ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 2 : กลับจากนรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,529
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 370 ครั้ง
    9 พ.ย. 63

 

หลังจากครูมวยเจียง จากไปเพียงไม่นาน เงาร่างสายหนึ่งโฉบเข้ามาที่ซากร่างของ เสี่ยวอิง พลางพึมพำออกมาว่า

“ทำไมครั้งนี้ กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจัง”

เมื่อเห็นสภาพร่างของ เสี่ยวอิง เงาร่างนั้นถึงกับครางออกมาว่า

“โอ้ ที่แท้คราวนี้เป็นผลจากการลงทัณฑ์นี่เอง เฮ้อ แล้วซากนี้จะใช้งานได้ไหมละ”

แม้ปากจะพูดอย่างนั้น แต่เงาร่างนี้ ก็ยังตะปบคว้าซากร่างของ เสี่ยวอิง ขึ้นพาดบ่า โดยไม่รังเกียจหยดเลือดที่ยังไหลซึมออกมาจากซากร่าง แปดเปื้อนเสื้อผ้าของร่างนั้นจนชุ่มโชก ก่อนที่จะเงาร่างนั้น จะทะยานกายพุ่งเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาอัคคีอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจกับความร้อนที่แผ่ออกมาจากเปลวอัคคีทั้งมวลเลยแม้แต่น้อย

----------

เสี่ยวอิง กระพริบตาถี่ กวาดสายตามองรอบข้าง เห็นเพียงความมืดมิดราวกับหมึก สองมือคลำสะเปะสะปะ พบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นศิลาขรุขระ ที่น่าประหลาดคือ ไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ เลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ตนเองรู้สึกเจ็บปวดราวกับจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ ก่อนที่สติจะดับวูบไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตนเองสลบไปนานเท่าใด ก่อนจะฟื้นคืนสติขึ้นมาตอนนี้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสี่ยวอิง จึงยกมือลูบคลำไปตามร่างอย่างแตกตื่น ก่อนที่จะพบว่า ผิวหนังของตนเองกลับเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยของบาดแผลใด ๆ สร้างความประหลาดใจให้กับตัวมันเป็นอย่างยิ่ง เมื่อยันร่างกายลุกขึ้นยืน พร้อมกับกวาดตามองรอบข้าง กลับพอมองเห็นได้อย่างราง ๆ ว่า รอบด้านไม่มีสิ่งใดเลย ต่างจากที่คิดไว้ว่า ตนเองคงถูกกักขังอยู่ในคุกศิลา แต่เหตุใดจึงมาปรากฏอยู่บนลานศิลากว้างขวางแห่งนี้ เพียงลำพังได้ 

ทันใดนั้น เสียงสวดมนต์ดังแว่วมาจากด้านหลัง ทำให้ เสี่ยวอิง รีบหมุนตัวไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว จนมองเห็นแหล่งกำเนิดแสง เป็นจุดสีทองเล็ก ๆ จากที่ห่างไกล แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ เสี่ยวอิง เห็นพื้นที่รอบข้างได้อย่างเลือนราง เสียงสวดมนต์นั้น ทำให้ เสี่ยวอิง รู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด สองเท้าก้าวเดินพุ่งตรงไปที่แสงสีทองนั้น โดยไม่ลังเล ราวกับว่า จิตใต้สำนึก โหยหาบางสิ่งบางอย่างที่แสงสีทองนั้น 

หลังจากเดินไปได้สักพัก เสี่ยวอิง สังเกตเห็นเงาตะคุ่ม ๆ เดินมุ่งหน้าไปยังแสงสีทองเช่นเดียวกัน ทำให้ เสี่ยวอิง รู้สึกโล่งใจขึ้น ที่ตนเองไม่ได้อยู่ลำพังในพื้นที่โล่งกว้างแห่งนี้ แต่เนื่องจาก เสี่ยวอิง ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ในเมื่ออีกฝ่าย ก้าวเดินไปยังแสงสีทองอย่างรวดเร็ว เสี่ยวอิง ก็ไม่คิดจะเรียกรั้งให้อีกฝ่ายหยุดคุยกันในระหว่างทาง ตัวมันเอง ก็เร่งก้าวเท้าเดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างเงียบขรึม ยิ่งเข้าใกล้ เสียงสวดมนต์ยิ่งชัดเจน จน เสี่ยวอิง สามารถรับรู้ได้ว่า อีกฝ่ายกำลังสวดพระสูตรโปรดสัตว์ในนรกภูมิอยู่ แม้จะแปลกใจ แต่เสียงสวดมนต์นี้ กลับสร้างความปลอดโปร่งให้กับ เสี่ยวอิง ราวกับว่า แรงกดดันไร้สภาพ ที่แวดล้อมตนเองอยู่ คลายความเข้มข้นลงเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่ตนเองก้าวเท้าเข้าใกล้แสงสีทองมากขึ้น

จนเมื่อเข้ามาในระยะใกล้ เสี่ยวอิง จึงสามารถสังเกตเห็นได้ว่า ประกายแสงสีทองนี้เปล่งออกมาจากร่าง ของหลวงจีนรูปหนึ่งที่นั่งอยู่บนยอดเนินเตี้ย ห่างออกไปราว 100 เชียะ เมื่อมาถึงตรงนี้ เสี่ยวอิง ต้องชะลอฝีเท้าลง เพราะเบื้องหน้าเต็มไปด้วย เงาร่างคนที่บ้างนั่งบ้างยืน ล้อมรอบเนินเตี้ยนี้จนแน่นไปหมด หากเสี่ยวอิง ต้องการเดินเข้าไปใกล้เนินนี้ ก็ต้องเบียดฝ่าฝูงชนเบื้องหน้านี้ไป ทำให้ เสี่ยวอิง ต้องยืนลังเลอยู่ตรงนั้น

ทันใดนั้น หลวงจีนรูปนั้น หยุดสวดมนต์ หันหน้ามาทาง เสี่ยวอิง พร้อมโบกแขนซ้ายคราหนึ่ง ฝูงชนที่ชุมนุมอยู่ด้านหน้าของ เสี่ยวอิง ต่างพากันขยับเปิดทางสายหนึ่งกว้างราว 3 เชียะ พุ่งตรงไปที่ยอดเนินให้กับ เสี่ยวอิง หลังจากตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ เสี่ยวอิง ก็รีบสาวเท้าเดินไปตามทางสายนั้นอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวขอบคุณคนที่เปิดทางให้อย่างนอบน้อม ที่น่าประหลาดใจคือ เสี่ยวอิง ไม่สามารถสังเกตเห็นคนรอบข้างได้อย่างชัดเจน ราวกับว่า มีม่านหมอกบดบังคนเหล่านี้เอาไว้ กลายเป็นเหมือนกำแพงควันสีขาวที่แบ่งแยก เสี่ยวอิง ออกจากคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม เสี่ยวอิง กลับไม่รู้สึกเฉลียวใจในความผิดปกตินี้เลย จนเมื่อเดินเข้าใกล้หลวงจีนรูปนั้น เสี่ยวอิง จึงคุกเข่าลง พร้อมโขกศีรษะเป็นการคารวะ ก่อนจะกล่าวว่า

“ข้าน้อย เสี่ยวอิง ขอคารวะไต้ซือ ไม่ทราบว่าท่านจำวัดที่ใด พอจะรับข้าไปเป็นเณรรับใช้ในวัดของท่านได้หรือไม่”

หลวงจีนรูปนั้นแย้มยิ้มออกมาอย่างปรานี กล่าวออกมาว่า

“ดูก่อน เณรน้อย ตัวเจ้านั้น ชะตายังไม่ถึงฆาต ไม่ควรที่จะลงมาอยู่ที่นรกภูมิแห่งนี้เลย จงรีบเร่งกลับไปในที่ที่ของเจ้าเถิด หากเนิ่นช้าไปกว่านี้ ร่างกายของเจ้าอาจเสียหายจนไม่อาจใช้งานได้อีกต่อไป”

เสี่ยวอิง อ้าปากค้าง สมองมึนตื้อ เหมือนจะไม่สามารถประมวลความหมายในวาจาของอีกฝ่ายได้ แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยวาจาใด สายตาเริ่มพร่าเลือน ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นขาวมัว ก่อนจะเกิดประกายแสงเจ็ดสีวิ่งสลับไปมาโดยรอบ สร้างความตื่นตกใจให้กับมันเป็นอย่างมาก คิดจะแผดร้องออกมา แต่เหมือนมีอะไรปิดปากเอาไว้ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย สติเริ่มจางหายไป แต่ยังได้ยินเสียงแผ่วทุ้มปรานีดังแว่วมาว่า

“อมิตาพุทธ อาตมาเรียกว่า จีจาง เมื่อเจ้าประสบปัญหาใด ให้นึกถึงชื่ออาตมา แล้วปัญญาย่อมบังเกิดแก่ตัวเจ้า หวังว่า เจ้าจะสามารถสร้างสรรสันติสุขให้กับแผ่นดิน สมดั่งความตั้งใจในชาติก่อน”

สติของเสี่ยวอิงดับวูบลง ก่อนที่จะรับรู้ถึงความแสบร้อนทั่วร่างกาย จนร้องครางออกมา พร้อมกับสะบัดร่างกายอย่างรุนแรง หวังจะหลีกหนีจากความร้อนที่แผดเผาร่างอยู่ตอนนี้ ร่างทั้งร่างกลิ้งออกด้านข้าง จนพ้นจากความร้อนที่สุมอยู่รอบกาย สองตาเปิดออกกว้าง ภาพที่ปรากฏแก่สายตา สร้างความแตกตื่นให้กับตัวมันเป็นอย่างมาก เพราะพื้นหินรอบกายล้วนเป็นสีแดงจากความร้อนสูง จนเห็นควันสีเขียวลอยพุ่งขึ้นทั่วทุกแห่งหน ในขณะที่แหล่งความร้อนสูงที่ตัวมันเพิ่งจะหลีกหนีออกมานั้น ที่แท้กลับเป็นหินหนืดสีแดงเข้ม ที่มีฟองอากาศผุดขึ้นเป็นหย่อม ๆ ส่งเสียงดัง ปุด ๆ อยู่ในบ่อหินขนาดประมาณ 2 วา ในบางตำแหน่งยังมีเปลวไฟสีน้ำเงินแลบแปลบ ราวกับลิ้นงูที่หมายจะกระหวัดรัดพันร่างของ เสี่ยวอิง กลับเข้าไปใหม่ สร้างความสั่นสยิวให้กับมันเป็นอย่างมาก จนต้องกระถดถอยห่างทิ้งระยะออกไปอีก

คนที่ตื่นตกใจ ไม่เพียง เสี่ยวอิง คนเดียว เพราะในเวลาเดียวกัน เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจระคนแปลกใจ ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ เสี่ยวอิง ต้องหันตัวกลับไปดู เห็นเป็น ชายชรา หัวล้านเลี่ยน ไร้หนวดเครา คลุมร่างด้วยผ้าคลุมที่ไม่ทราบว่าถักทอจากวัสดุใด แม้จะอยู่ในที่ร้อนจัด กลับไม่เกิดการลุกไหม้ขึ้นมา 

ชายชรา ที่เพิ่งจะโยนร่างของ เสี่ยวอิง เข้าไปในบ่อหินอัคนี ไปเพียงชั่วธูปไหม้หมดดอก เห็นบาดแผลทั่วร่างของซากศพเบื้องหน้า หดตัวไหม้เกรียม แต่ก็นับว่าสมานตัวกลับ จนไม่ปรากฏรอยร่องของบาดแผลแล้ว ในขณะที่กำลังจะโรยยาผงลงไปตามกรรมวิธี เพื่อสร้างแผ่นหนังที่มีความเหนียวแน่นเหมาะสำหรับการทำเป็นเกราะหนัง กลับพบว่า ซากศพกลับฟื้นคืนชีพ กลิ้งร่างหนีออกมาจากบ่ออัคนี ได้อย่างเหลือเชื่อ ต่อให้ตนเองตรวจผิดในครั้งแรก เด็กน้อยเบื้องหน้ายังไม่ตาย แต่เมื่อถูกหินอัคนีแผดเผา ไปทั้งร่างแบบนั้น ยังไงก็ต้องตายไปแล้ว เหตุใดจึงกลับตาลปัตร ฟื้นคืนชีพ ในสภาพที่ดูเหมือนจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อีกด้วย

ชายชรา เพ่งมอง ริ้วรอยที่กระจายอยู่ทั่วร่าง แม้จะถูกหินอัคนีแผดเผาจนปากแผลหดชิดติดกัน ก็ยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ในตอนนี้ ริ้วรอยเหล่านั้น กลับค่อย ๆ เลือนหาย ผิวหนังที่หดตัวลงหุ้มกระดูก ค่อย ๆ พองตัวขึ้น ราวกับกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านใน พองตัวดันผิวหนังให้ขยายตัวกลับสู่สภาพปกติอย่างน่าอัศจรรย์ 

เสี่ยวอิง ที่เห็น ชายชรา เพ่งสายตาวาววับ จับจ้องร่างเปลือยเปล่าของตนเอง ต้องรีบยันกายลุกขึ้นยืน หนีบขาสองข้างแน่น พร้อมกับเบี่ยงกายหันข้างให้กับอีกฝ่าย โดยลืมไปว่า เหตุใดตนเองถึงไม่รู้สึกร้อนลวกเลย ทั้งที่ยืนอยู่บนพื้นหินร้อนระอุเยี่ยงนี้ สายตาฉายประกายหวาดระแวง กล่าวออกมาเสียงสั่นว่า

“ท่านผู้เฒ่า ท่านเป็นคนช่วยชีวิตของข้าหรือ เหตุใดถึงจ้องมองข้าไม่วางตาเช่นนี้ ไม่ทราบว่า ท่านพอจะมีเสื้อผ้าให้ข้าสวมใส่หรือไม่”

มุมปากของชายชรากระตุกเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าหนีบหว่างขาของ เสี่ยวอิง จึงกล่าวออกมาว่า

“ไอ้เด็กน้อย เอ็งจะเขินอายอะไรกัน นี่ข้าเป็นผู้ชายนะโว้ย ไม่ใช่สาว ๆ ที่คิดจะกินเจ้าหนูของเอ็งซะหน่อย ข้าอยู่จนอายุปูนนี้แล้ว เห็นมานักต่อนักแล้ว ของเอ็งที่ขนาดเล็กจ้อย แถมขนยังไม่ขึ้นเลยนี่ จะต้องหนีบไว้อย่างนั้นทำไม”

ในเวลานั้นเอง แก้มก้นของ เสี่ยวอิง ค่อย ๆ นูนออกจากเดิมที่แห้งกรังติดกระดูกเชิงกราน ทำให้ สายตาของชายชรา จับจ้องมองไปตามสัญชาตญาณ แต่นั่นเท่ากับสร้างความเข้าใจผิดใหญ่หลวงให้กับ เสี่ยวอิง ที่เคยได้ยินเรื่องเล่า ของเหล่าชายเหนือชาย  ทำให้ใบหน้าซีดเผือดลง กระเถิบถอยห่างจากชายชรายิ่งขึ้น โดยหันด้านข้างเอาไว้ สายตาจับจ้องอีกฝ่ายอย่างระแวง หากมีท่าทีโถมเข้าใส่ เสี่ยวอิง คงหมุนตัววิ่งหนีไปในทันที

ชายชรา ที่อาศัยอยู่เพียงลำพังในหุบเขาอัคคีแห่งนี้ มาหลายสิบปี มองท่าทีหวาดระแวงของ เสี่ยวอิง อย่างไม่เข้าใจ จนต้องยกมือขึ้นเกาหนังศีรษะล้านเลี่ยนดังแกรกกราก กล่าวออกมาว่า

“นี่เจ้าเป็นอะไรไป ไม่ว่าใครเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเจ้าเช่นนี้ ก็ต้องเพ่งมองด้วยความประหลาดใจทั้งนั้น ข้าว่า เจ้าลองสังเกตผิวหนังของตัวเจ้าเอง ว่ามันกลับไปเป็นปกติ ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นใด ๆ ไว้ ทั้งที่เดิมมีรอยแผลเกลื่อนกลาดไปทั้งร่าง จากการลงทัณฑ์ แล้วลองบอกข้ามาสิว่า เจ้าเคยฝึกปรือวิชาอะไร หรือเคยกินของวิเศษใดมาก่อนหรือไม่”

เสี่ยวอิง เมื่อได้ยินสำเนียงจริงจังของอีกฝ่าย จึงหยุดชะงัก พลางก้มลงมองร่างกายตนเอง ขมวดคิ้วแน่น เพราะตนเองก็จำได้อย่างแม่นยำ ว่าถูกลงทัณฑ์ทรมานอย่างหนักในคุกศิลา แล้วเหตุใดตอนนี้ ผิวกายทั่วร่างถึงเรียบลื่น ดูเต่งตึงกว่าก่อนหน้านี้ ที่แบนลีบเกือบหุ้มกระดูก จากภาวะขาดอาหาร แถมไม่ทิ้งรอยแผลเป็น เฉกเช่นที่ ชายชราเบื้องหน้ากล่าวออกมา

เพื่อให้แน่ใจว่า สายตาตนเองยังชัดเจน เสี่ยวอิง ยกมือลูบคลำไปทั่วร่าง เพื่อยืนยันว่า ไม่มีร่องรอยแผลเป็นใด ๆ ที่คลำได้มีเพียงผิวกายที่เรียบลื่น ต่างจากเดิมที่หยาบกระด้าง จากการใช้แรงงาน ตากแดดตากลม มาตลอดชีวิต 

อย่างไรก็ตาม ท่าลูบไปมาทั่วตัวของ เสี่ยวอิง สร้างความรำคาญตาให้กับ ชายชรา จนต้องจุ๊ปาก พร้อมกับกล่าวว่า

“เออ เอาเข้าไป ข้าบอกให้สำรวจร่างกายตนเอง เหตุใด จึงทำท่าราวกับลูบคลำอิสตรีไปได้ ทำราวกับไม่เคยพบเคยเห็นร่างของตนเองอย่างนั้นแหละ”

เมื่อได้ยินคำทัก ร่างของเสี่ยวอิงกระตุกขึ้นมาอย่างแรง เงยหน้าขึ้นจ้องมอง ชายชรา เมื่อเห็นอีกฝ่าย มีท่าทีจริงจัง จึงลอบถอนใจอย่างโล่งอก เบี่ยงกายหันข้างให้เช่นเดิม กล่าวออกมาว่า

“ท่านผู้เฒ่า กล่าวล้อเล่นแล้ว ในเมื่อเป็นร่างของข้าเอง ข้าย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ว่าแต่ว่า ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ แล้วหัวหน้าหน่วยจาง อยู่ที่ไหน”

พร้อมกับคำพูด สีหน้าและแววตาของ เสี่ยวอิง บ่งบอกความหวั่นกลัวอย่างชัดเจน ทำให้ ชายชรา มีสีหน้าอ่อนลง กล่าวว่า

“คนลงทัณฑ์เจ้า คงเป็นหัวหน้าหน่วยจางอะไรนั่นละสิ ไม่ต้องกลัวมันไปหรอก เมื่อเจ้าอยู่ภายในหุบเขาอัคคีนี้ เท่ากับเป็นคนที่ตายไปแล้ว ไม่มีใครมาข้องแวะสอบถามเกี่ยวกับตัวเจ้าอีกหรอก”

เสี่ยวอิง มีสีหน้าโล่งอก ท่าทีผ่อนคลายขึ้น ได้ยิน ชายชรา เอ่ยถามต่อว่า

“ว่าแต่เจ้าเถอะ ยังไม่ตอบข้าเลยว่า เคยฝึกวิชาพิสดารอะไรมา หรือกินของวิเศษใด จึงสามารถฟื้นฟูผิวกายได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้”

เสี่ยวอิง ส่ายหน้า สองตาเลื่อนลอย ในใจหวนนึกถึง ภาพของหลวงจีน จีจาง พร้อมกับคำพูดทิ้งท้าย ปากอ้าเล็กน้อย แต่สุดท้ายปิดลง เพราะคิดว่า ถึงพูดออกไป คงไม่มีใครเชื่อ อีกทั้งตนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ภาพเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงที่ตนเองสิ้นสติไป

สองตาของ ชายชรา หรี่ลงเล็กน้อย แม้จะไม่ค่อยได้สัมผัสกับผู้คนอื่น แต่อาศัยที่อยู่มานานเกือบหกสิบปี ไหนเลยจะดูไม่ออกว่า เสี่ยวอิง มีเรื่องปิดบังอยู่ แค่นหัวเราะอยู่ในใจ คิดขึ้นมาว่า

“ดีมาก ในเมื่อเจ้ามีความลับ ก็คุ้มค่าที่จะให้ข้าคนนี้ลงทุนลงแรงขุดค้นสักหน่อยแล้ว”

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 370 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น