ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 4 : สำเร็จยอดวิชา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 380 ครั้ง
    11 พ.ย. 63

 

            หลังจากโปรยผงสมุนไพรจนหมดสิ้น ชายชราเดินไปนั่งขัดสมาธิที่ก้อนหินข้างเคียง หลับตาโคจรลมปราณรอเวลา แม้ภายนอกดูเหมือนนิ่งสนิท แต่สมาธิเกือบทั้งหมด พุ่งตรงไปที่ผิวหน้าของหินหนืดในบ่ออัคนี ขอเพียงเกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงนิดเดียว ชายชราก็สามารถรับรู้ และมีปฏิกิริยาเพื่อรับมืออย่างเหมาะสมในทันที

            ยิ่งเข้าใกล้เวลาสองชั่วยาม ชายชรา ยิ่งเคร่งเครียด เพ่งสมาธิทั้งมวลไปที่บ่ออัคนี เพราะหาก เสี่ยวอิง ไม่ตาย ย่อมฟื้นคืนสติ และอาจพุ่งออกมาจากบ่ออัคนีในทันที ซึ่งถ้าวิธีการของตนเองสำเร็จ ผิวหนังของอีกฝ่าย ย่อมเหนียวแน่นทนทาน จนคมอาวุธที่มีอยู่ยากระคายได้ แต่ในเมื่อตนเองกล้าถ่ายทอดวิชาให้ ย่อมมีวิธีการรับมืออยู่ เพราะผู้ฝึกปรือวิชากระดองเต่า จะหลงเหลือตำแหน่งหนึ่งในร่างกายที่ลมปราณไม่อาจแผ่พุ่งไปถึง หรือก็คือจุดตายที่ต้องปิดบังไว้เป็นความลับส่วนตัวเท่านั้น อาศัยที่อีกฝ่ายไม่รู้เรื่อง ทำให้ชายชราหลอกถามจนทราบว่า จุดตายของ เสี่ยวอิง อยู่ที่กระดูกซี่โครงซี่ที่สิบด้านซ้าย ชายชราได้เตรียมเหล็กหมาดที่ตีจากเหล็กเย็นพันปีเอาไว้สำหรับการนี้แล้ว

            เวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้า จนผ่านไปแล้วเกือบสี่ชั่วยาม ชายชรา ถึงได้ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ต่อให้อีกฝ่ายได้รับปาฏิหาริย์ใดมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่อาจแช่ร่างอยู่ใต้หินหนืดเป็นเวลาสี่ชั่วยาม โดยไม่หายใจได้ ดูจากการที่ไม่มีแรงกระเพื่อมใด ๆ ภายในบ่ออัคนี เป็นไปได้ว่า เสี่ยวอิง ตกตายอย่างงงมงาย ในระหว่างที่อยู่ในภวังค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มือขวาที่กำเหล็กหมาดเอาไว้จนชุ่มเหงื่อ ค่อยคลายออก วางเหล็กหมาดไว้ที่หินข้างกาย ก่อนจะยกมือขึ้นอังความร้อนรอบด้าน จนเหงื่อแห้งไปอย่างรวดเร็ว

            ชายชรายังไม่วางใจ จึงนั่งเฝ้าอยู่ข้างบ่ออัคนีอีกจนครบสิบชั่วยาม จึงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า อีกฝ่ายตกตายอยู่ก้นบ่อแล้วอย่างแน่นอน ค่อยวางใจลุกขึ้นกลับไปพักผ่อนที่ถ้ำ ปกติกระบวนการชุบสร้างเกราะเกล็ดมังกร ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 7 วัน สำหรับเสี่ยวอิง เป็นกรณีพิเศษ ชายชราตั้งใจว่าจะรอสัก 1 เดือน ค่อยงมซากศพขึ้นมาถลกหนัง ดังนั้น มันจึงไม่อาจเสียเวลามานั่งเฝ้าที่บ่อนี้แห่งเดียวได้ ยังต้องไปตรวจสอบเกราะเกล็ดมังกรในบ่ออื่น ๆ อีก แม้ช่วงหลังมานี้ ทางสำนักเอกะ จัดส่งซากศพมาน้อยลง แต่คุณภาพของผู้ตายสูงขึ้น ทำให้ใช้เวลาในการชุบสร้างนานขึ้น จนบ่ออัคนีที่ตนเองขุดเอาไว้ 10 บ่อ ใช้เต็มหมดแล้ว จำเป็นต้องรีบจัดการซากศพที่ได้มาเมื่อ 7 วันก่อนอย่างรีบด่วน 

            เสี่ยวอิง ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะรับรู้ได้ถึง ความร้อนที่รุมล้อมอยู่รอบกาย ภาพที่ปรากฏคือ ตัวมันเอง นอนอยู่บนกองเพลิงที่ส่งเปลวลุกสูงกว่า 5 วา มันรีบผลุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาไปรอบทิศ กลับพบแต่เปลวเพลิงเพียงอย่างเดียว โดยไม่เห็นขอบเขตสิ้นสุดเลย ด้วยสัญชาติญาณ มันจึงวิ่งตะบึงออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปนานแค่ไหน ก็ยังไม่พ้นจากรัศมีของกองเพลิงนี้เลย ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด เสี่ยวอิง ยิ่งรู้สึกภายในร่างรุ่มร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผิวหนังที่เคยทนทานต่อความร้อน เริ่มมีกลิ่นเหม็นไหม้ขึ้น ขนที่ปกคลุมผิวหนังไหม้เกรียม ก่อนจะสลายเป็นเถ้าธุลี เส้นผมที่เพิ่งงอกเงยมาหลุดร่วงหายไปเผยให้เห็นแต่ผิวโล้นเลี่ยนเท่านั้น

            ในขณะที่ เสี่ยวอิง ร้อนรนกระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าจะหาทางรอดไปจากกองเพลิงนี้อย่างไร พลันฉุกคิดถึง คำพูดที่แว่วมาในครั้งก่อนได้ จึงหยุดยืนนิ่ง ยกมือประนม สวดภาวนาว่า

            “ไต้ซือจีจาง ไต้ซือจีจาง ....”

            ทันใดนั้น เสียงสวดมนต์แว่วมาจากที่ห่างไกล เสี่ยวอิง ลืมตากวาดมองรอบข้าง ยังคงเห็นแต่เปลวเพลิง หูไม่ได้ยินเสียงสวดมนต์อีก จึงรีบหลับตา ระงับจิตใจ สวดภาวนะถึง ไต้ซือจีจาง อย่างมุ่งมั่น เสียงสวดมนต์แว่วกลับมาอีกครั้ง เพียงได้ยิน จิตใจของเสี่ยวอิง สงบขึ้นมาก ความร้อนรุ่มภายในร่างเหมือนจะลดน้อยถอยลง ทำให้มันทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ ตั้งใจสวดภาวนาเพียงอย่างเดียว

            หลังจากผ่านเวลาไปไม่ทราบว่านานเท่าใด ถ้อยคำภายในมนต์ที่แว่วมา ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่รอบ จน เสี่ยวอิง ตระหนักรู้ได้ว่า มนต์ที่ตนเองได้ยินอยู่นี้ คือ เกวัฎฎสูตร ที่บรรยายถึง ยมกปาฎิหาริย์ ที่พระพุทธเจ้าสำแดงน้ำออกทางเบื้องล่าง ไฟออกทางเบื้องบน พร้อม ๆ กัน โดยไม่รู้ตัว เปลวเพลิงที่รุมล้อมรอบกาย เสี่ยวอิง ค่อยหมุนวนเป็นเกลียวกลายเป็นเสาไฟ เหนือกระหม่อม ในขณะที่พื้นด้านล่างที่ปราศจากเปลวเพลิง ค่อย ๆ มีละอองน้ำผุดขึ้นมาจากพื้นศิลา ก่อนจะขังรวมกันเป็นแอ่งน้ำ หมุนวนเป็นเกลียว แล้วแผ่ขยายออกเป็นกลีบบัว หนุนดันร่างของเสี่ยวอิงให้ลอยขึ้นสูงไปราวสี่นิ้ว

            ณ ตอนนี้ ร่างของเสี่ยวอิง เปล่งประกายพิสดารออกมา เบื้องบนเป็นสีแดงฉานจากเสาเพลิง เบื้องล่างเป็นสีฟ้าเข้มจากระลอกน้ำ ในตำแหน่งที่เพลิงและน้ำบรรจบเข้าด้วยกัน เกิดเป็นไอน้ำกระจายออก จนปกคลุมทั้งร่างของ เสี่ยวอิง ให้เห็นเป็นเพียงเงารางเลือนเท่านั้น

            ยิ่งไอน้ำหนาแน่นเท่าใด เสาเพลิงและบัวน้ำก็ลดขนาดลงเท่านั้น จนในที่สุด ประกายไฟจากเสาเพลิงดับลง ดอกบัวน้ำเหือดแห้งไป หลงเหลือเพียงไอน้ำที่มีสภาพเป็นรูปทรงกลม ราวกับไข่ใบมหึมา ห่อหุ้มเงาดำภายในเอาไว้ ผิวด้านนอกของไอน้ำ สั่นกระเพื่อม สอดประสานกับจังหวะหายใจของเสี่ยวอิง จนในที่สุด เมื่อ เสี่ยวอิง ลืมตาขึ้นเปล่งประกายสีแดงในตาขวา สีฟ้าในตาซ้าย ไอน้ำทั้งมวลถูกดูดกลับเข้าไปในร่างของเสี่ยวอิง จนสูญสลายหมดสิ้นในเวลาเพียงครึ่งชั่วน้ำเดือด ปล่อยให้ร่างของเสี่ยวอิง ลอยต่ำลงสัมผัสพื้นศิลาที่แห้งผากอีกครั้งหนึ่ง ประกายตาสองสีเลือนหายไป แทนที่ด้วยสำนึกแสดงให้เห็นว่า เสี่ยวอิง ฟื้นคืนสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์แล้ว

            ทันใดนั้นเอง ประกายแสงสีทองสายหนึ่ง สาดมาจากด้านหน้า ทำให้สายตาของ เสี่ยวอิง พร่าเลือนไป พร้อมกับสติที่เริ่มหลุดลอย แต่ยังแว่วเสียงกลั้วหัวเราะของไต้ซือจีจาง ว่า

            “เสี่ยวอิง เจ้าไม่ต้องมาเยี่ยมข้าบ่อยนักก็ได้”

            ----------

            เสี่ยวอิง ลืมตาขึ้น เพ่งมองหินหนืดรอบกาย ที่เหมือนถูกพลังบางอย่าง ผลักดัน ให้อยู่ห่างจากร่างกายของตนเองราวหนึ่งนิ้ว ความร้อนมหาศาลที่สามารถหลอมละลายเหล็กกล้า กลับไม่มีผลกระทบใด ๆ กับร่างของมันเลยแม้แต่น้อย เสี่ยวอิง โคจรลมปราณเกล็ดมังกร ด้วยความเคยชิน กลับพบว่า ลมปราณโคจรไปตลอดทั่วร่างโดยไม่ติดขัด กระทั่งจุดตายที่ซี่โครงซ้ายซี่ที่สิบ ซึ่งเมื่อลมปราณโคจรไปถึงจุดนั้น จะเกิดการสะดุดหยุดชะงัก ก็ไหลผ่านไปได้โดยสะดวก ในเส้นชีพจร มีกระแสพลังหนึ่งร้อนหนึ่งเย็นผสมผสานกันจนสร้างความรู้สึกปลอดโปร่งให้กับเสี่ยวอิงเป็นอย่างมาก

            หลังจากโคจรลมปราณได้รอบหนึ่ง เสี่ยวอิง ตระหนักรู้ว่า เส้นทางโคจรลมปราณภายในร่างเปลี่ยนเป็นซับซ้อนกว่าเดิม เส้นชีพจรที่ตนเองไม่เคยรับรู้ ปรากฏขึ้นมาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะวิชาลมปราณของชาวยุทธจักรทั่วไปนั้น เน้นเส้นชีพจรปกติ 12 เส้น แต่ในครั้งนี้ ลมปราณของ เสี่ยวอิง นอกจากเส้นชีพจรปกติ 12 เส้นแล้ว ยังไหลเวียนในเส้นชีพจรลับอีก 4 เส้นจากที่มีทั้งหมด 8 เส้นด้วย นับเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะต่อให้มียอดคนบัญญัติวิชาลมปราณใหม่ ก็มักใช้เส้นชีพจรลับเพียง 1 หรือ 2 เส้นเท่านั้น หากมีผู้ใดรู้ว่า เสี่ยวอิง ใช้เส้นชีพจรลับคราเดียวถึง 4 เส้น ย่อมเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนไปทั้งยุทธจักรอย่างแน่นอน ควรทราบว่า ยิ่งมีเส้นชีพจรมากเท่าใด ปริมาณลมปราณที่สะสมอยู่ในร่างย่อมมากขึ้นเท่านั้น เส้นชีพจรลับ นอกจากจะทำให้ความจุลมปราณภายในร่างเพิ่มขึ้น โดยเส้นชีพจรลับหนึ่งเส้น เทียบเท่าเส้นชีพจรปกติ 3 เส้น ดังนั้น เสี่ยวอิง ที่เปิดเส้นชีพจรลับ 4 เส้น เท่ากับสามารถสะสมพลังปราณได้มากกว่าผู้อื่นถึงหนึ่งเท่าตัว 

            นอกจากนี้ เส้นชีพจรลับ ยังสูญเสียลมปราณออกไปน้อยกว่า เส้นชีพจรปกติเท่าตัว ทำให้ เสี่ยวอิง สามารถสะสมพลังปราณไว้ในร่างเร็วกว่าชาวยุทธจักรทั่วไปอีกอย่างน้อยสองเท่า เปรียบเทียบง่าย ๆ เสี่ยวอิง ฝึกลมปราณ 1 เดือน จะเทียบเท่าผู้อื่นฝึกปรือเป็นเวลา 3 เดือน และเมื่อรวมกับสภาพแวดล้อม ที่มีพลังธาตุไฟและน้ำเข้มข้นอย่างในบ่ออัคนีแห่งนี้ ยิ่งทำให้พลังปราณภายในร่างของ เสี่ยวอิง ที่แช่อยู่มาเป็นเวลา 1 เดือน สูงถึงระดับที่ไม่อาจคาดคิดได้ 

            บางคนอาจแปลกใจว่า เหตุใดในบ่ออัคนีที่มีธาตุไฟร้อนแรง ถึงมีพลังธาตุน้ำเข้มข้นไปได้ เพราะนี่คือ วัฎจักรหยินหยาง หากไม่มีธาตุน้ำที่เข้มข้นใกล้เคียงกันจนเกิดสมดุล หุบเขาอัคคีแห่งนี้ คงลุกไหม้กลายเป็นทะเลเพลิงเผาผลาญเกาะทั้งเกาะให้สาบสูญไปแล้ว และมอดดับไปเมื่อธาตุไฟกระจัดกระจายออกไปในทะเลจนหมดสิ้น

            ในขณะที่ เสี่ยวอิง ยังเพลิดเพลินไปกับการโคจรลมปราณ ดึงดูดธาตุฟ้าดินเข้ามาในร่างกาย กลับปรากฏตะขอเหล็กเย็นพันปี หย่อนมาจากด้านบน เข้ามากระแทกร่างของมัน ก่อนจะเกี่ยวเข้าที่ซอกขา ลากร่างของ เสี่ยวอิง ขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว แม้ปลายตะขอคมกริบ จะไม่สามารถแทงทะลุสร้างบาดแผลให้กับเสี่ยวอิง แต่การที่มีตะขอมาเกี่ยวตรงเนื้ออ่อนบริเวณนั้น ย่อมทำให้สมาธิแตกกระจาย ฟื้นคืนสติคืนมาในปัจจุบันทันที 

            ที่ขอบบ่ออัคนี ชายชรา ออกแรงสาวเส้นเชือกที่ถักจากเศษหนังที่เหลือจากการสร้างเป็นเกราะเกล็ดมังกรอย่างกระตือรือร้น ยิ่งรับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่มากกว่าปกติ ยิ่งทำให้มันรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะโดยทั่วไป เมื่อผ่านการชุบสร้างเป็นเวลา 7 วัน กล้ามเนื้อ กระดูกของ ซากศพ ล้วนละลายหายไปจากความร้อนมหาศาลก้นบ่อ หลงเหลือเพียงแผ่นหนังที่สูญสลายไปราวหนึ่งในสามของพื้นที่ผิวหนังทั้งร่าง ซึ่งนับว่ามีการพัฒนาขึ้น จากตอนแรก ๆ ที่ตนเองคิดค้นกรรมวิธีชุบสร้างนี้ แผ่นหนังที่หลงเหลือขึ้นมามีเพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น ในครั้งนี้ นอกจากแผ่นหนังที่คงจะสมบูรณ์ทั้งร่างแล้ว ดีไม่ดี อาจหลงเหลือโครงกระดูกของเจ้าเด็กน้อยนี้อีกด้วย เมื่อประเมินจากน้ำหนักที่แทบจะไม่แตกต่างจากตอนที่ตนเองโยนร่างของ เสี่ยวอิง ลงบ่ออัคนีไป เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเลย หากกระดูกยังหลงเหลืออยู่ อาจมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะจัดสร้างเป็นอาวุธ หรือเครื่องมือที่ช่วยในการตัดเย็บเกราะเกล็ดมังกร ให้สะดวกขึ้นก็เป็นได้

            เมื่อเข้าใกล้พื้นผิวหินหนืดปากบ่อ เสี่ยวอิง สามารถรับรู้ได้ถึง กระแสอารมณ์ของ ชายชราเบื้องบนอย่างน่าประหลาด ทำให้ เสี่ยวอิง ที่เพิ่งรับรู้ถึงเจตนาร้ายของอีกฝ่าย ต้องแค่นเสียงอยู่ในใจ หลับตาพริ้ม ต้องการจะดูว่า อีกฝ่ายจะจัดการกับร่างของตนเองอย่างไร

            ชายชรา เพ่งมอง ซากร่างของ เสี่ยวอิง ที่เหยียดตรง แข็งทื่อราวกับแท่งศิลา ถูกเกี่ยวขึ้นมาจากบ่ออัคนี ลากไปนอนกองอยู่บนพื้นศิลาราบเรียบ ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีส่วนใดไหม้สลายไป ดูราวกับว่า อีกฝ่ายเพียงนอนหลับไปเท่านั้น ยิ่งเอียงคอมองดูรอบด้าน ชายชรายิ่งรู้สึกดีใจ จนอดไม่ไหว ต้องเงยหน้า แผดเสียงหัวร่ออย่างกระหยิ่มยินดี ดังก้องสะท้อนไปมาตามผนังผารอบด้าน 

            “ในที่สุด ข้าก็ทำสำเร็จ ข้าสามารถชุบสร้าง เกราะเกล็ดมังกรที่สมบูรณ์ได้แล้ว ขอเพียงข้านำแผ่นหนังของเจ้าเด็กน้อย มาจัดสร้างเป็นชุดสวมใส่ ก็ไม่มีใครในยุทธจักรที่สามารถทำอันตรายข้าได้อีกต่อไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            หลังจากกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีเกือบครึ่งก้านธูปไหม้หมดดอก ชายชรา ค่อยระงับจิตใจที่ตื่นเต้นไว้ได้ ล้วงหยิบมีดโค้งที่ตีขึ้นจากเหล็กเย็นพันปีออกจากใต้ผ้าคลุม พลิกร่างของ เสี่ยวอิง ให้นอนคล่ำ จรดปลายมีดลงที่ท้ายทอย อันเป็นจุดเริ่มต้นของการถลกหนังที่จะให้ชิ้นงานที่สมบูรณ์ที่สุด

            ทันทีที่ปลายมีดจรดไปบนผิวหนัง ประกายไฟแวบขึ้นทันที เกิดเสียงดัง ติง ก้องกังวาน พร้อมกับแรงสะท้อนมาที่ข้อมือ จนสั่นสะท้าน มีดในมือเกือบจะกระเด็นหลุดจากอุ้งมือของชายชรา เมื่อยกปลายมีดขึ้นมอง ปากของชายชราอ้ากว้างออก ด้วยความตกใจ ที่เห็นว่า ปลายมีดคมกริบของตนเอง ที่สามารถปักเข้าไปในแผ่นเหล็กราวกับทิ่มไปในเต้าหู้ กลับเกิดรอยบิ่นขนาดราวเม็ดถั่วเหลือง เมื่อหันไปมองที่ท้ายทอยของซากศพเบื้องหน้า กลับไม่เห็นริ้วรอยใด ๆ ปรากฏเลยแม้แต่น้อย

            ชายชรา กรีดร้องเสียงแหลมเล็ก เกร็งลมปราณใส่ฝ่ามือสิบส่วน ฟันมีดเข้าไปที่ท้ายทอยเต็มกำลัง ไม่สนใจแล้วว่า อาจทิ้งริ้วรอยอยู่บนแผ่นหนังที่ถลกออกมา แต่ทันทีที่กระทบกัน เกิดประกายไฟแล่บ จนลูกไฟกระเด็นออกมาสามสี่ลูก เสียงดังสนั่นก้องไปทั่วหุบเขา พร้อมกับแรงสะท้อนย้อนกลับเข้าหา ชายชรา จนกระดูกข้อมือร้าว ไม่อาจกุมกระชับด้ามมีดได้อีก ปล่อยให้มีดคู่ใจ กระเด็นลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนร่วงหล่นลงมาปักไปบนพื้นศิลาข้างเคียง จมลึกไปครึ่งใบมีด แสดงให้เห็นความคมกริบของมีดสั้นนี้เป็นอย่างดี ร่างของชายชราเซถลาไปสามก้าว ก่อนจะประคองตัวเองให้ยืนหยัดได้ ร่างส่ายไหวไปมา ก่อนจะอ้าปาก กระอักโลหิตออกมากองโต 

            สายตาของชายชรา จับจ้องไปที่ผิวหนังที่ปะทะกับมีดสั้น พบว่าไม่มีริ้วรอยใด ๆ ปรากฏขึ้นเลย สร้างความแค้นใจให้กับมัน จนต้องแหงนหน้ากู่ร้องว่า

            “บัดซบที่สุด นี่มันเป็นเรื่องตลกหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์ประสบความสำเร็จในการชุบสร้างเกราะเกล็ดมังกรที่สมบูรณ์แบบแล้ว แต่กลับไม่มีเครื่องมือที่จะนำมันออกมาใช้ประโยชน์ได้”

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 380 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น

  1. #40 xDKx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2563 / 02:29

    ความทนทานนี้ท่านได้แต่ที่ใดมา555

    #40
    0