13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 4 : บท 3 พันนามารีน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 56

 

บท 3 พันนามารีน

 

21 เมษายน ศ.ผ. 6017

เวลาบ่าย

บอลนั่งอยู่บนเครื่องบินชั้นอีโคโนมิกคลาสเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยกับเพื่อนๆ ชาวไทยที่มาเข้าค่ายดนตรีด้วยกัน แย่หน่อยตรงที่เจ้าหน้าที่ค่ายยื่นตั๋วที่นั่งตรงเกือบกลางแถวให้เขา ทำให้เขาต้องมานั่งอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่คุยกันข้ามหัวเขาไปโดยไม่มีส่วนร่วม... แต่ช่างเถอะ เขาชินแล้ว

“บอลไม่ได้รำคาญพวกเราใช่มั้ยเนี่ย” เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาหันมาถาม เขาเพิ่งรู้จักเธอในค่ายดนตรีนี้ และ...ไม่แน่ใจว่าเธอชื่ออะไรด้วย เขาไม่ถูกกับคนเยอะๆ เอาซะเลย

“ไม่หรอก ฟังพวกเธอคุยก็ดี” บอลตอบพร้อมกับอมยิ้มตามสไตล์

“เหรอ อือ เห็นบอลนั่งเงียบมาตั้งแต่ขึ้นเครื่องมาแล้วอ่ะ ถ้าเป็นเราคงทนไม่ได้” เธอบอกก็จะยิ้มให้เขินๆ ก่อนจะหาเรื่องคุยต่อ “เมื่อคืนตอนงานเลี้ยงวันเกิดนายน่ะ ฉันเห็นนะที่ผู้หญิงชื่อมิลโล่ให้นายน่ะ ซองเอกสารสีน้ำตาลเนี่ยนะ คนเยอรมันเขาให้ของขวัญกันแบบนั้นเหรอไง”

“ซองเอกสารสีน้ำตาล” บอลทวนเบาๆ ใช่ เขาจำได้เหมือนกัน เป็นซองขนาดเอสี่ธรรมดาเรียบๆ ที่ดูเหมือนเขาจะเอาใส่กระเป๋าโน๊ตเพลงขึ้นเครื่องมาด้วยเพราะกลัวว่ามันจะยับ “ยังไม่ได้เปิดดูเลย”

“งั้นเหรอ” เด็กสาวพยักหน้าก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อนอีกฟากที่เรียกชื่อเธอ

บอลขยับตัวดึงกระเป๋าโน๊ตบุ๊กสีดำไร้รสนิยมของตัวเองขึ้นมาวางลงบนตัก รูดซิบเปิดออกแล้วค้นซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากเหล่ากระดาษโน๊ตมากมายที่อัดแน่นอยู่ในกระเป๋าใบนั้น

ซองนั้นปิดไว้เฉยๆ โดยไม่ได้ติดกาว เขาเปิดมันออกแล้วดึงกระดาษข้างในออกมาทั้งปึก จึงพบว่ามันคือโน๊ตเพลงเก่าๆ ที่มีชื่อว่า พันนามารีน

โน๊ตเพลงพันนามารีนทั้งสิบกว่าหน้าไม่มีอะไรแปลกตา แม้จะดูเก่ามากแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงมนต์ขลังอย่างของเก่าแก่ ไม่มีส่วนไหนสึกกร่อน รอยยับหรือรอยดินสอแบบที่ทำให้รู้ว่ามันถูกเก็บรักษามาอย่างดีและไม่น่าจะเคยมีคนใช้ นั่นยิ่งทำให้มันดูธรรมดาจนไม่น่าเป็นที่สนใจเข้าไปใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักไวโอลินอัจฉริยะอย่างบอลย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป แค่เพียงเขากวาดตามองหน้าแรกของพันนามารีน หัวใจเขาก็เต้นถี่ขึ้นอย่างน่ากลัว

นั่นเป็นเพราะเขาแอบรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ เพราะในความธรรมดาของกระดาษสีน้ำตาลที่เขาถืออยู่มันไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ควรจะเป็น แม้เนื้อกระดาษจะธรรมดา สีหมึกก็ธรรมดา ชื่อเพลงก็ดูไม่น่ามีอะไร ตัวเลขที่กำกับปีก็ธรรมดา และตัวโน๊ตบนบรรทัดห้าเส้นก็ธรรมดาอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่พอสิ่งที่แสนจะธรรมดาทั้งหมดนั่นมาอยู่รวมกัน มันก็กลายเป็นความไม่ธรรมดาที่น่ากลัวไป

คนเล่นดนตรีคลาสสิคคงจะรู้ว่ามันแปลกอย่างไรเช่นที่บอลรู้ นั่นรวมไปถึงเพื่อนที่ให้โน๊ตนี้กับเขาด้วยเช่นกัน น่าเสียดายที่เขาขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินแล้ว ไม่งั้นเขาคงต้องรีบโทรไปถามเธอคนนั้นว่าเอาโน๊ตนี่มาจากไหน แต่ตอนนี้จะทำแบบนั้นก็ไม่ได้แล้ว คงต้องรอให้ถึงสนามบินก่อน

 

ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาทำทันทีหลังจากกลับมาถึงไทยก็คือ ต่อสายต่างประเทศไปถึงมิลโล่ แต่เธอกลับไม่รับสาย ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยไม่รับสายเขา (เคยโทรไปครั้งเดียวตอนไปถึงเยอรมันใหม่ๆ และหลงทาง แต่ก็นั่นแหละ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนไม่รับโทรศัพท์จากเขาเลยนี่นา)

เมื่อโทรหาคนให้ไม่ติด บอลจึงตัดสินใจพิสูจน์สิ่งที่เขากลัวด้วยตัวเอง แทนที่จะตรงกลับบ้านทั้งที่ไม่ได้กลับมาตั้งเดือน เขากลับดิ่งไปหาเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีพ่อเป็นนักโบราณคดี ให้เขาตรวจสอบให้ว่าโน๊ตเพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อปี 1600 ตามที่เขียนกำกับอยู่จริงหรือเปล่า

 

หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้นบอลก็ได้คำตอบ พ่อของเพื่อนคนนั้นช่วยยืนยันว่าเยื่อใยของกระดาษเหล่านั้นเก่าจริง หมึกก็เป็นชนิดที่ใช้กันในช่วงยุคสมัยนั้นจริง

และข้อมูลนั้นทำให้เขาแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะมันขัดกระประวัติศาสตร์ดนตรีอย่างสิ้นเชิง...

ยุคบาโร้คเป็นยุคของศิลปะที่ค่อนข้างโบราณ อยู่ในช่วงปีค.ศ. 1600 – 1750 ก่อนหน้านั้นคือยุคเรเนซอง ดังนั้นปีที่เพลง “พันนามารีน” ถูกเขียนขึ้นจึงเป็นช่วงรอยต่อระหว่างทั้งสองยุคพอดี บทเพลงในตอนนั้นมีลักษณะพิเศษง่ายๆ อย่างเช่น ท่วงทำนองจะเป็นแบบไม่มีเมโลดี้ (ทำนองหลัก) เครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้นเล่นประสานกันด้วยตัวโน๊ตเป็นพรืดๆ (Counterpoint) ไม่มีการใส่อารมณ์ลงไปในเพลง ไม่มีดัง – เบา และไม่มีแบบแผนเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่เป็นเพลงสวดที่ให้ความสำคัญกับเนื้อร้องมากกว่า

แต่ลักษณะของพันนามารีนกลับแตกต่างจากลักษณะที่กล่าวมาแทบจะทุกอย่าง มันเป็นเพลงแบบที่เรียกว่าโซนาต้าอย่างชัดเจน (Sonata เป็นเพลงสำหรับเครื่องดนตรีเดี่ยวหรือคู่ มีสาม - สี่ท่อน ท่อนแรกช้า ท่อนที่สองเร็ว ท่อนที่สามกลับมาช้า และท่อนที่สี่เร็วอีกครั้ง อาจมีคลาดเคลื่อนไปจากนี้บ้างเล็กน้อย) บทเพลงเขียนขึ้นสำหรับเปียโนกับไวโอลิน อีกอย่าง พันนามารีนมีเมโลดี้ชัดเจนมาก แทบไม่มีลักษณะของเคาเตอร์พอตย์เลยด้วยซ้ำ แถมยังมีเครื่องหมายดังเบา และที่มากกว่านั้น มีเครื่องหมายเหยียบแพดเดิ้ลสำหรับเปียโน ทั้งที่ในยุค 1600 เปียโนยังไม่มีแพดเดิ้ลให้เหยียบเลยด้วยซ้ำ!

และนั่น เป็นเหตุให้หัวใจของบอลเต้นถี่ขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เพียงแต่นั่งแปลกใจ (กลัวนิดๆ ด้วย) อยู่ได้ไม่นาน บอลก็ตัดสินใจวางกระดาษโน๊ตเพลงสีน้ำตาลเก่าๆ นั้นลงบนมิวสิคสแตนด์ เดินไปเปิดกล่องไวโอลินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ถูยางสนกับคันชักและยกไวโอลินขึ้นพาดกับบ่าซ้าย เทียบเสียงพลางเดินไปยืนอยู่หน้ามิวสิคสแตนด์ พร้อมจะลองเริ่มเล่นใหม่อย่างพันนามารีน

มโนภาพของท้องทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตาปรากฏขึ้นในใจของเด็กหนุ่มหลังจากที่เขาเริ่มเล่นเพลงพันนามารีนไปไม่กี่ประโยค ยิ่งกว่านั้น เขายังเห็นเงาร่างรางๆ ร่ายรำอยู่เหนือยอดคลื่น ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิง เธอก้าวช้าๆ ตามทำนองเพลงอยู่บนผิวน้ำราวกับเดินอยู่บนพื้น

แต่แล้วมือที่จับคันชักก็ต้องสะดุดหยุดลง บอลลดไวโอลินลงจากบ่าพลางมองโน๊ตที่กระโดดจนเขาอ่านตามไม่ค่อยทันอย่างเครียดๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะมันยากไปมากหรืออะไร เพียงแต่เขากำลังงงว่าทำไมต้องอินตามเพลงจนเห็นภาพมากขนาดนี้ ทั้งที่ไม่เคยฟังหรือเล่นเพลงนี้มาก่อนด้วยซ้ำ ทำไมต้องจินตนาการซะขนาดนั้น เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่

คิดไปก็ไร้ประโยชน์ บอลบอกกับตัวเองในที่สุดก่อนจะยกไวโอลินขึ้นอีกครั้ง แล้วเริ่มเล่นต่อไปตามโน๊ตแบบช้าลง จะได้ไม่ต้องสะดุดหยุดอีก

แต่ถึงจะเล่นช้าลงแล้ว บอลก็ต้องหยุดชะงักและเอาดินสอขีดๆ ตัวโน๊ตอยู่ทั้งบ่าย เพราะถึงแม้เวลาดูผ่านๆ จะเห็นว่าพันนามารีนไม่ได้ยากอะไร แต่จริงๆ แล้วคนเขียนกลับแทรกทำนองแปลกๆ เอาไว้เต็มไปหมด ทำนองแบบที่เขาสรุปไม่ได้ว่าเป็นแนวไหน ไม่ใช่คลาสสิคแน่นอน แต่ก็ไม่เหมือนเพลงไทย เพลงจีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่แขก

 

คืนนั้นบอลฝัน ชัดเจนมากราวกับไม่ใช่ความฝัน เขายืนอยู่บนหาดทรายนุ่มเท้า ริมชายหาดที่ไม่รู้จัก น้ำทะเลสีฟ้าสดใสสะอาดจนมองลงไปเห็นผืนทรายขาวละเอียดซึ่งพลิ้นไปตามแรงคลื่นที่ด้านล่าง ผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่งยืนหันหน้ามาทางเขาอยู่ตรงริมขอบที่ผืนน้ำตัดกับผืนทราย เมื่อคลื่นซัดเข้ามา น้ำทะเลก็จะวูบขึ้นมาท่วมข้อเท้าเธอ ครั้งแล้วครั้งเล่า

แม้บอลกับผู้หญิงคนนั้นจะยืนอยู่ห่างกันพอสมควร แต่เขาก็พอจะกะความสูงของเธอได้ว่าไม่น่าจะเกินไหล่เขา ผอมบางแต่ไม่ซูบ ผิวขาวสว่างกลืนไปกับสีของเม็ดทราย ใบหน้าของเธอเป็นใบหน้าที่เขาไม่รู้จัก ดวงตาโตสีน้ำเงินตัดกับพวงแก้มป่องๆ ขาวๆ ที่มีรอยกระจางๆ ผมยาวสีเดียวกับดวงตาทิ้งตัวเรียบสวย มีบางส่วนที่พลิ้วไปตามแรงลมเอื่อยๆ ที่พัดมาเป็นระยะ จมูกนิดปากหน่อยดูพอดีไปหมดทุกอย่าง เธอมองมาและยิ้มให้เขาได้เห็นอย่างเต็มตา ก่อนจะหันหลังเดินลงไปในทะเลออีกเล็กน้อยโดยที่เท้าไม่จมน้ำ

บอลมองภาพนั้นแล้วคิดขึ้นในใจว่าเธอจะใช่เงาร่างที่ร่ายรำนั่นไหม บ้างที ถ้าเขาตื่นอยู่อาจจะไม่สงสัยอะไรน่าขันแบบนี้ แต่ตอนนี้เขาฝันอยู่ และเขาในฝันก็สงสัย

ดูเหมือนเด็กสาวผมน้ำเงินคนนั้นจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร เธอเริ่มร่ายรำ อ่อนช้อยงดงามจนเขาไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้แม้แต่วินาทีเดียว

 

บอลสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นแรง ความรู้สึกที่ได้พบเด็กสาวผมน้ำเงินคนนั้นยังคงอยู่ เขาได้ยินเสียงแม่ตะโกนปลุกแต่ก็ยังพริ้มตาหลับลงอีกครั้ง ภาพของเด็กสาวก็ปรากฏให้เขาเห็น ชัดเจนราวกับเป็นความทรงจำ ไม่ใช่แค่ความฝัน และเขาก็รู้สึกเหมือนเขาไปเจอเธอมา ไม่ใช่แค่ฝันถึงเธอ

“บอล วันนี้วันอาทิตย์นะลูก” เสียงของแม่ดังขึ้นอีกครั้ง บอลจึงต้องลืมตาขึ้นอย่างจำใจ แสงแดดที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างมาทำให้เขารู้ว่าสายแล้ว และนั้นหมายถึง...รีบ...ไปโบสถ์

กิจวัฒน์ยามเช้าเป็นไปอย่างเร่งรีบกว่าทุกวัน บอลแทบอาบน้ำและแปรงฟันไปพร้อมๆ กัน เสร็จแล้วก็รีบวิ่งลงบันไดมามานั่งยัดข้าวเข้าปากอย่างเร็ว โดยมีสายตาของน้องๆ สามคนจ้องเร่งอยู่ข้างๆ หลังจากยัดข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก เขาก็เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นหลัง หยิบกล่องไวโอลินขึ้นมา แล้วกระโดดตามน้องๆ ขึ้นรถเพื่อไปโบสถ์ทันที

บอลเพิ่งจะมีเวลาหายใจก็ตอนขึ้นมานั่งเรียบร้อยอยู่บนรถ ยังไม่ทันจะคิดอะไร ภาพเด็กสาวผมน้ำเงินคนนั้นก็ผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว สับสนกับความรู้สึกของตัวเอง แน่ละว่าเธอคนนั้นสวยอย่างน่ารัก แต่ก็ไม่น่าจะทำให้เขาใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงได้อย่างนี้ และเขาก็ไม่เคยคิดว่าจะมองผู้หญิงคนหนึ่งว่าน่ารักได้อย่างนี้ทั้งที่ที่ผ่านมาเพื่อนๆ พากันบอกว่าผู้หญิงที่เข้ามาจีบเขาแต่ละคนน่ะ ถ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองน่ารักก็คงไม่เข้ามาหรอก แต่ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้คุยกับสาวผมน้ำเงินในฝันสักคำ แต่กลับรู้สึกว่าเธอน่ารักยิ่งกว่าใครๆ และที่แน่ๆ ... ตกใจกับเมมโมรี่ตัวเองเหมือนกันที่สามารถจำรายละเอียดของใบหน้าที่คิดว่า...น่ารักสุดๆ นั่นได้ จำได้แม้กระทั่งท่ารำแปลกตา ต่างจากความฝันอื่นที่พอตื่นขึ้นมาก็เลือนรางหรือลืมไปเลย ราวกับว่าเขาได้พบเธอจริงๆ เหมือนเธอมีตัวตน...เป็นคนที่เขารู้จัก

 

บอลรู้ดีว่าเขามันแปลก เขาไปถามเพื่อนที่เรียนสายวิทย์ หรือแม้แต่รุ่นพี่ที่กำลังเรียนหมอ เพื่อนของเขาคนนั้นบอกว่ามันผิดปกติที่ใครสักคนจะฝันอย่างเขา ไม่ใช่ฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ฝันต่อกันเป็นเรื่องราว (ถ้าฝันกลางวันก็ว่าไปอย่าง) ส่วนรุ่นพี่คนนั้นแทบจะลากเขาไปหาจิตแพทย์เพราะคิดว่าเขาเครียดจนเริ่มเป็นโรคจิตอ่อนๆ

แต่แม้ว่าช่วงแรกๆ จะเดือดร้อนบ้าง แต่ไปๆ มาๆ บอลก็เลิกขุดคุ้ยเรื่องความผิดปกติของตัวเอง เขาคิดว่ามันอาจจะคุ้มด้วยซ้ำ อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาได้ทำความรู้จักกับสาวผมน้ำเงินคนนั้น (อย่างน้อยก็ฝันว่าทำความรู้จักละน่า)  ...เขาเห็นเธอร่ายรำเชื่องช้าตามเพลงท่อนแรก เห็นเธอหัวเราะร่าเริงกับเพลงท่อนสอง เห็นเธอร้องไห้ขมขื่นกับเพลงท่อนสาม และเห็นเธอเล่นเรือใบฉวัดเฉวียนกับเพลงท่อนสี่

ในความฝัน บอลเริ่มได้ยินเสียงเธอพูด เขายังจำได้ด้วยว่าเสียงเธอใสและออกจะทุ้มเล็กน้อย เธอพูดกับเขาด้วยภาษาที่เขาตื่นมาแล้วพูดไม่ได้ แต่ตอนฝันเขากลับเข้าใจสิ่งที่เธอพูด และจำใจความพวกนั้นได้เมื่อตื่น

พวกเขาคุยกันมากมายในฝัน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สาวผมน้ำเงินคนนั้นเล่าอะไรให้เขาฟังมากมาย แต่บอลก็เปลี่ยนไปด้วย เขารู้สึกตัวว่าเริ่มจะพูดมากขึ้นเมื่ออยู่กับเธอ บางครั้งก็เล่าเรื่องที่เขาเองยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน และเขายังคงจำเหตุการณ์ทุกอย่าง และคำพูดทุกคำของเขากับเธอได้ดีเมื่อตื่นมา

ตอนนี้ก็ผ่านได้สองอาทิตย์แล้วทั้งแต่เขาเจอเด็กสาวผมน้ำเงินคนนั้นครั้งแรก บอลคิด และถ้ามีใครมาถามเขาตอนนี้ว่าเขาสนิทกับใครมากที่สุด เขาก็คงจะตอบว่า “สาวผมน้ำเงินที่ฉันไม่รู้จักชื่อคนหนึ่งน่ะ”

9 ความคิดเห็น