13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 3 : บท 2 อาณาจักรมารีเนสต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ธ.ค. 55

 

บท 2 อาณาจักรมารีเนสต์

 

วันที่ 21 เมษายน ศ.ผ. 6017

ตลาดใต้น้ำชานเมืองโอนอลล่าพลุกพล่านไปด้วยผู้คนเช่นเคย เนื่องจากยังเป็นเวลาเช้า และที่นี่ก็เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมารีเนสต์ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้น้ำจนคนนอกแทบจะหมดสิทธิ์เข้ามาเหยียบ ทำให้ลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเหล่าแม่บ้าน คนครัว และเด็กรับใช้ และนั่นก็ทำให้สินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหารสดซึ่งแพ็กอย่างดีอยู่ในห่อกันน้ำเพื่อตอบสนองลูกค้าหลัก จะมีร้านขายของอย่างอื่นบ้างก็ประปรายเต็มที

สิ่งที่แปลกจากวันอื่นๆ ก็คือร่างเล็กในชุดคลุมสีดำสนิทที่สาวเท้าเร็วๆ ตัดผ่านตลาดสดที่ทอดยาวไปตามถนนสายหลักของเมืองแห่งนี้ เรียกสายตาจากเหล่าแม่ค้าและลูกค้าให้เหลือบไปมอง เพราะดูจากเสื้อผ้า ก็พอจะบอกได้ว่าร่างเล็กนั้นเป็นคนต่างถิ่น แต่ที่แปลกคือเธอคนนั้นสามารถมาเดินทอดน่องอยู่ใต้น้ำอย่างนี้โดยไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ... ได้อย่างไร?

ร่างเล็กนั้นกลับไม่สนใจสายตานับร้อยจากคนรอบข้าง หรืออันที่จริงคือแกล้งทำเป็นไม่เห็นมากกว่า เพียงแต่สาวเท้าไปตามถนนสายหลักของเมืองซึ่งทอดวนเป็นเกลียวก้นหอยลึกลงไปใต้น้ำ เพื่อจะสิ้นสุดลองที่ใจกลางของเมือง จุดที่ลึกที่สุดของอาณาจักรมารีเนสต์ และเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งเดียวที่เป็นที่มาของชื่อเมือง โอนอลล่าคาสเซิ่ล

ถนนสายนี้ก็ชื่อถนนโอนอลล่า มีความยาวหลายกิโลเมตร แต่ดีที่ยังมีซอยเล็กซอยน้อยเชื่อมระหว่างถนนในแต่ละชั้น จึงพอจะลัดไปถึงหน้าโอนอลล่าคาสเซิ่ลได้ในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

ยามที่หน้าประตูปราสาทต่างพากันจ้องมองร่างเล็กในชุดคลุมสีดำนั้นอย่างแปลกใจ คนต่างแดนที่ไหนเดินมาถึงนี่ได้ ถึงจะบอกว่าเป็นคนต่างเมือง ก็คงไม่ถึงกับไม่รู้ว่าที่นี่เป็นเขตห่วงห้าม แม้จะไม่มีป้ายบอกเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตามที

“ทาเรดิเอเฟโอน่าขอเข้าพบองค์หญิงพันนามารีน รัชทายาทอันดับที่สองแห่งมหานครมารีเนสต์” เสียงผู้หญิงที่ฟังดูอ่อนวัยดังมาจากใต้หมวกฮู๊ดสีดำซึ่งปิดบังใบหน้าคนพูดไปกว่าครึ่ง

หากเป็นคนอื่นใส่เสื้อคลุมมิดชิดแถมดึงฮู๊ดปิดหน้าขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรยามทั้งสามก็คงจะต้องซักไซร้มากกว่านี้ แต่เป็นเพราะร่างเล็กเหมือนเด็กของอีกฝ่าย ผิวกายที่ขาวซีดอย่างคนไม่เคยโดนแดดซึ่งโผล่พ้นชายหมวกฮู๊ดออกมา คำ ทาเรดิเอเฟโอน่า ที่ราวกับฟ้าร้องกรอกหู และประกายตาแฝงพลังเจิดจ้าราวกับทะลุทะลวงผืนผ้าออกมา ทำให้ทหารยามทั้งหมดยอมเปิดประตูให้แต่โดยดี โดยไม่กลัวถูกไล่ออเพราะทำงานบกพร่อง

 

หลังจากนั้นเล็กน้อย

ภายในโอนอลล่าคาสเซิ่ล ฟากที่ประทับ

แสงแดดยาวเช้า (หรือสาย?) ที่ส่องผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามาปลุกให้องค์หญิงพันนามารีนลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เธอนอนแผ่อยู่บนเตียงที่ผูกติดกับเพดานห้องคล้ายเปลขนาดใหญ่ในชุดนอนแขนกุดและกางเกงขาสั้น หลังจากบิดขี้เกียจทั้งๆ ที่นอนอยู่อย่างนั้นจนพอใจ แล้วจึงหันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังด้วยท่าทางสบายๆ เหลียวมองปฏิทินที่แขวนอยู่ข้างกัน แล้วต้องกระเด้งลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจ

ตายละ วันนี้มันวันประชุมนี่ แล้วตอนนี้ก็จะเก้าโมงแล้วด้วย แง ทัดจังรอเงกแน่เลย... พันนามารีนคิดในใจพร้อมกับรีบคว้ากำไลถ่วงน้ำหนักมาสวมที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ก่อนจะเอามือรวบผมยาวสีน้ำเงินอ่อนที่ลอยฟุ้งไปตามกระแสน้ำที่ปั่นป่วนนิดๆ จากการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของเธอเมื่อครู่ พร้อมกับกระโดดลงจากเตียง ถ่วงตัวลงไปสู่พื้นห้องที่อยู่ต่ำลงไปประมาณหนึ่งเมตรครึ่งอย่างแผ่วเบา ก่อนจะรีบวิ่งไปทางห้องน้ำด้วยท่าทางเหมือนนักอวกาศวิ่งบนดวงจันทร์เนื่องจากแรงดึงดูดที่ต่ำลงกว่าปกติ (ตัวลอยๆ เหมือนเวลาเราวิ่งอยู่บนพื้นที่มีน้ำอยู่ถึงเพดานของห้องที่ใต้น้ำหลายสิบเมตรนั่นแหละ)

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา ร่างเล็กเจ้าของผมและดวงตาสีน้ำเงินก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ เสื้อยืดตัวหลวมยัดชายเสื้อไว้ในกางเกงขาเดฟ (ถ้าไม่ยัดเสื้อคงเลิกขึ้นทุกวินาที) เป็นชุดเรียบๆ ธรรมดาแต่ตัดจากผ้าเนื้อดีที่แพงระยับแบบ...สมศักดิ์ศรีเจ้าหญิง

ชุดนอนที่เพิ่งถอดออกถูกโยนลงในตะกร้าซักรีดหน้าห้องน้ำรอให้แม่บ้านมาเก็บออกไป ส่วนเจ้าของเสื้ออย่างพันนามารีนก็ไม่รอช้า รีบตรงไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบอายไลเนอร์กันน้ำสำหรับชาวมารีเนสต์โดยเฉพาะขึ้นมาอย่างไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะนั่งลง แล้วกรีดมังลงที่เปลือกตาอย่างชำนาญ ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างเล็กหน้าตาลิ้มจิ้มน่ารักก็แปลงร่างเสร็จ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและน่ารักน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

พันนามารีนสำรวจตัวเองใจกระจกเพียงแวบเดียวก็ถีบตัวขึ้นจากพื้นแล้วว่ายน้ำขึ้นไปยังเพดานห้อง ถอดกลอนประตูที่จะเป็นประตูลับก็ไม่เชิงซึ่งเปิดขึ้นไปยังพื้นโถงทางเดินเหนือห้องนอนของเธอ ก่อนจะดันตัวขึ้นไป

ร่างเล็กที่โผล่ขึ้นมาอย่างกระทันหันเป็นเหตุให้น้ำที่มีอยู่จนเต็มโถงทางเดินก็กระเพื่อมไหว ราวกับบอกเป็นสัญญาณให้ท่านหญิงมารีเน่ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่อยู่สุดปลายทางเดินเหลียวกลับมามองตัวต้นเหตุที่เพิ่งจะโผล่ออกมาจากประตู (ไม่) ลับได้เพียงครึ่งตัว และเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ท่านหญิงก็เริ่มพ่นฟองอาการเล็กๆ ออกมาจากปากถี่ๆ

“ท่านแม่หัวเราะน้องเหรอคะ?” พันนามารีนถามพร้อมกับดึงตัวขึ้นมายืนบนพื้นก่อนจะก้มลงปิดบานประตู

“ก็ใช่น่ะสิ ทั้งๆ ที่ห้องทุกห้องในโอนอลล่าคาสเซิ่ลก็มีประตูทั้งหมดแท้ๆ แต่รัชทายาทอันดับสองแห่งมารีเนสต์ก็ยังไม่ยอมออกทางประตู แต่โผล่หัวออกมาตามพื้นโถงทางเดินเนี่ยนะ”

“ก็น้องไม่เห็นว่ามีใครอยู่แถวนี้นี่ ท่านแม่ก็รู้ว่าจากห้องของน้อง กว่าจะเดินขึ้นบันไดมาถึงชั้นนี้นี่มันไกล แล้วน้องก็รีบ” เด็กสาวแก้ตัว

“รีบ? ไปไหน?” ท่านหญิงมารีเน่ถามเสียงกลั้วหัวเราะ (ยังหยุดหัวเราะไม่ได้น่ะนะ)

“วันนี้มีนัดประชุมกับพวกกวางหวินน่ะค่ะท่านแม่ นัดให้ทัดจังมารับตอนเก้าโมงด้วยอ่ะ” พันนามารีนตอบด้วยท่าทางเป็นเดือดเป็นร้อนพร้อมกับก้มมองนาฬิกาข้อมือฝังเพชรที่บอกเวลาเก้าโมงกว่าอย่างร้อนใจ

“หืม ประชุมกับพวกกวางหวิน เรื่องอะไรงั้นเหรอ?” ท่านหญิงถามพร้อมกับขมวดคิ้ว ก็เห็นเด็กพวกนี้เป็นเพื่อนกันมานับปี นอกจากเจอกันที่โรงเรียนแล้ว ก็ไม่ค่อยจะมารวมตัวกันเท่าไหร่ถ้าไม่ใช่เพราะ...จะไปเที่ยว แล้วอยู่ๆ มามี ประชุม ได้ยังไงกัน

“เอ่อ ก็เรื่อง...” เด็กสาวลากเสียงเนิบนาบเหมือนไม่อยากพูด แต่พอเห็นคนเป็นแม่ส่งสายตาคาดคั้นมา ก็เลยจำใจพูดต่อ “เรื่องคีตารังสรรค์น่ะค่ะ”

“อ้อ แฟนน้อง” ท่านหญิงสรุปพร้อมกับหัวเราะอย่างล้อเลียน

“ท่านแม่อ้ะ”

“อุ๊ย ลืมไป ตอนนี้ยังไม่ใช่แฟนนี่เนอะ ยังหากันไม่เจอเลยนี่นา เอ หรือว่าที่ประชุมกันเนี่ยเพราะหาเจอแล้วล่ะจ้ะ?” ท่านหญิงยังคงสนุกกับการล้อเลียนลูกสาวคนเล็กของตัวเองต่อไป “แม่ดีใจด้วยน้า อนุญาตให้ลูกสาวมีความรักได้แบบไม่จำกัดสิทธิ์ ฮิ ฮิ”

“ทัดจังบอกว่าเมื่อคืนเชดส่งข่าวมาว่าเจอกันแล้วน่ะค่ะ แล้วก็ส่งบทเพลงแห่งการเพรียกหาให้เขาไปแล้วด้วย” พันนามารีนบอกพร้อมกับเม้มปากนิดๆ (ที่โดนแม่ล้อ แต่ดูเหมือนท่านหญิงจะดีความไปอีกแบบ) ท่านหญิงมารีเน่ก็มองท่าทางกังวลใจของลูกสาวอย่างนึกขันปนเห็นใจ

“น่าเสียดายนะ ทั้งๆ ที่ถ้าเชดจะบอกที่อยู่ของเขาให้ลูกไปหาเขาเลยก็ยังได้ แต่ก็ยังต้องทำซับซ้อนอะไรกันอยู่อีก”

“ท่านแม่ก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่ามันเป็นกฏน่ะ ถ้าฝั่งโน้นเขาไม่เรียกหาเรา เราก็จะไปหาเขาไม่ได้ ถึงจะเป็นถึงหนึ่งในสิบสามผู้พิทักษ์ ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะแหกกฏได้” พันนามารีนบอกพร้อมกับก้มลงมองนาฬิกาอีกครั้ง

“อืม เข้าใจแล้ว จะไปก็รีบไปเถอะ ทัดจังมารอแล้วแหละ เมื่อกี๊เห็นเดินสวนไปทางหอคอยแล้ว” ท่านหญิงมารีเน่บอกแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนั่งเล่น พร้อมกับพึมพำกับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในห้อง “บางทีสรีรจิตพิศุทธ์อาจไม่ได้เรียกร้องเพียงความเสียสละจากเอนชานเทวล แต่เป็นความเสียสละจากทุกคน และถ้ามันจะเวียนมาถึงคราวของพวกเรา...”

“มารีเนสต์ก็พร้อมจะยอมเสียสละ แม้นั่นจะหมายถึงการสูญเสียรัชทายาทอันดับที่สองของเราไป” ชายวัยกลางคนเสริมพร้อมกับยิ้มให้ท่านหญิงมารีเน่ “แต่มันก็เป็นไปได้ว่า หีบแก้วแห่งความดีงามใบนั้นอาจไม่ได้ต้องการให้เราสูญเสียลูกสาวของเราไป จริงไหม มารีเน่”

พันนามารีนยิ้มให้บานประตูที่แม่ของเธอเดินเข้าไปเล็กน้อยแทนการบอกลาท่านแม่ ก่อนจะวิ่งขึ้นบันไดวนไปยังหอคอยที่เป็นจุดนัดพบ (ความจริงคือว่ายขึ้นไปทางช่องตรงกลางของบันไดวนรวดเดียวเลยต่างหาก)

“ขอโทษนะทัดจัง พอดีตื่นสายไปหน่อย” พันนามารีนพูดหอบๆ ทันทีที่เหยียบพื้นหอคอย ที่นี่เป็นจุดเดียวของโอนอลล่าคาสเซิ่ลที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำ หน้าต่างบานสูงทั้งสี่ด้านเปิดออกไปสู่อากาศบริสุทธิ์เหนือเกลียวคลื่นเพียงไม่กี่เมตร

“ไม่เป็นไร” เสียงเรียบๆ ขานตอบเนือยๆ แต่ก็ทำให้องค์หญิงรัชทายาทอย่างพันนามารีนแอบสยิวได้ไม่ยาก เพราะเป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนๆ ว่า... ทัดจังหรือทาเรดิเอเฟโอน่าคนนี้ เกลียดคนไม่ตรงต่อเวลาที่สุด เพราะงั้น เงียบไว้แหละดีที่สุด

“...”

“มาเถอะ เดี๋ยวต้องไปรับกวางหวินอีก” ทาเรดิเอเฟโอน่าในชุดคลุมยาวสีดำปิดหน้าปิดตาซึ่งยืนคอยอยู่ริมหน้าต่างบานหนึ่งเอ่ยขึ้นอีก ก่อนจะขว้างลูกบอลสีดำในมือออก ลูกบอลนั้นลอยออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะระเบิดปุ้งแล้วกลายร่างเป็นมังกรขนาดยักษ์ ซึ่ง... ไม่ว่าจะมองมันสักกี่ครั้ง พันนามารีนก็ต้องยอมรับว่ามังกรคือสัตว์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจได้มากที่สุดอยู่ดี

ตัวของมันใหญ่... ประมาณหนึ่งส่วนสี่ของโอนอลล่าคาสเซิ่ลทีเดียว เกล็ดสีดำอันหนึ่งใหญ่ประมาณจานข้าวมันวาวเหลือบรุ้งราวกับเหล็กไหล เล็บเท้าสีดำสนิททั้งสี่ข้างก็เลื่อมจัดและคมกริบแบบว่าคงฉีกช้างตัวใหญ่ๆ ออกเป็นชิ้นๆ ได้ในคราวเดียว ปีกแบบค้างคาวที่กางออกมีขนาดเป็นสองเท่าของลำตัว แต่หน้ายาวๆ และใหญ่โตมโหฬาลนั่นกลับดูน่ารักได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันหันมาส่งยิ้มให้เธอด้วยดาวตาสีอัมพันพราวประกาย ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงทุ้มก้องแต่ไม่ดังจนเกินไปนัก

“ถ้ามองนานกว่านี้จะคิดเงินแล้วนะ องค์หญิง”

“อย่ามัวล้อเล่นน่าเฟรย์ เธอก็เหมือนกัน ไม่รู้จะตื่นเต้นอะไรนักหนากับอีแค่มังกรนิลเนี่ย” ทังจังบ่นอุบอิบพลางส่งสายตาคาดโทษไปทางมังกรยักษ์ที่ชื่อเฟรย์ ก่อนจะหันมาทางพันนามารีนอย่างรำคาญนิดๆ “ถอดกำไลถ่วงข้อเท้าออกได้แล้วมั้ง ไม่งั้นเธอคงเดินบนพื้นไม่ไหว”

“จ้า” พันนามารีนรับคำก่อนจะทำตาม และยังไม่ทันที่เธอจะยืดตัวขึ้นยืนอีกครั้ง มือเล็กแต่แข็งแรงของเพื่อนสาวก็รวบต้นแขนเธอไว้แน่น ก่อนจะฉุดร่างของเธอให้ลอยขึ้นไปพร้อมๆ กัน แล้วทิ้งตัวลงบนหลังของเฟรย์อย่างนิ่มนวล

“ไปได้แล้วเฟรย์”

“ไปไหนล่ะ เจ้านาย?” เสียงมังก่อนถามอย่างจงใจกวนประสาททำให้ทาเรดิเอเฟโอน่าแค่นเสียงออกทางจมูกคล้ายๆ ชิส์... ก่อนจะตอบ

“วังมังกรเพลิงที่ฮวาซาน...ย่ะ” 

9 ความคิดเห็น