{E-book} Chained Up #โซ่แส้กุญแจรัก [สนพ.SENSE BOOK]

ตอนที่ 8 : Episode 07 : Between two of us

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    8 ก.ย. 60



Episode 07

Between two of us

 

[Phakhun Talks]

 

ผมนั่งเท้าคางพลางพลางเหม่อคิดเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ผมคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นจะกล้าลงไม้ลงมือกับจันทร์เจ้าเอ๋ย เวลานั้นผมคิดแค่เพียงว่าจะปกป้องเธอ เพื่อไม่ให้เธอโดนทำร้าย จึงไม่ทันระวังฝ่ามือที่ฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว

เพียงแค่มองใบหน้าของเธอที่ซีดขาว รอยแผลบนใบหน้าเด่นชัดขึ้นมาอย่างน่าตกใจ นิ้วเรียวยาวกุมรอยแผลนั้นเอาไว้แล้วมองมาที่ผมอย่างตัดพ้อและต่อว่า ยิ่งเห็นอย่างนั้นหัวใจของผมก็บิดเป็นเกลียว

ผมจำความรู้สึกนั้นได้ ความรู้สึกขึ้งโกรธที่ยังหลงเหลืออยู่จางๆ สาบานในช่วงเวลานั้นผมโกรธมากขนาดที่อยากจะยื่นมือออกไปบีบคอผู้หญิงคนนั้น แต่ก็ยั้งใจเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นหน้าตัวเมียทำร้ายผู้หญิง

ผมแอบชำเลืองมองเห็นเธอก้มหน้าก้มตาทำการบ้านอย่างขยันขันแข็งจนทำให้เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนยาวถึงกลางหลังร่วงหล่นลงมาปรกซีกหน้า เธอพยายามสะบัดเส้นผมไปทางด้านหลัง แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ดั่งใจนัก พอผมเห็นแบบนั้นถึงกับเอื้อมมือไปเขี่ยปอยผมที่อยู่บนแก้มไปทัดไว้ที่หลังใบหูแทน

อะไรเหรอเธอหันมาถามเรียวคิ้วบางเลิกขึ้นเล็กน้อย

ไม่มีอะไรหรอกผมเอ่ยอย่างยิ้มๆ ก่อนจะหันไปสนใจหน้าจอโน้ตบุ๊กต่อส่วนเธอก็มองผมอยู่พักหนึ่งแล้วจึงส่ายหน้าจากนั้นก็ลงมือแก้ไขการบ้านของตัวเอง

แล้วมีการบ้านอะไรอีกมั้ย?”

ก็มีการบ้านวิชาคณิตฯ แต่ส่งอาทิตย์หน้าเลยคิดว่าใกล้ๆ ถึงวันส่งค่อยทำดีกว่าเธอตอบทั้งๆ ที่ยังคงตั้งใจแก้ไขการบ้านภาษาอังกฤษ

ไม่ต้องมาเดี๋ยว นั่งทำไปเลย ทำใกล้ๆ ส่งเดี๋ยวก็เสร็จไม่ทันอีก

โอ๊ย! นี่นายเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันหรือไงเนี่ย

พี่บอกว่าไง

เอ่อ... พี่พาคุณสุดหล่อเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเหรอไงคะ

เลิกเรียกประชดสักทีเถอะผมบอกพร้อมกับทำหน้ายุ่ง ถ้ามันเรียกยากนักก็เรียกพี่เฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องมาเป็นพี่พาคุณสุดหล่ออะไรนั่น ฟังแล้วหงุดหงิด

ก็เพราะอยากให้หงุดหงิดไงก็เลยเรียกเธอพูดเบาๆ แต่ผมได้ยินทั้งประโยค

ผมได้แต่ส่ายหน้า แล้วเลิกต่อล้อต่อเถียง และลงมือทำรายงานของตัวเองต่อ ผมกดแป้นคีย์บอร์ดพร้อมกับลากเมาส์ไปมา จนกระทั่งเริ่มรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาอย่างเขม็ง

มีอะไร จ้องกันอยู่ได้ผมถามพร้อมกับเหลือบหางตาไปมองเล็กน้อย หรือจะไม่ทำรายงานแล้ว อยากจะทำอย่างอื่นก็บอกกันดีๆ สิ

ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย!”

แล้วจ้องกันทำไมล่ะผมละมือซ้ายจากคีย์บอร์ดและยกขึ้นมาเท้าคางพลางหันไปมองหน้าเธอ

ก็ผู้หญิงคนเมื่อกี้น่ะ เธอเป็นอะไรกับพี่เหรอ

ทำไม หึงหรือไงผมถามพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น

เปล่า ฉันจะไปหึงพี่ทำไม เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยเธอพูดพลางเม้มริมฝีปากแน่น ฉันก็แค่อยากรู้ว่าทำไมพี่ถึงปฏิเสธเธอ ทั้งๆ ที่เธอสวยออกซะขนาดนั้น

สวยแล้วยังไงล่ะผมย้อนถาม เพราะผู้หญิงสวยๆ บนโลกใบนี้เยอะแยะและร่างกายของผู้หญิงก็เหมือนๆ กันไปหมด แต่จะให้ถูกใจไปซะทุกคนมันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเราน่ะไม่สามารถบังคับให้หัวใจชอบผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้หรอกนะ

พูดแบบนี้ พี่ไม่เคยมีแฟนเลยหรือไง

ไม่มีผมไม่ได้โกหกนะ แฟนน่ะไม่เคยมีจริงๆ ส่วนผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาผมก็มีไว้แค่นอนเล่นเป่ายิงฉุบกันเฉยๆ

โกหกน่า...” เธอครางออกมาอย่างไม่เชื่อหู

ทำไมถึงคิดว่าโกหกล่ะ

ไม่รู้เธอพูดพลางส่ายหน้า พี่ทำรายงานต่อเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว

หลังจากพูดจบเธอก็นั่งขัดสมาธิ แล้วก็เอาข้อศอกวางไว้บนต้นขาจากนั้นก็นั่งเท้าคางทำท่าทางเหมือนนักเลงกล้ามโต ปกติถ้าผู้หญิงนั่งเท้าคางจะหงายฝ่ามือแล้ววางคางไว้บนนั้นไม่ใช่เหรอไง แต่นี่อะไรคว่ำมือกำหมัดแล้วใช้หมัดนั้นดันข้างแก้มของตัวเองจนริมฝีปากบิดเบี้ยว

ทำไมทำท่าทางกระโดกกระเดก ไม่สมกับเป็นผู้หญิงเลยสักนิด

แม้ไอ้ไนน์จะบอกว่าเธอสวย เซ็กซ์ เอ็กซ์ อึ๋มก็เถอะ แต่ในสายตาของผมเธอก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น

แต่ถึงจันทร์เจ้าเอ๋ยจะไม่ใช่ผู้หญิงเซ็กซี่ที่มีเสน่ห์จัดจ้านทว่าใบหน้ากระจ่างใสผุดสีแดงระเรื่อราวกับกุหลาบแรกแย้มซึ่งน่าจะเกิดจากอุณหภูมิของห้องที่ร้อนระอุ ซ้ำดวงตายังกลมโต ริมฝีปากแดงระเรื่อรับกับจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อย

ทุกองค์ประกอบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาเป็นเธอนั้นช่างสวยงามดูลงตัวไปซะหมดจนสามารถดึงดูดสายตาจากคนรอบข้างให้มองเธอซ้ำแล้วซ้ำอีก

เธอเป็นคนสวย แต่คงไม่รู้ว่าตัวเองสวยล่ะมั้งถึงได้แต่งตัวบ้าๆ แบบนี้ ถ้าเธอปรับปรุงรสนิยมการแต่งตัวเวลาอยู่บ้านสักหน่อยก็จะน่าดูกว่านี้มาก

ลองมองดูเสื้อผ้าของเธอสิ ท่อนล่างสวมกางเกงยีนขาสั้นสีซีดขาดๆ เซอร์ๆ กับท่อนบนใส่เสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่คอกว้างจนเผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าขาวนวล ซึ่งด้านหน้าเพ้นท์ลายหัวกะโหลกสีดำ มีอักษรพิมพ์ไว้ว่า ‘Do you believe in life after death?’ นั่นสิ มันดูได้ซะที่ไหนกัน

ส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้หญิงก็ไม่ปรากฏให้เห็นเลยสักนิด แต่งตัวแบบที่ทำให้ผู้ชายเห็นแล้วหมดอารมณ์อย่างแรง

แต่ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะเปลี่ยนไปมาก แต่นิสัยใจคอ และสไตล์การแต่งตัวยังคงเป็นเหมือนเดิม เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

มองอะไรอีกล่ะเนี่ยเธอคงรับรู้ถึงสายตาของผมที่จับจ้องเธออยู่นานสองนาน จึงพูดออกมาทั้งๆ ที่ไม่ได้หันมามองหน้าผมเลยแม้แต่น้อย

ใครมอง อย่าหลงตัวเองสิ

ผมพูดอย่างรำคาญ แสร้งตีหน้าขรึมแล้วมองไปทางอื่น นี่ผมเป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ย เมื่อกี้เพียงแค่เธอขยับปากพูด สายตาของผมก็ไล่ไปตามใบหน้าของเธอ และจับจ้องริมฝีปากยิ้มน้อยๆ ของเธอโดยไม่รู้ตัว

ริมฝีปากของเธอที่ทั้งนุ่มและชุ่มชื้น...

แล้วไหนจะปลายนิ้วเรียวสวยที่กำลังจับปลายปากกาที่ขีดเขียนอยู่บนกระดาษ

ปลายนิ้วที่เคยลูบไล้สัมผัสไปทั่วริมฝีปากของผม

ผมถึงกับกลืนน้ำลายแล้วขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจความคิดแปลกประหลาดของตัวเอง มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่ผมต้องมานั่งคิดบ้าๆ อยู่แบบนี้

หยุด...

ห้ามคิดอีก ห้ามคิดลึกอีกเป็นอันขาด!

เอาจริงๆ ผมไม่ชอบใจเลยที่ตัวเองมักจะเหลือบมองเธออยู่บ่อยๆ ในช่วงเวลาห่างกันไม่กี่นาที เธอเป็นแค่ทาสรับใช้ ไม่ได้เป็นผู้หญิงที่ผมคิดอะไรด้วยสักหน่อย ทำไมผมถึงเอาแต่จ้องมองเธออยู่แบบนี้

จุดนี้แหละทำให้ผมโมโหตัวเอง

ทั้งๆ ที่ใจของผมย้อนแย้งขึ้นมาแบบนั้น แต่สายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่ตัวเธอตลอดเวลา

เยส!” จู่ๆ เธอก็ร้องพร้อมทำมือเป็นสัญลักษณ์แสดงชัยชนะออกมาโดยไม่รู้ตัว

ผมหยักยิ้มมุมปากขึ้นครั้งหนึ่ง มองท่าทางของเธออย่างนึกเอ็นดู

โอ๊ย ปวดมือไปหมดเลยเธอพูดแล้วกางนิ้วทั้งห้าออกมา จากนั้นก็หุบเข้ากางออกแล้วหุบเข้าไปมาอยู่หลายครั้ง คล้ายกับออกกำลังกายส่วนมืออยู่

เธอทำท่าน่ารักกว่านี้สักหน่อยไม่ได้หรือไง ต่อหน้าผู้ชายยังท่าทางแบบนี้ออกมาอีก

ทำไมเสร็จเร็วจัง แน่ใจนะว่าทำถูก

ไอ้สัจนิรันดร์นี่ของกล้วยๆ สำหรับฉันเลยเธอพูดพลางฉีกยิ้มจนปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวเสน่ห์เล็กๆ ที่มุมปากทั้งสองข้างน่ารักๆ นั่น

แน่ใจนะผมย้อนถาม

แน่ใจสิ เพราะฉันมีติวเตอร์ดีคอยสอนเมื่อตอนเด็กๆ น่ะเธอบอกพร้อมกับยักคิ้วให้อย่างกวนๆ

นี่เธอ... ยังจำมันได้อีกอย่างนั้นเหรอ?

ผมคิดว่าเธอจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นกับระหว่างเราไปหมดแล้วซะอีก

นี่มัน...

เพียงแค่คิดในอกของผมหดลงอย่างประหลาด ผมรู้สึกหัวใจบีบแน่น ความรู้สึกฝาดเฝื่อนบางอย่างที่วูบขึ้นจนเกือบจะหายใจไม่ออก ผมจึงรีบยืดตัวแล้วลุกขึ้นยืนมือซ้ายก็ยกขึ้นกุมอกด้านซ้ายของตัวเอง เมื่อเธอแหงนหน้าขึ้นมามองผมก็รีบเดินจ้ำๆ ไปที่ตู้เย็น เอาน้ำส้มที่อยู่ในขวดแก้วออกมาแล้วเปิดฝา เสียบหลอด จากนั้นก็หยิบกระป๋องเบียร์สำหรับตัวเองออกมาแล้วก็เดินย้อนกลับมาที่เดิม

ผมยืนค้ำหัวเธอแล้วโน้มตัวลงไปแล้ววางขวดน้ำส้มลงบนโต๊ะ เธอเงยหน้าขึ้นมามองอย่างสงสัย

กินซะผมบอกแค่นั้นก่อนจะเปิดกระป๋องเบียร์ของตัวเองแล้วเดินออกไปนอกระเบียงพลางปิดประตู จากนั้นก็กระดกเบียร์แล้วสูบบุหรี่

แสงแดดทางทิศตะวันตกยามบ่ายร้อนแรงมากกว่าปกติ มันสาดส่องมายังระเบียงห้องจนทำให้ต้องผมหรี่ตาลง จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเปิดปิดประตู แล้วร่างบางก็เดินตามออกมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับขวดน้ำส้มที่อยู่ในมือ

ดื่มแอลกอฮอล์แต่หัววันแบบนี้ เดี๋ยวก็เมาหัวทิ่มหรอกเธอบอกพร้อมดื่มน้ำส้มที่อยู่ในมือของตัวเอง

ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ชิลๆผมบอกพร้อมกับเปลี่ยนท่ายืน เอาหลังพิงขอบระเบียงพลางมองร่างบางที่ยืนเหม่อมองออกไปด้านนอก

ผมหันไปมองเธอแล้วก็ต้องตกตะลึง ด้วยความที่เธอสวมเสื้อสีขาวตัวบาง เมื่อต้องแสงแดดแบบนี้มันจึงทำให้ร่างกายของเธอเหมือนโปร่งแสง ร่างบอบบางที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่ชัดเจน

ต้องคิดใหม่แล้วล่ะ ว่าการแต่งตัวแบบนี้ทำให้ผู้ชายเห็นแล้วหมดอารมณ์

ผมยังจดจำความรู้สึกสุดแสนวิเศษตอนที่หน้าอกของผมสัมผัสเข้ากับความอ่อนนุ่มตรงนั้น แม้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้นแต่มันกลับกระชากวิญญาณทำให้ความร้อนกระแสหนึ่งพุ่งผ่านมายังท้องน้อย

แค่หวนนึกถึง ร่างกายของผมก็ตื่นตัวแล้ว

แล้วยิ่งในเวลานี้ที่เสื้อยืดตัวบางกับคอกว้างจนเห็นกระดูกไหปลาร้า เมื่อมองจากมุมสูงจึงทำให้ผมเห็นเนินอกขาวโผล่พ้นออกมา

โอ๊ย! นี่เธอไม่สำนึกอะไรเลยหรือว่าตัวเองยังเป็นผู้หญิง

แต่ผมรู้ดีว่าเธอคงไม่ได้คิดมากและคงคิดไปว่าใส่เสื้อตัวใหญ่ๆ คงจะปลอดภัยและรอดจากสายตาโลมเลียของพวกหนุ่มๆ ได้ล่ะมั้ง

โชคดีที่ผมใส่เสื้อยืดตัวใหญ่และปลายเสื้อยาวจนมาถึงต้นขาอ่อน ไม่อย่างนั้นเธอต้องสังเกตเห็นความปรารถนาอย่างรุนแรงที่ซ่อนอยู่ใต้กางเกงยีนของผมแน่

วินาทีต่อมาผมถึงกลับต้องร้องขอตัวเองอย่างจริงจังว่าห้ามคิดอีก... ไม่สิ ขอร้องแบบเกือบจะทารุณตัวเองแล้วว่าห้ามคิดอีก ห้ามคิดลึก ต้องควบคุมตัวเองเอาไว้!

ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอด พ่นลมหายใจเข้าออกอย่างแรง จนทำให้คนข้างๆ สังเกตเห็น

เป็นอะไร หายใจไม่ออกเหรอ แล้วดูสิหน้าแดงไปหมดแล้วเธอหันมามองพร้อมกับจะยื่นมองออกมาทำท่าเหมือนจะสัมผัสเข้ากับใบหน้าอันร้อนผ่าวของผม เห็นไหมล่ะ กินเบียร์แต่หัววันแบบนี้มันทำให้เสียสุขภาพ

ผมรีบปัดมือของเธอทิ้ง แล้วพยายามสงบสติอารมณ์ แต่สมองกลับไม่หยุดคิดภาพใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาฉ่ำวาว และริมฝีปากที่เผยอน้อยๆ ยามที่เธอแหงนมองผมจากที่ต่ำอย่างไร้ความหวาดระแวง

นี่เธอจะสมองช้าไปถึงไหนกัน!

ไม่ใช่! มันไม่ใช่เกิดจากแอลกอฮอล์ มันเกิดจากเธอต่างหากเล่า!

ผมอยากจะตะโกนบอกไป แต่ก็กลัวว่าเธอจะหนีกลับเข้าห้องของตัวเองไปอย่างตื่นตระหนก

การบ้านเสร็จแล้วหรือไง กลับเข้าไปทำเดี๋ยวนี้!” ผมพ่นลมออกจากปากก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม

ทำไมต้องดุกันด้วยริมฝีปากบางเบะน้อยๆ เมื่อตอนอยู่ข้างล่างก็ด้วย

พี่มีเหตุผลที่ต้องดุเธอผมบอกเสียงแหบโหย ใจหนึ่งอย่างจะรวบเธอเข้ามากอดปลอบ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะกลัวว่าถ้าทำแบบนั้นผมอาจจะควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่อยู่

กลับเข้าไปในห้องเถอะ ปล่อยพี่ไว้คนเดียวก่อนนะผมพูดเสียงอ่อนลง ไม่ได้ทำเสียงเข้มเหมือนเมื่อกี้

เธอเบะปากให้ผมน้อยๆ อย่างไม่พอใจจากนั้นก็เดินกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าห้องไป

ผมถึงกับพ่นลมออกจากปาก ใช้เวลาอยู่นานกว่าผมจะสงบสติอารมณ์ได้ ผมสูบบุหรี่ไปอีกมวน แล้วกระดกเบียร์รวดเดียวจนหมดกระป๋อง

จากนั้นก็เดินมาหยุดยืนข้างหน้าต่างที่ติดกับบานประตู แล้วแอบมองลอดผ่านกระจกซึ่งผ้าม่านผืนหนาถูกรูดเปิดเอาไว้เล็กน้อยทำให้ผมเห็นภายในห้อง

ผมแอบมองเธออยู่นาน จึงได้เห็นว่าจันทร์เจ้าเอ๋ยกำลังสำรวจพื้นที่ที่ทำไว้ให้กับเธอ มือบางกำลังลูบไล้ตุ๊กตาตัวสีชมพู จากนั้นก็ชะงักมือกลับ แล้วเหลียวหลังมามองเหมือนกลัวว่าผมจะพุ่งเข้าไปเห็นเธอทำแบบนั้น ผมถึงกับเผลอยิ้มกับการกระทำน่ารักๆ

ชอบก็ชอบสิ ทำไมต้องกลัวคนอื่นเห็นด้วย ขนาดผมเป็นคนไปซื้อยังไม่อายเลย

ผมย้อนคิดไปในช่วงเวลาที่ไปซื้อของพวกนี้กับไอ้ไนน์เพื่อนสนิท

 

เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาอย่างไม่รื่นรมย์นัก

ดูเหมือนแอร์จะเย็นเกินไป ลำคอจึงแสบเคือง ร่ำๆ จะกระแอมไอ

ผมรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเนื่องมาจากดื่มหนักเกินไป ทำให้ร่างกายซึ่งไม่สามารถกำจัดสลายแอลกอฮอล์ได้นั้นมันกำลังกระเสือกกระสนทุรนทุรายอยู่ภายในร่าง ผมสะบัดผ้าห่มออกจากตัว แล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบน้ำดื่มจากตู้เย็นมาดื่มรวดเดียวเกลี้ยง จากนั้นก็หยิบขวดน้ำมาจากตู้เย็นอีกขวดก่อนจะหยิบซองบุหรี่และไฟแช็กเดินออกไปนอกระเบียงแล้วยืนเกาะระเบียงแล้วสูบบุหรี่

ด้านล่างคือถนนซึ่งมีแต่พวกนักศึกษา ที่มีเดินเป็นกลุ่มบ้าง เดินเป็นคู่บ้าง และก็เดินคนเดียวบ้าง และทันใดนั้นเองสายตาของผมก็มองเห็นไปร่างบางร่างหนึ่งกำลังวิ่งออกไปจากตึกที่ผมอยู่

แม้ผมจะอยู่ถึงชั้นห้า แต่ผมก็สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร

ผมมองร่างนั้นซึ่งอยู่ในชุดนักศึกษาตัวหลวมโพรก เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนยาวถึงกลางหลังสะบัดไปมาอยู่ด้านหลังศีรษะตามจังหวะการวิ่ง ใบหน้ากระจ่างใสผุดสีแดงระเรื่อราวกับกุหลาบแรกแย้มซึ่งเกิดจากการออกแรงวิ่งในยามเช้า

หึ... สงสัยจะตื่นสายแน่ๆ

ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินย้อนกลับไปหยิบโทรศัพท์แล้วกดโทรออกไปยังเบอร์ล่าสุด

ไอ้ไนน์ ตื่นหรือยังวะ

[ตื่นแล้ว...] เสียงงัวเงียตอบกลับมา [เดี๋ยวนะ เสียงคุ้นๆ]

ผมเงียบพร้อมกับรอฟัง ได้ยินเหมือนไอ้ไนน์กำลังขยับโทรศัพท์

[เฮ้ยนี่กูไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ยว่าไอ้พาคุณตื่นแต่เช้า!]

เออมึงไม่ได้ฝันผมตอบพลางหัวเราะ วันนี้มึงเข้ามอปะวะ

[มึงเคยดูตารางเรียนมั้ย วันนี้ไม่มีเรียนโว้ย!]

งั้นตอน 11 โมง มึงออกไปห้างเป็นเพื่อนกูหน่อย

[ไปทำไมวะ]

ไม่ต้องถามมาก เดี๋ยวไปถึงมึงกูรู้เองแหละ 11 โมงเจอกันที่หน้าห้างนะพูดแค่นั้นผมก็ตัดสาย และรีบเดินกลับเข้ามาในห้อง เพื่ออาบน้ำแต่งตัว

หลังจากนั้นผมก็ขี่มอเตอร์ไปห้างใช้เวลาไม่นานก็มาถึง เวลานี้ผมกำลังอยู่หน้าห้างเพื่อรอเพื่อนสนิท และไม่นานไอ้ไนน์ก็ตามมาสมทบ และพอมันเดินเข้ามาหา ผมก็เดินนำมันเข้าไปในห้างโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

เฮ้ยไอ้คุณมึงจะรีบไปไหนวะ!”

กูมีเวลาไม่มาก ต้องรีบกลับหอว่ะผมบอกก่อนจะมุ่งหน้าไปที่บันไดเลื่อนเพื่อขึ้นไปยังชั้นสอง ไอ้ไนน์เห็นแบบนั้นมันก็กระโดดก้าวยาวๆ สองสามก้าวก็มาหยุดยืนข้างๆ ผมแล้ว

มึงจะรีบอะไรนักหนาวะไอ้ไนน์ถามพลางยีผมที่ยังแห้งไม่สนิท มันคงรีบขนาดที่เวลาเป่าผมยังไม่มี แสดงว่าพอผมวางสายมันก็นอนอีกรอบแน่

เดี๋ยวจันทร์เจ้าเอ๋ยเลิกเรียนกลับมาแล้วไม่เจอกูน่ะสิผมตอบพลางอมยิ้ม

เฮ้ยนี่มึงเอาจริงเหรอวะ

ไอ้ไนน์ถามพร้อมกับเบิกตาโต ผมทำเพียงแค่พยักพเยิดหน้า พอเห็นแบบนั้นไอ้ไนน์ก็ส่ายหน้าอย่างระอา

มึงนี่ลงทุนถึงขนาดย้ายออกมาจากคอนโดส่วนตัวมาอยู่หอพักแบบนี้ แถมยังให้พวกกูมาปาร์ตี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากน้องเค้าอีก นี่ถ้ากูไม่รู้จักมึงมาก่อน กูจะเผลอคิดไปว่ามึงชอบน้องเค้าแน่

คำพูดของไอ้ไนน์ทำให้ผมแอบหัวเราะเยาะตัวเองในใจ

เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมถึงต้องลงทุนมากขนาดนี้ เพียงแค่ต้องการให้เธอกลับมาเป็นทาสรับใช้แค่นั้นจริงๆ น่ะเหรอ?

ผมได้แต่ตั้งคำถามตัวเองอย่างสับสน และก็พบว่าผมไม่มีคำตอบใดๆ ในหัวเลย

คราวนี้ผมไม่ตอบ ทำเพียงแค่เดินมุ่งหน้าไปยังโซนขายของกิ๊ฟช็อป ไอ้ไนน์ที่เดินตามมามันหันซ้ายหันขวาอย่างเลิ่กลั่ก

ไอ้คุณมึงมาโซนนี้ทำไมวะมันเดินมาใกล้ๆ พลางลดเสียงลงแล้วเปิดปากถาม

กูมาซื้อของกิ๊ฟช็อปไง

อะไรนะ!?” ไอ้ไนน์ถึงกับเบิกตาโตอีกรอบ แล้วมึงจะชวนกูมาด้วยทำไม มึงไม่รู้สึกแปลกๆ บ้างเหรอวะ

แปลกยังไงวะ ก็ปกติมึงกับกูก็ออกมาซื้อเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ด้วยกันบ่อยๆ

มึงนี่ฉลาดทุกเรื่อง แต่ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงได้โง่นักวะ

อ้าวอยู่ๆ ก็มาด่ากูโง่ทำไมเนี่ยผมถามทั้งๆ ที่หยิบของกิ๊ฟช็อปที่ทุกอย่างซึ่งเป็นสีชมพูลงในตะกร้า

ก็คนรอบข้างเค้าจะมองยังไงที่ผู้ชายตัวโตๆ สองคนมาเดินเลือกซื้อของกุ๊กกิ๊กด้วยกันแบบนี้น่ะไอ้ไนน์ถึงกับถอนหายใจเฮือก แล้วยังจะเป็นสีชมพูทั้งหมดอีก

เออว่ะ...พอไอ้ไนน์พูดแบบนี้ ผมก็หันซ้ายหันขวา โชคดีที่มันเป็นเวลาห้างเพิ่งเปิด ซ้ำยังเป็นวันธรรมดา เหล่านักช็อปจึงบางตา มีเพียงแค่คนสองคน แต่ทว่าพนักงานที่ยืนอยู่คุมเป็นจุดๆ เต็มโซนไปหมด

แต่ผมก็ไม่เห็นมีใครมองมาที่พวกเรา หรือมีบ้างก็แค่มองอย่างเคลิ้มๆ แล้วพอผมหันไปเห็นก็รีบหลบสายตาไปมองทางอื่นอย่างรวดเร็ว

งั้นมึงกับกูแยกกันเดินผมพูดพลางหยิบตะกร้ามาอีกใบส่งให้เพื่อนสนิท มึงไปตรงโน้นนะ แล้วก็เลือกที่เป็นสีชมพู ไอ้ตุ๊กตาน่ะเอาตัวใหญ่ๆ หน่อย

เฮ้ยมึงบ้าปะเนี่ย!”

ไม่บ้าล่ะ เอาเฉพาะสีชมพูนะ สีอื่นไม่เอา

ผมพูดจบก็เดินแยกมาอีกทาง ไอ้ไนน์ได้แต่เดินไปบ่นไป

หลังจากนั้นผมก็เดินมาที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ด้วยตะกร้าสองใบที่ข้าวของเครื่องใช้เต็มจนล้น ไอ้ไนน์เองก็เช่นเดียวกัน สองมือมันเต็มไปด้วยของสีชมพูแทบทั้งสิ้น

ขณะที่พนักงานกำลังยิงสินค้า เธอก็มองหน้าเราสองคนสลับกันไปมา แล้วกะพริบตาปริบๆ

คือเพื่อนผมมันซื้อไปเพื่อจะเซอร์ไพรส์แฟนน่ะครับจู่ๆ ไอ้ไนน์ก็ร้อนตัวรีบพูดขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีใครถาม

ไอ้เวรเอ๊ย! ยิ่งพูดแบบนี้เค้าก็คิดว่ามันร้อนตัวสิวะ!

คุณลูกค้าคงรักแฟนมากๆ เลยนะคะเธอมองหน้าผมแล้วก็ยิ้มกว้างอย่างปลื้มปริ่ม ประหนึ่งว่าตัวเองได้รับเซอร์ไพรส์จากผมอย่างไงอย่างงั้น

ผมเข้าใจสายตาเหล่านี้ดี ในเมื่อพวกผมไม่ได้เป็นแฟนกัน ไม่ได้เป็นคนรักกัน พวกเธอเหล่านี้ก็ใช้สายตาฉ่ำเยิ้มจ้องมองพวกผมได้อย่างเต็มที่

เพราะไม่ใช่แค่ผมที่มักจะถูกจ้องมองด้วยสายตาฉ่ำเยิ้มหรอก ไอ้ไนน์เองก็เหมือนกัน หน้าตาของมันก็ไม่ใช่เล่นๆ เลย

ใช่ครับไอ้ไนน์รีบพยักหน้า เพื่อนผมคนนี้มันรักแฟนสาวของมันมาก เลยลงทุนซื้อของสีชมพูที่เธอชอบเกือบทั้งหมดไปให้เธอน่ะครับ

คราวนี้พนักงานคิดเงินมองหน้าผมแล้วฉีกยิ้มกว้างมากกว่าเดิม ผมเพียงแค่พยักหน้าแล้วยิ้มกลับไปให้เท่านั้น

หลังจากจ่ายค่าสินค้าเสร็จ สองมือของพวกผมก็เต็มไปด้วยถุงใหญ่ๆ พะรุงพะรัง

ไอ้ตุ๊กตาหมีมึงเนี่ย ทำไมไม่มาซื้อทีหลังวะ!”

ไอ้ไนน์ที่เดินตามถึงกับสบถออกมาด้วยสีหน้าบูดเบี้ยว ผมหันไปมองเล็กน้อยแล้วก็หลุดขำ

จะไม่ให้ขำได้ไง ก็ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาดีมีหมีสีชมพูตัวใหญ่ยักษ์ผูกติดเอาไว้ด้านหลัง ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็น่าหัวเราะจริงๆ นั่นแหละ

กูรู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่หมีโคอาล่าแล้วแบกลูกหมีไว้ด้านหลังเลย

ใช่แล้วไอ้ไนน์กำลังแบกตุ๊กตาหมีไว้ด้านหลัง นี่ผมลงทุนเดินไปขอริบบิ้นจากแผนกห่อของขวัญเพื่อมาผูกตุ๊กตาหมีตัวนี้กับร่างของไอ้ไนน์เชียวนะ

ฮ่าๆ

มึงไม่ต้องมาขำเลยนะไอ้ไนน์ถลึงตามองอย่างโกรธๆ ถ้ากูไม่ติดที่ต้องให้มึงช่วยเรื่องรายงาน กูไม่มีวันทำแบบนี้แน่

ผมได้แต่ยักไหล่ให้มันอย่างกวนๆ ก็ทำไงได้ล่ะ ระดับสมองคนเรามันต่างกัน คนที่ฉลาดกว่าก็ย่อมได้เปรียบกว่า

แล้วมึงจะไปไหนอีก มึงคงไม่คิดให้กูเดินแบกหมีไปทั่วห้างหรอกนะเว้ย!”

ไปแผนกชุดเครื่องนอนผมตอบพร้อมกับเดินนำ

นี่มึงคิดจะให้กูเดินพล่านไปทั่วห้างอีกเหรอเนี่ย!”

เออน่า ไปอีกแผนกเดียวก็ไม่ซื้ออะไรแล้ว

ผมหันไปบอก แล้วมองดูสภาพเพื่อนตัวเอง ตอนแรกก็ขำหรอกนะ แต่พอเห็นมันทั้งแบกหมี ทั้งมือทั้งสองข้างหิ้วของพะรุงพะรังก็อดสงสารไม่ได้ แล้วมึงจะกินอะไรหรือเปล่า เดี๋ยววันนี้กูเลี้ยงเอง

กูจะแดกร้านอาหารระดับห้าดาว จะปล้นมึงให้หมดตัวเลย!” ไอ้ไนน์ตะโกนหน้าดำหน้าแดง

เออได้ มึงจะกินร้านระดับแปดล้านดาวยังไงก็ได้ผมพูดพลางหัวเราะ

แต่เอาจริงๆ นะ กูชักจะเริ่มสงสัยแล้วล่ะว่ะไอ้ไนน์พูดพลางเหลือบหันมามอง

สงสัยอะไรอีกล่ะวะ

ก็จริงๆ แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมามึงไม่เคยสนใจใคร ไม่เคยคบใครอย่างจริงจัง เพราะมึงแอบชอบน้องเค้าหรือเปล่า แบบน้องเค้าเป็นรักแรกที่ยังฝังใจจนมึงลืมไม่ลงน่ะไอ้ไนน์ตั้งคำถามซึ่งทำให้ผมเบิกตามองอย่างตกใจ

ไม่ใช่โว้ย!” ผมตะโกนออกไปอย่างร้อนรน

ไม่ใช่แล้วมึงจะลงทุนทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรวะ!”

กูก็ไม่รู้ผมส่ายหน้าอย่างจนใจ กูขอหาคำตอบให้กับตัวเองก่อน ถ้ากูหาคำตอบได้แล้วกูจะบอกมึงเป็นคนแรก

เฮ้อ...” จู่ๆ ไอ้ไนน์ก็ส่ายหน้าพลางถอนหายใจเฮือก เรื่องอื่นนี่ฉลาดนัก แต่เรื่องแค่นี้กลับโง่เง่า

ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายแบบนี้มันทำให้คนฉลาดอย่างผมเสียศูนย์ได้ขนาดนี้เชียวหรือ ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ!

หลังจากที่พวกเราซื้อของเสร็จแล้ว ไอ้ไนน์ก็พาผมเข้าไปร้านอาหารห้าดาวที่มันพูดออกมาจริงๆ และเมื่อเราสองคนกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว ผมก็บังคับมันให้อยู่ช่วยกันจัดข้าวของตรงมุมหนึ่งของห้อง และพอจัดเสร็จไอ้ไนน์ถึงกับออกปากบ่น

แม่งดูขัดตาฉิบหายเลยไอ้ไนน์ยืดกอดอกพลางยืนเล็งตรงมุมสีชมพูหวานแหวว แม่งเหมือนที่บูชายัญอะไรสักอย่างเลยว่ะ

คราวนี้ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มันดูเหมือนที่บูชาอะไรสักอย่างจริงๆ นั่นแหละ

จะบ่ายสองแล้ว มึงกลับไปได้แล้วไปผมออกปากไล่

ใช้งานกูเสร็จแล้วก็ไล่กูเลยเหรอวะเนี่ยไอ้ไนน์ทำหน้าไม่สบอารมณ์ ให้กูรอน้องเค้ามาเห็นก่อนไม่ได้หรือไง กูอุตส่าห์เป็นคนทำผ้าม่านเองกับมือเลยนะเว้ย

ไม่ได้

โห...แค่นี้ก็ทำเป็นหวง

กูไม่ได้หวง มึงอย่ามาพูดอะไรแบบนี้สิวะ

ก็มึงหวงจริงๆ นี่ไอ้ไนน์พูดพลางยักไหล่พอมันเห็นผมจ้องอย่างนิ่งๆ มันจึงยกสองมือขึ้นอย่างยอมแพ้

เออๆ กูกลับก็ได้ มึงลงไปส่งกูด้วย

ทำไมผมต้องลงไปส่งมันด้วย ปกติมันก็เดินเข้า-ออกหอผมเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เอาเถอะเพราะเห็นความดีที่มันอุตส่าห์อุทิศตัวไปช่วยผมถือของแล้วยังจะมาช่วยจัดของอีก ผมเลยเดินมาส่งมันแต่โดยดี

แต่ทว่าพอผมกับไอ้ไนน์ลงมาถึงหน้าตึก ก็เจอผู้หญิงคนนั้นกำลังยืนอ้อนวอนพี่เล้งที่ดูแลหอพักขอให้พี่เค้าช่วยเปิดประตูหอให้ แน่นอนพี่เค้าต้องปฏิเสธ เพราะผมสั่งเอาไว้ว่าถ้าหากใครมาขอเข้าหอพัก และเฉพาะเจาะจงมาผมด้วยละก็ให้ปฏิเสธออกไปอย่างเด็ดขาด

และก็นั่นแหละ อย่างที่ทุกคนเห็น ผมทะเลาะกับเธอ ส่วนไอ้ไนน์ก็รีบชิ่งหนีไป

ผมส่ายหน้าเมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์นี้ ผู้หญิงประเภทมาหาผู้ชายถึงหอ มันไม่ใช่สเปกของผมเลย ผมไม่ชอบให้ใครมาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และก็ไม่ชอบผู้หญิงที่เสนอตัว และแสดงอาการอยากได้ผมจนออกนอกหน้า ผมเกลียดผู้หญิงประเภทนี้ ต่อให้สวยขนาดไหนถ้าทำพฤติกรรมแบบนี้ ผมก็ไม่ไว้หน้าหรอก

เฮ้อ...ผมถอนหายใจออกมาอย่างหน่ายๆ ก่อนจะเดินย้อนกลับเข้าไปในห้อง

 จากนั้นผมทิ้งตัวนั่งที่เดิมก่อนจะเหลือบหันไปมองจันทร์เจ้าเอ๋ยเล็กน้อย ก็เห็นว่าเธอพยายามอ่านหนังสือของผมอย่างขะมักเขม้น เรียวคิ้วบางขมวดมุ่น บางครั้งก็ยกปลายนิ้วลูบริมฝีปากของตัวเหมือนครุ่นคิด

ไม่เห็นจะเข้าใจเลยแม้เธอออกปากบ่นแต่ยังคงพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ

ผมมองอย่างเอ็นดู แล้วก็เลิกสนใจเธอ กลับมาตั้งใจทำรายงานของตัวเองต่อ จนไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ผมจึงเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนผนัง

พอหันไปมองอีกทีปรากฏว่าเธอเอียงหน้าซบกับท่อนแขนบอบบางนอนหลับปุ๋ยไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนระอยู่ข้างแก้ม ปอยผมม้วนอยู่บนปลายนิ้ว แถมบางส่วนยังพันอยู่กับกองหนังสือ

เธอซุกหน้าอยู่บนขอบโต๊ะตัวสีชมพู แค่ขยับเพียงนิดเดียวใบหน้าอาจจะร่วงลงมาบนตักของผมได้

ผมยื่นปลายนิ้วออกไปแตะแก้มของเธอพลางเขี่ยเส้นผมที่ระอยู่ข้างแก้มอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้

นิ้วของผมยังคงเคลื่อนไหวไปมาอยู่บนแก้ม และสัมผัสนั้นทำให้เธอถูไถใบหน้าไปกับโต๊ะเหมือนลูกแมวที่ถูกรบกวน

เวรเอ๊ย! นี่ผมเผลอทำบ้าอะไรไปอีกแล้ว!

ผมกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะละมือออกจากแก้มเนียนใส ยกสองมือขึ้นตบหน้าของตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ

คราวนี้เธอเริ่มขยับตัวไปมา เหมือนไม่สบายตัว แน่ล่ะฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะแบบนี้จะนอนหลับสบายได้ยังไง พอเห็นแบบนั้นผมก็ลุกขึ้นแล้วนั่งยองๆ ช้อนร่างบางขึ้นมาจากพื้น จากนั้นเดินมุ่งหน้าไปที่หน้าประตูห้อง

ผมเปิดประตูห้องของตัวเองด้วยสภาพทุลักทุเล เพราะสองแขนอุ้มร่างบางเอาไว้ในท่าเจ้าชายอุ้มเจ้าหญิง จนมาถึงห้องของเธอก็ต้องล้วงกุญแจในกระเป๋ากางเกงยีนอีก

ขณะไขกุญแจผมจึงต้องใช้หัวเข่าดันไปที่กำแพงเพื่อรองรับน้ำหนักของเธอไปด้วย

แต่ทำถึงขนาดนี้เธอยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาเลย ให้ตายเถอะ! ความระแวดระวังภัยหายไปไหนหมดนะ!

แล้วนี่ทำไมต้องลงทุนอุ้มเธอมาส่งถึงห้องด้วย ทั้งๆ ที่อุ้มเธอไปนอนในห้องของตัวเองก็ได้

แต่ถ้าไอ้แสงตะวันบังเอิญมาหาน้องสาวแล้วไม่เจอเธออยู่ในห้องละก็...? มีหวังมันอาละวาดจนหอพักแตกแน่!

แค่จินตนาการใบหน้าถมึงทึงของไอ้แสงตะวัน ผมก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว!

 

[End talks]

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

236 ความคิดเห็น

  1. #100 Am_Rat (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 08:56
    น่ารักกก
    #100
    0
  2. #17 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กันยายน 2560 / 10:41
    ขนาดยังไม่เป็นไร ยังกลัวพี่เขยขนาดนี้เลยนะเนีย่ 555
    #17
    0