Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 5 : Chapter 4: Until we meet

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 797
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

“ลบเดี๋ยวนี้เลยมึง”

“จะลบทำไมอ่านไปแล้วตั้งหนึ่งคน”

“เออหน่า เชื่อกู ไม่ใช่เฮียหรอกที่อ่าน เวลาแบบนี้น่าจะยังนั่งอยู่หน้าคอมอยู่”

“…”

“เอ๊ะ ไอนี่ กูบอกให้ลบก็รีบลบดิ”

“เออๆรู้แล้ว ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนจะฆ่าผมเลย”

 

นนท์เอาแต่ย้ำให้รุ่นน้องลบคลิปที่เพิ่งจะส่งเข้าห้องแชทกลุ่มไปหมาดๆออก แม้ว่าหน้าจอจะขึ้นแสดงว่ามีผู้อ่านแล้วหนึ่งคนก็ตาม ก่อนที่คนตัวเล็กบนเวทีจะเริ่มร้องเพลงใหม่ขึ้นอีกครั้งจนผู้ชมทั้งสองต้องกลับไปให้ความสนใจต่ออย่างพลาดไม่ได้

 

หลังจากเวลาการแสดงของนาทีจบลง และนักร้องอีกคนก็ได้ทำการผลัดขึ้นไปร้องเรียบร้อยแล้ว ร่างเล็กก็เดินกลับเข้าไปในห้องหลังเวทีก่อนจะเก็บอุปกรณ์เครื่องดนตรีต่างๆไว้ตามเดิม แล้วจึงเดินออกไปนั่งเป็นเพื่อนฝุ่นที่รออยู่ด้านนอก

 

คนเป็นเจ้าของร้านเอ่ยขอบคุณเขาครั้งแล้วครั้งเล่าที่ยอมกลับมาร้องเพลงหลังจากห่างหายไปเป็นอาทิตย์ เนื่องจากนิยายเรื่องใหม่ที่นาทีเพิ่งเปิด อีกไหนจะเรื่องกังวลใจของเจ้าตัวที่ทำให้ไม่ค่อยสามารถเดินทางมาทำงานอย่างเดิมได้ เรนจึงนำเครื่องดื่มปั่นมาให้อดีตน้องรหัสคนสนิทของเขาเป็นการตอบแทนก่อนจะเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยอีกคน

 

“ขอบคุณครับ”

“เป็นไงบ้างเรา หายไปเป็นอาทิตย์เลย”

“ยุ่งนิดหน่อย นี่ก็กลับมาแล้วไง เอาค่าจ้างมาให้เลย” นาทีตอบกลับไปพร้อมทั้งยังแบมือทั้งสองข้างไว้ตรงหน้าราวกับเด็กกำลังขอขนม

“แหมๆ ทวงเก่งจริง”

“ล้อเล่นหน่า”

“เมื่อกี้แอบคุยกับฝุ่น อิจฉาที่มันเจอเมทแล้ว”

“แถมยังเป็นคนใกล้ตัวซะด้วย”นาทีเขยิบเข้าไปใกล้รุ่นพี่ตัวสูงมากขึ้นก่อนจะทำท่ากระซิบกระซาบให้เพื่อนสนิทเห็นแม้จะไม่ได้ตั้งใจปิดบังก็ตาม

“นาทีนิสัยไม่ดี จำไว้เลยนะ ได้กับเมทเมื่อไหร่เราจะล้อยันเมทตายเลย”ฝุ่นพูดพร้อมยังทำหน้ามุ่ยใส่

“หูยยย เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ร้ายไม่เบานะ” เรนเอ่ยติดเล่นออกไป

“ตายๆไปก็ดีมั้งแบบนั้นน่ะ…”แต่แล้วเรนก็นิ่งไปเมื่อได้ยินประโยคถัดมาจากคนด้านข้าง แม้คนพูดจะตั้งใจพูดเบาสุดราวกับกำลังบอกตัวเองแล้วก็ตาม

“นี่ยังไม่ทันได้เจอเมทก็แช่งแล้วหรอเรา แอดวานส์นะ”

“เจอแล้วไงถึงได้มานั่งแช่งเขาได้”

“อ่าว”

 

คนผมเทาส่งสัญญาณทางตาให้เรนว่าควรข้ามหัวข้อนี้ไปก่อน คนทั้งสามถึงได้เปลี่ยนเรื่องไปคุยเกี่ยวกับร้านแทน ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดถึงไหน ฝุ่นก็สังเกตเห็นนาทีที่แสดงอาการไม่ดีออกมาเสียก่อน

 

“ที ไหวป่ะเนี่ย”

 

มือเล็กยกขึ้นกุมอกบางอีกครั้งก่อนจะเริ่มหอบ เหงื่อกาฬที่อยู่ดีๆไม่รู้มาจากไหนเริ่มไหลท่วมตัว คนเห็นก็ได้แต่ตกใจกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไปจึงได้รีบหาน้ำหาท่ามาให้แทนเครื่องดื่มหวานที่วางอยู่บนโต๊ะ ฝุ่นประคองเพื่อนตัวเล็กให้นั่งตัวตรงก่อนจะช่วยยกน้ำเปล่าให้จิบ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะความเจ็บปวดยังไม่บรรเทาลงไปเลยแม้แต่น้อย

 

นาทีค่อยๆใช้แรงอันน้อยนิดยกมือที่กำลังสั่นเทาขึ้นสัมผัสต้นคอ นัยน์ตาใสเริ่มคลอด้วยม่านน้ำตาเพราะความหน่วงจากข้างใน จนฝุ่นที่ยังคงมองเพื่อนไม่ละสายตาจำต้องจับมือคนตัวเล็กออกก่อนจะพบว่าตัวเลขกำลังแปรปรวน และกลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิมราวกับว่ามีตัวแปรมากระทบมัน…

 

 

 

รถคันหรูสีแดงเงาจอดลงในบริเวณลานจอดรถตรงข้ามกับร้านอาหารเล็กๆก่อนจะกดล็อคประตูให้เรียบร้อยแล้วเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งทันที ซึ่งถ้าจากที่ตามแผนที่ที่นนท์ส่งไว้ในห้องแชทกลุ่มก็คงเป็นร้านแห่งนี้ที่คาดว่าคนที่เขากำลังตามหาน่าจะอยู่

 

ขายาวหยุดอยู่หน้าตัวร้านก่อนจะใช้สายตาสอดส่องเข้าไปสำรวจเล็กน้อยทว่ากลับไม่พบวี่แววของอีกคนเลยแม้แต่น้อย เซนต์แอบนึกผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจกลับไปพักผ่อนเพราะบางทีคนในคลิปอาจจะกลับไปเสียแล้วก็เป็นได้ ถ้าตัวเลขที่ข้อมือเขาไม่ได้เริ่มรวนเสียก่อน

 

เนื่องจากวันนี้คนในร้านค่อนข้างเยอะกว่าปกติทำให้เป็นเรื่องยากที่ร่างสูงจะฝ่าเข้าไปข้างใน คนหมดหนทางจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนรออยู่หน้าร้านตามเดิม

 

ชื่อยังไม่รู้เลย จะตามหาเขาทำไมวะ

 

ในเวลาเดียวกัน นาทีก็เอาแต่พร่ำบอกเพื่อนและรุ่นพี่ของตัวเองว่าไม่เป็นไร ทั้งที่สภาพของคนตัวเล็กก็ไม่ได้ดูจะเป็นอย่างที่เจ้าตัวพูด เพราะดูเหมือนอีกสองคนจะทำตัวเป็นหมอกับพยาบาลในขณะที่เขากำลังเป็นคนไข้นอนโทรมอยู่บนเตียง

 

แม้ว่าอาการจะยังไม่ดีขึ้นแต่นาทีก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนต่อ สีหน้าของเรนแสดงความเป็นห่วงออกมาอย่างปิดไม่มิดจนคนเห็นแอบรู้สึกผิดที่ทำให้รุ่นพี่เป็นกังวล ฝุ่นที่อาสาจะไปส่งเดินจูงมือคนตัวเล็กออกมาถึงหน้าร้าน ทว่าในตอนที่กำลังข้ามถนน ขาเรียวสวยของเพื่อนสนิทกลับแน่นิ่งไปก่อน

 

คนผมเทาที่เห็นว่านาทีไม่ยอมเดินต่อจึงหันกลับไปมองหน้าเพื่อน ก่อนจะพบว่าดวงตาคู่สวยไม่ได้จับจ้องไปด้านถนนอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเสมองไปอีกทางพร้อมกับเบิกตากว้างราวกับกำลังตกใจ

 

ฝุ่นเลือกที่จะมองตามสายตาของเพื่อนไปก่อนจะไปสบเข้ากับใครคนหนึ่งที่กำลังมองมาอยู่แล้วเช่นกัน ทว่าสายตาแน่นิ่งนั้นกำลังจับจ้องคนข้างเขาเสียมากกว่า ด้วยสัญชาตญาณ คนผมเทาถือวิสาสะดึงคอแจ็กเก็ตสีดำของนาทีลงก่อนจะเพ่งสายตามองตัวเลขที่ลำคอระหงส์ด้วยความสงสัยภายใต้ความมืดของท้องฟ้า ก่อนที่ทุกอย่างจะกระจ่างกับฝุ่นในทันที

 

คนเป็นเพื่อนออกแรงบีบที่มือเล็กของนาทีให้แน่นขึ้นก่อนจะพยายามดึงให้อีกคนออกจากที่ตรงนั้นเพื่อที่เขาจะได้ขับไปส่งที่ห้อง ไม่เช่นนั้นอาจเป็นนาทีเองที่จะเจ็บปวดเพราะความเห็นแก่ตัวของคู่ชีวิตไปมากกว่านี้

 

การที่ถูกโซลเมทปฏิเสธน่ะ ไม่มีผลอะไรกับคนที่เป็นฝ่ายปฏิเสธนักหรอก แต่คนที่โดนฏิเสธ กรงจักรของตัวเลขจะเปลี่ยนเป็นนับถอยหลังทันที

 

“ที กลับ”ฝุ่นเอ่ยออกไปเสียงแข็งเพื่อเรียกให้เพื่อนได้สติก่อนจะพยายามก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง ทว่าแรงรั้งจากมือของนาทีกลับยังไม่ปล่อย

 

เซนต์เดินเข้ามาใกล้คนตัวเล็กทั้งสองมากขึ้นจนรู้สึกประหม่า แม้กายจะเอาแต่ตามหาเขา แต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่ได้วางแผนอะไรไว้สักอย่าง

 

นาที เราบอกให้กลับ

“ฝุ่น…”

“…”

ทั้งที่มันเจ็บขนาดนี้ แต่ทำไมร่างกายเราถึงไม่คิดต่อต้านเลยล่ะ อึก!”

“มันไม่ต่อต้านยังไง!ก็เห็นๆอยู่ว่าทีเจ็บขนาดนี้”

“ไม่…”

“นาที!”

“คุณ!”

ไม่ต้องเข้ามา!

 

ฝุ่นหันไปขึ้นเสียงก่อนจะรีบยกมือขึ้นขวางคนที่พยายามจะวิ่งเข้ามาช่วยเพราะนาทีที่จู่ๆก็ล้มพับไปเพราะอาการที่เขาคาดว่าน่าจะเพราะตัวเลขที่เอาแต่เพิ่มขึ้น

 

…คนคนนี้กำลังทำให้นาทีไม่ปลอดภัย

 

คนผมเทาประคองนาทีขึ้นด้วยแรงอันน้อยนิด ก่อนที่เรนจะวิ่งตามออกมาเพราะยังไม่กล้าปล่อยให้รุ่นน้องทั้งสองคนกลับเองอย่างทันกาล

 

คนแก่กว่าได้แต่มองหน้าทั้งเซนต์และฝุ่นด้วยความไม่เข้าใจ ที่ทำไมสายตาของฝุ่นถึงได้แข็งกร้าวขึ้นอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แม้จะพูดได้ว่าตอนรุ่นน้องคนนี้อารมณ์ดีนั้น เจ้าตัวน่ารักน่าเอ็นดูเพียงใด แต่อย่าได้แม้แต่จะคิดทำให้ฝุ่นโมโห เพราะถ้าอารมณ์มันได้ขึ้นแล้วไม่ว่าใครหน้าไหนก็หยุดไม่ได้ทั้งนั้น

 

“คุณ ให้ผมได้ช่--”

หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ เอาความหวังดีของคุณทั้งหมดทิ้งไว้ตรงนั้นซะ

“…”

“อย่าให้ผมต้องทำอะไรไปมากกว่านี้”

 

พูดจบฝุ่นก็พาร่างไร้สติของเพื่อนสนิทไปยังรถของตัวเองด้วยความช่วยเหลือจากรุ่นพี่เจ้าของร้านก่อนจะขับพากลับไปยังที่ห้อง โดยไม่ลืมที่จะบอกเรื่องคร่าวๆกับคนรักไว้ก่อน

 

บรรยากาศอึดอัดก่อตัวขึ้นระหว่างเรนและเซนต์ที่ยังคงยืนงงอยู่หน้าร้าน ก่อนร่างโปร่งของคนเป็นเจ้าของร้านจะเดินกลับเข้าไป ทิ้งให้คนเจ้าปัญหายืนอยู่คนเดียว

 

“โถ่เว้ย!”

 

เซนต์สบถออกมาด้วยความหงุดหงิด มือแกร่งยกขึ้นเสยผมก่อนจะถอนหายใจหนักๆออกมา โชคยังดีที่เสียงครื้นเครงจากในร้านดังพอที่จะกลบเสียงของเขาได้ ไม่เช่นนั้นได้กลายเป็นจุดสนใจแน่

 

คนเจ็บใจทำได้เพียงมองตามรถคันหรูของคนตัวเล็กทั้งสองคนขับออกไปจนลับสายตาก่อนจะกลับยกข้อมือขวาตัวเองขึ้นมาดูอีกครั้ง

 

ไร้ความหมายซะจริงๆ…

 

 

 

ทันทีที่ไทม์ได้รับสายจากฝุ่น คนเป็นพี่ก็ไม่อาจอยู่เป็นสุขได้ เอาแต่เดินวนทั่วห้องด้วยความกังวลว่าน้องชายจะเป็นอะไรสาหัส แม้พอจะรู้อยู่แล้วว่าทันทีที่โดนคนเป็นโซลเมทปฏิเสธ ตัวเลขจะเริ่มนับถอยหลังหลังจากเจอกันอีกครั้ง และไม่ได้กลับไปเป็นห้าสิบอย่างเคย แต่เขาก็ไม่คิดว่าคนที่จะพบเจออะไรแบบนี้จะกลับกลายมาเป็นคนใกล้ตัวจนหน้าใจสั่น

 

คนผิวขาวเปิดแอพพลิเคชั่นตรวจหาตำแหน่งของสมาร์ทโฟนของทั้งนาทีและฝุ่น ก่อนจะเตรียมไปรอรับอยู่หน้าประตูทันทีที่พิกัดของทั้งสองเข้าเขตคอนโดฯที่อาศัยอยู่

 

เสียงสแกนคีย์การ์ดหน้าประตูห้องดังขึ้นก่อนที่ร่างเล็กของคนรักและร่างไร้สติของคนเป็นน้องจะปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า ไทม์รีบพุ่งเข้าไปรับนาทีมาไว้ในอ้อกอดทันทีก่อนจะอุ้มอีกคนไปนอนบนเตียง

 

ไร้ซึ่งบทสนทนา ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ฝุ่นที่ทำอะไรไม่ถูกจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง มองเจ้าของหัวใจเช็ดตัวให้น้องชายด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะกร่างออกไปแค่ไหน แต่ทันทีที่กลับมาอยู่ต่อหน้าไทม์ คนตัวเล็กก็จะกลายร่างกลับไปเป็นลูกแมวเชื่องๆตัวหนึ่ง มือขาวที่มีเส้นเลือดผุดขึ้นมาอย่างมีเสน่ห์บรรจงเอาผ้าขาวสะอาดชุบน้ำอุณหภูมิไม่เย็นมากก่อนจะบีบน้ำให้หมาดๆ แล้วค่อยๆถูให้ทั่วร่างบนเตียงอย่างอ่อนโยน

 

ณ ตอนนี้ ฝุ่นไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ความรู้สึกผิดยังคงเกาะกินอยู่ในหัวใจดวงเล็ก ทั้งเรื่องที่ไม่สามารถพูดออกไปได้ว่านาทีแอบทำงานพิเศษ อีกไหนจะพาอีกคนกลับค่ำจนเกิดปัญหาแบบนี้ มือเล็กทั้งสองประสานเข้าหากันด้วยความกระวนกระวาย

 

“ฝุ่นครับ”

“…ครับ”

“นาทีไปไหนมา”

“ไป…หารุ่นพี่ที่รู้จักมาครับ แต่พี่ไทม์ไม่ต้องห่วงนะ ฝุ่นก็รู้จัก” คนผมเทาเลือกที่จะแก้ตัวด้วยการโกหกออกไปเพราะกลัวอีกคนจะเป็นห่วง เขาอาจไม่ได้ทำมันได้แนบเนียนมากนัก แต่เพราะไทม์ยังไม่ได้เงยหน้ามาสบตาเขา จึงทำให้ยังพอมีโอกาสรอดตัวอยู่บ้าง

“แล้วทำไมกลับมาสภาพนี้ ไปเจอเมทที่ไหน

“ก็ บังเอิญเจอที่ร้านแหละครับ แต่ฝุ่นรีบพากลับมาก่อน เลย…ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

 

เป็นครั้งแรกที่เสียงของคนรักฟังดูเย็นชาและไร้ความรู้สึกขนาดนี้ จนบางครั้งฝุ่นก็คิดว่าไม่ควรพูดอะไรออกไปมากกว่านี้

 

“อืม”

 

หลังจากไทม์ออกไปคุยธุระที่ระเบียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็เดินกลับเข้ามาในห้องก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆคนตัวเล็กบนโซฟาเล็ก ทิ้งหัวลงบนตักเล็กของคนรักก่อนจะหลับตาลง ทิ้งความวุ่นวายไว้ข้างหลัง

 

ฝุ่นส่งมือของตัวเองไปเล่นเส้นผมดำของขึ้อ้อน ก่อนจะเป็นคนเปิดบทสนทนา

 

“พี่ไทม์”

“…”

“ฝุ่นขอโทษที่พาทีกลับดึก”

“…” ทว่าคนตัวสูงยังคงเงียบจนคนพูดแอบใจเสียกลัวว่าอีกคนจะโกรธเขาไปมากกว่านี้จึงลองอีกครั้ง

“พี่ไทม์ครับ ฝุ่นขอโทษนะ”

“…”

“พี่ไทม์!”

“ห…ห้ะ”

“นี่โกรธจนต้องทำเป็นไม่ได้ยินกันเลยหรอ”

“อะไร เมื่อกี้ฝุ่นพูดว่าอะไร”

“ฝุ่นบอกว่า ขอโทษที่พาทีกลับช้า พี่จะโกรธอะไรขนาดนั้นเล่า…”

“ไม่ๆ พี่ไม่ได้โกรธ”

“…”

“สงสัยเมื่อกี้เปิดเสียงดังไปหน่อย” ว่าจบคนผิวขาวก็ถอดเอาหูฟังไร้สายออกมาจากหูทั้งสองข้างจนคนที่ยอมให้นอนตักหน้าเหวอ นี่มันหมายความว่าเขาคุยคนเดียวมาตลอดงั้นหรอ

“เดี๋ยวนะ”

“ว่าไงครับ”

“นี่แสดงว่าที่พูดน้อยๆคือ…พี่ฟังเพลงอยู่หรอ”

“คงงั้น ไม่เห็นรู้ตัวเลยว่าพูดน้อย”

 

ฝุ่นแยกเขี้ยวขู่ใส่คนที่นอนอ้อนอยู่ก่อนจะส่งฝ่ามือเล็กไปประทับที่อกแกร่งสักทีสองที มันน่าตีให้เข็ด หัวใจดวงเล็กกลับคืนสภาพเดิมอีกครั้งจากตอนแรกที่คิดว่าคนเป็นพี่จะไม่ยอมคุยด้วย ก่อนจะเคลื่อนนิ้วเรียวสวยไปเล่นกับกลุ่มผมดำสวย

 

“พี่ไทม์โกรธเขามั้ย”

“ใคร”

“ก็…เมทที”

“ไม่หรอก”

“…”

“โกรธแค้นไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ยังไงก็ไปเปลี่ยนการตัดสินใจเขาไม่ได้หรอก”

“ไม่เคืองเลย?”

“แรกๆก็หงุดหงิดแทน เพราะมันทำให้นาทีเสียน้ำตาเนี่ยแหละ”

“อ่า…”

“ไม่ใช่เราหรอที่โกรธ”คนโตกว่าช้อนตามองคนที่นั่งอยู่เล็กน้อย จนก้อนเนื้อในอกของคนตัวเล็กแอบกระตุกเต้นผิดดจังหวะ

“อื้อ โกรธ ก็เขาทำให้นาทีเจ็บ มันดูเห็นแก่ตัวดี”

“สรุปมันดีหรือไม่ดี”

“เล่นอะไรอ่ะพี่ไทม์ ตลกมั้ย”

“อย่างน้อยฝุ่นก็ยิ้มออก”

 

ว่าแล้วฝุ่นก็อยากจะยกมือขึ้นตีปากตัวเองสักทีที่ดันเผลอยิ้มออกไปได้ แต่ยังไม่ทันได้ขยับไทม์ก็คว้ามือเล็กน่ารักปประทับจูบหวานให้บนหลังมือจนแก้มใสขึ้นสีแดงน่าเอ็นดู คนแก่กว่าค้างไว้อย่างนั้นก่อนจะละริมฝีปากออกไม่วายหันกลับขึ้นมาสบตาเขา ทำให้ไม่ต้องถามแล้วว่าความแดงจากหน้าจะลามไปถึงไหน

 

คาดว่าแตะท้ายทอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

คนน่ารักเอื้อมตัวไปหยิบผ้าห่มผืนบางที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะข้างๆก่อนจะนำมันกางออกแล้วห่มให้กับคนตัวสูงที่ไม่ยอมออกไปจากตัก ฝุ่นเผยยิ้มเล็กที่ไม่ว่าคนที่นอนอยู่จะได้เห็นมันกี่ครั้ง ก็ยังตกหลุมรักมันวนไปเรื่อยๆทุกรอบ

 

มือขาวยกขึ้นไปหยิกแก้มคนน่ารักหนึ่งครั้งก่อนจะค้างไว้ ลูบไปมาอย่างอ่อนโยนก่อนที่มือเล็กอีกสองข้างจะจับประคองไว้ให้แนบชิดอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน

 

“ที่ทำงานเป็นไงบ้างครับ”

“เหนื่อยครับ ไม่มีตัวเล็กอยู่ด้วยข้างๆ”

“ขอโทษที่หาเวลามาไม่ได้เลย”

“ก็บอกแล้วว่าให้ย้ายสาขามาอยู่ในเมือง”

“รวยคนเดียวมันไม่พอสำหรับชีวิตคู่หรอกนะคุณไทม์”

“แต่ก็พอสำหรับการเลี้ยงเราทั้งชีวิต”

“เล่นใหญ่แล้ว”

“พี่พูดจริง”

 

ดวงตาเรียวเล็กที่จ้องเขาไม่ละทำให้เขายอมเชื่อว่าอีกคนพร้อมจะอยู่กับเขาไม่ไปไหน แต่เพราะมีความเกรงใจมันค้ำคออยู่ แม้ว่าแทบจะอยู่ด้วยกันแล้ว แต่ลำพังจะให้ไทม์เป็นคนออกทุกอย่างเสมอก็ไม่ได้ ฝุ่นขอเวลาเพิ่มอีกนิดนึง แล้วสัญญาว่าจะมาอยู่กับคนคนนี้ให้ได้เลย

 

ดวงตาใสซื่อของคนน่ารักจ้องลึกเข้าไปในตาสีสวยของอีกคน ก่อนจะเป็นฝ่ายก้มลงไปมอบจุมพิศเล็กๆไว้ที่ริมฝีปากหนา ฝุ่นละใบหน้าออกมาแล้วยิ้มให้อีกคนจนตาทั้งสองข้างหยี ทว่ามันยังไม่พอสำหรับไทม์ที่ต้องห่างจากคนรักเป็นเวลานานแม้มันจะเดินทางไม่ไกล

 

ขออีกรอบได้มั้ย

 

คนผิวขาวเอ่ยออกไปแล้วก็ต้องเก็บความดีใจเอาไว้เมื่อฝุ่นก้มลงมาหาอีกครั้ง คนแผนสูงซ่อนสายตาเจ้าเล่ห์ให้หายไปยามเปลือกตาสวยก้มลงปิด แต่ถึงแม้จะไร้การมองเห็นมือแกร่งก็ยังสามารถคว้าท้ายทอยเล็กเอาไว้ได้ก่อนจะรั้งให้ใบหน้าของคนตัวเล็กเข้าใกล้ยิ่งขึ้น ฝุ่นสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้คนแก่กว่าทำอย่างที่ใจอยาก ไร้ซึ่งการรุกร้ำใดๆ จูบอันหอมหวานจากคนรักดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ความร้อนจากลมหายใจของอีกฝ่ายต่างรดรินบนใบหน้าทั้งสอง ไทม์ยันตัวเองขึ้นก่อนจะเป็นฝ่ายพลิกร่างเล็กลงทั้งที่ยังไม่ละริมฝีปากออก จนบางทีเขาอาจจะลืมไปเสียว่ามีอีกคนอยู่ในห้อง

 

มือเล็กทั้งสองข้างยกขึ้นโอบรอบลำคอของคนด้านบนก่อนจะเอียงคออย่างน่ารักจนไทม์แอบลอบยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะเน้นจูบหนักๆอีกครั้งแล้วละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง

 

“รักจังเลยคนนี้”

“อื้อ รักพี่เหมือนกันครับ”

 

คนตัวสูงใช้มือทั้งสองข้างจับให้คนตัวเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดอุ่น ก่อนจะขโมยหอมแก้มทั้งสองข้างแบบเร็วๆ แล้วก็ทนความเจ็บระดับแมวตีอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้

 

คราวนี้ถึงคราคนตัวเล็กกว่าขโมยพื้นที่บนไหล่กว้างในการพักพิง หัวเล็กทิ้งน้ำหนักลงก่อนไทม์จะได้กลิ่มหอมสดชื่นของน้ำยาสระผมที่อีกคนใช้ลอยมาแตะจมูก จนความหน้ามืดครอบคลุม กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่จมูกถูกกดลงบนกลุ่มผมนุ่มอย่างห้ามไม่ได้ และฝุ่นก็ปล่อยให้เขาทำโดยไม่ว่าอะไรแม้แต่น้อย

 

เสียงหายใจเข้าออกของคนด้านข้างดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนรอยยิ้มเล็กผุดขึ้นบนใบหน้าไทม์เป็นรอบที่ร้อยของวัน มือใหญ่อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นลูบหัวอีกคนอย่างแผ่วเบา

 

sweet dreams นะครับ”

“…”

ที่รัก

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ที่เท้าทั้งสองข้างยังไม่ยอมออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ แสงสีส้มสว่างจากร้านค้าต่างๆยามตะวันลับขอบฟ้าไปช่างสวยงาม ไม่ต่างไปจากภาพใบหน้าของใครคนนั้นที่ยังตราตรึงอยู่ในหัวแม้กายของเขาจะไม่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป นับตั้งแต่วันที่ฝนพร่ำพรายลงมา นับตั้งแต่วันที่เขาเลือกที่จะก้าวข้ามถนนไปยังอีกฝั่งแล้วเดินเข้าร้านนั้นไป นับตั้งแต่วินาทีที่เขาได้สบตากับใครคนนั้น ก็ราวกับว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นในทิศตะวันออกแล้วลาลับไปในทิศตะวันตกอีกต่อไป

 

เซนต์อยากได้คำตอบให้กับทุกๆคำถามให้กับตัวเอง ทว่ากลับยิ่งพยายามมากแค่ไหน ก็เหมือนตัวเองเดินกลับมายังที่เก่าทุกครั้ง ความสับสนวุ่นวายรวมกันเป็นก้อนคำถามว่าทำไมและตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาปล่อยให้ใครคนนั้นเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตได้มากขนาดนี้ มากขนาดที่ว่ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ ใบหน้าสวยติดหวานราวกับรูปปั้นนั้นก็มักจะปรากฏขึ้นมากวนใจได้เสมอ และเซนต์ก็เพิ่งจะรู้ตัวในวันนี้ว่าคำว่าโซลเมทไม่ใช่เพียงข้ออ้างให้ยังยึดเหนี่ยวกันเอาไว้ แต่เพราะความเป็นโซลเมทต่างหาก ที่ทำให้เขาไม่สามารถละปล่อยไปเฉยๆได้

 

ทุกอย่างยังคงพร่ามัวไร้ความชัดเจน ทางข้างหน้ายังคงมืดมนไร้จุดหมาย ราวกับถูกปิดตายไปเสียดื้อๆ เป็นอีกครั้งที่สายตาคมราวกับเหยี่ยวก้มลงมองค่าชีวิตบนข้อมือของตัวเองก่อนที่มือแกร่งจะจับชายเสื้อแล้วดึงมันลงมาปิดเอาไว้แล้วเดินเข้าร้านไป

 

ที่ว่างอีกที่ของโต๊ะที่รุ่นพี่และเพื่อนร่วมงานกำลังนั่งจิบน้ำมึนเมาอยู่ถูกครอบครองโดยคนที่มาใหม่ เซนต์หย่อนตัวนั่งก่อนจะยกมือขึ้นเรียกพนักงานเสิร์ฟมารับออเดอร์

 

ทั้งฮีลทั้งนนท์ต่างมองหน้ากันพร้อมกับเครื่องหมายคำถามหลายอันลอยอยู่บนหัว เมื่อคนที่บอกว่าจะไม่มากลับมานั่งอยู่ตรงนี้เสียได้ อีกทั้งดูจะไม่ค่อยสบอารมณ์อีกด้วย เลยไม่มีใครคิดจะถามเหตุผลที่มาขอเจ้าตัว

 

ทันทีที่สั่งของที่ต้องการเสร็จร่างสูงก็หันกลับมาฟุบลงไปกับโต๊ะทันทีจนอีกสองคนถึงกับตกใจ ฮีลจึงสบโอกาสถามเพื่อนร่วมงานออกไปด้วยความเป็นห่วง

 

“เป็นไรวะมึง”

“เหนื่อย…” เสียงพูดติดอู้อี้ดังออกมาให้ได้ยินเบาๆเพราะเสียงเพลงจากเวทีดังจนแทบจะกลบไปหมด

“เป็นไรก็บอกพวกกูได้นะเว่ย” นนท์ได้แต่ตอบปลอบกลับไป เขาไม่เคยเห็นเซนต์เป็นแบบนี้ตั้งแต่รู้จักกันมา เลยไม่อยากไปคาดคั้นอะไรมาก ได้แต่รอให้เจ้าตัวระบายออกมาเอง

 

ฮีลนั่งมองเพื่อนตัวเองที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเสียสักทีก่อนจะยกแอลกอฮอล์ในแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง เขาไม่ได้หวังให้ถึงขั้นเมาหัวทิ่มกลับห้อง เพราะฉะนั้นถึงได้ยังจิบๆอยู่แบบนี้

 

ทว่าก็ต้องเกือบสำลักเมื่อหางตาแอบไปเหลือบเห็นคนด้านข้างที่พอได้ของที่ตนสั่งไว้แล้วก็ยกกระดกหมดแก้วอย่างหน้าประหลาด นี่เขาพูดอะไรผิดหรือเปล่าไอ้เพื่อนนี่มันถึงได้ไปอยากมาจากไหนเยอะแยะกัน

 

“เห้ยๆ ค่อยก็ได้มึง พวกกูไม่รีบ” คนเป็นเพื่อนรีบห้ามไว้ก่อนที่เซนต์จะได้ล้มไปตั้งแต่แก้วแรกเพราะร้านนี้ชงไม่ได้เบาเลย

“เป็นอะไรไหนบอกเพื่อนซิไอ้หนุ่ม” แต่แล้วการกระทำที่ได้รับกลับมาก็ทำเอาคนเห็นอึ้งไปอีกเมื่อคนด้านข้างเลือกที่จะยกมือขึ้นสั่งเครื่องดื่มอีกครั้ง

 

กูว่าวันนี้ก็ไม่รู้เรื่องหรอก

 

ความร้อนรุ่มของเครื่องดื่มที่ค่อยๆไหลลงคอพร้อมรสชาดขมฝาดทำเอาเซนต์ต้องนิ่วหน้า เขาจำไม่ได้ว่านี่เป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้ว แต่มันก็น่าจะมากพอที่จำทำให้การมองเห็นเริ่มเบลอ แก้วก็เริ่มแยกร่างได้ เจ้าของใบหน้าหล่อได้รูปส่ายไปมาไล่ความเวียนหัวที่เริ่มเกาะกินออกไปจนเกือบเซล้มตกจากเก้าอี้ถ้าฮีลไม่เอื้อมแขนไปจับเอาไว้ทันเสียก่อน

 

“กูว่าควรพามันกลับ” นนท์พูดแนะนำเพราะจากท่าทีของรุ่นน้องก็ไม่น่าจะอยู่ต่อได้

“อืม มาช่วยกันเลย ตัวแม่งหนักชิบหาย”

 

พูดจบนนท์ก็ลูกจากเก้าอี้มาช่วยฮีลประคองร่างสูงเอาไว้ แขนแกร่งทั้งสองข้างถูกจับพาดคอก่อนนนท์จะเป็นคนจ่ายเงินในรอบนี้แล้วพากันไปขึ้นรถ

 

“แล้วรถมันเอาไง”

“พี่ไปขับรถมัน กุญแจน่าจะอยู่ในกระเป๋ากางเกง เดี๋ยวผมพามันไปห้องเอง”

“งั้นกูเอารถมันตามไปก่อน”

“เออๆ คืนนี้พี่ก็ค้างไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยกลับ”

“แหมๆ ชวนค้างแบบนี้คิดไรกับพี่ป่ะน้อง”

“โอ๊ย ผมไม่เทิร์นรับให้พี่มึงหรอก”

 

คนผมส้มจัดท่านั่งให้เพื่อนในท่าที่คิดว่าสบายที่สุดก่อนจะคาดเข็มขัดให้แล้วเดินไปขึ้นรถอีกฝั่ง กุญแจเสียบเข้าก่อนเสียงของเครื่องยนต์ทำงานจะดังขึ้น นิ้วแกร่งยกขึ้นกดเลือกเพลย์ลิสต์ชิวๆเล่นก่อนจะขับออกมา

 

เสียงทุ้มฮัมตามทำนองเพลงไพเราะไม่ต่างจากที่เพิ่งได้ฟังมาจากร้าน ขับไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยภายใต้ความเงียบของทำนองเพลงและความสวยงามของแสงจันทร์

 

“มึงว่ากูเป็นอะไรอยู่”

“เห้ย!” ฮีลเกือบหลุดสบถออกมาเมื่อจู่คนที่ควรจะนอนนิ่งๆดันพูดออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจนขาเกือบจะเหยียบเบรค ดีที่เขายังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง

“…”

“เมื่อกี้ว่าไงนะ”

“ช่างมัน”

“เอ้า อะไรของมัน”

“มึงว่ามันเป็นแค่ความรู้สึกสงสารป่ะ”

“ใครจะไปรู้กับมึงวะ พูดเรื่องอะไรยังไม่เก็ทเลย”

เป็นเมทนี่จำเป็นต้องรักกันป่ะวะ

“อ่อ เข้าใจละ ฮ่าๆ ไอพวกวัยรุ่นปิ๊งรัก”

“กูทำงานแล้ว”

“เออๆกูก็หยอกเล่น”

“…”

“แต่คำถามมึงแปลกนะ มีที่ไหนเกิดมาคู่กันแล้วไม่รักกัน”

“หรอ…”

“เออดิ คนอื่นเขาเอาแต่ตื่นเต้นนับวันได้เจอ มีแต่มึงอ่ะไปปฏิเสธเขา”

“ก็ไม่ได้รักกันป่ะวะ”

“ก็มีหลายคู่นะที่โชคดีเจอกันปุ๊บก็ใช่เลย แต่ถึงแม้มันจะยังไม่ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นป่ะวะ”

 

เซนต์เงียบไป และนั่นทำให้ฮีลตัดสินใจที่จะลดเสียงเพลงลง เขาพอจะรู้คร่าวๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาสักพักแล้วตั้งแต่วันที่ได้ฟังจากปากคนเป็นเพื่อนแล้ว เขาไม่ได้อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมมากนัก ทว่าก็อยากจะให้เพื่อนได้มีคนคอยดูแลบ้างสักที

 

“รู้ตัวบ้างป่ะเนี่ยว่ามึงอาจทำให้เขาตายได้เลยนะ”

"ห้ะ"

“เลขเขาจะลดทุกครั้งที่เจอมึง”

“…”

“หลังจากถูกมึงปฏิเสธ”

“…”

“…”

“ถึงได้ไม่อยากไปยุ่งทั้งๆที่ไม่รู้สึกอะไรไง”

“…”

“กูไม่อยากเข้าหาเขาแค่เพราะรู้สึกสงสาร”

“กูไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่มึงถึงจะละเว้นเรื่องเก่าๆได้สักที แต่อยากให้มึงเปิดใจนะ เขาเป็นคนที่ถูกส่งมาเพื่อมึง”

“น้ำเน่า”

“หึ คิดงี้ให้ได้ตลอดนะ”

 

คนตัวสูงเสมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะบอกฮีลเพิ่มระดับเสียงของเพลงกลบความรู้สึกทุกอย่างในตอนนี้ เขายังไม่อยากเก็บอะไรมาคิดมาก ขอพักแบบนี้ไปก่อนจะได้รึเปล่า

 

กระจกรถถูกลดลงรับลมเย็นสบายของคืน บนท้องถนนที่ไม่ได้ถูกอัดแน่นไปด้วยยานพาหนะมากมายอย่างคืนก่อนๆ เซนต์หลับตาลงทบทวนทุกอย่าง ก่อนลมหายใจเบาๆจะเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเป็นจังหวะ ฮีลถึงได้ปรับกระจกขึ้นปิดตามเดิม จนล้อทั้งสี่เคลื่อนเข้าลานจอดรถของอพาร์ทเม้นท์หรู

 

เจ้าของรถหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแชทหานนท์ว่าถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าอีกฝั่งน่าจะแวะซื้อของแก้แฮงค์ให้รุ่นน้องอยู่และอาจจะมาถึงช้าไปสิบนาที ฮีลจึ'จัดการปลุกเซนต์ที่ดูเหมือนตอนนี้จะง่วงมากกว่าเมาให้ตามเขาขึ้นไปพักที่ห้องก่อน

 

คนผมส้มประคองเพื่อนกึ่งหลับกึ่งตื่นเข้าลิฟต์ตัวใหญ่ไปก่อนจะกดไปยังชั้นที่ยี่สิบสาม รอเวลาไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออก สองขาแกร่งออกแรงดึงเพื่อนไปตามทางเดินก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูสีดำบานใหญ่ที่เมื่อรอยนิ้วมือของนิ้วโป้งถูกทาบโดยเจ้าของห้องแล้วประตูก็เปิดออก ห้องของฮีลกว้างพอให้มีห้องนอนถึงสองห้องที่ไม่รู้ว่าจะซื้อมาให้ใครใช้ และดูเหมือนว่าเซนต์จะเป็นผู้โชคดีคนแรก ร่างสูงของเซนต์ถูกวางลงบนเตียงด้วยความยากลำบาก ก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินออกมาแล้วไปนั่งรอแขกอีกคนอยู่ที่ห้องรับแขก ห้องที่เขาเลือกให้เซนต์นอนเป็นห้องที่มีเพียงกระจกใสบานใหญ่กั้นเอาไว้ ทำให้สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา

 

เกิดมันขย้อนข้าวเย็นออกมาจะได้ยังพอวิ่งไปหาได้ทัน

 

หลังจากนั้นไม่นานเสียงที่ประตูห้องก็ดังขึ้น คนผมส้มที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วเดินไปเปิดประตูออกก่อนนนท์จะเดินเข้ามาพร้อมกับถุงเล็กๆในมือ

 

“มีห้องน้ำสองห้อง อาบเสร็จก็นอนเตียงผมได้เลย เหลือที่ให้ด้วยล่ะ”ฮีลพูดปัดๆออกไปก่อนจะชี้ไปที่อีกห้องนึงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป สภาพเขาตอนนี้ไม่ได้ต่างจากเซนต์มากหรอก แค่ยังพอมีสติอยู่ก็เท่านั้น ส่วนความง่วงน่ะ มันไม่เข้าใครออกใครนะบอกเลย

 

คนเป็นพี่ได้แต่พยักหน้ารับอีกฝ่ายก่อนจะเดินไปหยิบของตู้อย่างเคยชินแล้วเข้าไปล้างตัวเอากลิ่นเหล้าออกให้เรียบร้อย เพราะนนท์มาค้างห้องนี้บ่อยจึงไม่ต้องรอให้เจ้าของอณุญาตเขาก็สามารถเปิดนู่นหยิบนี่ได้ตามปกติ

 

ทันทีที่ทั้งสองหายไปพ้นสายตา เซนต์ก็ขยับตัวพลิกไปอีกฝั่งก่อนจะหรี่ไฟห้องจากหัวเตียงแล้วนอนมองท้องฟ้าอยู่เช่นนั้น จนเสียงเปิดปิดประตูครั้งแล้วครั้งเล่าเงียบไป เปลือกตาสวยก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะปิดลง เป็นครั้งแรกที่เขาได้นอนมองดวงจันทร์อย่างนี้ แสงสีเหลืองที่สว่างออกมาช่างสวยงามแต่ก็เงียบเหงา ครั้งแรกที่เขาได้นอนคิดทบทวนอะไรหลายๆอย่างในความเงียบ และเป็นครั้งแรกที่เซนต์ตระหนักได้ว่าเขาต้องการใครคนนั้นที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

เอิ้กอ้าก นี่ชั้นแต่งคู่ไหนอยู่!!! ไปหมดแล้ว มีแต่ความเป็นยุนมิน กี๊ดดดดดดด แต่คู่นี้ก็น่ารักดีเนอะ เทอว่ามั้ย คิ้กค้าก

ช่วงนี้ก็ให้คุณเขาไปก่อน เดี๋ยวรอกัปตันเรือเราพร้อมเมื่อไหร่รับรองว่าเรือบินแน่นอนนนน

ส่วนคู่พี่นนท์ใครเชียร์ใครก็เก็บเอาไว้ในใจนะจ๊ะ ถึงเวลาเมื่อไหร่เดี๋ยวพี่เค้าก็ออกตัวเอง

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านอีกเช่นเคย แล้วเจอกันตอนหน้าเน้อออ รักส์ อรุ๊อริ๊ๆ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #112 Nuttysnoopy (@Nuttysnoopy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 09:56
    รอวันเรือบิน กัปตันจะสับสนอีกนานไหมมเอ่ยยยยย สวสารนาที !
    #112
    0
  2. #40 puncharatppai (@puncharatppai) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 09:49
    เซนต์ต้องช่วยน้องนะ
    #40
    0
  3. #12 Youngforever3000 (@sreerat1116) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 00:49

    ยัยน้องโหยอยากจะเข้าไปกอด ปุปุ˚‧º·(˚ ˃̣̣̥⌓˂̣̣̥ )‧º·˚

    #12
    0
  4. #8 aommryd5agvj (@aommryd5agvj) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 12:57
    น้องโดนปฏิเสธ
    #8
    0
  5. #7 takasang (@takasang) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 08:12
    แงงง้ยัยน้องง
    #7
    0