:::People Sins::: นิยามรัก....ฉบับคนบาป [Yaoi]

ตอนที่ 27 : ::: ตอนที่ 25 ::: เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.พ. 57


::: ตอนที่ 25 ::: เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี
-
-
by อเมทิสต์_AT


 

 

ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องแสนคุ้นเคย โดยที่มีร่างสูงของไอ้ไฮค์นอนโอบกอดผมเอาไว้กับแผ่นอกกว้าง ๆ ของมันความทรงจำสุดท้ายของผมก่อนที่ผมจะเผลอหลับไปนั้นคือน้ำเสียงที่อ่อนโยนและค่อยพูดปลอบโยนผมอยู่ตลอดเวลา...และไออุ่นจากอ้อมกอดที่มันโอบกอดผมเอาไว้แนบอกตลอดทั้งคืน และผมก็ไม่อยากจะนึกย้อนภาพความทรงจำกลับไปก่อนหน้าที่ผมจะเจอกับไอ้ไฮค์ที่ลิฟท์ แต่ผมก็ทำไมไม่ได้ภาพความจำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภาพในห้องของไอ้คีย์มันยังฉายซ้ำไปซ้ำในหัวของผมอยู่ตลอดแม้กระทั่งในความฝัน...

“ร้องไห้อีกแล้วเหรอมึง” ไอ้ไฮค์ถามผมด้วยเสียงง่วงงุน

“เปล่า...” ผมบอกปัดพลางเช็ดน้ำตาที่ยังคงไหลออกมาเลื่อย ๆ ทิ้งไปทันที

“กูจะไม่ถามมึงหรอกนะว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถ้ามึงอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาซะเถอะ ไม่ต้องฝืนหรอก” ไอ้ไฮค์ค่อย ๆ ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาของผมออกอย่างแผ่วเบา

ยิ่งไอ้ไฮค์มันอ่อนโยนกับผมมากขึ้นเท่าไหร่น้ำตาที่ควรจะเหือดแห้งไป ก็กลับไหลออกมานองใบหน้าผมอีกครั้ง

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่คิดค่อยแต่จะทำร้ายผมอยู่ตลอดเวลาอย่างไอ้ไฮค์จะกลายมาเป็นคนที่อ่อนโยนและอยู่เคียงข้างผมในยามที่หัวใจทั้งดวงของผมมันแตกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี แต่คนที่ผมรักและไว้ใจอย่างไอ้คีย์จะกลับกลายมาเป็นคนที่ทำร้ายหัวใจของอย่างเหี้ยมโหดได้ขนาดนี้.....

หลังจากที่ผมถูกไอ้ไฮค์ไล่ออกจากที่นี่แล้ว ผมก็นั่งรถแท็กซี่ตรงที่คอนโดของไอ้คีย์ทันทีด้วยหัวใจที่เต้นระรัวและเต็มไปด้วยความหวังว่าสิ่งที่ดีเทลพูดเอาไว้ก่อนหน้านั้นมันจะไม่ใช่เรื่องจริง แม้ว่าไอ้คีย์มันจะโกรธหรือไม่ให้อภัยกับสิ่งที่ผมทำเอาไว้กับมัน แต่ถ้าหากว่าในใจหัวของไอ้คีย์ยังมีผมอยู่ผมก็จะขออยู่ชดใช้และจะตามตื้อจนกว่าไอ้คีย์มันยอมให้อภัยผม

แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่ผมหวังเอาไว้เลยสักนิด.......

เมื่อประตูลิฟท์ถูกเปิดออกมาก็ปรากฏร่างเล็กของดีเทลที่กำลังยืนกอดอกจ้องมาที่ผมด้วยสายตาที่ไม่มีความมิตรเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ผมไม่คิดที่จะใส่ใจเพราะคนที่ผมควรจะใส่ใจที่สุดในตอนนี้คือไอ้คีย์คนเดียวเท่านั้น

ผมเลือกที่จะเดินเลี่ยงดีเทลไปอีกทางแต่ก็ถูกร่างเล็ก ๆ ของดีเทลมาขว้างเอาไว้ พอผมหลบไปอีกทางก็ถูกขว้างเอาไว้อีก เป็นแบบนี้อยู่พักหนึ่งจนในที่สุดผมก็หมดความอดทนและเอ่ยขึ้นมาว่า

“ช่วยหลีกทางให้พี่หน่อยได้ไหมครับ....ดีเทล !?

“ผมหลีกทางให้พี่แน่ แต่ก่อนอื่นพี่จะต้องฟังสิ่งที่ผมกำลังจะบอกพี่ซะก่อน”

“ขอโทษนะ พี่กำลังรีบ...”

หมับ !!!!

ดีเทลรีบคว้าข้อมือของผมเอาไว้ก่อนที่จะทันเดินเลี่ยงไปอีกทาง เขาบีบข้อมือผมเอาไว้จนแน่นแล้วพูดต่ออีกครั้งว่า

“พี่จะต้องฟังผม....ผมจะไม่ยอมให้พี่มาแย่งผัวผมไปหรอกนะ” ดีเทลตวาดลั่น

“คนที่ดีเทลเรียกว่าพี่ผัวนั่นมันก็ผัวพี่เหมือนกันและคนที่มาแย่งมันไปก็คือดีเทลต่างหากละ อย่าลืมสิว่าคนที่ไอ้คีย์เลือกที่จะรักก็คือพี่ไม่ใช่ดีเทล!!” ผมขึ้นเสียงใส่ดีเทลด้วยความโมโห ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยที่จะระเบิดอารมณ์ใส่ดีเทลมาก่อน แต่ครั้งนี้สิ่งที่ดีเทลกำลังทำมันจะมากเกินไปแล้วจริง ๆ

“หึ...ดูเหมือนว่าพี่จะมั่นใจอยู่นะว่าตัวเองยังเป็นคนที่พี่คีย์รักอยู่ ถ้าอย่างนั้นผมจะพิสูจน์ให้พี่ดูดีไหมละว่า ในตอนนี้ผมหรือพี่กันแน่ที่เป็นคนรักและเป็นคนสำคัญของพี่คีย์มาที่สุด” ดีเทลยิ้มเยาะแล้วก้าวเท้าเข้ามากระซิบที่ข้างหูของผมแผ่วเบาว่า

“ว่าไงครับพี่แอลสนใจที่จะเข้ารวมการพิสูจน์ในครั้งนี้ไหมล่ะครับ....ถ้าสนใจละก็....???”



“พี่คีย์ครับมากินข้าวกันได้แล้วนะครับ” เสียงเล็กของดีเทลร้องบอกไอ้คีย์ด้วยน้ำเสียงร่าเริง ร่างเล็ก ๆ โผล่เข้าไปกอดคีย์ที่นั่งทำงานอยู่จากทางด้านหลัง

“กูไม่หิว...มีงานต้องทำอีกเยอะ มึงจะกินก่อนเลยก็ได้นะ” คีย์ตอบกลับร่างสูงยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการกกับเอกสารที่กองเป็นภูเขาอยู่ตรงหน้าอย่างขยันขันแข็ง

“ทำงานน่ะทำได้นะครับ แต่ว่าถ้าทำงานแล้วไม่ยอมทานข้าวเลยแบบนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี...นะครับ ไปกินข้าวกัน พี่คีย์ก็รู้ว่าผมไม่ชอบนั่งกินข้าวคนเดียว..” ดีเทลพูดอ้อน พลางเอี้ยวใบหน้าใส ๆ ไปหอมแก้มของคีย์ทั้งสองข้างโดยที่ร่างสูงไม่ทันได้ตั้งตัว คีย์ชะงักและวางปากกับเอกสารลง

“เออ...ก็ได้ ๆ เลิกอ้อนกูสักทีเดี๋ยวก็ไม่ได้กินหรอก ข้าวน่ะ” คีย์ดึงแขนเล็ก ๆ ของดีเทลออกไปอย่างนุ่มนวลและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ทำไมละครับ ?”

“ฮึ...อยากรู้เหรอ” คีย์ยิ้มเจ้าเล่ห์ มือหนาเอื้อมไปดึงร่างเล็กเข้ามาแนบชิดกันร่างสูงและกระซิบอะไรบ้างอย่างที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น

ซึ่งคำพูดเหล่านั้นบุคคลที่สามอย่างผม...ไม่มีสิทธิที่จะได้ยิน

น้ำตาของผมค่อย ๆ หลั่งไหลออกมาสองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ และสิ่งที่ผมได้เห็นต่อไปจากนี้ก็ทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น.....

ภาพที่ทั้งสองคนแลกจูบกันอย่างเร่าร้องและดูดดื่ม ร่างสองร่างกอดรัดกันราวกับว่ากลัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหายไปหากว่าทั้งสองร่างผละออกจากกัน ผมลุกขึ้นยืนจากจอมอนิเตอร์ที่ดีเทลพาผมมานั่งดูอยู่เงียบ ๆ ในห้องเล็ก ๆ ถัดออกไปจากห้องของไอ้คีย์ไป

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะทันก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้ ก็ถูกชายร่างใหญ่บึกบึนสองคนขว้างเอาไว้ไม่ยอมให้ผมก้าวพ้นออกจากห้องนี้ไป

“ถอยไปนะ!!” ผมตะคอกใส่

“ไม่ได้ครับ...คุณหนูดีเทลบอกพวกผมเอาไว้ว่าห้ามคุณออกไปไหนจนกว่าจะดูทุกอย่างจนจบ...”

“ปล่อยนะ....ปล่อยสิวะ ไอ้พวกบ้า....!!!!!!” ผมโวยวายลั่นห้องพยายามดิ้นให้หลุดจากทั้งสองคนแต่ก็กลับถูกพวกมันลากกลับไปนั่งอยู่ที่เดิมอีกครั้งจนได้

“กรุณานั่งอยู่ที่นี่เงียบ ๆ เถอะนะครับ...อย่าให้พวกผมต้องใช้กำลังกับคุณเลย” หนึ่งในนั้นเอ่ยปากข่มขู่ผมเสียงเย็น

ผมกัดฟันแน่นด้วยความคับแค้น...ผมไม่น่าทำตามคำพูดของดีเทลเลย ถ้าหากว่าผมดื้อดึงที่จะไปหาไอ้คีย์ซะตั้งแต่ตอนนั้นผมคงไม่ต้องมานั่งจำใจทนมองภาพบาดตาบาดใจผมแบบนี้หรอก

“อ่ะ...อา...พอเถอะครับพี่คีย์ เดี๋ยวข้าวก็เย็นหมดหรอก” ดีเทลทักท้วงและพยายามดันร่างของคีย์ให้ออกห่าง

“อะไร ? มึงเป็นคนยั่วกูเองแท้ ๆ นะ”

“ผมเปล่ายั่วนะ....พี่คีย์หื่นเองต่างหาก” ดีเทลว่า

ผมนั่งจ้องมองการกระทำของทั้งสองคนผ่านทางจอมอนิเตอร์อยู่ในห้องเล็ก ๆ ต่อไปเลื่อย ๆ ด้วยสายตาที่พร่าไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาเลื่อย ๆ กับหัวใจที่ปวดร้าวจนแทบหายใจไม่ออก

ผมทำได้แค่นั่งมองภาพของคนสองคนอยู่ในห้องมืด ๆ แคบ ๆ ห้องหนึ่ง ผิดกับพวกเขาทั้งสองคนที่กำลังพูดคุยและยิ้มให้กันอย่างมีความสุข กอดกัน... จูบกัน...และ....

“พี่คีย์ครับ....”

“อะไร”

“พี่รักผมไหมครับ..???” 
 

+++++++++++++++++++++++++++++++++


“ถามทำไม?” คีย์ถามกลับ

“ก็ผมอยากรู้ และอยากมั่นใจมากกว่านี้ว่าพี่จะไม่มีวันทิ้งผม....” ดีเทลก้มหน้านิ่ง เมื่อถูกสายตาของคีย์จับจ้อง

“การกระทำมันสำคัญมากกว่าคำพูด ไม่ใช่หรือไง” คีย์ตอบเลี่ยงไม่พูดตรง ๆ พลางตักกับข้าวใส่ในจานของดีเทลและลงมือกินทันที

“ถึงพี่จะพูดอย่างนั้น...ผมก็อยากได้ยินมันอีกสักครั้ง ไม่ได้เหรอครับ” ดีเทลยังตื้อถามน้ำตาคลอ

“......”

“อึก !!!

“มึงจะร้องไห้ทำไมนักหนาวะ วัน ๆ เอาแต่งอแงเป็นเด็ก ๆ ไปได้” คีย์ดุเสียงหน่าย ๆ

“อึก...ผมก็ไม่ได้อยากจะร้องไห้สักหน่อย พี่คีย์นั้นแหละ แต่พูดคำว่ารักผมแค่ไม่กี่คำแค่นี่ทำให้ผมไม่ได้เลยหรือไง พี่คีย์ใจร้ายที่สุดเลย !!!” ดีเทลตะโกนลั่นผุดลุกขึ้นจากที่นั่งทำท่าเดินหนีออกไปจากโต๊ะอาหาร แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกมือหนาของคีย์คว้าแขนเล็กเอาไว้

“กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่ามีปัญหาอะไรก็ห้ามเดินหนีกูเด็ดขาด ต้องให้กูพูดกี่ครั้งมึงถึงจะเข้าใจวะ!!!!” คีย์ตวาดลั่นอย่างเหลืออดพลางกระชากร่างเล็กเข้าหาตัว

“พี่เองก็เหมือนกันนั้นแหละ....!!!! ผมก็บอกพี่คีย์แล้วเหมือนกันว่าเวลาทะเลาะกันอย่าใช้กำลังกับผม...อึก” ดีเทลสะอื้นเถียงกลับอย่างไม่ลดละพยายามผลักคีย์ออกให้พ้นตัว

“หุบปาก!! มึงอยากฟังมาใช่ไหม ได้....กูรักมึงพอใจยัง!!!

“พูดเหมือนไม่เต็มใจแบบนี้ ไม่ต้องพูดก็ได้” ดีเทลตะคอกพลางดิ้นสะบัดตัวแรงยิ่งขึ้น

“อ้าว...ไอ้เหี้ย !? ตกลงมึงจะให้กูทำยังไง มึงถึงจะเชื่อว่ากูรักมึงวะห๊ะ”

“จูบผมสิ...แล้วบอกว่าพี่ไม่ได้รักพี่แอลแล้ว” ดีเทลว่า

“.........”

“เงียบทำไมครับทำไม่ได้เหรอครับ ?! อ่ะ !!!....” ดีเทลร้องตกใจเมื่อถูกริมฝีปากของคีย์ชกเข้ามาโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ดีเทลร้องครางในลำคอพยายามยกมือขึ้นดันอกแกร่งออก เพราะเริ่มจะหายใจไม่ทันแล้ว

“จำเอาไว้นะว่าอย่าได้พูดถึงชื่อไอ้แอลให้กูได้ยินอีกเป็นครั้งที่สองถ้ามันยังอยากจะคบกับกูต่อไป แล้วเรื่องที่กูจะรักหรือไม่รักไอ้แอลแล้วมึงไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ขอแค่มึงจำเอาไว้แค่ว่าในตอนนี้มึงสำคัญที่สุดสำหรับกูในตอนนี้แค่นั้นก็พอแล้วเข้าไหม?”

.....................

............

......

คนสำคัญที่สุดอย่างนั้นเหรอ.....

“ฮึ” ผมหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพชในตัวที่ยังคงหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าคีย์มันจะกลับมาและให้อภัยในสิ่งที่ผมทำผิดพลาดไป แต่ดูเหมือนความหวังของผมในตอนนี้มันค่อย ๆ ลิบลี้ลงไปทุกที แม้จะเจ็บที่ต้องมานั่งคนรักของตัวเองกำลังมีความสุขอยู่กับคนอื่น แต่ผมในตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดูมันต่อไป เพราะแค่ผมจะลุกจากเก้าอี้ก็ถูกพวกลูกน้องของดีเทลขว้างทางเอาไว้ซะแล้ว

“เฮ้ย...มาดราม่าอะไรตอนกำลังกินข้าววะ ทำกูหายอยากข้าวเลย” คีย์บ่นพลางขโมยหอมแก้มดีเทลฟอดใหญ่

“ขอโทษครับผมมันงี่เง่าเอง” ดีเทลอ้อมแอ้มตอบก้มหน้างุด

“ฮึ เด็กไม่ดีต้องถูกลงโทษนะรู้ไหม...”

“บ้า!!!!

ภาพต่อไปนี้ทำให้ผมช็อกจนพูดไม่ออกหัวใจเหมือนถูกแท่งเหล็กขนาดใหญ่มาบีบอัดจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งเสียงและภาพมันฟ้องให้ผมได้เห็นแล้วว่า

ผมแพ้...ผมหมดหนทางที่จะกลับไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว

ผมจำเรื่องราวหลังจากนั้นไม่ได้เลย สมองของผมมันเหมือนถูกปิดสวิตเอาไว้จนไม่สามารถรับรู้หรือ วิเคราะห์อะไรได้อีก แม้ตาจะจ้องมองภาพในจอมอนิเตอร์ หูยังคงได้ยินเสียง.... แต่สภาพจิตใจของผมตอนนี้มันแย่ซะจนแยกแยะอะไรไม่ออกอีกต่อไป

ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว แต่พอมารู้ตัวอีกทีผมก็มายืนอยู่ในลิฟท์ที่กำลังเลื่อนลงไปสู่ชั้นล่าง ร่างกายของผมมันอ่อนแรงจนทรุดไปกองอยู่กับพื้นและร้องไห้อย่างหนัก ในยามอ่อนแออย่างนี้ผมอยากให้ใครมาอยู่ข้าง ๆ กายผม โอบกอดผม และปลอบประโลมให้ผมคลายความเศร้าโศกนี้ไป

แต่ใครที่ว่านั้นมันไม่มี... ข้างกายผมมันว่างเปล่า

ไม่มีใครเลย นอกจากตัวของผมเอง

ติ่ง

ผมค่อย ๆ พยุงร่างกายอ่อนปวกเปียกของตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หลังจากที่ลิฟท์มาถึงที่หมายและกำลังจะเปิดประตูออก แต่แล้วผมก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นว่ามีอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่อีกฝั่งของลิฟท์

คนที่ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะเจอเขาที่นี่....

ไอ้ไฮค์???

“อึก...ฮื่อ ๆ ๆๆ” ผมร้องไห้หนักขึ้นเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของร่างสูงที่ส่งต่อมาให้ผม

“ถึงกูจะทำปากดีไล่มึงออกไป แต่...กูไม่สามารถทำได้อย่างที่ปากพูดออกไปหรอก....” ไอ้ไฮค์พูดพลางขยับเท้าเข้ามาใกล้ผม

“..........”

“กูรักมึงนะไอ้แอล....มึงจะให้โอกาสกูได้ดูแลมึงสักครั้งได้ไหม” ไอ้ไฮค์บอกกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าเว้าวอนของมันบอกให้รู้ว่าที่มันพูดออกมานั้นมันต้องการให้ผมให้โอกาสมันจริง ๆ

และผมยิ่งอึ้งเมื่อได้ยินคำว่ารักหลุดออกมาจากปากของคนที่พึ่งจะเอ่ยปากขับไล่ผมออกมา ทั้ง ๆ ที่ผ่านมามันไม่เคยพูดคำว่ารักออกมาเลยสักครั้ง มีแต่พูดอ้อม ๆ ไป แต่คราวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น...คนปากหนักอย่างไอ้ไฮค์มันยอมบอกรักผมในเวลาแบบนี้

โดยที่มันอาจจะไม่รู้เลยสักนิดว่า คำว่า รัก ของมันนั้นเหมือน้ำมาชโลมหัวใจเหือดแห้งของผมได้มากมายขนาดไหน

“อึก...ไฮค์...อึก...ฮื่อ...” ผมพยายามเรียกชื่อของไอ้ไฮค์อย่างเต็มความสามารถแม้ว่าเสียงของผมนั้นมันจะสั้นและสะอื้นมากแค่ไหนก็ตาม

“ไปกับกูนะ....กูจะดูแลมึงเอง” ไอ้ไฮค์พูดกับผมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

หมับ !!!!    

ผมโผเข้าไปกอดร่างสูงเอาไว้ทันทีราวกลับกลัวว่าร่างสูงจะเปลี่ยนใจและไล่ออกไปอีกครั้ง ในตอนนี้ผมแค่ต้องการไออุ่นจากใครสักคน ใครสักคนที่สามารถพาผมออกจากที่ตรงนี้สักที....

กลับเข้าสู่ปัจจุบัน

“จะนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้อีกนานไหมวะ ที่กูพูดอยู่เนี่ยมันได้ยินไหม?” ไอ้ไฮค์ถามผมเสียงเข้มหลังจากที่ผมนั่งเหม่ออยู่ในห้องนั่งเล่น

“พูดอะไร ?”

“กูถามมึงว่ามึงจะกลับไปเรียนเมื่อไหร่...” ไอ้ไฮค์ถามซ้ำอีกครั้ง

“เออ...อีกสองอาทิตย์” ผมนึกก่อนตอบ

“อืม ยังพอมีเวลา” ไอ้ไฮค์พึมพำอยู่คนเดียว ก่อนที่จะลุกเดินเข้าไปในห้องทำงานและเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแฟ้มเอกสารสองสามเล่ม

“ช่วยกูทำงานหน่อย” มันว่า

“ทำไมกูต้องช่วยมึงด้วยละ” ผมท้วงทันที พลางสะบัดหน้าดิกไม่ยอมทำ

“ก็เพราะมึงนั้นแหละที่ทำให้กูไม่เป็นอันไปทำการทำงาน ดูสิเนี่ยงานกองเป็นภูเขาเลย” ไอ้ไฮค์ตีหน้าตาย ทิ้งกองเอกสารบางส่วนมาให้ผม

“มึงไม่ไปทำงานแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับกูวะ อย่ามามั่วสิ” ผมเถียงกลับ

“ทำไมจะไม่เกี่ยว...เพราะสภาพมึงเป็นแบบนี้ไงกูถึงทิ้งให้มึงอยู่คนเดียวไม่ได้ เกิดมึงคิดสั้นขึ้นมาจะทำไงวะ” ไอ้ไฮค์พูดพลางจับใบหน้าของผมมาสำรวจอย่างใกล้ชิดจนใบหน้าของเราสองคนเกือบจะชนกันอยู่แล้ว

ที่ไอ้ไฮค์มันพูดนั้นก็ไม่ได้ผิดไปทั้งหมด ผมไม่ได้มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง เพราะถ้าหากว่าผมไอ้ไฮค์มันทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวในตอนนี้มีหวังวันนี้ทั้งวันผมคงเอาแต่ร้องไห้ หรือไม่ก็คงแอบเอาเหล้าราคาแพงที่ไอ้ไฮค์มันเก็บเอาไว้ในตู้โชว์นั้นออกมาดื่มจนหมดตู้แน่ ๆ

“ไอ้บ้า....!!! ถึงกูจะยังรู้สึกแย่อยู่แต่กูก็ไม่คิดสั้นทำร้ายตัวเองหรอกน่า..” ผมขึ้นเสียงเล็กน้อยพลางปัดมือหนาออกจากใบหน้าของผม

“นะ ๆ ๆ ช่วยกูเช็คเอกสารหน่อยไม่ได้หรือไงวะ นะครับ...เป็นผัวเป็นเมียกันก็ต้องช่วยกันทำมาหากินสิ เพื่ออนาคตของลูกที่กำลังจะเกิดมาไง” ไอ้ไฮค์ทำเสียงออดอ้อนพลางเอามือหนามาลูบ ๆ แถว ๆ หน้าท้องของผม

ผมรีบปัดมือหนาที่กำลังยุ่งยามอยู่แถว ๆ หน้าท้องของผมออกไปพลางตวัดตาดุใส่ร่างสูงทันที

มันเอาสมองหรือเล็บเท้าคิดกันวะเนี่ย....

“ใครเป็นเมียมึง แล้วอีกอย่างกูเป็นผู้ชายกูท้องไม่ได้โว้ย ?!” ผมตวาดเสียงเขียว

“มันก็ไม่แน่ กูไม่เคยป้องกันเลยสักครั้งมันต้องหลุดออกมาบ้างสักคนแหละน่า...โอ๊ย !!!! ไอ้เหี้ย ผัวเจ็บนะโว้ย” ไอ้ไฮค์ร้องโวยทันทีหลังจากที่ผมคว้านิ้วมือของร่างสูงมากัดอย่างแรง ไอ้ไฮค์มันพยายามสะบัดออกจนหลุดพลางเบาที่ปลายนิ้วที่โดยผมกัดเบา ๆ

“ถ้ามึงยังไม่หยุดพูดจาเพ้อเจอมึงเจอหนักกว่านี้แน่”

“เขินละสิ ฮึ ๆ ๆ อ่ะ !!! กูไม่โง่ให้มึงแดกนิ้วกูอีกเป็นครั้งที่สองหรอก” ไอ้ไฮค์ยิ้มร่าเมื่อมันสามารถชักมือกลับทันก่อนที่จะคว้ามากัดอีกรอบเอาไว้ได้ มันค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างผมเล็กน้อยพลางบ่นขมุบขมิบอยู่คนเดียว

ผมยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากรู้สึกขบขันกับท่าทางเป็นเด็ก ๆ ของไอ้ไฮค์ที่ผมไม่เคยได้เห็นมาก่อน

“ขอบคุณนะ” ผมเอ่ยขึ้น

“อะไร ?”

“ขอบคุณที่มึงพากูกลับมาที่นี่  ขอบคุณที่มึงไม่ทิ้งให้กูต้องอยู่คนเดียว ขอบคุณสำหรับเรื่องดี ๆ ที่มึงทำให้กู มึงบอกกูว่ามึงรักกูใช่ไหม มึงสัญญากับกูได้ไหมว่ามึงจะไม่ทำให้กูเสียใจ มึงสัญญากับกูได้ไหมว่ามึงจะไม่มีวันทิ้งให้กูต้องโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพังอีก...” ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ไม่มีแววเกรียวกราดที่อย่างที่ผ่าน ๆ มาอีก ไอ้ไฮค์นิ่งเงียบไปนานเหมือนมันกำลังช็อกกับสิ่งที่มันพึ่งจะได้ยินมา ก่อนที่มันจะคว้าเข้าไปจูบอย่างรวดเร็วจนผมไม่ทันได้ตั้งตัวแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ผลักไสร่างสูงออกเหมือนเช่นทุกครั้ง

ผมกับไอ้ไฮค์แลกจูบร้อนแรงเรียวลิ้นหนาสอดเข้ามาโพลงปากของผมกวาดชิมความหวานในโพลงปากผมไปเลื่อย ๆ โดยไม่รู้จักเบื่อ จากจูบที่ร้อนแรงก็ค่อย ๆ กลายเป็นอ่อนโยน ในที่สุดก็ผละออกเพราะผมเริ่มจะหายใจไม่ทันแล้ว...

“กูไม่รู้ว่ากูจะสามารถทำตามสัญญาทุกข้อที่มึงว่ามานั้นได้ทั้งหมดหรือเปล่า แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่ต่อให้มึงไม่ต้องบอกกูก็ไม่มีวันทำอยู่แล้ว นั้นก็คือเรื่องที่กูจะทิ้งให้มึงอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด ถึงกูจะเลวจะชั่วยังไงแต่ขอแค่มึงเชื่อใจ กูจะไม่มีวันทิ้งมึง และกูก็จะไม่ยอมให้มึงทิ้งกูด้วย เราสองคนจะต้องอยู่ด้วยกันจนวันตาย” ไอ้ไฮค์บอกผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนที่จะจูบที่หน้าผากของผมราวกับว่านี้เป็นจูบแห่งคำสัญญาที่มันให้ไว้กับผม

“อึก...มึงสัญญากับกูแล้วนะ” ผมพยายามกลั่นน้ำตาเอาไว้แต่มันก็ยากเหลือเกินจนในที่สุดก็ต้องยอมปล่อยให้มันไหลออกมา

“ครับผม...พี่สัญญาว่าจะรักและจะไม่มีวันทิ้งน้องแอลของพี่ไฮค์อย่างแน่นอนเลยครับ คบกับพี่นะ...”

 

++++++++++++++++++++++++++++++++




“คบกันทั้ง ๆ ที่มึงก็รู้ว่าอีกไม่นานกูก็ต้องกลับไปเรียนต่ออย่างนั้นเหรอ?” ผมถามเสียงแผ่วช้อนตามองปฏิกิริยาของร่างสูงด้วยหัวใจที่เต้นระทึก

ขอแค่ไอ้ไฮค์มันเอ่ยออกมาว่ามันจะรอผม จนกว่าผมจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง....

ผมก็จะไม่ลังเลที่จะตกลงปลงใจตอบรับความรู้สึกดี ๆ ที่ไอ้ไฮค์มันมีให้ผมทันที

ไอ้ไฮค์มันค่อย ๆ ยกร่างบาง ๆ ของผมขึ้นและจับผมนั่งอยู่ตรงหว่างขาแกร่งและรั้งร่างของผมเข้าไปพิงกับแผ่นอกกว้าง ๆ ของมันและพูดต่ออีกว่า

“เรื่องระยะทางมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนอย่างกูเลยนะ...ก็แค่ประเทศอังกฤษกูจะบินไปเที่ยวหามึงเมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้ หรือว่า...มึงจะให้กูย้ายไปอยู่กับมึงที่โน่นเลยดีไหม”

“อย่าพูดอะไรบ้า ๆ น่า มึงจะไปอยู่ที่โน่นได้ยังไง งานมึงล่ะ” ผมว่า

“เอาแต่คิดเล็กคิดน้อยเป็นผู้หญิงไปได้...เรื่องอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง ตอนนี้มึงก็แค่ตอบกูมาแค่นั้นว่าจะยอมมาเป็นคนรักของกูไหมครับ” ไอ้ไฮค์โอบผมจากทางด้านหลังและเกยคางที่ไหล่ของผม ทำให้ลมหายใจร้อน ๆ ของร่างสูงกระทบกับพวงแก้มของผมอย่างช่วยไม่ได้

“......”

“ว่าไง ?” ไอ้ไฮค์ถามซ้ำพลางกระชับอ้อมแขนมากขึ้น

“อืม” ผมตอบรับเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

“อะไรนะ กูไม่เห็นได้ยินอะไรเลย?” ไอ้ไฮค์กระซิบถามข้างใบหูผม

“อืม...กูจะเป็นคนรักของมึง แต่มึงต้องสัญญากับกูนะว่าจะเลิกเจ้าชู้ ถ้ากูจับได้เมื่อไหร่เราสองคนเลิกกัน !!!” ผมขู่เสียงเฉียบ แต่ร่างสูงไม่สะทกสะท้านตรงกันข้ามกลับหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ

“ยังไม่ทันไรก็หึงซะแล้วนะเด็กน้อย....ฮึ ๆ ๆ”

“ไม่ได้หึง !! กูก็แค่ไม่ชอบใช้ของรวมกับใครก็แค่นั้น” ผมสะบัดหน้าดันตัวหนีรู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะหันกลับไปชกใบหน้าหล่อ ๆ ของไอ้ไฮค์สักหมัด

“เอาล่ะ หยุดดิ้นแล้วมาช่วยกูเช็คเอกสารสักทีสิ พรุ่งนี้กูมีประชุมแต่เช้าเลยนะ”

“กูทำไม่เป็น” ผมบอกไป

“เดี๋ยวก็สอนเอง......”

ไอ้ไฮค์ไม่ฟังที่ผมทักท้วงมันพูดอธิบายรายละเอียดและบอกจุดที่ผมควรจะเช็คให้อย่างใจเย็น ไอ้ไฮค์ก้มหน้าก้มตาเปิดอ่านเอกสารที่อยู่มือด้วยท่าทางจริงจังใบหน้านิ่งขรึมอย่างใช้ความคิดตึกตรองเนื้อหางานที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด เวลาที่ไอ้ไฮค์มันจริงจังกับการทำงานแบบนี้มันก็ดูเท่มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่งจนผมเผลอจ้องใบหน้าหล่อ ๆ นั้นเพลินจนแทบจะไม่เป็นอันได้ตรวจเช็คอะไรเท่าไหร่เลย.....

“มึงแน่ใจนะว่ามึงเช็คเอกสารให้กูเรียบร้อยแล้วจริง ๆ” ไอ้ไฮค์ถามผมเสียงเย็นหลังจากที่ผมยืนแฟ้มเอกสารในส่วนที่ผมทำเสร็จแล้วให้ไอ้ไฮค์อ่านเช็คอีกที

“อืม” ผมตอบรับในลำคอเบา ๆ

“กูว่ามึงควรจะไปฝึกอ่านเขียนภาษาไทยซะใหม่นะ ดูสิเนี่ยมีแต่คำผิดเต็มไปหมดแบบนี้ แล้วกูจะอ่านรู้เรื่องได้ยังไง” ไอ้ไฮค์พูดติผม (แต่ไรท์สะดุ้งสุดตัวเลยแหละ T…T)

"ก็กูบอกมึงแล้วนี่ ว่ากูทำไม่เป็น!!! มึงก็ยังจะบังคับให้กูช่วยมึงทำเองนิ” ผมทำหน้าบึ้งเถียงกลับไปบ้าง ถึงผมจะไปเรียนที่เมืองนอกแต่ผมไม่ใช่คนที่จะลืมกำพืดลืมภาษาเกิดแน่นอน ที่ผมตรวจออกมาผิด ๆ ถูก ๆ แบบนั้นมันเพราะว่าผมไม่ค่อยจะมีสมาธิต่างหากละ

“เฮ้ย....ช่างมันเถอะ เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงไปนั่งเล่นดูทีวีไป เดี๋ยวเย็น ๆ กูจะพามึงออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก” ไอ้ไฮค์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จัดการเปิดแฟ้มเอกสารที่ผมทำผิดออกมาแก้ไขทันที

“ฮึ่ย !!!!

ผมกระทืบเท้าตึงตังเดินกลับเข้ามาในห้องนอนด้วยความหงุดหงิดที่ถูกร่างสูงว่า ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนกับเตียงกว้างพลิกตัวไปมา แล้วลุกขึ้นนั่งสายตาจับจ้องไปที่ประตูห้องนอนที่ยังคงปิดสนิทอยู่

“ไหนมึงบอกว่าจะไม่ทิ้งให้กูอยู่คนเดียวไง ไอ้เหี้ย!!! ไอ้คนโกหก....” ผมก้นด่าไอ้ไฮค์เบา ๆ ขอบตาร้อนผ่าวรู้สึกน้อยใจที่ถูกร่างสูงตำหนิแบบนั้น

“ค่อยดูนะ กูจะไม่พูดกับมึงไป 3 วันเลยค่อยดู” ผมกัดคาดโทษร่างสูงเอาไว้แล้วล้มตัวลงนอนปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอยู่เงียบ ๆ

และเผลอหลับไปในที่สุด....
 

++++++++++++++++++++++++++++++

 


ครบแล้วจ้า

แลดูเหมือนแอลจะใจง่ายแต่ไรท์เข้าใจนะ เวลาที่คนเราถูกความอ่อนแอจู่โจมอย่างรุนแรง
มันก็ไม่แปลกที่เราจะคว้าหาหลักยึดกันจริงไหมละค่ะ......?????

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

184 ความคิดเห็น

  1. #147 pun_davika (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 / 09:59
    แอลน่ารักง่ะ ขอกลับบ้าน
    หลบพี่ไฮค์
    #147
    0
  2. #111 Little IU (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:08
    นั่นไฮค์งานเข้าจ้า !!!!!! รีบมาง้อแอลด่วนๆๆๆๆๆเลย
    ตอนนี้แอลอ่อนแออย่าปล่อยให้แอลอยู่คนเดียวนะ
    ไฮค์แอบดุเหมือนกันนะเนี่ยแต่อย่างว่าแหละมันเป็นงาน
    #111
    0
  3. #105 CookieSweet (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:30
    ดีเทลจังร้ายแฮะ....เชียร์เฮียไฮค์สุดใจเลย
    #105
    0
  4. #103 Android_Angel (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 11:44
    จริงค่ะไรท์ ;)
    #103
    0
  5. #101 Maya_Princess (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 / 00:10
    สั้นไปไหมมมม T______________T
    #101
    0