ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 3 : วิชาเกล็ดมังกร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 374 ครั้ง
    10 พ.ย. 63

 

            เสี่ยวอิง ที่เริ่มตระหนักถึงสภาพความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง ต้องหันมาประสานมือคารวะ ชายชรา พร้อมกล่าวว่า

            “ข้าต้องขอขอบคุณท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือข้าน้อยออกจากคุกศิลา แถมยังรักษาบาดแผลให้จนหายสนิทเช่นนี้”

            ดวงตาของชายชราสั่นไหวเล็กน้อย แม้อากาศรอบบริเวณจะร้อนอบอ้าว ทำให้ใบหน้าของคนทั่วไปแดงก่ำ แต่หากมีใครสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่า ใบหน้าของชายชราแดงเรื่อขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปเป็นปกติ กระแอมออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า

            “ไม่ต้องเกรงใจไป พวกที่อยู่ด้านนอก คิดว่าเจ้าตายไปแล้ว จึงส่งศพของเจ้ามาที่นี่ เพื่อให้ข้าชุบสร้างเกราะเกล็ดมังกรให้กับพวกมัน”

            เสี่ยวอิง แสดงสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยสำเนียงที่แสดงความนอบน้อมมากกว่าเดิมว่า

            “น่านับถือ ท่านผู้เฒ่ายิ่งนัก แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ก็ยังบอกออกมาตามตรง ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องแสดงความขอบคุณต่อท่านผู้เฒ่า แม้จะไม่ตั้งใจ แต่ต้องถือว่าท่านมีบุญคุณต่อข้าเป็นอย่างยิ่ง”

            ชายชรา เพ่งมอง จนมั่นใจว่า อีกฝ่ายกล่าวออกมาด้วยน้ำใสใจจริง สีหน้าที่ตึงเครียดค่อยผ่อนคลายลง ยิ้มออกมาเล็กน้อย กล่าวออกมาโดยใบหน้าไม่แดงแม้แต่นิดเดียวว่า

            “ในเมื่อเจ้าไม่เคยมีประสบการณ์พิสดารใด ๆ มาก่อน งั้นแสดงว่า การที่บาดแผลทั่วร่างของเจ้าสมานตัวจนหายเป็นปกติเช่นนี้ ต้องเป็นผลมาจาก วิชาเกล็ดมังกร ที่ข้าชุบสร้างเข้าไปในตัวเจ้าก่อนหน้านี้แล้วละ นับได้ว่า โครงสร้างผิวหนังของเจ้าพิเศษแตกต่างไปจากคนอื่น ทำให้เกิดผลที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ออกมา”

            เสี่ยวอิง ที่แม้ในใจจะคิดถึงว่า ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับความฝันของตนเอง ที่ได้พบกับหลวงจีน จีจาง แต่ไม่คิดจะอธิบายต่อชายชราเบื้องหน้า จึงอือออรับคำไปตามนั้น ในขณะที่ ชายชรา เองก็สามารถจับอารมณ์ของเด็กน้อยเบื้องหน้าได้ นอกจากลอบแค่นหัวร่อในใจแล้ว ยังอ้าปากคุยโวต่อไปว่า

            “ข้าได้คิดค้นและปรับปรุงวิชาชุบสร้างเกราะหนังมาหลายสิบปี จนในที่สุด ค้นพบว่า หนังของมนุษย์นี่แหละที่เหมาะสมต่อการชุบสร้างเป็นเกราะหนังเกล็ดมังกร ที่ข้าคิดค้นขึ้นมามากที่สุด แต่ต้องเป็นหนังมนุษย์ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่เท่านั้น ประกอบกับ สำนักเอกะ มาตั้งสถานที่ฝึกอบรมบริวารรุ่นใหม่ที่เกาะนี้พอดี ทำให้ข้าสามารถทำข้อตกลงกับพวกมันว่า พวกมันจะจัดส่งซากศพของเด็กที่ตายระหว่างการฝึกมาที่หุบเขาอัคคีนี้ โดยข้าจะแบ่งเกราะหนังเกล็ดมังกรให้ครึ่งหนึ่ง”

            ที่ชายชราต้องเน้นคำว่า ซากศพ เพราะตอนที่พูดถึงเรื่องจัดทำเกราะหนังมนุษย์ สีหน้าของเสี่ยวอิง เปลี่ยนแปลงไป แสดงความเห็นด้วยออกมาทางแววตาอย่างชัดเจน มันจึงต้องเสริมคำอธิบายว่า การฝึกของสำนักเอกะนั้น ย่อมมีการตกตายเกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว ทำให้ เสี่ยวอิง ที่นึกถึงสาเหตุการตายของซากศพที่ตนเองขนมาทิ้งในหุบเขาอัคคีตลอดหลายเดือนนี้ ได้แต่ถอนหายใจ ยอมรับความจริงที่โหดร้ายนี้ ในเวลาเดียวกัน ก็จุดประกายความอยากรู้ว่า เกราะหนังเกล็ดมังกร นี้ดีอย่างไร จนเอ่ยปากถามออกมาว่า

            “ท่านผู้เฒ่า พอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่า เกราะหนังเกล็ดมังกร นี้ มันดีอย่างไรหรือ เหตุใดต้องใช้ผิวหนังมนุษย์ในการจัดสร้างด้วย”

            “ฮะ ฮะ ฮ่า ข้านึกแล้วว่า เจ้าต้องสนใจถาม เจ้าคิดว่า ผ้าคลุมที่ข้าสวมใส่นี้ จัดทำจากสิ่งใดเล่า”

            สายตาของ เสี่ยวอิง จับจ้องไปที่ผ้าคลุมร่างของชายชรา กล่าวตะกุกตะกักออกมาว่า

            “หรือว่า หรือว่า ผ้าคลุมนี้ คือ หนังมนุษย์ที่ถูกชุบสร้าง..”

            “ใช่แล้ว เป็นอย่างไรละ ดูเหมือนผ้ามากเลยใช่ไหม หลังผ่านการชุบสร้างแล้ว ไม่ว่าใครที่พบเห็น ล้วนไม่คิดว่าผ้าคลุมนี้จัดทำจากแผ่นหนังเลยแม้แต่คนเดียว อ้อ จริงสิ เมื่อสักครู่เจ้าถามหาเสื้อผ้าใช่ไหม งั้นตามข้ามาที่ถ้ำแล้วกัน ในนั้นมีผ้าคลุมเกราะเกล็ดมังกรเหลืออยู่หลายผืน”

            สีหน้าเสี่ยวอิง ปั้นยาก เมื่อคิดว่า ต้องนุ่งห่มหนังมนุษย์ จึงเอ่ยปากถามว่า

            “ท่านผู้เฒ่า มีเสื้อผ้าอื่น ที่ไม่ใช่เกราะเกล็ดมังกรไหม”

            “เฮอะ เจ้าคิดว่าที่นี่คือที่ไหน ด้วยความร้อนขนาดนี้ หากมิใช่ เกราะเกล็ดมังกร คงลุกไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไปตั้งนานแล้ว ถ้าเจ้าต้องการผ้าคลุมร่างเปลือย เพราะเขินอายข้าที่เป็นผู้ชายทั้งแท่งแล้วละก็ คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

            พูดมาถึงตรงนี้ ชายชราหรี่ตาลง ให้ความรู้สึกชั่วร้ายอย่างบอกไม่ถูก จนเสี่ยวอิง รู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง เมื่อได้ยินคำกล่าวต่อมาว่า

            “แต่ถ้าเจ้าต้องการเปลือยกายต่อไป ข้าก็ไม่ขัดข้องหรอกนะ แม้จะอุจาดตาอยู่บ้าง แต่ข้าไม่คิดมากเท่าไร”

            เสี่ยวอิง ระล่ำระลักกล่าวว่า

            “งั้นข้าขอรบกวนท่านผู้เฒ่า เจียดผ้าคลุมเกราะเกล็ดมังกร ให้ข้าสักผืนดีกว่า”

            หลังจาก ห่มคลุมด้วยผ้าคลุมเกราะเกล็ดมังกรแล้ว เสี่ยวอิง รู้สึกมั่นใจขึ้นมาก สองมือลูบคลำผ้าคลุม จากสัมผัส ให้ความนุ่มนิ่ม เย็นสบาย ท่ามกลางความร้อนรอบด้าน ทำให้ เสี่ยวอิง อดที่กล่าวชมเชยไม่ได้ว่า

            “ฝีมือการจัดสร้างเกราะเกล็ดมังกร ของท่านผู้เฒ่า ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง นอกจากทนทานต่อความร้อนแล้ว ยังช่วยให้รู้สึกเย็นสบายอีกต่างหาก”

            ชายชรา ยิ้มร่าออกมา กล่าวว่า

            “ไม่ใช่แค่นี้หรอกนะ เกราะเกล็ดมังกร ยังทนทานต่อคมอาวุธทั่วไปอีกด้วย แม้จะยังด้อยกว่า ใยไหมฟ้า อยู่บ้าง โดยเฉพาะคุณสมบัติหดตัว ขยายตัว ที่เกราะเกล็ดมังกร ไม่อาจม้วนพันให้กลายเป็นก้อนกลมขนาดเล็ก สะดวกต่อการพกพาแล้ว คุณสมบัติทนต่อความร้อนหนาว กระทั่งอาวุธลับที่เน้นทะลวงเสื้อเกราะ หรือลมปราณคุ้มครองกาย ยังไม่อาจระคายเกราะเกล็ดมังกรของข้าได้”

            ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย กล่าวต่อว่า

            “แต่ก็เพราะมันทนทานเกินไปนี่แหละ ทำให้ยากต่อการจัดทำเป็นเสื้อผ้า ได้แต่ทำเป็นผ้าคลุมผืนใหญ่เยี่ยงนี้เท่านั้น”

            เอ่ยถึงตอนนี้ ชายชรา หันมาเพ่งสายตาคมวาว จับจ้อง เสี่ยวอิง พร้อมกับกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

            “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ไม่ใช่ว่ามี ชุดเกราะหนังเกล็ดมังกร ที่รับกับรูปร่างอยู่แล้วชุดหนึ่งหรอกหรือ”

            เสี่ยวอิง อ่านสายตาของอีกฝ่ายออก ต้องยกนิ้วขึ้นชี้ที่ตนเอง พร้อมกับกล่าวว่า

            “ท่านผู้เฒ่า หมายถึง ตัวข้าหรือ”

            “แน่นอน ก่อนหน้านี้ เพื่อมิให้ขัดกับมนุษยธรรม ข้าจึงชุบสร้างเฉพาะกับแผ่นหนังของซากศพเท่านั้น ตอนนี้ มีเจ้าที่เป็นคนมีชีวิต ผ่านการชุบสร้างด้วยกรรมวิธีเดียวกัน ถึงแม้จะยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ แต่ข้าคาดว่า ผิวหนังของเจ้าน่าจะมีความคงทนในระดับหนึ่ง ดูได้จากความร้อนรอบด้าน ไม่มีผลกระทบกับตัวเจ้าเลย”

            หยุดเล็กน้อย ชายชรา กล่าวต่อว่า

            “ในตอนนี้ ผิวหนังของเจ้าเพิ่งจะฟื้นตัว ดังนั้น คงรอไปก่อนสัก 2-3 วัน แล้วเราค่อยมาทดสอบว่า มันคงทนต่อคมอาวุธหรือไม่”

            ----------

            สามวันต่อมา เสียงร้องโอดโอย ดังมาจากภายในถ้ำ พร้อมกับเสียงด่าอย่างฉุนเฉียวของชายชราว่า

            “เจ้าจะร้องไปทำไม แค่รอยขีดข่วนเล็กน้อย”

            “แต่ท่านผู้เฒ่า มีดของท่านคมมากนะ ดูสิมีเลือดซึมออกมาด้วยนะ”

            “ก็แค่เลือดซึมออกมาเป็นยางเท่านั้น ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้ นิ้วขาดสะบั้นไปแล้ว เฮ้อ ดูท่า เจ้าฟื้นตื่นเร็วไป พลิกตัวออกมาจากบ่ออัคนีก่อนที่ข้าจะใส่สมุนไพรทั้งหมด ทำให้ผิวหนังของเจ้าผ่านการชุบสร้างที่ไม่สมบูรณ์ ข้าคิดว่า จะลองจับเจ้าไปแช่บ่ออัคนี ทำการชุบสร้างอีกสักรอบแล้วกัน”

            “โอ๊ยโย่วโหยว ไม่ไหวมั้ง ท่านผู้เฒ่า เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน ท่านก็ลองโยนข้าลงไปในบ่ออัคนีครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่า ข้ากลิ้งตัวออกมาได้ไวพอ ป่านนี้ คงถูกความร้อนรมจนสุกกลายเป็นคนย่างไปแล้ว”

            “เฮ้อ เจ้าก็ใจเสาะซะจริง เหล็กไม่ผ่านความร้อนกับโดนทุบ ย่อมไม่เหนียว เช่นเดียวกับคน หากไม่ผ่านความลำบาก ไหนเลยจะกลายเป็นคนเหนือคนไปได้ เอาเถอะ เอาเถอะ ไม่ต้องมาทำตาละห้อยอย่างนั้น ข้าไม่โยนเจ้าเข้าไปในบ่ออัคนีอีกก็ได้ แต่ว่า ข้าจะทำอย่างไรต่อดีนะ...”

            หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ชายชราก็ปรบมือดังฉาดออกมา ตะโกนก้องว่า

            “ข้านึกออกแล้ว ข้าจะสอนวิชาลมปราณเกล็ดมังกรให้กับเจ้าแล้วกัน”

            ในใจของชายชรา นึกขึ้นมาว่า

            “ข้าสอนวิชาลมปราณกระดองเต่า ซึ่งเป็นวิชาลมปราณคุ้มครองกายประจำสำนักให้กับเจ้า ผสานกับการชุบสร้างเกราะเกล็ดมังกร ถ้าสำเร็จ เท่ากับว่า ข้าสรรสร้างวิชาใหม่ขึ้นมา ดังนั้น ข้าจะตั้งชื่อว่า วิชาลมปราณเกล็ดมังกร ก็เป็นสิทธิของข้า และดีไม่ดี วิชานี้ อาจกลายเป็นวิชาลมปราณคุ้มครองกายอันดับหนึ่งในยุทธจักร แทนลมปราณระฆังทอง ก็เป็นได้”

            เสี่ยวอิง นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ค่อยกล่าวออกมาว่า

            “ถ้าข้าเรียนวิชาฝีมือจากท่านแล้ว ต้องกราบท่านเป็นอาจารย์หรือไม่”

            “ทำไม เจ้ามีปัญหาอะไร หรือคิดว่า คนอย่างข้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของเจ้า”

            “มิได้ ข้ามิได้คิดเยี่ยงนั้น เพียงแต่ว่า ข้าบวชตั้งแต่เล็ก นับเป็นศิษย์สถาบันสงฆ์ หากจะกราบฆราวาสเป็นอาจารย์ ย่อมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

            ชายชรานั้น คิดในใจว่า

            ‘ดีแล้ว ที่เด็กน้อยเจ้า ไม่คิดจะกราบข้าเป็นอาจารย์ อย่างนั้นข้าอาจตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง’

            อย่างไรก็ตาม ชายชรา ทำเป็นฮึดฮัดสักพักหนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงว่า

            “งั้นก็ได้ เห็นแก่ความสำเร็จของการสร้างชุดเกราะเกล็ดมังกรหรอกนะ แต่ในเมื่อเจ้าไม่ได้เป็นศิษย์ของข้า ข้าก็จะสอนให้เพียงวิชาลมปราณเกล็ดมังกรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

            “ขอบคุณท่านผู้เฒ่า ..”

            เหมือน เสี่ยวอิง จะคิดความใดขึ้นมาได้ จึงเอ่ยออกมาเสียงเบาว่า

            “ว่าแต่ว่า เคล็ดวิชาลมปราณเกล็ดมังกรนี่ มีใครเคยฝึกปรือสำเร็จมาก่อนไหม แล้วมีอานุภาพอย่างไร”

            “บัดซบ เรียกเจ้าฝึก ก็ฝึกไปเถอะ มีคำถามอะไรมากมาย ขอเพียงเจ้าฝึกสำเร็จ ก็ไม่ต้องหวั่นกลัวใครในยุทธจักรอีกแล้ว ลองคิดดูนะ ชาวยุทธจักร ฝึกฝีมือ เพื่อทำร้ายคู่ต่อสู้ แต่ตัวเจ้า ที่มีเกราะเกล็ดมังกรปกคลุมทั่วร่าง ทนทานต่อคมอาวุธทั้งมวล ต่อให้เป็นกระบี่วิเศษ ก็ไม่อาจระคายผิวเจ้าได้ เท่ากับว่า เจ้าอยู่ในฐานะที่ไม่พ่ายแพ้แน่นอน ต่อให้ไม่ฝึกวิชาฝีมืออื่นใด ยืนอยู่เฉย ๆ ให้ฝ่ายตรงข้าม ลงมือจนเหนื่อยตายไปเองก็พอแล้ว”

            พูดไป ใบหน้าของ ชายชรา ก็ยังขึ้นสีแดงเรื่อ ๆ แต่โดนหมอกควันที่กระจายตัวอยู่รอบด้าน บดบังไว้ มิให้ เสี่ยวอิง สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน แม้จะยังระแวงสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นท่าทีดุร้ายของอีกฝ่าย เสี่ยวอิง ก็กล้ำกลืนคำถามลงคอไป ทางด้าน ชายชรา ที่เห็นท่าทีลังเลของอีกฝ่าย จึงกล่าวสำทับไปว่า

            “ถ้าเจ้าไม่สบายใจที่จะฝึกวิชาลมปราณเกล็ดมังกร งั้นก็ให้ข้าเอาไปชุบสร้างในบ่ออัคนีแทนแล้วกัน”

            “ไม่ต้องขอรับ ข้ายินดีฝึกลมปราณเกล็ดมังกร”

            ----------

            หลังจากนั้น ชายชรา ถ่ายทอดเคล็ดวิชาลมปราณกระดองเต่าให้กับเสี่ยวอิง คราแรก มันคิดจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้เพียงหนึ่งหรือสองขั้น แต่กลับพบว่า เสี่ยวอิง มีพรสวรรค์ในการฝึกปรือวิชาฝีมือ ใช้ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ก็สามารถฝึกปรือลมปราณกระดองเต่าถึงขั้นที่สามแล้ว แม้ผิวหนังของ เสี่ยวอิง ทนทานต่อคมอาวุธเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างไกลจาก เกราะเกล็ดมังกร ที่มันชุบสร้างก่อนหน้านี้อยู่พอสมควร ทำให้มันกัดฟัน ถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหกขั้นให้กับ เสี่ยวอิง จนหมดสิ้น

            เวลาผ่านไปอีกสามเดือน อาศัยพลังปราณจากวิชากระดองเต่า ผิวกายของ เสี่ยวอิง สามารถทนต่อคมอาวุธดีขึ้น แม้ยังด้อยกว่าเกราะเกล็ดมังกร แต่ก็ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ชายชรา ย่อมไม่พอใจ จึงอาศัยช่วงเวลา ที่เสี่ยวอิง อยู่ในภวังค์จากการฝึกวิชา ซึ่งจะมีช่วงเวลาราวสองชั่วยาม ที่ผู้ฝึกปรือจะอยู่ในสภาพเต่าจำศีล ไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบกาย จับโยนร่างของเสี่ยวอิง เข้าไปในบ่ออัคนี 

            หลังจากร่างของ เสี่ยวอิง จมลงไปใต้หินหนืด มุมปากของชายชรา แสยะออกอย่างมาดมั่น สองมือโปรยผงสมุนไพรที่ใช้ในการชุบสร้าง เกราะเกล็ดมังกร ขั้นตอนสุดท้ายลงไปอย่างไม่ลังเล แถมใส่มากกว่าปกติถึงสองเท่า ด้วยความหวังที่จะสร้างเกราะเกล็ดมังกรที่ดีที่สุดออกมาในครั้งนี้ โดยไม่มีความคิดว่า เสี่ยวอิง จะรอดชีวิตออกมาจากบ่ออัคนีเลยแม้แต่น้อย ต่อให้มันรอดชีวิตออกมาจริง ชายชรา ก็คงลงมือสังหารอย่างไม่ลังเล ใครจะยอมปล่อยให้มีคนที่มีผิวหนังคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า ปรากฏขึ้นมาในยุทธจักรได้ นอกจากคนผู้นั้นจะเป็นตัวเอง ที่ผ่านมา มันเพียงต้องการทดสอบว่า การผสานลมปราณเข้ากับกรรมวิธีชุบสร้าง สามารถพัฒนาให้กลายเป็นวิชาลมปราณคุ้มครองกายใหม่ขึ้นมาได้หรือไม่ ถ้าสำเร็จ มันก็จะกลายเป็นปรมาจารย์ผู้สรรสร้างวิชาใหม่ และเป็นยอดคนที่ปกครองยุทธจักรแม้ไม่ทั้งหมด แต่ย่อมต้องครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 374 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น