หลงกิเลนจันทร์ [หยิน]

ตอนที่ 45 : บทที่ ๓ ไหสุราบนผ้าแพร (๒) (ฉบับร่าง 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 พ.ค. 54

ฟารา : 100% เสียเวลาระลึกชาติอยู่นานทีเดียว ในที่สุดวิญญาณกิเลนฯ ก็กลับมาสิงฟาราอีกครั้ง เย้! _/l\_ ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังรอกันอยู่นะคะ

บทที่ ๓

ไหสุราบนผ้าแพร (๒)

            เฮ่อเหลียนหย่งเล่อพินิจมองกิเลนผู้เยาว์ตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่งประดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น สิ่งที่นัยน์ตาของผู้ยิ่งใหญ่แห่งพิภพเทพมองเห็นนั้นมิใช่เพียงรูปลักษณ์ของเอกบุรุษที่เป็นเครื่องปรุงแต่งภายนอก แต่ยังรวมถึงกระแสปราณแห่งแสงสว่างที่เจิดจ้าและบริสุทธิ์เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยประสบมาในชั่วชีวิตนี้

            ท่าร่างนับว่าเข้มแข็งพอใช้ได้ พื้นฐานไม่เลวเลยทีเดียวจักรพรรดิเทพเป็นฝ่ายเปิดปาก ประกายมุ่งมั่นในแววตานั้นก็น่าชมนัก ว่าพลางบิดข้อมือคราหนึ่ง เทียนหมิงก็ไถลตามมาครึ่งก้าว เฮ่อเหลียนหย่งเล่อขมวดคิ้วน้อยๆ คิ้วมังกรที่พาดเฉียงขึ้นยิ่งทำให้ใบหน้าแห่งจอมคนแลดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น เสียดาย ยังควบคุมพลังปราณได้ไม่ถึงแก่นแท้

            เปรี้ยง! เฮ่อเหลียนหย่งเล่อใช้เพียงปลายนิ้ว ระเบิดพลังปราณโลหะอันเป็นแก่นธาตุของตนใส่เทียนหมิงโดยไม่ปรานี ส่งผลให้โอรสกิเลนที่อยู่สุดปลายอีกด้านหนึ่งของผ้าแพรกระเด็นออกไปทั้งๆ ที่แขนยังถูกพันธนาการอยู่

            องค์ชายเทียนหมิง!” นางภูติดอกโบตั๋นหวีดร้องขึ้นด้วยความเป็นห่วงเหลือประมาณ สุ้มเสียงสั่นเครือผสานกับเสียงตีปีกของสกุณานับร้อยที่โผบินขึ้นฟ้าโดยไม่คิดชีวิต ชาวบ้านที่มีปัญญาโดยรอบต่างรีบถอยหนีกันอุตลุด กระแสปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเฮ่อเหลียนหย่งเล่อทั้งรุนแรงและกดดัน กระทั่งกิ่งก้านเพรียวบางของหลิวต้นใหญ่ที่เคยทิ้งตัวลงสู่พื้นยังถูกตีให้กลับตาลปัตร ม่านไม้สีเขียวสดปลิดปลิวขึ้นด้านบนจนดูคล้ายว่าหลิวต้นนั้นงอกออกมาจากท้องฟ้าอย่างไรกระนั้น

            คนผู้นี้ใช้พลังปราณควบคุมผ้าแพรได้ดุจแขนขาของตนเอง ทั้งยังรู้ว่าผ้าแพรสวรรค์สามารถยืดหดได้ตามใจนึก จึงใช้มันต่างโซ่ล่ามเราไว้ในขณะที่โจมตีโดยไม่ลังเล

            เทียนหมิงคิดในขณะที่ถูกผลักให้ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างกายล้อมรอบด้วยข่ายมนต์สีเงินสว่างไสว ในตอนที่ถูกโจมตี โอรสกิเลนรีบปลดปล่อยพลังปราณธาตุแสงเข้าต้านรับ พร้อมกันนั้น มือซ้ายที่เป็นอิสระก็ขยับปลายนิ้ววาดข่ายอาคมอารักษ์แปดทิศอย่างคล่องแคล่ว จึงรอดพ้นจากการบาดเจ็บสาหัสได้อย่างหวุดหวิด

            รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนมุมปากของผู้ปกครองพิภพเทพ ชั่วเวลาแค่พริบตา กลับป้องกันไว้ได้งั้นรึ ดูท่าว่า ข้าคงจะต้องประเมินเจ้าใหม่เสียแล้วกระมัง กระนั้น ท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็เพียงสะบัดข้อมือ ลากเทียนหมิงที่เพิ่งจะแตะปลายเท้าพร้อมคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นกลับมาได้อย่างง่ายดาย

            ผู้อาวุโสกล่าวเกินไปแล้ว พลังที่ท่านใช้เพียงแค่ลองเชิง กลับทำให้ข้าต้องใช้อาคมป้องกันที่ดีที่สุดเทียนหมิงอยู่ในท่าตั้งเข่า ยกมือซ้ายขึ้นพร้อมใช้ปลายนิ้วโป้งปาดหยดเลือดสายหนึ่งที่ไหลออกมาจากมุมปาก มือขวาพยายามรั้งผ้าแพรกลับจนสุดกำลังเพื่อรักษาระยะห่าง เทียนหมิงไม่แน่ใจว่าหากถูกดึงเข้าประชิด จะสามารถต้านรับพลังปราณร้ายกาจนั้นได้หรือไม่

พลังปราณรุนแรงยิ่งกว่าเพลิงระเบิดแต่กลับไม่สร้างความเสียหายให้กับผ้าแพรแม้แต่น้อย ทักษะควบคุมอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ นับว่าวันนี้ผู้น้อยได้เปิดหูเปิดตาแล้ว

แท้จริงแล้ว ทักษะโคจรควมคุมพลังปราณถือเป็นพื้นฐานของพื้นฐาน ผู้ใช้พลังธาตุกำเนิดทุกคนย่อมต้องเรียนรู้ ทั่วสามพิภพสี่เขตแดนสวรรค์ เผ่ามารได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับหนึ่งในด้านการควบคุมการไหลเวียนของกระแสปราณ ในขณะที่เผ่าเทพกลับขึ้นชื่อด้านปริมาณมหาศาลของพลังปราณเสียมากกว่า

หากกระแสปราณเปรียบดั่งสายน้ำ พลังปราณของเผ่ามารย่อมจะเป็นทะเลสาบสงบนิ่ง ในขณะที่พลังปราณของเผ่าเทพคือมหาสมุทรคลุ้มคลั่ง

เมื่อมีพลังธาตุภายในมหาศาล การควบคุมก็ย่อมยากขึ้นเป็นทวีคูณ เฮ่อเหลียนหย่งเล่อได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กำเนิดมาพร้อมกับพลังปราณที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์พิภพเทพ แต่กลับควบคุมพลังปราณสายนั้นลำบากเพียงพลิกฝ่ามือ ในเมื่อสามารถทำเรื่องที่ไม่ถนัดที่สุดได้คล่องแคล่วที่สุดเช่นนี้ คำกล่าวสรรเสริญทั้งหลายจึ่งย่อมมีเค้าความจริงเป็นแน่แท้

เทียนหมิงเม้มปากลง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะผ่อนแรงดึงแล้ว เขาจึงรีบใช้โอกาสนั้นรวบรวมพลังปราณไว้ที่ดวงตา เพ่งเนตรจิตมองร่างของบุรุษปริศนาที่พันธนาการตนไว้ เมื่อมองทะลุผ่านแผ่นอกกว้างไปถึงตำแหน่งหัวใจ จึงได้เห็นแก่นแห่งธาตุกำเนิดที่ดูคล้ายเตาไฟโลหะรูปทรงกลมลอยนิ่งอยู่

ธรรมดากว่าที่คิด เทียนหมิงเผลอถอนใจ ทว่า ชั่วขณะที่หย่อนสมาธิลง ดวงไฟที่จับจ้องอยู่นั้นกลับเปล่งรังสีพิฆาตวาบหนึ่ง

“อึก! เทียนหมิงยกสองแขนขึ้นมากันด้านหน้าทันที... ทั้งๆ ที่ไม่ได้โดนโจมตี แต่ทั่วร่างกลับเหมือนถูกทิ่มแทงด้วยเข็มโลหะที่ลุกเป็นไฟ หยดเหงื่อเย็นเฉียบไหลโทรมกาย กระทั่งปลายนิ้วก็สั่นจนหยุดไม่ได้

ยอดยุทธ กิเลนแห่งแสงไม่กล้าประมาทอีกต่อไป ผู้อาวุโสเป็นชาวพิภพเทพใช่หรือไม่?”

เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น?” เฮ่อเหลียนหย่งเล่อมั่นใจในวิชา พรางจิตปราณผสานร่างของตนเป็นที่ยิ่ง กลิ่นไอของปราณแห่งเทพสมควรถูกซ่อนไว้ได้อย่างหมดจด หาไม่แล้ว เหล่าผู้ติดตามจากพิภพเทพ อันรวมไปถึงน้องชายผู้มักจะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเขา เฮ่อเหลียนหย่งไท่ คงปรากฏร่างออกมาตั้งแต่กระบวนท่าแรกที่ประมือกับเยว่เทียนหมิงแล้ว

ที่ข้าปลีกตัวออกมาด้วยเพราะไม่ต้องการผู้ติดตาม แต่กระทั่งทารกกิเลนยังมองออก ดูท่า... ข้ายังฝึกฝนมาไม่พอกระมัง จักรพรรดิเทพเอ่ยคล้ายจะเปรยกับตนเอง

            หาเป็นเช่นนั้นไม่ วิชาพรางจิตของท่านสมบูรณ์พร้อม หากแต่ไอปราณคุกคามที่แข็งกร้าวนั้นดูราวกับดวงอาทิตย์คลั่ง ผู้ชะล่าใจย่อมจะถูกแผดเผาเป็นเศษเถ้าธุลีดิน ปราณภายในที่ทรงอานุภาพเช่นนี้ คงไม่สามารถคาดเดาเป็นอื่นได้ เทียนหมิงมั่นใจว่า ดวงไฟ ที่เห็นเมื่อครู่ เป็นเพียงภาพลวงตาจากวิชา พรางจิตปราณผสานร่าง แห่งธาตุทอง... พลังที่แท้จริงของยอดคนตรงหน้า... มิอาจประเมินได้

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อหลับตาลงครู่หนึ่ง จิตสังหารก็พลันมลายหายไปสิ้น “ไหวพริบไม่เลว... เห็นแก่ปัญญาของเจ้า ข้าจะให้โอกาสแก้ตัว” ว่าพลางสะบัดมือข้างซ้าย ไหสุราที่ยังไม่ได้เปิดบนโต๊ะก็ลอยลิ่วเข้ามา หากเจ้าสามารถทำให้สุราไหนี้แตกได้ ข้าจะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระเขาหิ้วสายเชือกสีแดงสดที่ใช้มัดไหสุราด้วยท่าทางสบายๆ

เทียนหมิงได้ยินก็ตรึกตรองทันที คนผู้นี้ช่างเป็นผู้อาวุโสที่ทระนงใช่ย่อย คิดจะสั่งก็สั่งโดยไม่ถามความสมัครใจ ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้น เขายังสามารถ ออกคำสั่ง ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ราบกับว่าเกิดมาเพื่อบงการฟ้าดินโดยแท้

            ไม่ต้องกังวล ข้าจะต่อให้เจ้าโดยใช้เพียงกระบวนท่า จะไม่ใช้พลังปราณแม้เพียงเศษเสี้ยวเฮ่อเหลียนหย่งเล่อยื่นข้อเสนอ

            อันผู้ฝึกยุทธย่อมสนใจในเพลงยุทธ ยิ่งบุรุษตรงหน้าเปรียบดั่งกำแพงสูงใหญ่ที่ข้ามไปไม่ได้ ก็ยิ่งท้าทาย ผู้อาวุโสกล่าวถึงขนาดนี้ เห็นทีข้าคงไม่อาจปฏิเสธได้เทียนหมิงหันไปทางภูติโบตั๋น ส่งสายตาบอกให้ถอยห่างออกไป เมื่อมั่นใจว่านางจะไม่โดนลูกหลงจึงเริ่มเปิดฉากบุก

เขาก้าวเดินวนเป็นวงกลมเพื่อหลอกล่อไม่ให้รู้ว่าจะโจมตีจากทิศไหน ในใจคิดคำนวณถึงกระบวนท่าที่ฝ่ายตรงข้ามจะแสดงออกมา โอกาสประมืออย่างจริงจังกับยอดยุทธที่หาได้ยากยิ่งทำให้โอรสกิเลนที่เพิ่งจะกำเนิดมาได้เพียงสิบหกปี รู้สึกหวั่นเกรงและยินดีในขณะเดียวกัน

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อหยักยิ้มเมื่อเห็นท่าก้าวเท้าของกิเลนแห่งแสง “กิเลนเหยียบบุปผา วิชาของมู่ตานสินะ”

ท่าก้าว กิเลนเหยียบบุปผา เป็นวิชาเฉพาะของ เทพพิทักษ์สงครามแห่งพิภพกิเลน มู่ตานกุ้ยฮวา ว่องไว เงียบกริบ และงามสง่า ทุกท่วงท่าไม่มีจังหวะสูญเปล่า ฝีเท้าเฉียบคมไร้น้ำหนักราวกับผู้ใช้กำลังเยื้องย่างอยู่บนกลีบบุปผากระนั้น

“ท่านรู้จักท่านแม่มู่ตานด้วยหรือ?” เทียนหมิงอดถามไม่ได้ในขณะที่ฟาดสันมือซ้ายใส่ไหสุรา ใช้เวลาชั่วพริบตาก้าวประชิดเข้ามาจากมุมอับ

“อา... นางเป็นสหายเก่าแก่ของข้าเอง” เฮ่อเหลียนหย่งเล่อตอบพร้อมลดมือซ้ายที่ถือไหสุราลง เขาตวัดมือขวาที่ยังกำผ้าแพรขึ้นมาแล้วใช้ข้อมือปัดการโจมตีของเทียนหมิงให้แฉลบออกไป

เทียนหมิงรู้สึกชาที่สันมือทันที แต่ก็ไม่ยอมรามือโดยง่าย “เช่นนั้นขอล่วงเกินท่านแล้ว” ใช้มือขวาที่ถูกพันธนาการและผ้าแพรให้เป็นประโยชน์ ตวัดแขนอย่างรวดเร็วคราหนึ่ง ผ้าแพรก็ม้วนวนรัดแขนขวาของคู่ต่อสู้พร้อมกระชากให้ปะทะกันในระยะประชิด ทั้งสองดึงรั้งกันผ่านทางผ้าแพรเพื่อสกัดอีกฝ่ายมิให้ใช้มือขวาได้

            “โฮ่ บังคับให้ข้าต้องสู้โดยใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวงั้นรึ” เฮ่อเหลียนหย่งเล่อพลิกผ่ามือซ้ายหมุนไหสุราเข้าด้านใน ใช้หลังมือรับพลังดรรชนีของเทียนหมิงอย่างไม่ทุกข์ร้อน

            เทียนหมิงกัดฟันกรอด งอปลายนิ้วเป็นตะขอ พยายามทะลวงให้ถึงไหสุรา ฝ่ายที่ป้องกันควบคุมกระบวนท่าได้ยากกว่า เราน่าจะได้เปรียบเพราะแค่ต้องทำให้แตกเท่านั้น... ทั้งสองรุกรับกันด้วยมือซ้าย วิชาดรรชนีของโอรสกิเลนมิใช่ชั่ว กระบวนท่าทรงพลังสมบูรณ์พร้อม น่าแปลกที่เฮ่อเหลียนหย่งเล่อยังมิได้ขยับปลายนิ้วที่ใช้หิ้วไหสุราแม้แต่น้อย ใช้เพียงหลังมือและข้อมือบิดพลิกพลิ้วถ่ายแรงโจมตี การเคลื่อนไหวโอนอ่อนไร้แรงต้านราวกับหลิวลู่ลม ปัดการโจมตีออกไปได้อย่างงดงามราวกับกำลังร่ายรำ

            โรมรันกันได้สักพัก เทียนหมิงก็เริ่มขมวดคิ้ว ท่าร่างที่รัดกุมไร้ช่องว่างของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องลับสมาธิให้เฉียบคม ไม่สามารถละสายตาได้แม้แต่น้อย

            หึ กระบวนท่านับว่าถูกต้องแล้ว ทว่ายังขาดการพลิกแพลงเฮ่อเหลียนหย่งเล่อใช้เพียงสามนิ้วกำเชือกไว้ ดรรชนีชี้และกลางปล่อยออกสวนกลับใส่ดรรชนีของเทียนหมิง ชั่วขณะที่ปลายนิ้วปะทะกันพลันเกิดพลังระเบิดสายหนึ่ง พลังธาตุกำเนิดของจอมคนวิ่งเข้าสู่ร่างของเทียนหมิงราวกับมีชีวิต

เทียนหมิงไถลออกไป ยังดีที่มือขวารั้งผ้าแพรไว้ได้ทันจึงไม่กระเด็นไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่ เส้นเลือดทั่วร่างถูกขยายออกก่อนจะบีบตัวลงอย่างรวดเร็ว เจ็บร้าวราวกับถูกแส้หนามโลหะบีบรัด “เมื่อกี้มันอะไรกัน” เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นคู่ต่อสู้เปลี่ยนไปถือไหสุราด้วยมือขวาแล้ว เขาละสายตาจากเทียนหมิงมาจับจ้องดรรชนีซ้ายของตนอย่างครุ่นคิด

“ไหนท่านบอกว่าจะไม่ใช้พลังปราณ?” เทียนหมิงถามพร้อมก้าวเท้าวนเวียนเข้าโจมตีอีกระลอก

“ข้ามิได้ใช้” เฮ่อเหลียนหย่งเล่อกล่าวเรียบๆ น้อยครั้งนักที่จะเกิดเรื่องเหนือการควบคุมเช่นนี้ และท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ใคร่ชอบใจนัก

เทียนหมิงมิได้สาวความต่อ ใช้โอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามเปิดช่องว่างส่งมือซ้ายดุจหอกทะลวงใส่ไหสุรา เฮ่อเหลียนหย่งเล่อจะชักมือขวากลับ เทียนหมิงก็รู้เท่าทัน กระชากผ้าแพรให้เสียจังหวะ ทว่าเฮ่อเหลียนหย่งเล่อก็ยังใช้มือซ้ายรับการโจมตีไว้ได้ ในจังหวะที่คิดว่าป้องกันได้หมดจดแล้ว เทียนหมิงก็เตะเท้ากระแทกเข่าขวาขึ้นมา หวังทำลายไหสุราจากด้านล่าง

            จักรพรรดิเทพถึงคราวเอาจริง เพิ่มแรงรั้งแขนขวาแล้วโยนไหสุราขึ้นฟ้า รอดพ้นปลายเข่าเทียนหมิงได้หวุดหวิด “ขอถอนคำพูดที่ว่าเจ้าไม่รู้จักพลิกแพลง”

            เทียนหมิงเผยรอยยิ้มให้ในชั่วขณะที่ทั้งสองสบตากัน จากนั้นก็คลายพลังที่รั้งผ้าแพรออก เขาเงยหน้ามองไหสุราที่อยู่สูงลิบพร้อมกระโดดเหยียบเท้ากลางอากาศ ใช้วิชาตัวเบาไต่ขึ้นไปด้านบนทันที

            เฮ่อเหลียนหย่งเล่อไม่รอช้าทะยานร่างตามติด เงาร่างสีขาวและน้ำเงินพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าราวกับลูกศร หมัดซ้ายของเทียนหมิงปะทะกับฝ่ามือของเฮ่อเหลียนหย่งเล่อ ไหล่ขวายกขึ้นแล้วตีศอกออกตามหวังโจมตีศีรษะ แต่ก็ถูกกันไว้ได้ด้วยท่อนแขนแกร่ง แรงปะทะทำเอาโอรสกิเลนได้ยินเสียงกระดูกตนเองลั่นอยู่ในหู เท้าสองคู่เตะกระหวัดหวังเกี่ยวให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหลัก

โดยไม่มีใครยอมใคร ทั้งคู่ไต่อากาศขึ้นมาหลายจ้าง กระทั่งยอดไม้ก็ยังไหวเอนอยู่ด้านล่าง เทียนหมิงทะยานตัวขึ้นสูงในอึดใจ กระแทกฝ่ามือหมายทำลายไหสุราที่กำลังตกลงมา

มิคาด เฮ่อเหลียนหย่งเล่อกลับไวกว่า มือขวาสะบัดแถบผ้าแพรม้วนกระชากไหสุราออกจากวิถี ในขณะที่มือซ้ายโจมตีกลับ เปรี้ยง! ฝ่ามือของทั้งสองปะทะกันเข้าอย่างจัง พลังธาตุทองอีกสายไหลเข้าสู่ร่างกายโอรสกิเลนอีกครั้ง แต่ครานี้มีผลทำให้ชะงักเท่านั้น

ไม่ใช่บังเอิญแล้ว... เฮ่อเหลียนหย่งเล่อสะบัดมือซ้ายไพล่หลังขณะทิ้งร่างลง ปลายเท้าแตะพื้นในจังหวะเดียวกับที่เทียนหมิงตีลังกากลับหลังหมุนร่างลงพื้นเช่นกัน

“กิเลนจันทร์ ดูเหมือนร่างกายของเจ้าจะสามารถดูดซับพลังธาตุกำเนิดของข้าได้... น่าสนใจจริงๆ”

เทียนหมิงกลืนเลือดลงคอแล้วไม่ตอบกระไร ทั้งสองกระตุกผ้าแพรในจังหวะเดียวกัน แถบผ้าจึงรัดรั้งไหสุราไว้ตรงกลาง กิเลนแห่งแสงดึงพร้อมก้าวเข้าหา หวังจะเพิ่มแรงให้แถบผ้าบีบไหสุราให้แหลก

ทว่า ท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น บาทาไร้เงาก้าวพริบตามาอยู่ตรงหน้า ไหสุราที่ตกลงมาเพราะผ้าหย่อนลง ถูกปลายนิ้วกระแทกเบาๆ ให้ลอยขึ้นไป “รับมือ” นิ้วมืออีกข้างงอเป็นกรงเล็บ ตะปบทะลวงจุดตายไม่ให้ตั้งตัว

นัยน์ตา ลำคอ หัวใจ ชายโครง เทียนหมิงแค่โยกตัวหลบพร้อมวาดแขนปัดป้องก็เต็มกลืนแล้ว แต่บุรุษตรงหน้าช่างน่ากลัวนัก มือหนึ่งโจมตี อีกมือดีดไหสุราที่ตกลงมาให้กลับขึ้นไป จากนั้นใช้สองมือโจมตีพร้อมกัน แล้วตวัดมือไปผลักไหสุราที่เพิ่งตกลงมาให้ลอยขึ้นอีกครั้ง เช่นนี้สลับไปมาไม่หยุด สร้างความปวดหัวให้เทียนหมิงไม่น้อย

ทุกกระบวนท่าที่ปะทะ ประกายแสงสีทองจักระเบิดขึ้น อึก! เทียนหมิงถูกฝ่ามือกระแทกหน้าอกสองครั้งพลังธาตุแข็งแกร่งก็ไหลเข้ามาทันที ร่างกายกึ่งซึมซับกึ่งต่อต้าน กล้ามเนื้อทุกส่วนเขม็งตึงจนปวดร้าว พลังปราณธาตุแสงและทองหมุนวนไปทั่วร่างเป็นวัฏจักรแปลกประหลาด เริ่มแรกขัดแย้ง ครู่หนึ่งจึงผสาน จากนั้นกลับมาเป็นปรปักษ์ ทว่าไม่นานก็กลมกลืนกัน

พลังนี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา เทียนหมิงสงบจิตพร้อมโคจรลมปราณ ชั่วขณะกลับยาวนานในความรู้สึก นัยน์ตาแฝงประกายสีทอง เริ่มตอบโต้ช่วงชิงจังหวะ คล้ายสามารถคาดเดากระบวนท่าในอนาคตได้ ในที่สุดก็โจมตีโดนเป้าหมายเป็นครั้งแรก ไม่พลาดแล้ว ความฮึกเหิมเป็นแรงผลัก ยิ่งสู้ก็ยิ่งสนุกสนานราวกับถูกพลังปราณสายใหม่ดึงดูด

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อเผยสีหน้าประหลาดใจ ดีดตัวออกพร้อมดึงผ้าแพรเพื่อคุมเชิง ไหสุราหมุนกลิ้งไปมาตามแนวผ้าอย่างน่าอัศจรรย์

จากสายตาคนนอก ภูติโบตั๋นมองเห็นริ้วพลังสีทองแล่นไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างของโอรสกิเลน ใบหน้าขององค์ชายไร้สีเลือดแล้ว พลังปราณธาตุทองกำลังกร่อนทำลายอวัยวะภายในอยู่ ภูติโบตั๋นพลันตระหนักถึงอันตรายร้ายแรง นางกลืนน้ำลาย... ด้วยระดับฝีมือเท่าที่มี หากสอดมือเข้าไปก็เหมือนรนหาที่ตาย

ยอดยุทธทั้งสองผลัดกันสะบัดผ้าแพร หนึ่งดึงหนึ่งผ่อน แถบผ้าขยับไหลไปมาดุจสายน้ำ ไหสุราตั้งขึ้นแล้วหมุนติ้วๆ อยู่ตรงกลางราวกับลูกข่าง ถึงจะพอตอบโต้ได้บ้างแต่เทียนหมิงก็ยังไม่กล้าชะล่าใจ หากผลีผลามเข้าไปอาจกลายเป็นการเปิดช่องว่าง

โอรสกิเลนย่อเข่าสืบเท้าไปด้านหน้า ท่าร่างหนักแน่นดั่งภูผา แขนขวายกตั้งฉากพร้อมกระชากแถบผ้าแพรให้ตึงเป็นเส้นตรง มือซ้ายงอเป็นกรงเล็บเลียนแบบกระบวนท่าของฝ่ายตรงข้าม สายตาแน่วแน่หยุดที่ไหสุรา... การโจมตีครั้งต่อไปจะเป็นการตัดสิน

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อพุ่งสมาธิไปที่จุดเดียวกัน ไหกระเบื้องดินเผาหมุนช้าลงราวกับเวลาค่อยๆ ถูกแช่แข็ง พริบตาที่ปลายเชือกถักสีแดงสะบัดผ่านหางตา เงาร่างสองสายก็วูบไหวเข้าหากัน รวดเร็วจนทิ้งภาพติดตาละม้ายไอหมึกละลายในบรรยากาศ ท่วงท่าทั้งลี้ลับและงดงามประหนึ่งภาพวาด

เทียนหมิงคิดจะสละแขนขวารับกรงเล็บของคู่ต่อสู้พร้อมทำลายไหสุราในจังหวะเดียวกัน ขอเพียงซื้อเวลาได้ แค่ทำให้ชะงักก็พอ

ไม่นะ!” มิคาด ชั่วจังหวะที่จะปะทะภูติโบตั๋นกลับกระโดดเข้ามาขวาง นางหลับตาแน่น ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเม้มลงด้วยความหวาดหวั่น กระนั้นสองแขนบอบบางก็ยังกางกั้น คิดใช้ร่างต่างโล่คุ้มกันโอรสกิเลน

ภูติโบตั๋น!?!เทียนหมิงชะงักการโจมตีก่อนคว้าร่างของนางเข้ามากอด เขาหมุนตัวก้าวเท้าพลิกกลับให้ตนเองกับภูติโบตั๋นสลับตำแหน่งกันทันที บ้าจริง!’ เทียนหมิงนึกโทษตัวเอง เทียนอ๋าว หลานหลาน เกอเกอคงไปหาพวกเจ้าไม่ได้เสียแล้วกระมัง

ยอมสละตัวเองเพื่อปกป้องข้ารับใช้งั้นรึ เฮ่อเหลียนหย่งเล่อถามเสียงเย็นในขณะที่กระแทกฝ่ามือใส่แผ่นหลังของเทียนหมิง พลังแสงสีทองระเบิดสว่างวาบไปทั่วบริเวณราวกับพระอาทิตย์ขนาดย่อม

แค่ก แค่ก โอรสกิเลนกระอักโลหิตออกมา ร่างกระเด็นไถลหมดท่าไปกับพื้น กระนั้นก็ยังกระชับอ้อมแขนเพื่อปกป้องภูติโบตั๋นที่อยู่ในอ้อมกอด

องค์ชาย ทำไมท่านจึงกันข้าไว้ นั่นเป็นหน้าที่ของข้าต่างหาก!” ภูติโบตั๋นน้ำตาปริ่ม นึกสาปแช่งตนเองเป็นพันๆ ครั้ง นางลุกขึ้นนั่งพลางประคองเทียนหมิงให้ทรงตัวเกาะไหล่ของตนไว้

ข้ารู้ว่าเจ้าภักดี แค่ก... แต่จะให้ใช้สตรีต่างโล่ ข้า... เยว่เทียนหมิงไม่อาจทำได้

ผิดแล้ว นางมิได้ปกป้องเจ้าในฐานะสตรี นางปกป้องเจ้าในฐานะบ่าวต่างหากจักรพรรดิเทพเดินเข้ามาช้าๆ มือขวาถือเชือกผูกไหสุราไว้หลวมๆ บ่าวปกป้องนายเป็นเรื่องสมควรแล้ว หากเมื่อสักครู่เจ้ายอมใช้นางต่างโล่ ก็คงไม่พ่ายแพ้หมดท่าเช่นนี้

ท่านตำหนิข้าที่ทำให้ภูติโบตั๋นร้องไห้ แต่กลับส่งเสริมให้ใช้นางดั่งสิ่งของ ผู้อาวุโสช่างมีความคิดพลิกแพลงยากแท้หยั่งถึงนักเทียนหมิงตอบเสียงขุ่น เงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากร้าวกล้า... ไม่บ่อยนักที่กิเลนแห่งแสงจะแสดงกิริยาเช่นนี้

เงาร่างของเฮ่อเหลียนหย่งเล่อดูราวกับเทพสงคราม เส้นผมสีดำยาวพลิ้วไหว ใบหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้น ดวงตาสีดำอมประกายน้ำเงินมองลงต่ำ เสมือนพญาราชสีห์กำลังพินิจเหยื่อที่หมดทางหนีกระนั้น

ข้ามีคำถามท่านผู้ยิ่งใหญ่พูดเรียบๆข้าบอกว่าจะไม่ใช้พลังปราณก็จริง แต่ก็มิได้ห้ามเจ้าใช้ เหตุใดจึงไม่ใช้พลังปราณของตนเพื่อชิงความได้เปรียบเล่า?”

เทียนหมิงขมวดคิ้ว “ในเมื่อท่านไม่ใช้ ข้าก็ไม่ใช้ ไม่เช่นนั้นก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่?

แวบแรก ใบหน้างามสง่าเรียบเฉยจนยากจะอ่านอารมณ์ ทว่าครู่ต่อมา รอยยิ้มก็ปรากฏพร้อมเสียงหัวเราะลั่น “หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี! ตอบได้สมกับเป็นกิเลนแห่งแสงจริงๆ” ความรู้สึกพึงใจเมื่อแรกพบในป่าเหมยย้อนกลับมาอีกครั้ง

            แท้จริงแล้ว... ด้วยระดับชั้นในตอนนี้ ต่อให้เทียนหมิงใช้พลังทั้งหมดสู้กับเฮ่อเหลียนหย่งเล่อที่ไม่ใช้พลังเลย... ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อสืบเท้าเข้ามาใกล้ ภูติโบตั๋นแม้จะหวาดเกรงแต่ก็ยังตั้งท่าป้องกันเต็มที่ หลบไปเถิด สุ้มเสียงทรงอำนาจสั่งเพียงแค่นั้น นางก็ชะงักค้างดั่งรูปปั้น

ปึก! ปึก! เขาสกัดจุดบนหน้าอกเทียนหมิงในพริบตา ชักมือกลับแล้วยืนรออย่างสงบนิ่ง

อุ๊ก อ๊อก แค่ก แค่ก เทียนหมิงกระอักลิ่มเลือดสีดำออกมา ทว่าร่างกายกลับค่อยๆ คลายความเจ็บปวด พลังปราณสองสายไหลเวียนในเส้นชีพจร หนุนนำกันอย่างต่อเนื่อง

ข้าเปิดจุดชีพจรให้แล้ว พลังปราณกำลังรักษาร่างของเจ้า รอสักพักอาการคงทุเลาขึ้น

ทำไม?” โอรสกิเลนถามด้วยความประหลาดใจ

ชั่วขณะที่ข้าโจมตี พลังปราณของข้ากลับปะทุขึ้นมาจากร่างของเจ้า ดูดซับพลังโจมตีให้เป็นศูนย์จักรพรรดิเทพคลายผ้าแพรออกจากแขนของเทียนหมิงแล้วยื่นให้ภูติโบตั๋นอย่างปรานี

ปราณของข้าคือธาตุทอง ส่วนของเจ้าคือธาตุแสง ซึ่งถือเป็นปราณพิเศษ นอกจากเทพผู้สร้างแล้วก็มีเพียงกิเลนจันทร์ที่ได้ครอบครอง... แสงมิใช่ทอง ทองมิใช่แสง ทว่าเจ้ากลับสามารถหลอมรวมพลังปราณที่แตกต่างกันให้เป็นหนึ่งได้ ทั้งยังทำโดยมิได้ตั้งใจ ในโลกนี้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีผู้ที่สามารถดูดซับพลังธาตุกำเนิดของผู้อื่นไปเป็นพลังของตนได้...

ควรทราบว่า สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ล้วนถูกเทพบิดาและเทพมารดาร่วมกันสรรค์สร้างขึ้นมาด้วย กฎแห่งธาตุกำเนิด หรือก็คือ กฎแห่งธรรมชาติที่ไม่อาจล่วงละเมิดสรรพสิ่งมีธาตุกำเนิดได้เพียงหนึ่งและไม่สามารถใช้พลังปราณธาตุอื่นที่มิใช่ธาตุของตน ยกเว้นการใช้อาคมหยิบยืมพลังฟ้าดิน ซึ่งต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อด้วยพลังปราณของผู้ใช้อาคม

ทว่าบัดนี้ กิเลนจันทร์กลับทำลายกฎเกณฑ์นั้นจนสิ้น เฮ่อเหลียนหย่งเล่อทราบความนัยนี้ตั้งแต่แรกปะทะ “ข้าปล่อยให้เจ้าดูดซับพลังธาตุกำเนิดของข้าโดยตั้งใจ แก่นของทองคือ ความแข็งแกร่ง มีอานุภาพทำลายได้แม้กระทั่งผู้ครอบครองพลังปราณเอง... ข้ามอบพลังให้ หากเจ้าตกตายก็ถือว่าไร้วาสนา แต่ดูท่า เดิมพันครั้งนี้ข้าคงมีชัยต่อเทพแห่งโชคชะตาแล้วกระมัง”

นั่นคือสาเหตุที่ท่านช่วยข้า?”

“นั่นเป็นข้อแรก” เฮ่อเหลียนหย่งเล่อยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว จากนั้นก็งอนิ้วแรกลง หนึ่ง ข้าคิดว่าเจ้าน่าสนใจ มีค่าควรแก่การส่งเสริม

เขายกไหสุราขึ้นมาตรงหน้าเทียนหมิง ผิวกระเบื้องดินเผาแตกร้าวราวกับใยแมงมุม นิ้วที่สองงอลงเพียงนิดไหสุราก็แหลกเป็นจุณ ได้กลิ่นสุราชั้นดีหมักดอกท้อหอมฟุ้งกำจาย “สอง ถึงจะบังเอิญแต่เจ้าก็สามารถทำลายไหสุราได้ตามเงื่อนไข พลังปราณที่ระเบิดออกมาในครั้งสุดท้ายช่วยเจ้าไว้หลายเรื่องทีเดียว”

จักรพรรดิเทพปรายตามองภูติโบตั๋นแวบหนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “สาม แม้ยังขาดคุณสมบัติของผู้ปกครอง แต่ก็มีคุณสมบัติของลูกผู้ชายที่น่ายกย่อง ตอนที่เจ้าเลือกปกป้องนางภูติน้อยตนนี้ ก็ถือว่าผ่านการทดสอบของข้าแล้ว”

เทียนหมิงพิจารณาผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้า จะว่าไปแล้ว เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเขาจัดการได้ไม่เหมาะสม กระทั่งตอนนี้ก็ยังรู้สึกละอายใจที่ตัดรอนภูติโบตั๋นอย่างเย็นชา เมื่อได้รับการเตือนสติ ความรู้สึกนับถือจึงเต็มตื้นขึ้นมาจนไม่อาจประเมินได้ โอรสกิเลนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่สอนสั่ง!

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อเพียงยิ้มที่มุมปาก “เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ เยว่เทียนหมิง” เขาหลับตาลงแล้วหมุนกายเดินจากไป “แล้วพบกันใหม่...”

ในอนาคตอันใกล้ ที่แม้แต่เจ้าเองก็คงคาดไม่ถึง

 

 

-------------------------------------------

            A/N คิดถึงฟารากันไหมจ้า! อยากบอกว่าที่หายไปเพราะตอนนี้ฟาราได้เป็นนักเขียนประจำของสนพ. แห่งหนึ่ง และกำลังวางโครงเรื่องของซีรีย์ใหม่ค่ะ ทำให้ต้องเขียนกิเลนฯกับเรื่องอื่นๆ ในเด็กดีน้อยลง แต่เพราะหลายคนที่ยังติดตามและทวงถามในหน้านิยายอยู่เสมอ ก่อนที่ฟาราจะกลับเข้าถ้ำไปทำงานต่อ ฟาราขอมอบหลงกิเลนจันทร์ตอนใหม่ ให้เป็นของขวัญค่ะ มาแบบเต็มๆ 100% กันเลยทีเดียว อิ้อิ้

            สำหรับหลงกิเลนก็ยังรอไรท์เตอร์ ZZ รีไรท์เพื่อส่งสนพ. ค่ะ (ได้ข่าวว่านานมาก แต่ต้องเข้าใจ zz ค่ะ เธองานเยอะมาก ขนาดนิยายตัวเองยังไม่มีเวลาเขียน)

ส่วนตัวฟาราเองก็กำลังมีโครงการออกหนังสือเรื่องอื่น จะเป็นเรื่องอะไรแนวไหนนั้น ถ้าตีพิมพ์และสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้เมื่อไหร่ ฟาราจะมาแจ้งอีกทีนะคะ

อ่านตอนนี้คงหายคิดถึงหมิงกันแล้ว แต่ถ้าใครรออ๋าวอยู่ต้องขอให้รอตอนต่อไปจ้า ด้านล่างเป็นรูปที่เจอตอนท่องเนต อิมเมจใกล้เคียงอยู่นะเนี่ย XD

เทียนหมิง (หล่อน่ารักจังเลย *0*)




ภูติโบตั๋น (น่ารัก+ร่าเริงดีค่ะ)

เหมือนเธอจะบอบบาง แต่จริงๆ แล้วก็แสบใช่ย่อย...

อย่าโดนรูปลักษณ์ภายนอกหลอกตา ไม่รู้พวกภูติบุปผาเป็นแบบนี้ทุกตนหรือเปล่านะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1469 worawichani (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 / 09:08
    เป็นกำลังใจให้เทียนหมิง และเทียนอ๋าวนะขอรับ
    #1,469
    0
  2. #1430 Nerissa (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2554 / 23:28
    มาลงชื่อว่าอ่านจบแล้วค่ะ !!

    รอคอยตอนต่อไปนะคะ

    หมิงรอดหวุดหวิด
    สรุปว่าพี่แกจะส่งเสริม หรือกะฆ่าให้ตายกันแน่เนี่ย - -
    แล้วยังจะมาพรากน้องสาวไปจากอกอีกนะ ชิ!!

    สรุปว่าหมิงอ๋าวมีแต่เสียกับเสียนะคะ XD
    #1,430
    0
  3. #1427 lixuan (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 / 23:39
    ในที่สุดก็อ่านมาถึงบทนี้แล้ว!!!!
    แล้วก็ต้องรอต่อไป -_-"
    เป็นกำลังใจให้เทียนอ๋าว เทียนหมิง
    และไรเตอร์คร้า สู้ๆนะค่ะ ^^
    #1,427
    0
  4. #1418 yasuragi (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2554 / 18:08
     เทียนอ๋าวเอยระวังดีๆนะ 

    เดี่ยวเผลอไม่รู้ตัว ทั้งอาหมิงกับหลานหลานจะถูกสองพี่น้องเจ้าเล่ห์ลักพาตัวไป
    #1,418
    0
  5. #1417 chawanyan (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2554 / 03:47
     หย่งเล่อยังหล่ออยู่เลยกลายเป้นผู้อาวุโสสะแว้ว ห้าๆๆ 

    แล้วหย่งเล่อจะทำอะไรกะเทียนหมิงล่ะเนี่ย

    ตอนแรกนึกว่าเทียนอ๋าวจะมาเห็นเหตุการณ์สะอีก อิอิ

    คิดถึงเทียนอ๋าว หลานเอ๋อร์ ^^

    แล้วก็ไรเตอร์คนสวยด้วยคร้า มาอัพๆๆ ตอนต่อไปอีกนะคร้า

    เป็นกำลังใจให้คร้าไรเตอร์ นะคร้า สู้ๆๆ คร้า

    ปล.ดูแลสุขภาพด้วยนะคร้า เด๋วจะป่วย
    #1,417
    0
  6. #1415 ra-re-rerin (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 / 23:25
    คิดถึงฟารามากๆเลยค่ะ นั่งรอเจ้าเทียนอ๋าวตัวร้ายต่อไป โอ๊ยยยยย คิดถึงใจจะขาดรอนๆ ^^
    #1,415
    0
  7. #1414 feellove (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2554 / 19:35
    ดีใจมากกกกกก  >o<

    คิดถึงเรื่องนี้ที่สุดเลย

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ  ^^
    #1,414
    0
  8. #1413 zozo-lazy-fox (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2554 / 17:55
    หลงรักท่านหย่งเล่ออีกครั้งแล้วค่ะ

    บทนี้บู๊กระจายกันเลยน้า
    #1,413
    0
  9. #1412 sojuiruye (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2554 / 13:53
    ฟารามาอัพแล้ว > < ตอนนี้จัดเต็มตอนของหมิงเลย
    อนาคตอันใกล้ที่คาดไม่ถึง น่ากลัวจริง ๆ แต่เทียนหมิง
    สามารถดูดซับพลังธาตุอื่นได้ เทียนอ๋าวก็คงจะทำได้เหมือนกัน
    ใช่ไหม แต่ตอนหน้าของเทียนอ๋าวจะเจอใครล่ะเนี่ย หลานหลานเอง
    ก็ยังอยู่กับเทียนอ๋าวด้วยสิ
    #1,412
    0
  10. #1411 blackchoc (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2554 / 23:22
    คิดถึงอ๋าวมากๆ จะรออ่านตอนของอ๋าวนะคะ
    สู้ๆ เพื่อรีดเดอร์นะคะ (ให้กำลังใจแบบหวังผลค่ะ 55)
    #1,411
    0
  11. #1410 kujaku01 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2554 / 18:30
    ได้จักรพรรดิเทพช่วยสั่งสอน (ซ้อม) จะถือเป็นวาสนาดีไหมเนี่ย
    #1,410
    0
  12. #1409 illreris (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2554 / 02:44
     ดีค่ะ ทุกคน เม้นเก่าๆ ฟาราอ่านครบหมดนะคะ แต่มันเยอะจัง ขออนุญาตเบี้ยวมาตอบรวบยอดใน ช่วง A/N ละกัน แฮ่ๆ

    ป.ล. ขอบคุณ ZZ ที่ช่วยตอบเม้นจ้ะ *0*


    #1,409
    0
  13. #1408 zozo-lazy-fox (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 23:34
    ขอลงชื่อเจิมไว้ก่อนนะ ตอนนี้ดวงตาของเค้ายังป่วยอยู่ พรุ่งนี้จะมาเม้นทใหม่
    #1,408
    0