ใต้ร่มวันฝนซา ☔ [E-Book มาแล้ว & รอบสต็อกเร็วๆ นี้]

ตอนที่ 12 : ☔ 9 คำขอร้องจากดวงอาทิตย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,497
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 407 ครั้ง
    9 ต.ค. 63

ลงครั้งแรก 12 ก.ย. 2559

รีไรต์ 8 ต.ค. 2563



9

คำขอร้องจากดวงอาทิตย์


( :: เจย์เดน :: )

ตั้งแต่แม่จากไปผมก็เตรียมพร้อมที่จะไปหาแม่ แต่เพราะผมมัวเฝ้าดูรวีอยู่เกือบหนึ่งปีเต็ม เสียงเรียกจากรวี รอยยิ้มของเขา ขนมปังของเขา การที่เขาชักชวนผมเข้าไปในร้าน ทำให้ผมเผลอตัวเข้าไปใกล้และเมื่อได้สติจึงรีบถอย

รวีชอบดอกไม้ ผมจึงออกไปตามหาร้านขายดอกไม้ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัด แม้ว่าผู้คนจะมอง เสียงซุบซิบนินทาจะดังแว่วมา แต่ผมก็กลั้นใจหาดอกไม้ที่เหมาะกับเขา ดอกไม้ที่ผมจะใช้บอกลา ผมอ่านหนังสือและหาข้อมูลมากมาย จบลงที่ดอกสวีทพี 

ดอกไม้เล็กๆ ที่บอบบาง มันสวยงามและเข้ากับเขา ผมจัดใส่แจกัน นำไปวางไว้ที่หน้าร้านขนมปัง แทนคำขอบคุณที่ในช่วงเวลาสั้นๆ เขาทำให้ผมมีความสุข

รวี คือดวงอาทิตย์ สว่างและสดใส ผมไม่อยากให้ความมืดของผมทำให้แสงของเขาหม่นลง เขามีความสุขดีกับร้านขนมปังและเด็กๆ ได้เข้าใกล้ขนาดนี้ก็ดีเท่าไหร่ ผมจะจดจำไว้ว่าเขาเป็นดวงอาทิตย์ที่ผมได้เข้าใกล้มากที่สุดในชีวิต

ผมไม่ได้คาดคิดว่ารวีจะตามหาผม นั่งตากฝนและไม่ยอมไปไหน

ทุกสิ่งที่เขาพูดเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับจากใคร สายตาที่เขามอง สิ่งที่เขาย้ำว่าผมก็เป็น ‘มนุษย์’ ผมไม่ใช่สัตว์ประหลาดในแบบที่ผมหวาดกลัวมาตลอด

รวีทำให้ผมมีความหวังว่าบางทีมันอาจจะเป็นไปได้ ผมอาจจะยังใช้ชีวิตอยู่เพื่อเฝ้ามองเขาต่อไปได้

ผมจึงกลับไปหาเขาทุกครั้งที่ฝนตก แม้ว่าในใจจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ยิ่งเจอกันมากเท่าไหร่ การจากลาจะยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น

ไม่รู้ว่าผมจะอยู่กับเขาได้นานแค่ไหนแต่มันคงจะไม่นานนัก ผมเห็นแก่ตัวที่การอยากเฝ้ามองเขากลับกลายเป็นการสร้างความสนิทสนม

รวีมักมองหาผมเวลาที่ฝนตก ถ้าถึงเวลาที่ผมจะไม่มาแล้วจริงๆ รวีจะทำยังไง

ทุกครั้งที่ผมนั่งอยู่ในร้าน มองเขายิ้มให้ ผมก็เผลอตัวถลำลึกมากกว่าที่ตั้งใจ และมันยากขึ้นทุกที ผมเปิดเผยตัวตนได้เมื่ออยู่กับเขา ไม่ต้องหลบซ่อน ผมชอบความรู้สึกนั้น ผมมีความสุขจนลืมทุกอย่าง


“นั่นใครน่ะ ดูเขาแต่งตัวสิ”

“เมืองไทยร้อนจะตาย แต่งซะลึกลับ”


สายตาที่จ้องมองมาและเสียงพูดคุยทำให้ผมอึดอัด ผมมีความสุขมากจนลืมไป ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะอ่อนโยนเหมือนรวี ผมเห็นสีหน้าลำบากใจและกังวลของเขา

จากความหวังที่ริบหรี่ก็ดับวูบ ถ้าผมยังปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนใจให้รวีเท่านั้น ผมไม่ใช่คนปกติและจะไม่มีวันเป็นได้ ผมควรถอยจากตรงนี้ ให้รวีอยู่ในโลกของเขา 

ยิ่งพักหลังมีลูกค้ามากมาย คำพูดและสายตาที่มองมาทางผม ประกอบกับสีหน้าของรวีทำให้ผมตัดสินใจก้าวออกมา ผมอยากให้เขายิ้มเหมือนก่อนหน้าที่จะเจอผม ช่วงเวลาในร้านขนมปังเป็นสิ่งที่ดีที่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม แต่คงไม่ใช่กับรวี

ผมกลับบ้านและหันมองทุกอย่างรอบตัว หน้าต่างบานใหญ่มีผ้าม่านหนา ชั้นหนังสือสูงเหมือนเกราะกำบังผมจากโลกภายนอก

มีเพียงความเงียบสงบและว่างเปล่า ผมนั่งลงที่โต๊ะ ลงมือเขียนจดหมายเผื่อว่าจะมีใครมาเจอหลังจากผมไป แสดงเจตจำนงยกหนังสือทั้งหมดให้กับห้องสมุด ข้าวของที่เหลืออยู่ก็บริจาค จากนั้นจดหมายสุดท้าย ผมจ่าหน้าถึงเจ้าของร้านขนมปัง

ที่จริงไม่มีใครให้ผมเขียนถึง นอกจากรวี

ผมเขียนแล้วก็ลบ เขียนแล้วก็ขยำทิ้ง เขียนอยู่หลายต่อหลายวัน ไม่ว่ายังไงก็กลั่นกรองสิ่งที่อยู่ในใจออกไปไม่ได้ มันมีเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่าและคำว่ารวี

ผมจดจ้องคำนั้น ไม่รู้สึกถึงความทรมานทางร่างกายแม้ว่าจะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน เพราะความทรมานเล็กน้อยเทียบไม่ได้กับที่ผมเคยทรมานยามถูกแสงอาทิตย์

ไม่มีอะไรทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้นอีก

ผมตั้งใจว่าจะไปเงียบๆ อีกไม่นานนักก็คงจะได้เจอแม่ ความตายนั้นไม่น่ากลัวเมื่อเทียบกับการมีชีวิตบนความเจ็บปวด ชีวิตที่ไร้ซึ่งอิสระและความหมาย

ผมนอนนิ่งบนเตียง เหม่อมองเพดาน เฝ้ารอเวลาที่จะมาถึง แต่แล้วปลายหางตาของผมก็เห็นดอกไม้สีขาวที่แห้งเหี่ยวบนโต๊ะ

“ดอกกล้วยไม้” ผมพึมพำ

ผมให้ดอกกล้วยไม้กับรวีเพราะเขาชอบมัน และผมศึกษาความหมายของมันมาแล้ว อยากให้เขารู้ว่าผมคิดถึงเขาอยู่ตลอด

ผมเอื้อมมือไปแตะดอกไม้นั้นเบาๆ กลีบของมันหลุดติดมือมา


“ผมรอคุณอยู่”


เสียงของรวีที่เศร้าสร้อยและอ้อนวอนวนเวียนอยู่ในหู พร้อมกับเสียงฝนตกด้านนอกเหมือนวันนั้น ทำให้ผมใช้เรี่ยวแรงที่เหลือเพียงเล็กน้อยคว้าร่มออกไป

อยากเห็นรอยยิ้มนั้นอีกสักครั้ง ผมเดินอย่างเชื่องช้า พาตัวเองไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ ผมหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ร่างกายเริ่มแสดงสัญญาณว่ามันต้องการอาหารและพลังงาน ผมหลบเข้าไปใต้ร่มไม้เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า

เด็กน้อยสองคนจูงมือกันผ่านผมไป

ผมรอจนแน่ใจว่าพวกเขาเข้าไปในร้านค่อยยื่นหัวออกมาแอบมองรวี ลูกค้ายังแน่นเหมือนเดิม รวีคงเปิดร้านได้อีกนานเท่านาน ต่อไปเขาจะมีครอบครัวที่น่ารักและดูแลร้านสืบต่อกันไป ได้แต่หวังว่าเขาจะมีความสุขไปตลอดแทนที่ในส่วนที่ผมไม่มี

ผมยืนมองเขาเนิ่นนาน พิงตัวเองกับลำต้นของต้นไม้ใหญ่

ถ้าสิ่งสุดท้ายที่เห็นเป็นหน้าเขาก็คงจะดี แต่ผมรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ผมไม่อยากให้เขาเห็นผมในสภาพนี้ สมองผมสั่งให้กลับบ้าน ทว่าความโหยหาและความรู้สึกบางอย่างฉุดรั้งให้ผมยังคงยืนมองอยู่กับที่ จนกระทั่งเขาวิ่งออกมาพร้อมกับเด็กชายตัวน้อย

ผมรีบหลบซ่อนแต่ก็ไม่พ้น รวีเจอผมแล้ว

แค่ไม่กี่นาทีเขาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ท่ามกลางเสียงดุๆ ที่ส่งมามีความเป็นห่วงที่ผมไม่คุ้นเคยซ่อนอยู่ อดไม่ได้ที่จะยิ้มแม้ว่าจะไม่มีอะไรน่ายิ้มเลยก็ตาม


“คุณตั้งใจจะตายเหรอ”


ผมไม่อยากบอกรวีว่าผมกำลังจะไป แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าควรบอกเขา รวีจะได้ไม่ต้องรอ เมื่อพยักหน้าตอบภาพตรงหน้าของผมเริ่มหมุน ผมปวดหัวและไร้เรี่ยวแรงพยุงตัว ผมล้มลงกับพื้น ความหนาวเย็นแผ่ไปทั่วตัว

รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายและเสียงที่ดังอยู่ข้างหู

คนจะตายรู้สึกแบบนี้รึเปล่า ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แย่กว่านั้นคือผมไม่อยากไปต่อหน้าเขา ผมจำรวีที่ร้องไห้ท่ามกลางสายฝนในวันนั้นได้ ผมไม่อยากให้เขาจดจำอะไรแย่ๆ จากผมอีก แต่เริ่มจะสู้ไม่ไหว ผมพยายามลืมตาที่มันหนักอึ้ง ร่างกายของผมไม่ฟังคำสั่งและผมไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกต่อไป

รวี อย่าร้องไห้นะ ผมพยายามจะเปล่งเสียง แต่มันก็เท่านั้นผมไม่รู้สึกถึงสิ่งรอบกายอีกเหมือนอยู่ในความมืดมิดไม่จบสิ้น


ผมสะดุ้งและลืมตาขึ้นเมื่อมีแสงสว่างส่องผ่านหน้า หันไปมองก็เห็นหน้าต่างใสบานใหญ่อยู่สุดมุมห้อง มีเตียงหลายเตียงเรียงรายกัน แม้ว่าเตียงผมจะอยู่ลึกสุดริมประตู แต่แสงอาทิตย์ยามเช้ากำลังส่องลอดเข้ามา ผมผวา วิ่งไปดึงม่านปิดเอาไว้ด้วยใจที่เต้นแรง คนที่เตียงใกล้หน้าต่างส่งเสียงโวยวาย เขาลุกขึ้นมาเปิดม่าน

ผมรีบวิ่งกลับเตียงตัวเอง หยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเอาไว้อย่างตื่นตระหนก

“เจย์เดน? เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไร” เสียงของรวีดังอยู่ข้างตัว ผมแตกตื่นจนไม่ทันได้สังเกตว่าเขาอยู่ด้วย

“หน้าต่าง” ผมพึมพำ ดึงแขนตัวเองกลับมาไว้ในผ้าห่ม

“ไม่เป็นไรนะ ที่นี่คือโรงพยาบาล คุณไม่ได้กินอะไรมานานเลยหมดสติไปหนึ่งคืน คุณหมอให้น้ำเกลือแล้ว แต่เดี๋ยวคุณต้องกินอะไรสักหน่อย เจย์เดน คุณโอเคไหม” 

เขายื่นมือมาจับผมแต่ถดตัวหนี ผมไม่เคยอยู่ในที่สว่างแบบนี้ มันสว่างขึ้นเรื่อยๆ ผมก้มลงมองตัวเองที่ใส่เพียงชุดคนไข้แสนบางซ้ำยังแขนสั้น แม้แต่ผ้าห่มก็บาง ไม่มีอะไรปกป้องผมได้ ผมต้องการชุดของผมคืน

“เสื้อ เสื้อผม” ผมพึมพำออกไปโดยที่ยังอยู่ในผ้าห่ม

“คุณพยาบาลเปลี่ยนให้เพราะกลัวนายจะไม่สบายตัว ผมก็เลยเอาไปซัก รอก่อนนะ เย็นๆ คงแห้ง”

“ผมต้องใช้เสื้อผม!” พูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อยแต่เสียงก็ไม่ออกมามากนัก ผมไอออกมา หายใจไม่ค่อยออก เวียนหัวไปหมด เหมือนกำลังจะหมดสติไปอีกครั้ง

ผมยื่นมือออกไปจับแขนเขาไว้

“หน้าต่าง ปิดมัน อย่าให้แสง...ส่อง” ผมพยายามส่งเสียงจนจบประโยค

ไม่อยากทรมานอีกแล้ว ผมหวาดกลัวและอยากวิ่งหนีกลับไปซ่อนในที่มืด ที่เดียวที่จะทำให้ผมปลอดภัย แต่ผมไม่มีแรงเลย

“แสง? คุณปล่อยผมก่อนนะ” รวีดึงมือผมออกจากแขน

ได้ยินเสียงฝีเท้าตามด้วยเสียงประตู รวีออกไปแล้วเหรอ ผมไม่กล้าขยับตัว ยิ่งเห็นแสงสว่างด้านนอกมากเท่าไหร่ ผมยิ่งตัวแข็งทื่อ มันสว่างไปหมด ผมไม่อยากอยู่ที่นี่

ขดตัวอยู่เนิ่นนาน จนได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาใกล้

“เจย์เดน เราจะย้ายห้องให้คุณ ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะเลื่อนเตียงกัน” เสียงที่อ่อนโยนกลับมาปลอบผม รีบยื่นมือไปคว้าอย่างหาที่พึ่ง

เพราะมือผมอยู่ด้านนอกทำให้ไม่นานนักผิวหนังก็แสบร้อน แต่ผมไม่ยอมปล่อยมือเขา กัดฟันอดทนเอาไว้ รวีบีบมือตอบอย่างไม่รู้ว่านั่นจะทำให้ผมเจ็บ ผมไม่ถือสาเพราะต้องการสัมผัสจากเขา เตียงของผมสั่นไหวไปตามการเคลื่อนที่ ได้ยินเสียงคนมากมาย จนกระทั่งรอบตัวมืดลง เสียงจอแจพลันเงียบไปด้วย

“คุณหมออยู่ที่นี่แล้ว คุณเปิดผ้าห่มออกได้ไหมครับ” เสียงของรวีปลอบโยน

ผมแง้มผ้าห่มออกมอง จากที่มีเตียงและคนไข้มากมายเหลือแค่เตียงของผม ผ้าม่านปิดสนิท คุณหมอยืนอยู่ข้างเตียงฝั่งหนึ่งพร้อมพยาบาล อีกฝั่งเป็นรวี

ผ่อนคลายลงได้เพราะไม่มีแสงลอดเข้ามา ผมยอมดึงผ้าห่มออกทั้งหมด

“มือคุณเป็นอะไร เจ็บเหรอครับ” คุณหมอสังเกตเห็นผมที่ยกมือขึ้นมากุมไว้

ไม่ได้เตรียมใจว่าจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้ารวี แต่เพราะความแสบร้อนที่มือทวีคูณขึ้น จำต้องพูดออกไปเพื่อให้พวกเขานำน้ำเย็นหรือผ้าเย็นมาให้ กำชับว่ามันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต่อให้หมอถามผมมากเท่าไหร่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

คุณหมอให้พักดูอาการสักหนึ่งคืน เช็กอะไรเรียบร้อยเขาก็ออกไป เหลือแค่ผมกับรวีในห้อง

“ไม่เห็นบอกกันเลย” เขาตัดพ้อ

ผมก้มหน้ามองตักตัวเอง รวีใจดีกับผมมากก็จริงแต่ลึกๆ แล้วผมยังกลัวว่าเขาจะพูดอะไรออกมา อะไรที่ทำให้ผมเจ็บปวดกว่าการโดนแสงแดดเผา

น่าแปลก ความกลัวนั้นมีมากกว่าความเจ็บที่มือผมตอนนี้เสียอีก ผมแทบกลั้นหายใจเมื่อรวีขยับมานั่งที่ข้างเตียง

“เจ็บมากไหม” เขาก้มหน้าลงมองแต่ผมรีบเอามือซ่อนไว้ข้างหลัง

“เจย์เดน ให้ผมดูนะ”

เรามองหน้ากัน ผมลังเลอยู่นานก่อนส่งมือไปให้เขา รวีจับมือผมอย่างทะนุถนอม ขมวดคิ้วมองรอยแดงจากการเกา เขาไม่คิดแตะต้องมากไปกว่านั้น

“ที่คุณบอกว่าอยู่คนละโลก หมายถึงแบบนี้เหรอ” เขาเงยหน้าขึ้นมองผม

ผมพยักหน้า เรื่องราวมาถึงจุดที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ผมยังไม่ตายและรวีอยู่ข้างผม กำลังจ้องมองผมด้วยความรู้สึกแบบไหนผมก็ไม่อยากคาดเดา ผมพยายามเบี่ยงประเด็นไปพูดอย่างอื่นแทน ไม่อยากเล่ามากกว่านี้

“แล้วร้านขนมปัง”

“ผมปิดมันก่อนชั่วคราว คุณคิดว่าผมจะทิ้งคุณไว้คนเดียวได้เหรอ ถ้าผมไม่อยู่เฝ้า แล้วคุณ... ถ้าหากคุณ…” รวีพูดตะกุกตะกัก น้ำตารื้นขึ้นมาเต็มสองตา

เขากลืนน้ำลายราวกับมันเป็นคำพูดที่ยากมากเหลือเกิน 

“ขอโทษ ผมขอโทษ” 

“เปลี่ยนจากขอโทษ เป็นจะไม่ทำอีกได้ไหม” เขาสูดหายใจเข้าลึก ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา เสียงของเขาสั่นจนแทบฟังไม่ได้ความ

ความกลัวของรวีมีมากกว่าผมที่เป็นคนเตรียมการทุกอย่าง ผมควรจะทำยังไง สัญญาในสิ่งที่ผมทำไม่ได้งั้นเหรอ ผมหลบสายตาเขา ไม่ยอมตอบ 

 “ถ้าคุณไม่มาอีกผมก็จะรอคุณอยู่อย่างนั้น ผมบอกคุณไปแล้วไง คุณจะให้ผมรอลมๆ แล้งๆ ไปตลอดชีวิตเหรอ ถ้าผมไม่เจอคุณเมื่อวาน ผมอาจไม่ได้เจอคุณอีก และผมจะไม่รู้ ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง คุณใจร้าย เจย์เดน คุณต้องใจร้ายกับผมขนาดนี้เชียวเหรอ ผมคิดว่าคุณเองก็มีความสุข แต่จู่ๆ จะทิ้งผมไปง่ายดายขนาดนี้”

“ผมไม่เหมือนคุณ ถ้าคุณอยากไปเที่ยว อยากออกไปข้างนอก ผมก็ไปกับคุณไม่ได้ ผมต้องปิดหน้าต่างอยู่เสมอ แม้แต่จะเปิดมันเพื่อชมวิวก็ยังทำไม่ได้ ผมต้องปิดใบหน้า ใส่หมวก สวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาวดูประหลาด ชีวิตของผมมีแต่ขีดจำกัด เรื่องง่ายๆ ที่คนทั่วไปเขาทำกัน ผมทำให้คุณไม่ได้ คุณไม่เข้าใจเหรอ” ผมพูดรัวเร็วจนหายใจหอบ แสบคอจนรวีรีบยกน้ำมาให้ผมจิบ

“มันไม่เคยง่ายเลยรวี” ผมจ้องตากับเขา กลับกลายเป็นผมเสียอีกที่กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ ผมเจ็บปวดกับความคิดที่ว่ารวีเสียใจเพราะการกระทำของผม แต่นอกเหนือจากเรื่องนี้ ผมจะทำอะไรได้อีก

“ผมช่วยอะไรคุณได้บ้าง” 

คำถามที่หนักแน่นและจริงจังของเขาทำให้ผมชะงัก ผมไม่ได้คาดว่าจะเขาพูดแบบนี้ มือของเขาเลื่อนมาเช็ดน้ำตาให้

“คุณอยากช่วยผม?”

“แน่นอน อะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้คุณคิดอยากไปไหนอีก”

“ทำไมล่ะ” ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงดีกับผมขนาดนี้ ที่ผมชอบรวีเพราะเขาใจดี อ่อนโยน กลับกันผมเป็นแค่ลูกค้าท่าทางประหลาดคนหนึ่งที่แอบดูเขา

“ผมยังอยากเจอคุณ เจย์เดน ผมไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณทำร้ายตัวเองอย่างนี้ ถ้าคุณไม่อยากบอกผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมยังไม่อยากบอกลาคุณ ผมจะเสียใจมาก จะร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนถ้าหากคุณเป็นอะไรไป ผมจะทำจริงๆ นะ” เขาขู่ เพิ่งสังเกตว่าตาของเขาบวมแดง บ่งบอกว่าก่อนหน้าที่ผมจะตื่น เขาคงจะร้องไห้ไปแล้ว

“ผมขอร้องคุณได้ไหม อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลย” รวีจ้องตาผมไม่ยอมหลบ

คงถึงเวลาที่ผมจะต้องพูดสิ่งกลัวและเก็บซ่อนเอาไว้เพียงลำพังมาตลอด

“ไม่ใช่แค่ออกไปข้างนอกไม่ได้ คนที่รักษาผมเคยพูดกับพ่อว่า ผมจะอยู่ได้ไม่ถึงอายุยี่สิบ ตอนนี้ผมอายุยี่สิบแล้ว คุณเข้าใจไหมว่าผมกำลังจะบอกอะไร”

รวีมีสีหน้าตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน

“ผมไม่อยากให้คุณมีความทรงจำเกี่ยวกับผมมากไปกว่านี้ ยิ่งเราสนิทกันมากเท่าไหร่มันยิ่งยากสำหรับเราทั้งคู่”

รวีส่ายหน้า “แล้วยังไงล่ะ ถ้าคุณจะอยู่ได้แค่ยี่สิบ ก็แค่นั้น แต่ไม่เห็นต้องไปเร่งมันเลย ทำไมคุณต้องรีบไปด้วย จะอีกหนึ่งวันหรืออีกสองวัน มันไม่มีความหมายกับคุณเหรอ สำหรับผมมันมีนะ”

“ผมไม่อยากให้คุณเสียใจ”

“คุณคิดถูก ผมเสียใจ แต่อย่างน้อยเพิ่มเวลาให้ตัวเองอีกสักหน่อยไม่ได้หรือยังไง คุณอายุยี่สิบมากี่วันแล้ว เขาบอกว่าคุณจะอยู่ไม่ถึงแต่มันเกินมาแล้วนี่ หรือถ้าคุณไม่คิดถึงตัวเอง ก็ต่อเวลาให้ผมหน่อยได้ไหม แค่นี้ที่ผมจะขอ”

“รวี” ผมหายใจสะดุด

“ได้ไหม” เขาถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อผมจนด้วยคำพูด ผมไม่มีความกล้าอะไรที่จะปฏิเสธ แม้ว่าจะยังลังเลและกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ผมก็พยักหน้าให้เขา 

“งั้นกินข้าวก่อน คุณหมอสั่งให้ทานแต่ของอ่อนๆ ก่อน มันอาจไม่อร่อยนักแต่คุณดีขึ้นเมื่อไหร่ผมจะทำแต่ของอร่อยให้คุณทาน” เขายิ้มกว้าง พอดีกับจังหวะที่มีคนเคาะประตู นางพยาบาลเข็นอาหารเข้ามา

รวีคอยดูจนแน่ใจว่าผมเริ่มกินข้าวถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ผมพยายามกินให้ได้มากที่สุดและถูกบังคับให้พักผ่อน

แม้ว่าผมจะยังไม่อยากละสายตาจากรวี แต่ร่างกายของผมเหนื่อยล้าจนหลับไปอย่างง่ายดาย รู้สึกราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแค่ฝัน


“ตื่นแล้วเหรอ ฉันไล่วีไปนอนพัก พยาบาลเพิ่งเอาข้าวมาให้ ทานสิ”

ผมลืมตาขึ้นพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเข็นโต๊ะสำหรับผู้ป่วยเข้ามาที่เตียง 

เธอหมุนหัวเตียงขึ้นให้ผมนั่งได้สะดวก จำได้ว่าเป็นพี่สาวของรวี แม้จะเคยเห็นหน้ากันบ่อยครั้งแต่ยังคงเกร็งเมื่อถูกจ้องมอง หันรีหันขวางนึกอยากหาผ้าปิดปากมาใส่

“ฉันรู้เรื่องจากวีแล้ว ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ได้มองแผลบนหน้านาย ฉันมองเพราะสงสัยว่าอะไรทำให้น้องชายฉันร้องไห้ให้นายขนาดนั้น ขนาดตอนพ่อเสีย ฉันยังแทบไม่เห็นน้ำตาเขาสักหยด แอบร้องคนเดียวตลอด” เธอนั่งลงที่โซฟาริมห้อง เว้นระยะห่างให้ผมไม่รู้สึกอึดอัดเท่าเดิม

“เขาร้องไห้หนักมากเหรอครับ”

“ก็ไม่มากหรอก แต่ฉันไม่ค่อยได้เห็นเขาแบบนั้น รวีเป็นเด็กที่อดทน ไม่ชอบให้ใครเป็นห่วง การที่เขากลั้นน้ำตาไม่ได้คงเป็นเพราะห่วงนายมาก ชอบนายมาก”

“….” ผมไม่รู้ว่าควรเสียใจหรือดีใจที่ได้ยินแบบนั้น

“ฉันไม่ค่อยเข้าใจคนที่ฆ่าตัวตายสักเท่าไหร่ นายคงจะเศร้าหรือมีเรื่องที่ทำให้ไม่อยากอยู่ต่อ ตอนนี้นายอาจมองเห็นชีวิตตัวเองไม่มีค่า แต่สำหรับรวีมันมีค่ามาก” เธอมองผมด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย

“เราอาจช่วยให้นายหายจากโรคแพ้แสงไม่ได้ แต่ฉันอยากให้นายรู้ว่าแค่นายยังมีชีวิตอยู่ก็ทำให้น้องชายพี่มีความสุข” 

ผมคิดตามทุกคำที่เธอกล่าว นึกถึงใบหน้าของรวียามที่เขาเจอหน้าผม

“ให้โอกาสตัวเองและให้โอกาสน้องพี่ได้มีความสุขได้ไหม”

“ครับ”

เป็นความรู้สึกที่ประหลาดมากเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ ความหวังริบหรี่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ทางข้างหน้าที่มืดมิดของผมสว่างขึ้นเล็กน้อยจากแสงของรวี

ถ้าหากดวงอาทิตย์ของผมขอร้องมาต่อให้ต้องเจ็บปวดหรือทรมานก็ไม่เป็นไร เวลาหลังจากนี้แม้แค่อีกเศษเสี้ยวนาทีผมก็จะให้


( :: จบพาร์ตของเจย์เดน :: ) 


#ใต้ร่มวันฝนซา


☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂


ตอนนี้ไม่มีขนมปัง มีแต่เมฆฝนและพายุ แต่ฝนก็เริ่มซาลง ฟ้าค่อยๆ เปิด

เจย์เดนค่อนข้างจะเหมือนเด็กอยู่บ้าง แทบไม่ได้เผชิญโลกกว้างหรือเรียนรู้ชีวิตจริงๆ

การตัดสินใจของของเขาเลยค่อนข้างประหลาด

และเป็นคนขี้กลัว กลัวไปหมด กลัวโดนเกลียด กลัวเขาเสียใจ แต่ไม่กลัวตาย

ตอนนี้รวีก็ได้รู้แล้วว่าเพราะอะไรชายลึกลับถึงแต่งตัวแบบนั้นอยู่ตลอด


มองในมุมของเจย์เดนที่ไม่มีใคร ไม่มีเหตุผลอะไรให้อยู่ต่อเลย

รวีเองก็ดูมีความสุข เลยอยากจะปลีกตัวออกมา

ความมืด หมอกฝน จะจางลงแล้ว ใครหัวใจอ่อนแอก็ไชโยกันได้ค่ะ 5555


ปล. ตอนแต่งครั้งแรกไม่มีเด็กๆสองคน หม่นมาก ดูอย่างตอนนี้เป็นต้น ไม่มีเด็กโผล่มาเลย มืดมนไปอีก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 407 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,249 ความคิดเห็น

  1. #2198 PraeChayanin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 09:34
    เศร้าจัง
    #2,198
    0
  2. #2162 ซอนจังนูน่า (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 13:26
    เจย์เดนจะหายมั้ยอ่าอยากให้ทั้ง2คนอยู่ด้วยกันตลอดไป
    #2,162
    0
  3. #2124 ใจเต้นตึกตัก (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 11:51

    ขอบคุณมากค่าา แทบไม่เคยเจอนิยายดราม่าเรื่องไหนเลยที่ตรรกะปกติแบบนี้ ปกติเพี้ยนมากเพี้ยนน้อยก็ต้องเพี้ยน ชอบตั้งแต่ตอนแรกเลย ใจเต้นรัวเหมือนนายออกเอกพอรู้ว่าพระเอกเป็นชายลึกลับ ถถถ

    #2,124
    0
  4. #2107 canookss (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 19:16
    ขอให้มีกำลังใจที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปนะ คุณเจย์เดน :)
    ชอบพี่สาวน้องรวีจังงง
    #2,107
    0
  5. #2100 61_9201 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 12:01
    ฮื่อออออเจย์เดน ขอบคุณนะㅠ
    #2,100
    0
  6. #2075 HanaTarita (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 00:09
    น้ำตาไหล ฮืออออ ขอบคุณที่มีรวีบนโลกใบนี้ ขอบคุณที่เค้าได้เจอกัน
    #2,075
    0
  7. #2051 OummMamii (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 10:02
    เราร้องให้หนักมากเลย ขอบคุณที่ทำให้เจย์เดนมาเจอรวีนะคะ ขอบคุณรวีที่เป็นพลังบวกให้กะเจย์เดน ฮืออ เราร้องให้หนักมากจริงๆ เจย์เดนสู้ๆ มีรวีแล้ว สู้ๆไปด้วยกันคนเก่งง
    #2,051
    0
  8. #2031 _jppm (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:55
    ;-; งื้อ
    #2,031
    0
  9. #2007 qrdqt (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 03:13
    กลัวใจตอนจบเลย แงงงง๊
    #2,007
    0
  10. #1964 fffyty (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 23:54
    อยู่ต่อเถอะนะเจย์แดน ยังมีสิ่งสวยงามรอคุณทุกวัน ร้องไห้อีกแล้ว เห้ออออทำไมคนเราถึงต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้
    #1,964
    0
  11. #1947 kbhensubha (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2562 / 22:33
    เสียน้ำตาเพราะตอนนี้เลย TT
    #1,947
    0
  12. #1932 mileylovely (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 17:39
    ยิ่งอ่านยิ่งอยากกอดเจย์เดน T v T
    #1,932
    0
  13. #1914 etoile44 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 10:18
    งืออไม่เคยอ่านแล้วน้ำตาซึมมแบบนี้เรย😭
    #1,914
    0
  14. #1877 _jully_P🌼 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 21:56
    เจย์เดนอย่าตายนะ T^T
    #1,877
    0
  15. #1860 อาร์ลิส (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 07:58

    เหมือนอะไรๆ กำลังจะดีขึ้น

    #1,860
    0
  16. #1838 Chubbybaek (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 12:12
    ไม่หน้าเปิดอ่านเลย แง้ ร้องไห้ รู้ทั้งรู้ว่ายังไงเจย์ก็ต้องตาย แต่แบบเศร้ามากฮื้อออออ แต่งสนุกมากๆเลย ตามมาจากน้องชะคราม สงสารตัวเองล่วงหน้า

    ฮื้อออออออ
    #1,838
    0
  17. #1830 sleepy-sheep (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 17:13

    ไม่รู้จะเม้นอะไรเลยค่ะ ความรู้สึกหลายๆอย่างมันตีกันจนล้นไปหมด

    #1,830
    0
  18. วันที่ 21 กันยายน 2561 / 19:39
    ขอหลบไปร้องไห้แป๊ป
    #1,811
    0
  19. #1804 Bell_Kwan (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 16:47
    แอบไปร้องไห้เงียบๆ มันหม่นนนน
    #1,804
    0
  20. #1762 KiHaE*129 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 22:43

    น้ำตาซึม จนน้ำมูกไหล

    แง๊


    #1,762
    0
  21. #1702 EarthMayer (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 21:17
    หยุดเข็มนาฬิกาเเค่นาทีเดียวไปอีก
    #1,702
    0
  22. #1632 ไม่บอกกก1 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 22:35
    น้ำตาไหลเลย TT
    #1,632
    0
  23. #1601 Angzaa (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 21:31
    เศร้าจังเลย พอคิดว่าเจย์เดนจะอยู่ได้ไม่นาน รวีจะอยู่ยังไง
    #1,601
    0
  24. #1583 Yanapat. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 20:36
    ฮือออออ สงสารพี่เจย์เดนง่าาา ภาวนาว่าโรคนี้จะรักษาได้นะ #ชายใต้ร่ม
    #1,583
    0
  25. #1574 ⓒoup . t (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 12:00
    โอ้ยสงสารเฮียเจ มันรักษาไม่ได้เลยหรออยากให้เฮียหายอะ #ชายใต้ร่ม
    #1,574
    0