ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 1 : เภทภัยไม่คาดคิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 379 ครั้ง
    8 พ.ย. 63

         ภายในห้องศิลาที่เย็นยะเยือก แม้จะสว่างไสวไปด้วยคบไฟที่ปักไว้บนผนัง จนน่าจะทำให้คนที่อยู่ภายในห้องร้อนอบอ้าว เนื่องจากห้องศิลานี้มีเพียงช่องลมทางด้านบนใกล้กับเพดาน เพื่อระบายควันจากคบไฟเพียงช่องเล็ก ๆ เท่านั้น แต่บรรยากาศอึมครึมที่แผ่ออกมาจากชายวัยกลางคนใบหน้าแหลม ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง ทำให้ชายฉกรรจ์ที่ยืนเรียงรายเป็นแถวยาวหน้าผนังศิลาสองฟากข้าง ต่างยืนนิ่ง กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกโดยแรง

ตรงพื้นศิลาเบื้องหน้าของ ชายวัยกลางคน คุกเข่าไว้ด้วยเด็กชายวัยสิบสองสิบสามปีคนหนึ่ง เด็กชายคนนี้อยู่ในชุดของเด็กรับใช้สีเทา ที่น่าประหลาดคือ เส้นผมที่งอกเพียงสั้น ๆ อยู่ทั่วศีรษะ ราวกับว่าเพิ่งงอกเงยออกมาจากศีรษะที่ล้านเลี่ยนอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง เพราะเด็กคนนี้ ก่อนนี้เป็นเณรน้อยอยู่ในวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ริมชายฝั่งทะเล โดยชะตาชีวิตของมันน่าสงสารยิ่งนัก เพียงแรกเกิด ก็ถูกมารดานำมาทิ้งไว้ที่สุสานหลังวัด หากมิใช่ว่า สัปเหร่อแอบเข้ามาขุดหลุมศพที่เพิ่งฝังเมื่อตอนกลางวัน เพื่องัดเอาฟันทองของศพแล้วละก็ ทารกน้อยนี้คงสิ้นชีวิตก่อนที่จะมีคนมาพบเห็นในตอนเช้าเป็นแน่

หลังจากโตขึ้นจนรู้ความแล้ว เด็กน้อยที่ถูกเรียกว่า เสี่ยวอิง จึงบวชเป็นเณร คอยรับใช้งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในวัด อาศัยที่ชาวบ้านแถวนั้นให้ความเอ็นดู เนื่องจากเห็น เสี่ยวอิง โตขึ้นมาตั้งแต่ยังเป็นทารก เปรียบเสมือนลูกหลานของพวกตน ทำให้ เสี่ยวอิง โตขึ้นมาอย่างมีความสุขพอสมควร จนกระทั่งเมื่อ 3 เดือนก่อน โจรสลัดเตี้ย ได้บุกขึ้นปล้นหมู่บ้านชายฝั่งทะเล ทำให้ชาวบ้านพากันอพยพหนีลึกเข้าไปในเมืองน้อย ทิ้งหมู่บ้านร้างเอาไว้ แม้จะมีชาวบ้านชักชวน แต่เจ้าอาวาส ยืนยันที่จะอยู่รักษาวัดเอาไว้ ทำให้ เสี่ยวอิง รั้งอยู่เป็นเพื่อนเจ้าอาวาสภายในวัด ไม่นึกเลยว่า โจรสลัด เมื่อพบเจอหมู่บ้านร้าง ไม่มีทรัพย์สินใดที่จะปล้น จึงระบายความโกรธ ด้วยการเผาหมู่บ้าน รวมไปถึงวัดด้วย แม้เจ้าอาวาส จะพยายามขอร้องอย่างเต็มที่ แต่ฝูงโจร กลับสังหารทิ้งด้วยความสะใจแทน ส่วน เสี่ยวอิง ที่แม้ฝูงโจรจะไม่สังหาร แต่ไม่ใช่เพราะความเมตตา กลับเห็นว่า เสี่ยวอิง เป็นเด็กน้อย สามารถเอาไปขายในตลาดค้าทาสได้ 

เสี่ยวอิง ถูกซื้อโดยพ่อค้าคนหนึ่ง ก่อนจะถูกส่งมาที่เกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลแห่งนี้ พร้อมกับเด็กในวัย 10-14 ปี อีกกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เด็กที่เดินทางมาในเรือพร้อมกัน ก็ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ใครที่รู้จักตัวอักษร หรือถูกทดสอบแล้วว่า มีหน่วยก้านดี เหมาะสมกับการฝึกวรยุทธ ถูกจัดอยู่ระดับบน เด็กที่เหลือ รวมถึงเสี่ยวอิง ถูกจัดอยู่ในระดับล่าง ทำหน้าที่คอยรับใช้ ชายฉกรรจ์ในชุดสีน้ำเงินเข้มบนเรือ และกลุ่มเด็กระดับบนเหล่านั้น

เมื่อมาถึงเกาะ เสี่ยวอิง ที่ยังยืนยันโกนหัวตนเองให้ล้านเลี่ยน เพราะยึดถือว่าตนเองเป็นเณรน้อยอยู่เสมอ แม้จะไม่มีชุดเณรใส่ แต่โชคดีที่ชุดคนรับใช้ตัดเย็บด้วยผ้าสีเทาเหมือนกับชุดเณร ทำให้ เสี่ยวอิง รู้สึกโล่งใจในการสวมใส่ ในความเป็นจริงแล้ว เสี่ยวอิง ก็พอจะรู้จักตัวอักษรอยู่ แต่เป็นเพราะนิสัยที่ดื้อรั้น ทำให้ ชายฉกรรจ์ ที่คัดเลือกเด็กบนเรือ จัดให้อยู่ในกลุ่มเด็กรับใช้ เมื่อมาถึงเกาะแล้ว ไม่มีการทดสอบใด ๆ อีก จึงต้องทำหน้าที่เป็นเด็กรับใช้มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

สำหรับเด็กที่ถูกคัดเลือก ได้รับการสั่งสอนวรยุทธขั้นพื้นฐาน ร่วมไปกับการเรียนหนังสือ ทุกเดือนจะมีการทดสอบ เด็กคนใดที่มีพัฒนาการไม่ถึงเกณฑ์ ล้วนถูกคัดออกมาเป็นเด็กรับใช้ ที่ต้องใช้แรงงานอยู่ภายในเกาะ ทำให้เด็กกลุ่มนี้ ต่างมองคนอื่น ๆ เป็นคู่แข่งขันกัน เมื่อทดสอบวิชาฝีมือ ต่างพากันลงมืออย่างไม่ออมรั้ง ทำให้เกิดการบาดเจ็บกันทุกการทดสอบ โชคดีที่ยังไม่เกิดการล้มตายขึ้น แต่ใครที่โชคร้าย ได้รับบาดเจ็บสาหัส กลายเป็นพิการ หรือขัดขวางการพัฒนา ก็ต้องถูกคัดออกมาใช้แรงงานเช่นเดียวกัน 

ในระหว่างที่มีการสอน ชายฉกรรจ์บนเกาะ เปิดโอกาสให้เด็กรับใช้ ที่ว่างงาน เข้ามารับฟังหรือร่วมสังเกตได้ หากใครมีไหวพริบเพียงพอ มั่นใจตนเอง ก็สามารถสมัครเข้ารับการทดสอบ เพื่อเลื่อนสถานะได้เช่นกัน ทำให้การแข่งขันภายในกลุ่มเด็กเหล่านี้ ยิ่งดุเดือดรุนแรงขึ้นไปอีก ทุกเดือนมีคนที่สมหวัง และผิดหวัง คนที่ไม่อาจทำใจยอมรับได้ ฆ่าตัวตายไปก็มี สำหรับเด็กที่ตายไป ชายฉกรรจ์เหล่านี้ ไม่แสดงท่าทีเวทนาแต่อย่างใด สั่งการให้ เด็กรับใช้ เอาซากศพไปโยนทิ้งในหุบเขาอัคคี ที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่ตึกที่พักราว สองลี้ ภายในหุบเขานี้ มีอัคคีลุกโชติช่วงอยู่ทั้งวันและคืน โชคดีที่ ปากหุบเขาคดเคี้ยวแคบเล็ก ทำให้ไอความร้อนแผ่กระจายออกมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่สร้างความอบอุ่นให้ บริเวณหมู่ตึกที่พัก ตัดกับอากาศรอบเกาะที่หนาวยะเยือก จนมีเด็กบางคน หนาวตายอยู่บนเรือ ระหว่างการเดินทางมาที่เกาะนี้

เสี่ยวอิง ที่ไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ นอกจากสวดมนต์ภาวนา อุทิศส่วนกุศลให้กับเด็กที่โชคร้ายตายไปแล้ว ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ แม้เด็กคนอื่นจะรังเกียจ แต่ เสี่ยวอิง กลับเป็นคนแรกที่อาสา ขนย้ายซากศพไปที่หุบเขาอัคคี จนคุ้นเคยกับเส้นทางเหล่านี้เป็นอย่างดี ผนังผาสองข้างทางตั้งแต่ปากทางเข้าจนถึงภายในหุบเขา เต็มไปด้วยลวดลายแปลกประหลาด อาจเกิดจากความร้อนที่แผ่พุ่งออกมาจากในหุบเขา ที่รมจนพืชเล็ก ๆ ที่งอกเงยบนผนังผาแห้งตาย หรือผิวศิลาเปลี่ยนสี เมื่อประกอบกับหยาดเหงื่อของคนที่ผ่านไปมาในเส้นทางนี้ สลัดออกจากร่างกายกระเซ็นเปื้อน ทิ้งคราบสีต่าง ๆ เอาไว้ เมื่อประกอบกับจินตนาการของ เสี่ยวอิง ทำให้เห็นเป็น สัตว์ธรรมดา เช่น นก ไก่ เป็ด วัว เสือ หรือสัตว์ในเทพนิยาย เช่น มังกร กิเลน กระทั่งเป็นรูปของอาวุธ เช่น ดาบ กระบี่ กระบอง ที่ตลอดหลายเดือนมานี้ เสี่ยวอิง เห็นจนชินตาในตอนที่ ชายฉกรรจ์สอนวรยุทธ ให้กับกลุ่มเด็ก ๆ

ในช่วงแรก เสี่ยวอิง เห็นภาพเหล่านี้ เป็นเพียงภาพเดี่ยว ๆ แต่เมื่อเห็นหลาย ๆ ภาพเข้า เสี่ยวอิง จึงเริ่มนึกสนุกในการจับภาพนั้น มาประกอบกับภาพนี้ กระทั่งกระบวนท่าฝีมือ ที่ติดตาในระหว่างที่ยืนชมการสอน ก็ถูกสอดแทรกเข้ามาในห้วงจินตนาการด้วยโดยไม่รู้ตัว สร้างความสนุกสนาน แก้เบื่อ โดยเฉพาะตอนที่เดินกลับออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง หลังจากทิ้งซากศพไปแล้ว บางครั้ง เสี่ยวอิง ลืมตัว เผลอกรีดวาดมือตามห้วงจินตนาการไปด้วย บางท่วงท่า สะดุดติดขัด เสี่ยวอิง ก็อาศัยท่วงท่าต่าง ๆ ของสัตว์ที่พบเห็น สอดแทรกเชื่อมต่อกระบวนท่าเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ทำให้ กระบวนท่าต่าง ๆ สามารถสอดประสานกลมกลืนเข้าด้วยกัน สร้างความสนุกสนานให้กับ เสี่ยวอิง เป็นอย่างมาก 

ที่ เสี่ยวอิง ไม่รู้คือ กระบวนท่าวิชาฝีมือต่าง ๆ ของยอดฝีมือในยุทธจักรนั้น มักเกิดจากแรงบันดาลใจเมื่อพบเห็น การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของสัตว์ป่า ทำให้ชื่อกระบวนท่าต่าง ๆ มีชื่อของสัตว์ประกอบด้วยเป็นจำนวนมาก การที่ เสี่ยวอิง ไม่สนใจเรียนรู้วรยุทธตามแบบแผนที่เหล่าชายฉกรรจ์สอน กลับสรรสร้างกระบวนท่าใหม่ขึ้นจากจินตนาการ นับว่าเดินทางตามแนวทางธรรมชาติ เฉกเช่นยอดคนที่คิดค้นวิชาฝีมือใหม่ อย่างไรก็ตาม การสร้างกระบวนท่าจากคนที่ไม่มีพื้นฐานทางวรยุทธมาก่อน ย่อมมีจุดอ่อนมากมาย แต่จุดเด่นคือ ไม่ถูกกระบวนท่าดั้งเดิมผูกมัดไว้เฉกเช่นยอดฝีมืออื่น ๆ ที่แม้จะสร้างวิชาใหม่ แต่ก็มักอ้างอิงจากความเคยชินของตนเอง จึงไม่อาจคล้อยตามแนวทางธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ แต่การสร้างกระบวนท่าโดยไร้พื้นฐานก็ใช่ว่าจะดีเด่น มิฉะนั้น พวกอันธพาลข้างถนนก็คงเอาชนะยอดฝีมือยุทธจักรไปได้แล้ว แต่ในประวัติศาสตร์ก็เคยปรากฏเหตุการณ์ที่ ยอดฝีมือ พลาดพลั้งให้กับ อันธพาล อย่างคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน เพราะด้วยความบังเอิญ อันธพาล ก็อาจปล่อยกระบวนท่าที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ จนยอดฝีมือก็ไม่อาจหลบพ้นได้ แต่เมื่อปราศจากพื้นฐานพลังที่หนักแน่น ต่อให้สามารถกระทบถูกยอดฝีมือ ก็ไม่อาจสร้างอาการบาดเจ็บให้อีกฝ่ายสักเท่าไร ทำให้ เหล่าชาวยุทธจักร ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก คิดว่าเป็นเพียงความบังเอิญ จากความโชคร้ายของตนเองเท่านั้น

ในกรณีของ เสี่ยวอิง ราวกับฟ้าดินดลบันดาล อาศัยจิตใจที่ยังบริสุทธิ์ แม้จะปนเปื้อนกับสิ่งสกปรกรอบด้าน กลับไม่แผ้วพานเข้าไปในดวงจิตของมันเลย ทำให้สามารถกำหนดท่วงท่าที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยอาศัยกระบวนท่าพื้นฐานของเหล่าชายฉกรรจ์เป็นพื้นฐาน โดย เสี่ยวอิง ไม่รู้เลยว่า กระบวนท่าเหล่านี้กลับมีส่วนคลับคล้ายกับกระบวนท่าขั้นสูงของหลักวิชาที่ถูกตัดทอนมาเพื่อใช้ฝึกอบรมเหล่าเด็กทั้งหลาย และกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ เสี่ยวอิง ถูกจับมาคุกเข่าอยู่ต่อหน้า ชายวัยกลางคนในห้องศิลาแห่งนี้ 

ชายวัยกลางคน เพ่งตาคมวาว จับจ้องเด็กน้อยเบื้องหน้า กล่าวเสียงเย็นชาว่า

“สารภาพมา เจ้าแอบเรียนเพลงหมัดทะลวงใจตั้งแต่เมื่อไร”

เสี่่ยวอิง เงยหน้าที่บวมช้ำ กล่าวเสียงแหบพร่าว่า

“ข้าบอกไปแล้วว่า ข้าไม่รู้เรื่องเพลงหมัดทะลวงใจอะไรนั่นเลย ข้าเพียงยืนสังเกตดูตอนครูมวย ฝึกสอนเพลงหมัดให้กับคนอื่น ๆ เท่านั้น และข้าไม่เคยไปแอบดูการฝึกฝนของเหล่าครูมวยในตึกชั้นในเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

ชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยม ที่ทำหน้าที่เป็นครูมวย ฝึกสอนเพลงหมัดให้กับเหล่าเด็กทั้งหลาย ร้องตวาดออกมาทันทีว่า

“เหลวไหล …”

แต่กลับถูก ชายวัยกลางคน โบกมือห้ามออกมา ทำให้มันต้องปิดปากเงียบ มีเพียงดวงตาทั้งสองที่ถลึงจ้องมาที่ เสี่ยวอิง อย่างกินเลือดกินเนื้อ ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาอย่างแช่มช้าว่า

“ตลอดเวลาสามเดือนมานี้ เจ้าไม่เคยเข้าร่วมการทดสอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในเมื่อเจ้ามีความสามารถรับมือ ครูมวยเจียง ได้ถึง 10 กระบวนท่า แสดงว่า เจ้ามีฝีมืออันดับหนึ่งของเหล่านักเรียนรุ่นนี้ทีเดียว เหตุใดถึงเก็บตัว ยอมทำงานหนัก เป็นคนรับใช้มาโดยตลอด ถ้าบอกว่า เจ้าไม่มีจุดมุ่งหมายซ่อนเร้น คงยากที่จะข้าจะเชื่อได้”

“ข้า ข้า …”

เสี่ยวอิง รู้สึกจนปัญญา ตั้งแต่ตนถูก ครูมวยเจียง พบเห็นที่ปากทางเข้าหุบเขาอัคคี ในจังหวะที่ตนเองกำลังพุ่งหมัดเพื่อชกใส่ กิ่งไม้ที่บังเอิญหักตกลงมาใส่ศีรษะตนเองแล้ว ครูมวยเจียง ก็ปรี่เข้ามาคาดคั้นถามถึงที่มาของเพลงหมัดตนเองอย่างแข็งกร้าว เมื่อตนเองตอบว่าไม่รู้เรื่องอันใด อีกฝ่ายกลับไม่ยอมฟัง ต่อยหมัดเข้าใส่อย่างกะทันหัน ทำให้ตนเองเผลอโต้ตอบกลับไป ด้วยความเคยชินตามจินตนาการ ที่มักจะสมมติให้สัตว์ร้ายจู่โจมเข้าใส่แล้วตนเองโต้ตอบกลับไป ในความเป็นจริง หากเป็นการต่อสู้กันอย่างแท้จริง ครูมวยเจียง คงสามารถโค่น เสี่ยวอิง ได้ในสองสามกระบวนท่า เพราะต่อให้ หมัดของเสี่ยวอิง ต่อยถูกร่างกายของครูมวยเจียง แต่หมัดเหล่านั้น คงได้แค่เกาคันให้อีกฝ่ายเท่านั้น ไม่อาจทำร้ายให้บาดเจ็บใด ๆ ได้ แต่เพราะครูมวยเจียง ต้องการดูกระบวนท่าของ เสี่ยวอิง จึงแลกหมัดไปถึงสิบกระบวนท่า ก่อนจะต่อยให้อีกฝ่ายล้มลงอย่างสิ้นท่า แล้วคร่ากุมกลับมาที่ห้องคุมขังในตึกชั้นใน รายงานให้หัวหน้าหน่วยฝึกสอน ซึ่งก็คือ ชายวัยกลางคนคนนี้ รับทราบ

ครูมวยเจียง พูดขึ้นมาว่า

“หัวหน้าหน่วยจาง ไอ้เด็กคนนี้ปากแข็งมาก ไม่ว่าข้าจะซักถามอย่างไร มันก็ยืนกรานเพียงว่า ไม่รู้เรื่องเพียงอย่างเดียว ข้าขอใช้ทัณฑ์ทรมานง้างปากมันแล้วกัน”

หัวหน้าหน่วยจาง เพ่งมอง เสี่ยวอิง ที่ยังคงพร่ำกล่าวปฏิเสธ ด้วยท่าทีกล้ำกลืนน้ำตาไว้ ไม่ยอมร่ำไห้ออกมาดุจเดียวกับเด็กในวัยเดียวกัน ที่คงร้องไห้คร่ำครวญขอความเวทนาไปแล้ว ปากแสยะออกเล็กน้อย แลบลิ้นสีแดงออกเลียริมฝีปาก กล่าวออกมาว่า

“ข้าชอบจังเลย พวกปากแข็งแบบนี้”

----------

ครูมวยเจียง โยนซากร่างของ เสี่ยวอิง ที่แม้จะยังมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ผิวกายตลอดร่างกลับยับเยินจนไม่เห็นเนื้อหนังปกติเลยแม้แต่ส่วนเดียว เข้าไปในหุบเขาอัคคี ถ่มน้ำลายตามหลัง พร้อมกับบ่นว่า

“ดูท่า เจ้าเด็กนี่ คงไม่ได้ถูกใครส่งเข้ามาแทรกซึมจริง ๆ บัดซบ นับเป็นความโชคร้ายของบิดา ที่ดันหลงเข้าใจผิด นอกจากจะเสียเวลาไปทั้งวันแล้ว ยังถูกหัวหน้าจาง ดุด่า ที่หลงทำลายเด็กที่มีแววดีไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย”

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 379 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น

  1. #164 ZaikokungGX (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 11:56

    สนุกมากเลยครับ
    #164
    0