกร้องความสนใจจากพ่อกับแม่ด้วยการทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาด้วยหวังว่าพ่อกับแม่จะหันกลับมาสนใจเขาบ้าง แต่เปล่าเลยทุกๆอย่างกลับดูแย่ลงกว่าเดิม พ่อกับแม่ยิ่งไม่พอใจในตัวเขารวมถึงคนที่อยู่รอบๆตัวและสุดท้ายใครๆก็พากันเกลียดชังและหวาดกลัวในตัวเขา มันกลับทำให้ซองยอลโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

หลังจากรถคันหรูของที่บ้านมาส่งซองยอลถึงโรงเรียนเรียบร้อย ซองยอลก็เลือกที่จะไม่เดินไปที่ตึกเรียนแต่กลับหลบฉากเดินตรงไปยังกำแพงรั้วหลังโรงเรียนที่เขาชอบใช้เป็นช่องทางในการโดดเรียนในทุกๆครั้ง มือเรียวเหวี่ยงกระเป๋าสะพายของตนขว้างข้ามกำแพงไปอีกฝั่งเหมือนที่เคยทำ ก่อนจะพาตัวเองปีนข้ามไปยังอีกฝั่งได้สำเร็จ แต่แล้วซองยอลก็ต้องขมวดคิ้วประหลาดใจเพราะกระเป๋าสะพายของเขาที่เหวี่ยงข้ามไปมันไม่ตกในจุดที่เขากะเอาไว้ ยังไม่ทันที่ซองยอลจะกวาดตามองหากระเป๋าให้ทั่วก็มีมือหนึ่งส่งกระเป๋ามาให้เขาจากด้านหลัง ซองยอลรับมันมาก่อนจะหันมามองคนที่อยู่ข้างหลังในทันที เมื่อพบว่าเป็นมยองซูในชุดนักเรียนเช่นเขายืนส่งยิ้มแก้มบุ๋มให้เขาอยู่ ซองยอลก็ยิ่งโกรธและโมโห จากที่หงุดหงิดจากเรื่องที่บ้านมาก่อนแล้วก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์ขุ่นมัวมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

“ ฉันว่าแล้วว่านายต้องโดดเรียน ฉันเลยมารอตรงนี้ ”

มยองซูเอ่ยกับซองยอลด้วยท่าทีที่ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไร ทั้งๆที่คนตรงหน้าแทบจะฉีกร่างเขาให้แหลก

 

 

“ นายนี่มันฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไง อยากตายมากใช่ไหม !!!!

ซองยอลตวาดเสียงดังใส่มยองซู

 

 

“ เข้าใจสิ เพราะว่าฉันเข้าใจ ฉันถึงมารอนายอยู่ตรงนี้ ”

 

 

มยองซูไม่ใส่ใจหรือตื่นกลัวกับอารมณ์โกรธและโมโหของซองยอล กลับส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้แทนซ้ำยังพูดจาที่ดูซับซ้อนอีก แต่คำว่า “ รอ ” ที่มยองซูพูดย้ำซ้ำมันอีกครั้งก็ทำให้ใจของซองยอลเต้นแรงขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ แต่ซองยอลก็กลบเกลื่อนด้วยการทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะแสร้งไม่สนใจมยองซูก้าวขาเรียวเดินออกจากตรงนั้น แต่เดินออกมาได้ไม่ไกลเท่าไรซองยอลก็ต้องหงุดหงิดอีกครั้ง เมื่อมยองซูเดินตามเขามาห่างๆ สุดท้ายซองยอลก็ทนไม่ไหว เขาหันกลับไปเดินตรงไปหามยองซูก่อนที่มือบางทั้งสองจะกระชากคอเสื้อมยองซูอย่างแรงอีกครั้ง

 

 

“ นายจะเอายังไง!!! อยากมีเรื่องกันมากใช่ไหม!!! บอกมาเดี๋ยวนี้นะคิมมยองซู นายต้องการอะไรกันแน่ จะยั่วโมโหฉันไปถึงไหน ฉันไม่สนุกกับนายนะ !!!

 

 

“ หรืออยากอวดใครๆว่าเจ๋ง ที่เข้าใกล้ฉันได้ อยากให้คนอื่นชื่นชมนายว่าเหนือกว่าฉัน เอาสิ เชิญไปคุยโอ้อวดเลยว่านายเก่งกาจมากแค่ไหนที่กวนประสาทฉันแล้วฉันไม่กล้าทำอะไรนาย พอใจหรือยัง พอใจก็เลิกยุ่งกับชีวิตฉันซักที ”

 

 

“ นายคิดว่าฉันต้องการแบบนั้นจริงๆหรอซองยอล ”

 

มยองซูเอ่ยตอบซองยอลกลับไป ดวงตาคมสบตาซองยอลนิ่ง ซองยอลสั่นไหวกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนคู่นั้น ความโกรธที่มีมลายหายไปในพริบตา

 

 

“ แล้วนายต้องการอะไรจากฉัน ”

ซองยอลเอ่ยถามมยองซูกลับไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจากคราแรก

 

 

“ นายยังไงละ ฉันต้องการนาย ”

มยองซูตอบซองยอลกลับไป ซองยอลนิ่งงันกับคำตอบที่ได้รับ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆเพราะไม่เชื่อในคำตอบที่ได้รับ มือบางขยุ้มคอเสื้อมยองซูแรงขึ้น

 

 

“ ฉันไม่ตลก ฉันไม่ขำกับเรื่องสนุกของนายหรอกนะคิมมยองซู อย่าคิดว่าที่เมื่อวานฉันปล่อยนายไป แล้วนายจะกล้าดีมาล้อเล่นกับฉัน!!!

 

 

“ ฉันไม่ได้ล้อเล่น ฉันพูดความจริง ”

 

 

ฉันก็แค่อยากอยู่ข้างๆนาย ไม่ให้นายต้องโดดเดี่ยวเหมือนที่เคยเป็นมา ทำให้นายได้ยิ้มได้หัวเราะ คอยปลอบนายเวลาที่ต้องร้องไห้ แค่นั้นที่ฉันต้องการ

 

 

มยองซูยังคงยืนยันในคำพูดที่เขาเอ่ยไปเมื่อครู่ แม้จะอ่อนไหวไปกับท่าทางที่ดูจริงจังของมยองซูแต่ซองยอลก็ไม่มีวันที่จะเชื่อคำพูดใครได้ง่ายๆเช่นกัน

 

 

“ นายเห็นฉันหน้าโง่มากหรอมยองซู ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะที่จะได้เชื่อคำพูดคนที่พึ่งจะรู้จักกันแค่วันสองวัน อย่าทำให้ฉันโมโหไปมากกว่านี้ ”

 
 

“ แล้วฉันต้องทำยังไง นายถึงจะเชื่อคำพูดฉัน จะให้ฉันพิสูจน์ยังไง นายถึงจะเชื่อใจฉัน ”

 

 

มยองซูเอ่ยถามซองยอลกลับไป ซองยอลสบดวงตาคมของมยองซูเขาพยายามอ่านความรู้สึกจากสายตาคู่นั้นแต่ก็ไม่พบคำตอบอื่นใดนอกเหนือจากสายตาที่ดูจริงจัง ในหัวครุ่นคิดวกวนว้าวุ่นไปหมด ใจนึงอยากลองเชื่อมยองซูดูซักครั้งแม้จะรู้ว่ามันคือการกระทำที่โง่เขลาก็ตาม อีกใจนึงก็นึกหวาดระวังว่ามยองซูกำลังจะเล่นเกมส์อะไรกับเขาอยู่หรือเปล่า

 

 

“ อยากให้พิสูจน์ใช่ไหม ได้ นายบอกว่านายจะอยู่ข้างๆฉัน ถ้าฉันร้องไห้นายจะปลอบใจฉัน แล้วถ้าฉันเจ็บล่ะนายจะเจ็บแทนฉันได้หรือเปล่า ”

 

 

ซองยอลเอ่ยถามมยองซูออกไป มยองซูพยักหน้ารับซองยอลเบาๆ ซองยอลเห็นดังนั้นก็คว้าโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาก่อนจะกดต่อสายไปหาใครบางคน เมื่อปลายทางรับสายซองยอลก็กรอกสายลงไป

 

 

“ ฉันซองยอลเอง ครั้งที่แล้วที่ฉันชกแกจนต้องไปนอนแหม็บเข้าโรงพยาบาลน่ะ ฉันมาคิดๆดูแล้วก็ดูไม่ค่อยยุติธรรมกับแกซักเท่าไร วันนี้ฉันอารมณ์ดี ถ้านายมาหาฉันที่เดิมภายในครึ่งชั่วโมง ฉันจะให้แกทำอะไรฉันก็ได้คืน ”

ครั้นพูดสายจบซองยอลก็กดวางสายก่อนจะหันมาเอ่ยกับมยองซู

 

 

“ ฉันกำลังจะเจ็บตัว ไปสิ ไปเจ็บตัวแทนฉัน กล้าหรือเปล่า จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะคิมมยองซู ”

ซองยอลถามมยองซูอย่างท้าทายเขามั่นใจว่ามยองซูจะต้องไม่กล้ารับคำท้าของเขาเป็นแน่

 

 

“ได้สิ ที่ไหนล่ะ ”

มยองซูตอบกลับมาทันควันอย่างไม่ต้องหยุดคิด ทำเอาซองยอลนิ่งอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง

 

 

ซองยอลผุดลุกผุดนั่งมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเองไม่หยุดหย่อน เวลาตอนนี้ล่วงผ่านเข้าครึ่งชั่วโมงมาแล้ว เขารู้สึกร้อนรนแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ลึกๆนึกเป็นห่วงมยองซูขึ้นมาจับใจ คนที่ดูเรียบร้อย เป็นเด็กเรียนและท่าทางที่บ่งบอกว่าชีวิตนี้น่าจะไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อนยิ่งทำให้ซองยอลวิตกกังวลมากขึ้นทวีคูณ แต่ก็พยายามใจแข็งหลอกตัวเองว่ามยองซูอาจจะกลัวและไม่ไปตามนัดดังที่ปากบอกแต่หนีกลับไปแล้วก็เป็นได้ สุดท้ายซองยอลก็ทนกับความรู้สึกสับสนว้าวุ่นของตนเองต่อไปไม่ได้ตัดสินใจออกวิ่งตรงไปยังที่นัดหมายซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลจากที่ซองยอลอยู่มากนัก

 

 

เมื่อไปถึงสวนสาธารณะอันเป็นที่นัดหมายนั้น ดวงตากลมสวยกวาดตามองไปทั่วบริเวณแต่กลับไม่พบอะไร ซองยอลหอบหายใจหนักเพราะอาการเหนื่อยที่วิ่งมาไกลโดยไม่หยุดพัก ซองยอลแอบรู้สึกผิดหวังและเสียใจที่เขาแอบหวังให้มยองซูพิสูจน์ให้เขาได้รู้ว่ามยองซูทำเพื่อเขาจริงๆแต่กลับไม่พบมยองซูอยู่ที่นี่

 

 

“ สุดท้ายนายก็โกหกฉัน สนุกมากสินะที่หลอกให้ฉันหัวปั่น ฉันมันโง่เองที่เกือบเชื่อใจนายแล้วคิมมยองซู ”

 

 

“ คนเลว นายมันคนเลว คิมมยองซู นายล้อเล่นกับความรู้สึกฉันได้ยังไง คนใจร้าย ”

 

 

ซองยอลร้องไห้ออกมาเบาๆด้วยความเสียใจและผิดหวัง คนที่ขาดแคลนความรักและโดดเดี่ยวมาทั้งชีวิตแบบเขาไม่เคยต้องการอะไรเลยนอกจากแค่มีใครซักคนที่เข้าใจในตัวเขาและมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา และมยองซูก็เหมือนจะเป็นคนๆนั้นที่เขารอคอย แม้จะเจอกันแค่ช่วงระยะเวลาที่สั้นๆแต่ซองยอลก็แอบหวังให้เป็นแบบนั้น แต่สุดท้ายซองยอลก็คิดผิด มยองซูก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นที่เกลียดชังเขาและอาจจะร้ายกาจมากกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่าเพราะมยองซูสามารถทำให้หัวใจของซองยอลสั่นไหวได้

 

 

ซองยอลปาดน้ำตาทิ้งกลับมาเป็นซองยอลที่เข้มแข็งคนเดิม ก่อนจะก้าวขาเรียวออกจากที่นั่นแต่เดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว โทรศัพท์มือถือเครื่องสวยก็ดังขึ้น ซองยอลหยิบมันขึ้นมาก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงตอบกลับลงไป

 

 

“ วันนี้ฉันเปลี่ยนใจละ ไว้วันหลังละกัน ”

 

 

[ แกมันไม่แน่จริงนี่หว่า ส่งไอ้ไก่อ่อนที่ไหนก็ไม่รู้มาแทน แต่ก็ดีทนไม้ทนมือดี ]

 
 

“ เดี๋ยว !!! เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ ”

 

 

[ บ้าเปล่าวะ ก็แกส่งใครมาให้ฉันซ้อมแทนแกล่ะ ทำเป็นจำไม่ได้ ไก่อ่อนชิบหาย ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ โทษทีว่ะหนักมือไปหน่อย ฮ่าๆๆๆ ]

 

 

แล้วปลายสายก็วางสายไป ซองยอลหน้าเสียเมื่อได้ยินเรื่องที่คู่อริพูดมาเมื่อครู่ ร่างบางหันกลับในทันทีก่อนจะออกวิ่งตามหามยองซูไปทั่วบริเวณ ปากก็ตะโกนร้องเรียกมยองซูลั่นด้วยความเป็นห่วง

 

 

“ มยองซู มยองซู นายอยู่ไหน ”

 

 

“ มยองซู นายได้ยินฉันไหม ”

 

 

“ มยองซู มยองซู ตอบฉันที ขอร้องล่ะ นายอยู่ไหน ฉันขอโทษ ”

 

ซองยอลเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้งด้วยความกลัวจับใจ เขาหามยองซูไม่พบ ไม่มีเสียงตอบรับจากมยองซูกลับมา ซองยอลเริ่มกลัวว่ามยองซูจะเป็นอะไรไป

 

 

“ มยองซู ได้โปรด ตอบฉันที นายอยู่ไหน ”

 

 

ซ...ซอ..ซอง...ยอล ”

 

เสียงเรียกแผ่วเบาดังมาจากหลังพุ่มไม้หนาห่างจากซองยอลไม่มาก เมื่อได้ยินดังนั้นซองยอลก็ออกวิ่งอ้อมไปยังหลังพุ่มไม้ทันที ก่อนจะต้องตกใจเมื่อมองเห็นมยองซูในสภาพยับเยินและเลือดเต็มร่างไปหมด ซองยอลตรงเข้าไปประคองมยองซู ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

 

 

“ มยองซู ฉันขอโทษ ฉันเชื่อนายแล้ว เชื่อแล้ว นายอย่าเป็นอะไรนะ ”

ซองยอลเอ่ยขอโทษมยองซูทั้งน้ำตา มยองซูส่งยิ้มอ่อนโยนให้ซองยอลก่อนจะแน่นิ่งไป

 

 

ที่โรงพยาบาลหลังจากที่สลบไปไม่รู้สึกตัวอยู่นาน มยองซูก็เริ่มรู้สึกตัวตื่น เขารู้สึกปวดหัว ปวดใบหน้าและปวดร้าวไปทั้งร่างแต่เมื่อลืมตาขึ้นและกวาดตามาทางฝั่งขวาของเตียงที่เขานอน มยองซูก็ต้องระบายยิ้มออกมาบางๆ เมื่อเห็นซองยอลนอนฟุบหลับอยู่กับเตียง มือทั้งสองกอบกุมมือของเขาเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปไหน มยองซูค่อยๆขยับมืออีกข้างแม้มันจะยังเจ็บไปลูบหัวซองยอลเบาๆอย่างเอ็นดู แรงสัมผัสนั้นทำให้ซองยอลเริ่มรู้สึกตัว คนตัวบางขยับตัวลุกนั่งก่อนใบหน้าสวยจะเต็มไปด้วยอาการดีใจเมื่อเห็นมยองซูรู้สึกตัว

 

 

“ นายฟื้นแล้ว เป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนบ้าง นายหลับไปนานจนฉันกลัว ”

 

 

“ กลัวฉันตายหรอ นึกว่านายอยากให้ฉันตายซะอีก

 

 

“ จะบ้าหรอ ใครจะอยากให้ตายกัน ”

 

 

“ ไม่อยากให้ฉันตาย แบบนี้แปลว่านายเป็นห่วงฉันได้หรือเปล่านะ ถ้าใช่จะได้เจ็บตัวแบบนี้บ่อยๆ ”

มยองซูส่งยิ้มละมุนมาให้ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นซองยอลหน้างอใส่เขา

 

 

“ ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก นายมันบ้ามากรู้ไหมคิมมยองซู ทำไมต้องทำตามคำสั่งฉันด้วย เกิดนายตายขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง ชกต่อยก็ไม่เป็นสู้เขาก็ไม่ได้ยังจะอวดเก่งไปอีก ”

 

 

ซองยอลบ่นมยองซูชุดใหญ่ มยองซูอมยิ้มกับคำพูดของคนตรงหน้าก่อนจะเอื้อมมือมากอบกุมมือบางของซองยอลเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยกับซองยอล

 

 

“ ก็มันเป็นทางเดียวที่นายจะเชื่อฉันว่าฉันจริงใจกับนายจริงๆ ถ้าไม่ทำแบบนี้นายจะเชื่อคนที่รู้จักแค่เพียงสองวันได้ยังไงจริงไหม แล้วตอนนี้นายเชื่อใจฉันได้หรือยัง ”

 

 

“ ยัง ”

 

 

“ ทำไมเป็นงั้นล่ะ ใจร้ายชะมัด ”

มยองซูยู่ปากทำท่าทางว่าเขางอนซองยอล

 

 

“ นายก็ต้องให้เวลาฉันบ้างสิ ฉันเชื่อใจนายก็จริงแต่มันก็ไม่ทั้งหมด คนเราจะเชื่อใจและไว้ใจใครซักคนมันต้องใช้เวลานะมยองซู ”

 

 

“ โอเคๆ ยอม รับทราบครับคุณอีซองยอล ”

 
 

“ ลืมเลย หมอบอกว่าถ้านายฟื้นให้ตามเขามาดูนาย เดี๋ยวฉันเรียกเขาก่อน ”

ซองยอลขยับตัวจะลุกไปกดออดที่หัวเตียงเพื่อแจ้งพยาบาลแต่มยองซูรั้งให้ซองยอลนั่งลงดังเดิมเอาไว้เสียก่อน

 

 

“ ไม่ต้องหรอก แค่มีคุณหมออีอยู่ใกล้ๆตรงนี้อาการฉันก็ดีขึ้นแล้ว ”

 

 

“ เหอะ!!! เลี่ยนมาก ฉันว่านายควรให้หมอตรวจอาการโรคอื่นด้วยนะ โดนซ้อมหนักขนาดนี้อาจกระทบกระเทือนสมอง ”

 

 

“ ตรวจหัวใจด้วยก็ดีนะ เพราะหัวใจฉันหวิวๆทุกครั้งที่อยู่ใกล้นายเลย ”

 

 

“ พอเถอะ!!! ฉันไม่ชอบฟังอะไรเลี่ยนๆ ฟังมากๆหมัดฉันมันอาจสะบัดไปซ้ำแผลบนปากนายก็ได้นะ ”

ซองยอลชูหมัดขึ้นมาขู่มยองซู มยองซูทำท่าทางกลัวแต่ซองยอลมองดูก็รู้ว่าคนป่วยแกล้งทำเป็นกลัวเขาไปอย่างงั้นเท่านั้นเอง

 

 

“ โหดชะมัด แค่นี้หน้าหล่อๆของฉันก็เสียโฉมจะแย่ละ จะยังซ้ำเติมกันอีกหรอ ไม่รู้ล่ะถ้าฉันหาแฟนไม่ได้ คนทำก็ต้องเป็นแฟนฉันด้วย ”

 

 

“ งั้นก่อนเป็นแฟน ก็ให้เสียโฉมไปทีเดียวเลยดีไหม ”

ซองยอลเงื้อหมัดขึ้นขู่มยองซูอีกครั้ง มยองซูรีบยกมือร้องห้าม

 

 

“ ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมกลัวแล้ว ”

 

ซองยอลหัวเราะออกมาเบาๆที่แกล้งมยองซูได้ มยองซูมองภาพนั้นอย่างพอใจ จนซองยอลรู้สึกตัวแล้วหยุดหัวเราะก่อนจะหันมาถามมยองซูที่จ้องเขานิ่งอยู่แบบนั้น

 

 

“ อะไรหรอ จ้องฉันทำไม ”

 

 

“ ฉันชอบเวลานายยิ้มและหัวเราะ มันเหมาะกว่าที่นายทำหน้าดุและเย็นชาแบบที่เคยทำ ”

 

 

“ งั้นฉันจะยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ ฉันสัญญา ”

มยองซูยิ้มรับคำพูดของซองยอลอย่างชอบใจ ก่อนจะนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยปากถามซองยอล

 

 

“ อืม ซองยอลเห็นกระเป๋าสะพายฉันไหม ”

 

 

“ แป้บนะ ”

 

 

ซองยอลลุกเดินไปที่ตู้เก็บของใบเล็กก่อนจะเปิดมันออกแล้วหยิบกระเป๋าสะพายของมยองซูออกมาแล้วถือเดินกลับมาส่งให้กับมยองซู มยองซูรับกระเป๋าของเขามาก่อนจะเปิดมันออกแล้วหยิบกล่องสี่เหลี่ยมสีชมพูอ่อนใบเล็กส่งให้ซองยอล ซองยอลรับมันมาถือในมืออย่างงงๆ

 

 

“ อะไรหรอ ”

 

 

“ ของขวัญวันเกิดนายไง ”

 

 

“ จริงสิ นี่ฉันลืมว่าวันนี้เป็นวันเกิดฉันได้ยังไง....ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าเป็นวันเกิดฉัน ”

 

 

“ รู้ละกัน ”

มยองซูตอบก่อนจะหลบสายตาของซองยอลที่จ้องมองมาที่เขาเพื่อหาคำตอบ

 

 

“ ถ้านายรู้เรื่องของฉันมากขนาดนี้ นายคงไม่ได้รู้จักฉันแค่วันสองวันใช่ไหมคิมมยองซู ”

 

 

“ ฉันจะไปรู้จักนายได้ยังไง ฉันก็พึ่งย้ายโรงเรียนมาเมื่อวานนี้เอง นายก็เห็น ”

มยองซูปฏิเสธซองยอลทันที ยิ่งซองยอลจ้องมองเขาอย่างคาดคั้นมยองซูก็ยิ่งหลบสายตาคู่สวย

 

 

“ แล้วทำไมต้องหลบตาฉัน ”

 

 

“ เปล่าหลบซะหน่อย ”

 

 

“ ไม่ต้องเลย บอกมาเดี๋ยวนี้นะ จะบอกดีๆหรือจะบอกด้วยน้ำตา!!! เลือกมา ”

ซองยอลกอดอกแน่น สีหน้าเอาเรื่องคาดคั้นให้มยองซูบอกเขาให้ได้

 

 

“ บอกแล้วก็ได้ คนอะไรดุชะมัด ”

มยองซูยอมพ่ายแพ้แก่ซองยอล สุดท้ายเขาก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมดที่เขาเก็บงำไว้เพียงคนเดียวมานาน

 

 

“ นายจำตอนวันเกิดนายปีที่แล้วได้หรือเปล่า ที่สวนสาธารณะยออิโด ”

 

 

“ วันเกิดฉัน...”  ซองยอลนิ่งคิดทบทวนย้อนถึงเรื่องราวเมื่อปีที่แล้ว “ ฉันไปที่สวนสาธารณะยออิโด นั่งอยู่ที่นั่นจนมืดค่ำเพราะน้อยใจที่ทุกคนจำวันเกิดฉันไม่ได้แม้กระทั่งพ่อและแม่ตัวเอง นี่นายอยู่ที่นั่นหรอ ”

ซองยอลถามมยองซูด้วยความแปลกใจ

 

 

“ ใช่ ฉันอยู่ที่นั่น เสียงร้องไห้ของใครบางคนทำให้ฉันต้องหันไปสนใจ ภาพของเด็กผู้ชายที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน่าสงสารคนนั้นทำให้ฉันลบมันออกไปจากใจไม่ได้อยู่หลายวัน ”

 

 

“ ฉันไม่ได้ขี้แยมากมายขนาดนั้นซักหน่อย ก็แค่น้อยใจที่ไม่มีใครจำวันเกิดฉันได้ ” 

 

 

ซองยอลยู่ปากน่ารักใส่พร้อมเถียงมยองซู มยองซูระบายยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนมือหนาจะหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าสะพายตัวเองแล้วส่งให้กับซองยอล ซองยอลรับมันมาก็พบว่ามันคือป้ายชื่อของเขาเองที่ใช้สำหรับติดบนหน้าอกเสื้อ

 

 

“ ป้ายชื่อนาย นายทำตกไว้น่ะ ฉันก็เลยเก็บไว้ หลังจากนั้นฉันก็เจอนายที่ยออิโดอีกหลายครั้ง แต่นายคงไม่ได้สังเกตเห็นฉัน และบังเอิญที่ว่าฉันรู้จักกับคนที่เรียนโรงเรียนเดียวกับนาย ก็เลยได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวนายมาพอสมควร ”

 

 

1 ปี เต็มที่ฉันชอบมาที่ยออิโดเพื่อหวังจะเจอนายที่นั่นแม้ว่าบ้านฉันจะอยู่ไกลมากแค่ไหน แต่ก็ได้แค่มองดูนายห่างๆไม่กล้าเข้าไปทำความรู้จัก จนสุดท้ายครอบครัวฉันต้องย้ายมาอยู่แถวบริเวณนี้ ฉันก็เลยได้ย้ายโรงเรียนมาเรียนที่เดียวกับนาย ”

 

 

“ หลายวันก่อนที่นายเจอฉันที่ยออิโด จริงๆแล้วฉันตั้งใจจะเข้าไปทำความรู้จักกับนายอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่กล้าพอกลัวว่านายจะตกใจก็เลยแก้เขินด้วยการทำเนียนเดินถ่ายรูปไปมาอย่างที่นายเห็น ”

 

 

“ ซองยอล นั่นนายร้องไห้หรอ ”

มยองซูหยุดเล่าลงกลางคัน เมื่อมองเห็นใบหน้าสวยของคนตรงหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เริ่มไหลรินออกมา เมื่อมยองซูเอ่ยทักเข้าซองยอลก็รีบปาดน้ำตาออกจากแก้มใสอย่างรวดเร็ว

 

 

“ เปล่าซะหน่อย ”

 

 

“ เปล่าอะไร หลักฐานอยู่บนหน้าอยู่เนี่ย ”

 

 

“ ร้องก็ได้ ร้องเพราะนายนั่นแหละ นายมันบ้า บ้าที่สุด ทำแบบนี้มาได้ยังไงตั้ง 1 ปีเต็ม ฉันไม่มีค่ามากพอที่นายจะให้ความสำคัญหรอก ฉันมันก็แค่เด็กนิสัยเสีย เกเร ใครๆก็เกลียดชัง ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ”

 

ซองยอลเอ่ยกับมยองซูทั้งน้ำตา มยองซูยิ้มบางๆก่อนจะเอื้อมมือไปกอบกุมมือบางเอาไว้และลูบมันไปมาเบาๆเพื่อเป็นการปลอบใจ

 

 

“ ซองยอล อย่าไปคิดแบบนั้นสิ คนเรามีทั้งด้านดีและด้านไม่ดีกันทั้งนั้น และจริงๆแล้วนายก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นซะหน่อย อดีตมีไว้เป็นแค่บทเรียนให้เราได้นึกถึงและไม่ทำผิดพลาดซ้ำ อนาคตต่างหากที่นายจะเลือกได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นแบบไหน ”

 

 

“ แล้วก็ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ฉันไม่ชินกับซองยอลขี้แย ชินกับซองยอลจอมโหดมากกว่า ”

มยองซูบีบปลายจมูกคนตรงหน้าเบาๆอย่างล้อเลียนแกมเอ็นดู

 

 

“ นี่หลอกด่าฉันหรอ ”

ซองยอลยู่ปากน่ารักใส่อย่างงอนๆ มยองซูหัวเราะกับอาการน่ารักของคนตรงหน้าก่อนจะชี้มือไปที่กล่องของขวัญในมือซองยอลแทน

 

 

“ แกะของขวัญได้แล้ว ไม่รู้นายจะชอบไหม ”

 

ซองยอลพยักหน้ารับคำมยองซูเบาๆ ก่อนนิ้วเรียวจะเริ่มแกะริบบิ้นที่กล่องของขวัญแล้วเปิดกล่องนั้นออก นิ้วเรียวหยิบสร้อยในกล่องออกมาพลิกดู รอยยิ้มน่ารักผุดขึ้นมาบนใบหน้าสวย

 

 

“ สร้อยนี่น่า สวยจัง ตรงจี้เป็นรูปอินฟินิตี้ด้วย ”

 

 

“ สัญลักษณ์อินฟินิตี้ หมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุด ฉันหวังว่านายเองก็จะมีความสุขตลอดไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดเช่นกันนะซองยอล ”

 

 

“ ขอบใจนะ ฉันชอบมากเลย ”

 

 

“ ชอบใช่ไหม ฉันเลือกของขวัญเก่งใช่ไหมล่ะ แบบนี้ไม่คิดจะให้รางวัลกันหน่อยหรอ ”

มยองซูเอ่ยออดอ้อน ชี้นิ้วไปที่แก้มของตัวเองเพื่อขอรางวัลจากซองยอล

 

 

“ ฝันไปเถอะ!!!

 

 

“ ใจร้ายชะมัด ของขวัญก็ซื้อให้ เจ็บตัวแทนก็แล้วยังไม่เห็นใจกันบ้างเลย หมอนั่นน่าจะยำฉันให้ตายคามือไปเลย เผื่อคนแถวนี้จะได้เห็นใจกันบ้าง ”

มยองซูตัดพ้อซองยอลเป็นการใหญ่

 

 

“ แล้วก็บอกหมอด้วยว่าไม่ต้องรักษาฉันแล้ว ปล่อยให้มันเจ็บปางตายแบบนี้ไปนั่นแหละดี จะได้จำขึ้นใจว่าคนน่ารักมักใจร้าย คนชื่ออีซองยอลใจร้ายที่........ ”

 

ประโยคตัดพ้อถูกกลืนหายไปเมื่อซองยอลโน้มใบหน้าสวยเข้ามาใกล้ก่อนจะทาบทับริมฝีปากสวยลงบนกลีบปากของมยองซูเบาๆก่อนจะค่อยๆถอนมันออกมา

 

 

“ พอใจหรือยัง ”

 

 

ซองยอลเอ่ยถามมยองซูด้วยอาการขวยเขิน แก้มทั้งสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะไม่เคยทำแบบนี้กับใครมาก่อน มยองซูคือคนแรกที่ซองยอลกล้ามากขนาดนี้ มยองซูไม่ตอบคำถามซองยอลแต่กลับโน้มใบหน้าหล่อเข้าไปใกล้ซองยอลอีกครั้งก่อนจะทาบทับริมฝีปากหยักลงบนริมฝีปากสวย มือหนารั้งท้ายทอยซองยอลเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม มยองซูขบเม้มริมฝีปากสวยเบาๆเป็นเชิงขออนุญาตให้เปิดทางให้ ก่อนที่จะส่งลิ้นร้อนเข้าไปกวาดชิมความหวานภายในโพรงปากครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายมยองซูก็ต้องถอดถอนรสจูบออกมาทั้งที่แสนจะเสียดายเพราะซองยอลเริ่มขาดอากาศหายใจ เมื่อเป็นอิสระจากคนตรงหน้าและเริ่มตั้งสติได้ ซองยอลก็ทุบเข้าไปที่ต้นแขนของมยองซูหลายทีโทษฐานที่มยองซูจู่โจมเขากะทันโดยไม่ทันตั้งตัว

 

 

“ เจ็บนะซองยอล จะฆ่ากันหรือไง นี่ฉันเจ็บอยู่นะ ” 

 
 

“ ก็ใครใช้ให้ทำแบบนี้กับฉันล่ะ!!!!!

 

 

“ ทำแบบไหนหรอ ”

มยองซูแกล้งเอ่ยถาม สีหน้ามีแต่ความเจ้าเล่ห์เพทุบายซ่อนไว้อยู่ในนั้น

 

 

“ ก็..... โอ๊ย !!!! ไม่พูดด้วยแล้ว ฉันจะกลับบ้านแล้ว ”

ซองยอลลุกขึ้นยืนจะเดินหนี แต่มยองซูรั้งข้อมือคนตัวบางเอาไว้

 

 

“ ฉันไม่ให้กลับ จนกว่านายจะยอมเป็นแฟนฉัน ”

 

 

“ ไม่เป็น !!!!

 

 

“ ไม่รู้ล่ะ นายรับสร้อยฉันแล้ว ฉันจะถือว่านายตกลง ที่สำคัญจูบมัดจำไปแล้วด้วย ”

 

 

“ เหอะ!!! นายนี่มันโมเมเอาเองหน้าตาเฉย ถ้างั้นก็เอาสร้อยคืนไปเลย ฉันไม่เอาแล้วก็ได้ ”

ซองยอลยื่นกล่องสร้อยคืนให้มยองซู

 

 

“ คืนสร้อยอย่างเดียวได้ไงก็ต้องคืนจูบด้วยสิ ”

มยองซูแย้มยิ้มด้วยความทะเล้นที่ได้แกล้งคนตรงหน้าได้

 

 

“ โอ๊ย !!! นายนี่มัน ฉันไม่พูดด้วยแล้ว ฉันจะไปบอกหมอให้เอาผ้ามาพันปากนายให้หมดเลย จะได้พูดไม่ได้ เชิญอยู่คนเดียวไปเลย ฉันไม่อยู่ด้วยแล้ว ”

 

 

ซองยอลเอ่ยกับมยองซู มยองซูจึงยอมปล่อยซองยอลให้คนตัวบางเดินหนีออกไปที่ประตู ยังไม่ทันที่ซองยอลจะเปิดประตูพาตัวเองออกไปข้างนอก มยองซูก็ตะโกนตามหลังเขามาด้วยน้ำเสียงติดออกจะอ้อนๆ

 

 

“ แล้วกลับมาเร็วๆนะซองยอลอ่า ฉันคิดถึงนายนะ อยู่ห่างนายแล้วฉันใจไม่ดีเลย ”

 

 

ซองยอลหันมาทำหน้าบึ้งใส่คนที่ยิ้มร่าเริงอยู่บนเตียงก่อนจะรีบเปิดประตูพาตัวเองออกไปข้างนอกห้อง แต่เมื่อบานประตูปิดลง ซองยอลก็แย้มยิ้มออกมาอย่างมีความสุข มือเรียวลูบไล้กล่องของขวัญที่มยองซูให้เขาเป็นของขวัญไปมา ของขวัญของซองยอลปีนี้ช่างมีความหมายและแสนล้ำค่าสำหรับเขามากเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะสร้อยเส้นสวยที่อยู่ในกล่องใบนี้แต่กลับเป็นเจ้าของสร้อยเส้นนี้ต่างหากที่เหมือนของขวัญล้ำค่าสำหรับวันเกิดปีนี้ของซองยอล

 

“ ขอบใจนะคิมมยองซู นายคือของขวัญที่ดีที่สุดในวันเกิดของฉัน ”





                              
  

<<< END >>>






 

Talk...

เป็นฟิคสั้นพิเศษเรื่องที่ 3 เรื่องสุดท้ายของปีนี้นะคะ
หลังจากก่อนหน้านี้เราเคยพูดไว้ว่าจะแต่งฟิคพิเศษ
คือวันวาเลนไทน์ วันเกิดน้องแอล และสุดท้ายวันเกิดซองยอล
อาจจะย้อนหลังวันเกิดซองยอลไปนานเลย เพราะคอมเราพึ่งใช้ได้ TT
ยังไงฝากติชมด้วยนะคะ ทั้งสามเรื่องเป็นยังไงกันบ้าง
ถ้าทุกคนชอบ ปีหน้าเราจะแต่งสามเรื่องแบบนี้อีกนะ


 

 

 

 

 
 

 

ผลงานทั้งหมด ของ INSPIRIT_LN

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 23:10
    สงสามยองซูเลยนะนั่น ทีแรกแอบคิดแบบว่าเออกล้าไปโดนต่อยขนาดนั้นก็น่าจะพอมีฝีมืออะไรบ้างงี้แต่ โอ้โหหหห เละเลย แต่ก็ดีที่ยังไม่ตายแล้วก็คุ้มที่ได้ใจซองยอลนะถถถถถถถถถถถ

    ซองยอลอ่าาา ต่อไปนี้ต้องน่ารักกับมยองซูให้มากๆเลยนะ จากนี้ไปก็ยิ้มเยอะๆได้แล้ว ^^

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ ^^
    #4
    0
  2. #3 No name
    วันที่ 13 กันยายน 2558 / 00:54
    อร้ากกกกกกกพี่ยอลโหดอะ ทำแบบนี้กะมยองได้ไงเนี้ย แต่แบบมยองก็ตื้อไม่เลิกดีจัง^^ น่ารักๆ
    #3
    0
  3. #2 Yeli
    วันที่ 12 กันยายน 2558 / 23:22
    กรี๊ดดดด พี่ยอลลลล ใจอ่อนหน่อยย



    มยองซูเกือบตายเลยนะนั่น55555



    มยองซูก็ชอบไปท้าทายอำนาจมืด55555
    #2
    0
  4. #1 MADOKA
    วันที่ 12 กันยายน 2558 / 19:50
    *ขอบใจนะคิมมยองซู นายคือของขวัญที่ดีที่สุดในวันเกิดของฉัน*ชอบมากค๊าร้องตามเลยตอนที่มยองโดนชกแล้วซองยอลตามหาแต่ก้มาหวานตอนจะจบเลิศมากค๊ามีจูบกันด้วยฟินมากกกกกไรเตอร์แต่งฟิคเก่งมากๆค๊า👏👍
    #1
    0