Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 6 : Chapter 5: Your name

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

เป็นอีกครั้งที่แสงสว่างจากฟ้าด้านนอกปลุกคนในห้องให้ตื่นอย่างเช่นทุกวันไร้ซึ่งเสียงของนาฬิกาปลุก ยามดวงตะวันแตะขอบฟ้าพรากดวงจันทราหายไป ท้องฟ้าสีครามขึ้นแทนที่ ปัดเอาค่ำคืนออก แสงสีเหลืองอุ่นกระจายออกมาทแยงไปทุกทิศทางตัดกันเป็นสีสวยน่ามอง

 

คนตัวเล็กลืมตาขึ้นอย่างช้าๆโดยยังไม่คิดจะขยับตัวไปไหน เพดานสีขาวสะอาดเด่นชัดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับความเย็นที่เข้ามากระทบผิวบางสีน้ำผึ้ง อกบางยกขึ้นลงตามแรงหายใจก่อนเจ้าตัวจะค่อยๆหันไปมองรอบห้อง

 

เดาว่าเมื่อคืนฝุ่นคงจะพาเขามาส่ง เพราะภาพสุดท้ายที่ตัดไปคนข้างๆก็คือฝุ่น ทว่ากลับไม่ได้ยินเสียงใครพูดคุยอยู่ด้านนอกห้องแม้แต่น้อย เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่พี่ชายเขาจะปล่อยให้แฟนหนุ่มกลับบ้านไปดึกๆ

 

นาทีตัดสินใจพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน เพราะวันนี้เป็นวันหยุด เขาก็ขอพักผ่อนอย่างชาวบ้านบ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้ทุกวันมีแต่ปัญหา แรงที่ใช้ไปอาจจะมากกว่าตอนทำงานเสียอีก

 

ดวงตากลมสวยสีเทาอ่อนสบเข้ากับร่างของสองคนที่กำลังนอนอยู่บนโซฟาตัวเล็กแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อคนที่กำลังนึกถึงอยู่เมื่อครู่กลับมานอนอยู่ตรงนี้เสียได้ แถมยังอยู่ในท่าที่ไม่ค่อยจะสบายอีก เพราะทั้งคู่อยู่ในท่าซบไหล่กันนอนก็เท่านั้น มันจะไปเทียบอะไรได้กับคนที่ได้นอนบนเตียงนิ่มอย่างเขา คนบนเตียงรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ทำให้พี่ชายและเพื่อนเป็นห่วง นึกอยากจะไปอุ้มเพื่อนผมเทามานอนบนเตียงให้ได้ ทว่าแรงเขาตอนนี้ขนาดจะลุกออกจากเตียงยังทำไม่ได้เลยมั้ง

 

เจ้าของห้องได้แต่นอนจ้องหน้าบุคคลสำคัญสองคนอยู่นาน หวนนึกถึงวันเก่าๆที่เคยผ่านมาด้วยกัน คนนึงก็เพื่อนสนิทที่คอยช่วยเหลือตลอด อีกคนก็พี่ชายแสนดี บางครั้งโลกก็กลมจนน่าขำ ที่พลัดเอาคนสนิททั้งสองคนให้กลายมาคู่กันเสียอย่างนั้น นาทียกยิ้มเล็กๆขึ้นด้วยความสุข แม้ว่ามันอาจไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากเขา แต่อย่างน้อยก็เป็นความสุขที่ได้รับจากการเห็นคนอื่นมีความสุข

 

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ

 

ราวกับกำลังปล่อยให้เวลาเดินไปช้าๆอย่างไม่สนใจอะไร เสียงเข็มนาฬิกาจากโต๊ะหัวเตียงยังคงดังอย่างสม่ำเสมอ คอยย้ำนาทีว่าผู้เป็นเวลาไม่เคยคิดจะรอใคร และคงไม่มีทางรอเขาด้วยเช่นกัน

 

คนตัวเล็กที่ยังคงจับจ้องใบหน้าทั้งสองเมื่อรู้สึกว่าคนเป็นพี่ขยับก็แสร้งหลับตานอนต่อ จนได้ยินเสียงเนื้อผ้าขยับและคาดว่าไทม์น่าจะตื่นเสียแล้ว

 

“ไม่ต้องแกล้งหลับ”

“…”

“พี่รู้ว่าเราตื่นแล้ว”

“…”

“ตื่นแล้วก็มาเล่าทุกอย่างให้ฟังด้วย”

“…”

“จะอาบน้ำรอ”

 

ไทม์ที่พอพูดจบก็กำลังจะลุกถ้าไม่ติดที่ว่าคนตัวเล็กอีกคนด้านข้างยังไม่ยอมลืมตา ริมฝีปากหนาจึงก้มลงไปประทับความอบอุ่นไว้บนหนังตาสวยก่อนจะละออกมา เป็นเวลาเดียวกันกับที่นาทีลืมตาข้างเดียวเพื่อแอบมองการกระทำของคนเป็นพี่ แล้วก็ต้องหลุดยิ้มออกมาด้วยความเคอะเขิน

 

อยากได้บ้างอ่ะ อยากได้บ้าง!

 

คนผิวขาวจัดท่านอนใหม่ให้คนรักบนโซฟาก่อนจะเดินออกจากห้องนอนนาทีแล้วไปอาบน้ำอีกห้องหนึ่ง เช่นเดียวกับคนในห้องนี้ที่กำลังจะเตรียมเข้าห้องน้ำไปเหมือนกัน

 

ประตูไม้อัดบานใหญ่ถูกเปิดออก ก่อนที่ฝ่าเท้าเล็กจะแตะลงบนพื้นกระเบื้องเย็นจนคนตัวเล็กต้องยนคอหนีความเย็นที่แล่นตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงแขน ก่อนจะหันกลับไปปิดประตูลง กระจกตรงหน้าสะท้อนโครงหน้าเรียวสวยได้รูปแล้วน่าตาจิ้มลิ้มที่บางมุมก็น่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่ถูกบรรจงปั้นขึ้นมาอย่างดี ทว่าอีกมุมก็สวยงามดุจนางฟ้าเพราะผมสีน้ำตาลบลอนด์ที่ยาวลงมาถึงขนตาสวยชวนมีเสน่ห์น่าหลงใหลไม่น้อย

 

มือเล็กเอื้อมหยิบแปรงสีฟันหน้ากระจกจากชั้นวางของเล็กขึ้นมาก่อนจะบีบยาสีฟันยี่ห้อโปรดแล้วนำเข้าปาก เสียงถูทำความสะอาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบจนเสียงนั้นก้องเล็กน้อย และเมื่อแปรงเสร็จริมฝีปากบางก็บ้วนเอาฟองออกและล้างน้ำให้เรียบร้อย

 

เสื้อนอนตัวโคร่งที่ไม่รู้ว่าใครเปลี่ยนมาใส่ให้ถูกถอดออกเผยให้เห็นน่าท้องแบนราบและส่วนโค้งเล็กน้อยเพราะความผอมราวกับผู้หญิง กระดูกไหประร้าที่เด่นขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ก่อนจะตามด้วยกางเกงขาสั้นตัวโปรดลงไปกองอยู่ที่ปลายเท้า เสื้อผ้าเก่าทั้งหมดถูกโยนลงตะกร้าผ้าสาน พร้อมกับเจ้าของห้องที่เดินเข้าไปยืนอยู่ใต้ฝักบัว

 

สายน้ำเย็นไหลลงมาผ่านผิวเนื้อเนียนสีน้ำผึ้ง เคยมีคนทักว่าเป็นพี่น้องกันแท้ๆทำไมถึงได้สีผิวต่างกันขนาดนี้ เขาเลยจำได้ขึ้นใจเลยว่าคำตอบที่เขาตอบไปนั้นคืออะไร

 

‘ไม่ได้มีพ่อหรือแม่แค่คนเดียว พี่ไทม์ก็เลยได้สีผิวมาจากแม่ แล้วทีได้สีผิวมาจากพ่อไง’

 

คนตัวเล็กยืนแช่ตัวไว้อย่างนั้นจนหัวเปียกก่อนจะกดเอาแชมพูกลิ่นโปรดมาละเลงบนหัวจนฟองฟูขึ้น และแล้วนาทีก็นำเอามันลงมาเล่นให้มันมือ แล้วกดสบู่ออกมาเพิ่มก่อนจะเป่าเป็นฟองสบู่ออกมา ราวกับนิสัยเด็กเล็ก รอยยิ้มสี่เหลี่ยมแต่งแต้มบนใบหน้าอย่างน่ารัก กว่าจะรู้ตัวว่าแช่ตัวนานเกินไปก็ตอนที่สบู่และแชมพูพากันลดไปเหลือครึ่งขวดเสียแล้ว

 

“ไม่เอาข้าวเข้าไปกินเลยล่ะ”

 

เสียงของฝุ่นดังขึ้นทันทีที่คนตัวเล็กก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะเห็นร่างของเพื่อนที่ยังคงนอนแช่อยู่บนโซฟาทว่าในมือกลับมีสมาร์ทโฟนอยู่ด้วย นาทียิ้มแหยให้ๆคนผมเทาก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าแล้วทาครีมให้เรียบร้อย

 

“วันนี้เจ้าฝุ่นจะออกไปไหนมั้ย”

“ก็อยากนะแต่ดูฟ้าดิ ได้อยู่แต่ห้องทั้งวันแน่”

“อ่าว ตอนแรกยังสว่างอยู่เลยนี่หน่า…”

“ก็คุณนาทีอาบน้ำนานเกินไปท้องฟ้าเปลี่ยนสีแล้วครับ เอาผ้ามานี่”

 

ว่าจบฝุ่นก็เดินไปหาคนตัวเล็กที่ยังคงเอาแต่ทาครีมโดยไม่สนใจจะเช็ดผมที่ตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำหยดลงมาตามเสื้อผ้า นาทียอมให้เพื่อนด้านหลังเช็ดผมไปเรื่อยๆก่อนจะเหลือบมองออกไปทางหน้าต่าง

 

เมฆก้อนใหญ่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เปลี่ยนสีท้องฟ้าสดใสของเขาให้หมองหม่นจนจิตใจคนในห้องห่อเหี่ยวตามไปด้วย ปากเล็กเบะลงอย่างน่าสงสารจนฝุ่นที่เห็นอดที่จะเอื้อมมือไปหยิกก้อนเนื้อบนหน้าไม่ได้

 

“เว่อร์แล้ว ปากล่างจะหลุดออกมาแล้วนั่น” คำพูดของเพื่อนทำให้นาทีลืมตัวยกมือขึ้นจับริมฝีปากตัวเองทันทีก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะในคอจากคนด้านหลัง

“เจ้าหมากระเป๋าแกล้งเรา”

“ก็อย่าทำตัวเป็นเด็กหน้าแกล้งดิไอดื้อ”ใช่ เขามันเหมือนเด็กที่ถูกแกล้งเป็นประจำ คนสนิทแกล้งยังพอเข้าใจได้ แต่เพราะเมื่อก่อนการโดนแกล้งจากเพื่อนๆกลับเป็นอะไรที่เขาพบเจอเป็นประจำ กว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็ตอนเข้ามัธยมฯปลาย ทั้งๆที่อายุเท่ากันแต่ฝุ่นกลับดูโต กว่ามาก ไม่ใช่ที่ร่างกาย แต่เป็นความคิดและความรู้สึก

“อยากมีพี่ไทม์เป็นพ่อ แล้วเจ้าฝุ่นเป็นแม่จัง”

“ป๊าม๊าร้องไห้แล้วมั้ง”

“ไม่ใช่ๆหมายถึงอยากให้อยู่กับเราทุกวันแบบนี้ไปเรื่อยๆเลย”

“ดราม่าหรอเรา”

“ป่าว…”

 

คนผมเทาวางผ้าในมือลงก่อนจะจับเพื่อนน่ารักให้หันมา มือขาวเล็กยกขึ้นจัดผมสีน้ำตาลบลอนด์ไม่ให้ดูยุ่งจนเกินไป ก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตาสวย

 

“พูดแบบนี้คืออะไร”

“ป่าว”

“แน่ใจ?”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นคนน่ารักก็พยักหน้าจนผมสบัดก่อนจะทำแก้มป่องเพราะเสียงในท้องเริ่มเรียกหาอาหารเช้าเสียแล้ว ฝุ่นไล่เพื่อนให้ออกไปนั่งรอด้านนอกเพราะเขายังไม่ได้อาบน้ำเสียเลย

 

ทันทีที่นาทีเปิดประตูห้องออกมาก็พบว่าคนเป็นพี่นั่งรอก่อนอยู่แล้ว จู่ๆคำพูดของไทม์เมื่อเช้าก็แล่นกลับเข้ามาในสมองจนอยากจะรีบถอยกลับเข้าห้องไป

 

“มานั่งนี่”

“แง้งงง ห้ามบูลลี่นะบอกก่อน”

“มานั่ง”

“…”

“เมื่อวานไปไหนมา”

“น้องรู้ว่าเจ้าฝุ่นบอกแล้ว”

“อืม บอกแล้ว มาเช็คเฉยๆว่าคำตอบตรงกันรึป่าว”

“…”

“…”

“บ้าหน่า ก็ต้องเหมือนกันสิ พี่ไทม์พูดอะไรเล่า…”

“ไป ไหน มา”

“ไป…ไป อ้อ ไปหารุ่นพี่ไง”

“ตื่นเช้ามาคือลืมเหตุการ์ณเมื่อคืนเลยว่างั้นเถอะ”

 

คนเป็นน้องทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะหยิบแก้วนมตรงหน้าที่ไทม์เพิ่งยื่นให้ยกขึ้นดื่มจนเกิดเป็นคราบรอบปาก

 

“มองน้องทำไมอ่ะพี่ไทม์”

“ไอเด็กเอ๊ย นมเปื้อน”

“หรอ”

“พี่หลอกมั้ง”

“งั้นๆๆ เช็ดให้น้องหน่อย”

“…”พูดจบคนตัวเล็กก็ยื่นหน้าไปหาคนเป็นพี่แล้วหลับตาพริ้มให้อีกคนเช็ด แต่แล้วก็ต้องลืมตาอีกครั้งเพราะคนเป็นพี่เงียบไป

“นู่น ไปหยิบเอากระดาษน่ะ”

“เฮ้อออ ไม่เป็นไรนะเจ้าที ไม่ได้เกิดมาชื่อฝุ่นก็จะแย่หน่อย” คนตัวเล็กพูดปลอบใจตัวเองพร้อมทำท่าลูบหัวก่อนจะต้องเป็นคนลุกไปหยิบกระดาษมาเอง

“หึ ไอบ้า”

 

โมเมนต์พี่ชายดูแลมันก็มีแต่ในละครกับตอนเราไม่รู้ตัวเท่านั้น ทันทีที่ตื่นมามองหน้ากันก็เลิกฝันได้เลยว่าพี่ชายแสนดีเหมือนในฝันจะออกมาแสดงตัว เพราะนาทีได้กล่าวไว้…

 

 

 

 

 

กลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงลอยมาแตะจมูกจากคนตรงหน้า ก่อนผมยาวสลวยสีแดงจะถูกจับขึ้นมาพันนิ้วเล่นโดยร่างเล็ก สาวสวยไร้ที่ติในเนื้อผ้าบางลื่นสีดำพร้อมความยั่วยวนเอาไว้เมื่อหันหลัง เชือกเส้นบางๆที่ไขว้กันเป็นสไตล์ของชุดทำท่าว่าจะหลุดอยู่รอมร่อจนคนเห็นอยากจะเอื้อมมือไปช่วยปลดแต่ก็ต้องยับยั้งใจไว้ ความสั้นของชุดวันพีชทำให้เห็นต้นขาเนียนสวยอย่างชัดเจน ท่าเต้นที่เน้นโชว์ส่วนต่างๆของร่างกายทั้งเอวบางและบั้นท้ายเต็มมือ และทันทีที่เชือกแห่งความอดทนขาดลง ร่างสูงก็เอื้อมมือออกไปรั้งท้ายทอยของคนตรงหน้าเข้ามาหาอย่างไร้ความปรานีทันที

 

ผลั๊วะ!

 

“เชี่ยเอ๊ย”

“โอ๊ยอะไรแต่เช้าวะ”

 

เซนต์ขำเจ้าเล่ห์ในลำคอเพราะการกระทำของตัวเองที่เพิ่งจะลงมือถีบเพื่อนบนเตียงไปด้วยความหมั่นไส้ เขาเป็นคนตื่นเช้าโดยปกติ และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ทว่ามันกลับแตกต่างเพราะห้องที่เขาอยู่ไม่ใช่ห้องของตัวเอง และด้วยความสนิทที่แทบจะรู้กันเข้าไส้เข้าพุง เขาเลยอาสาใช้ความมั่นในการอยู่ต่อ เพราะขี้เกียจจะขับรถกลับไปที่ห้องจากสภาพอากาศด้านนอกที่ไม่ค่อยจะอำนวย

 

ทีแรกเขากะจะรอให้ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่ที่นอนกันอยู่อีกห้องตื่นก่อนแล้วค่อยออกไปหาอะไรกินด้วยกัน ทว่านั่งรอเท่าไหร่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าคนในห้องจะเปิดประตูออกมา จนความหิวเริ่มครอบงำ จะเรียกว่าโมโหหิวก็ได้เพราะเซนต์ก็คิดว่าตัวเองน่าจะกำลังเป็นเช่นนั้น เขาเลยตัดสินใจผลุนผลันเข้าไปในห้องโดยไม่เคาะประตู แล้วก็ต้องพบกับภาพตรงหน้าที่ชวนลากเข้าเย็นของเมื่อวานออกมา

 

เขาไม่คิดหรอกว่าฮีลมันผิดเพศ แต่ก็น่าจะแบบ…ฝันแปลก เออ นั่นแหละ เพื่อนหัวส้มถึงได้นอนลูบไล้รุ่นพี่อยู่บนเตียงอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าฮีลกำลังนึกถึงอะไรอยู่ถึงได้จู่ๆคว้าหน้านนท์เข้ามาจะจูบแบบนั้น ด้วยความที่เป็นคนที่การกระทำมักจะไปก่อนความคิด เขาถึงได้ส่งขาแกร่งออกไปกะจะถีบให้แค่รู้สึกตัว แต่บางทีอาจจะออกแรงเกินไปเลยส่งผลให้ฮีลที่ตอนแรกนอนอยู่ด้านขวาของเตียงกลิ้งไปตกอยู่ที่พื้นด้านซ้ายของเตียงได้

 

“ไอ่เซนต์ ทำอะไรของมึ้งง”นนท์พูดทั้งๆที่ยังคงนอนขยี้ตาอยู่อย่างนั้น

“ผมช่วยชีวิตพี่ไม่ต้องมาด่ากันเลย”

“ช่วยชีวิตกูอะไรวะ”

“ถามน้องรักพี่ก็แล้วกันนะว่ามันฝันอะไร”ร่างสูงพูดก่อนจะชี้ไปทางที่เพื่อนหัวส้มนั่งอยู่

“…”คนที่เงียบไปไม่ใช่นนท์ ทว่ากลับเป็นฮีลที่กำลังอึ้งเพราะคำพูดเพื่อนอยู่ก่อนจะเอ่ยถาม

“มึงรู้ได้ไง”

“หึจะทำอะไรก็เร็วๆกูหิวข้าวอ้อ แล้วก็นะ”

“…”

“จัดการลูกชายมึงด้วยนะ ดูท่าอยากจะออกมาวิ่งเล่นเต็มทีละ”

“…”

“ไอ่เชี่ยฮีลลลล”และแล้วเซนต์ก็ปิดประตูลงก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องอย่างสง่างาม ทิ้งให้ผู้เคราะห์ร้ายอย่างนายนนท์ต้องจมปลักอยู่กับโรคจิตอย่างนายฮีลสองต่อสองในห้องเล็ก…ที่เร่าร้อน

 

ร่างสูงทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังสีขาวก่อนจะคว้าเอาสมาร์ทโฟนออกมานั่งไถเล่น ผ่านไปไม่กี่นาทีประตูบานใหญ่ของห้องก็เปิดออกอีกครั้ง ทว่าแทนที่จะได้เห็นรุ่นพี่และเพื่อนหัวส้มออกมากลับกลายเป็นแค่นนท์ออกมาเพียงคนเดียว

 

“อ่าว ไอ้ฮีลอ่ะพี่”

“ก็อาบน้ำอยู่ดิ แม่ง…”

“ฮ่าๆ แล้วพี่จะอาบห้องนี้หรอ”

“อยู่แล้วป่ะ กูไม่ลุกไปอาบในอ่างล้างมือหรอก”

 

หลังจากที่ผู้อาศัยทั้งสองและเจ้าของห้องได้เตรียมตัวเสร็จเป็นที่เรียบร้อย คนผมส้มก็อาสาเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาของมาต้อนรับแขก ทว่ายังคงทำหน้าบูดบึ้งที่เซนต์ยังล้อเรื่องเมื่อเช้า มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเขาเชื่อว่าผู้ชายทุกคนต้องเคยเป็นแม้จะไม่ใช่รุ่นเดียวกับเขาที่เป็นส่วนมากก็เท่านั้น

 

“วันนี้พวกพี่จะไปไหนป่ะ”หลังจากเก็บกวาดทุกอย่างบนโต๊ะอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เซนต์ก็เอ่ยถามออกไปตามมารยาท

“หืม กูขอบาย อากาศชื้นๆแบบนี้เหมาะสำหรับนอนกลางวันเป็นที่สุด”เพื่อนหัวส้มตอบก่อนจะนั่งยืดขายาวออกไปพาดโต๊ะกระจกตัวเล็กในห้องรับแขก

“จะฝันต่อรึไง”

“ไอ่พี่นนท์ บังอาจมากนะล้อน้องเนี่ย วันหลังไม่ต้องมานอนห้องน้องเลยนะ ฮึ่ย”

“มึงคิดว่าแบ๊วมาจากไหนหรอ”

“โอ๊ยๆ ไม่แบ๊วแล้วๆ โหดชิบหายเลย”เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของฮีลดังขึ้นเมื่อคนแก่กว่าเอื้อมมือไปจับใบหูของลูกน้องก่อนจะออกแรงดึงจนขึ้นสีแดง

“แล้วมึงอ่ะเซนต์ จะอยู่กับพวกกูป่ะ นอนแช่อยู่ห้องฮีลมันก็ได้ มันไม่ด่าหรอก”

“ไม่เป็นไรดีกว่าพี่ ผมต้องกลับไปเคลียร์งานต่อที่ห้องเสียหน่อย”

“โหยยย อีบ้างาน กูขอให้ไม่มีเมีย”

“เผื่อมึงลืมว่ากูเพิ่งเจอเมท”

“งั้นเผื่อมึงลืมว่ามึงเพิ่งปฏิเสธเขาไป”ฮีลทำหน้าตาล้อเลียนใส่เขาจนคนโดนล้ออดที่จะส่งเสียงในลำคออกไปไม่ได้อย่างหงุดหงิด

“เชี่ย! มึงเจอคู่ชีวิตแล้วหรอ! แล้วมึงก็ปฏิเสธเขาด้วยอ่ะนะ!!!”

“อ่ะ กูแนะนำว่าถ้าไม่อยากเล่าเรื่องทั้งหมดเป็นรอบที่สองรีบลากตัวเองออกจากห้องไปซะ เดี๋ยวกูช่วยอุดปากไอพี่นนท์ให้”

“เออๆ ผมไปนะพี่ ดูแลกันดีๆล่ะ ระวังพี่จะได้ไอฮีลเป็นผัวก่อนมันหาเมทเจอ”

 

ทันทีที่เซนต์เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คนเป็นพี่นั่งหน้าเหวออยู่กับเพื่อนหัวส้ม ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังอึ้งเรื่องที่เซนต์เจอโซลเมทและปฏิเสธเรียบร้อยแล้ว หรือจะอึ้งประโยคสุดท้ายของรุ่นน้องดีกว่ากัน หลังจากตั้งสติได้นนท์ก็หันกลับไปมองหน้ารุ่นน้องหัวส้มก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอจนอีกคนเกือบจะได้ยินเสียง

 

“ม…มึงคงจะไม่ทำไรกูใช่ป่ะ”

“ว้อยยย อีพี่ ผมไม่เอาคนแบบพี่มึงมาทำเมียหรอก ปัญญาอ่อน”

“…จริงนะ”

“เออดิ แต่ถ้าจับทำผัวอ่ะก็ไม่แน่นะจ๊ะ”

“ไอเชี่ยฮีลลลลลล”

 

เสียงหยดน้ำฝนกระทบกับกระจกรถดังจนสามารถกลบเสียงเพลงจากในรถได้ นิ้วเรียวจับหมุนปุ่มเพื่อเพิ่มเสียงเพลงให้ดังขึ้น ทว่าพอปนเข้ากับเสียงด้านนอกแล้วกลับยิ่งฟังดูน่ารำคาญ ร่างสูงจึงตัดสินใจปิดมันเสียก่อนจะตั้งใจขับกลับห้องอย่างเดิม

 

เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงรถสีแดงคันหรูก็เคลื่อนตัวเข้ามายังลานจอดรถของอาคารหรูก่อนจะจอดลง ขาแกร่งก้าวลงมาแล้วหันไปกดล็อครถ ก่อนจะเดินไปเข้าลิฟต์เพื่อไปชั้นที่ห้องตัวเองอยู่ ผ่านมาสองวันแล้วหลังจากที่เขาตัดสินใจฝากเบอร์โทรตัวเองไว้กับร้านกาแฟ ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีท่าทีว่าอีกคนจะติดต่อมาบ้างเลยแม้แต่น้อย

 

เขาจำคำพูดของฮีลได้ทุกอย่างแม้ว่าเมื่อคืนจะอยู่ในสภาพที่สติไม่ค่อยครบแต่มันกลับดังขึ้นวนไปวนมาอยู่ในหัวราวกับกำลังมีใครเปิดเทปค้างไว้ เขาไม่เคยรู้ว่าการปฏิเสธโซลเมทจะทำให้อีกคนเจ็บปวดแค่ไหน แต่พอได้รู้แล้วมันกับยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด และเขาไม่อยากเป็นแบบนี้ เขาไม่อยากไปเจอหน้าอีกคนเพียงเพราะคำว่ารู้สึกผิด เซนต์เลือกที่จะลองเปิดใจให้อีกคนแม้ว่ามันจะเพิ่งเป็นการเริ่มต้น แต่เขาว่ามันก็เป็นเสียงที่ดี แค่ต้องรอให้เวลาทุกอย่างลงตัว และเมื่อถึงวันนั้น เขาคงไม่คิดลังเลอีกต่อไปที่จะรับอีกคนเข้ามาเติมเต็มอีกครึ่งนึงของชีวิตที่ขาดหายไป

 

และหวังว่าใครคนนั้นจะยังคงรอและเข้าใจเขา

 

เซนต์รู้ว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวเอามากๆ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาก็เติบโตมากับโลกที่เห็นแก่ตัวเหมอืนกัน

 

ร่างสูงถอดชุดเมื่อคืนออกก่อนจะเปลี่ยนเป็นชุดลำลองธรรมดาสีเทาเข้มเข้าชุดเพราะอาบน้ำมาจากห้องของฮีลแล้ว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไร้น้ำหนัก แขนทั้งสองข้างกางออกในท่านอนหงาย ดวงตาเรียวคมนอนมองฝ้าขาวพร้อมสงครามความคิดในหัวที่ไม่มีท่าทีว่าจะจบลง ฟังเสียงสายน้ำฝนที่ไหลผ่านหน้าต่างจนหนังตาตกลงมาปิดในที่สุด

 

 

 

 

เสียงฝีเท้าเล็กที่ยังคงเดินวนไปวนมาอยู่ทั่วห้องตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังจากไล่ให้พี่ชายและเพื่อนสนิทของตนออกไปเดทกันได้สำเร็จเพราะฝนหยุดตกแล้วดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นาทีก็มุ่นอยู่กับการจัดห้องไม่เลิก เขาละเลยมันมานานแล้วจนได้โอกาสเก็บของเป็นจริงเป็นจังก็วันนี้

 

มือเล็กจับก้านไม้กวาดมั่นก่อนจะกวาดฝุ่นและขยะลงถังไป ตามด้วยดูดฝุ่นให้ทั่วทั้งห้อง แล้วปิดท้ายด้วยถูพื้นให้เรียบร้อย กว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดก็ลากมาจนถึงบ่ายสามครึ่ง คนตัวเล็กนั่งพักเล็กน้อยพร้อมเสื้อที่เริ่มเปียกชื้นเพราะเหงื่อ แม้ว่าจะเปิดเครื่องปรับอากาศราคาแพงไว้แล้ว แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้เย็นขึ้นแม้แต่น้อย

 

ดวงตากลมโตใสกวาดสายตามองรอบห้องที่อาศัยอยู่ ผนังห้องสีครีมสวยกับเฟอร์นิเจอร์สีขาวสะอาดของห้องที่ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้อัดเข้ากับบรรยากาศของห้องไม่น้อย มุมโต๊ะทำงานถูกตกแต่งด้วยโปสเตอร์ศิลปินวงโปรดและสติกเกอร์รูปการ์ตูนน่ารักจนเมื่อได้หยุดมองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มเล็กออกมา โคมไฟตั้งโต๊ะแบบโมเดิร์น์ตามความชอบของเจ้าของห้องถูกวางไว้ข้างหัวเตียงคอยสร้างแสงสว่างโทนส้มเหลืองเพิ่มความอบอุ่นให้คนในห้อง จากภาพรวมทั้งหมดแล้วก็คงไม่แปลกใจเท่าไหร่ถ้ามันจะเป็นห้องของคนตัวเล็ก

 

นาทีหันกลับไปทางหน้าต่างเพื่อดูสภาพอากาศด้านนอกอีกครั้งและหลังจากแน่ใจแล้วว่าคุณท้องฟ้าคงไม่ร้องไห้อีกครั้ง คนตัวเล็กก็ตัดสินใจลงไปเดินเล่นหาอะไรกินยามบ่าย

 

เจ้าของใบหน้าตุ๊กตาในเสื้อตัวโคร่งลายทางกับกางเกงยีนส์สีอ่อนเดินเล่นตามร้านค้าข้างทางมาเรื่อยๆ ซื้อของกินเล่นติดไม้ติดมือมานิดหน่อยก่อนจะจบลงที่คาเฟ่คุ้นเคย เจ้าของรองเท้าสนีกเกอร์สีแดงก้าวเข้าร้านไปก่อนจะตรงไปยังเคาน์เตอร์ วันนี้เขาตัดสินใจไว้แล้วว่าจะลองเมนูใหม่บ้าง เพราะเขาเชื่อว่าอะไรที่ได้ชื่อว่าอาหารหรือของกินบนโลกนี้ก็อร่อยหมดแหละ

 

เนอะๆ

 

 

คนหน้าเคาน์เตอร์ยืนจิ้มของหวานในตู้หลายอย่างจนพนักงานกดแทบไม่ทัน ก่อนจะหันไปสั่งชาเขียวเย็นแล้วจ่ายเงินให้เรียบร้อย นาทีรอพนักงานใส่ของในถุงและเครื่องดื่มเสร็จก็เดินไปรับแล้วเตรียมหมุนตัวออกจากร้านทันทีถ้าไม่ดียินเสียงเรียกจากด้านหลังเสียก่อน

 

“คุณลูกค้าคะ”

“ครับ…”นาทีหน้าเสียไปหลังจากโดนเรียก เขากลัวว่าอาจะทำอะไรผิดไปหรือบางทีอาจจะจ่ายเงินไม่ครบจนพนักงานต้องตามเรียก แต่ว่าตอนให้เงินเขาว่าก็เช็คแล้วนะ

“มีคนฝากมาให้คุณลูกค้าค่ะ”พนักงานสาวหยิบเอากระดาษแผ่นเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกันเปื้อนก่อนจะยื่นมาตรงหน้าเขา คนตัวเล็กจ้องกระดาษยับๆตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะทำหน้างงแต่ก็รับมาไว้ในมือก่อน

“…”

“เขาฝากไว้ตั้งแต่สองวันก่อนแล้วค่ะ แต่คุณลูกค้าไม่ได้มาก็เลยยังไม่ได้ให้”

“เขาเป็นใครพอจะทราบมั้ยครับ”

“ไม่ทราบเลยค่ะ ขออภัยเพราะว่าเขาไม่ได้ทิ้งชื่อหรืออะไรไว้ให้เลยนอกจากกระดาษแผ่นเดียว”

“อ่า ขอบคุณครับ”

“อ้อ อย่าลืมด้วยนะคะ”พนักงานประจำเคาน์เตอร์ยกมือข้างหนึ่งขึ้นก่อนจะทำท่าโทรแล้วยิ้มให้เขาด้วยท่าทางเคอะเขินเล็กน้อย นาทีมองการกระทำของคนตรงหน้าสักพักด้วยความงุนงงก่อนจะเดินกลับออกไป

 

คนตัวเล็กเดินกลับคอนโดฯของตัวเองทั้งๆที่ยังไม่ละสายตาออกจากกะดาษแผ่นเล็กในมือสักที เลขสิบหลักบนกระดาษของใครก็ไม่รู้ที่ฝากมาให้เขา จนกระทั่งกลับมาถึงห้องความสงสัยก็ยังไม่ละหายไป

 

นาทีวางของที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะในส่วนที่เป็นห้องอาหารก่อนจะตรงเข้ามาในห้องนอนแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนฟูกนิ่ม นิ้วเล็กเรียวสวยราวกับมือผู้หญิงยังคงถือกระดาษแผ่นเดิมเอาไว้ เขาไม่เข้าใจหรอกว่ามองแล้วมันได้อะไร รู้ชื่อก็ไม่ได้รู้ แต่ยังไงเสียเขาก็จะขอมองไปก่อน ทว่าจู่ๆมืออีกข้างก็ซนไปคว้าสมาร์ทโฟนมาถือไว้อย่างไม่รู้ตัว หัวเล็กส่ายไปมาขณะมองสลับสิ่งของในมือทั้งสองก่อนจะถอนหายใจออกมายาวๆ

 

คนที่ยังไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรล้มนอนราบไปกับเตียงแต่แล้วก็ต้องชูมือตัวเองขึ้นมามองเบอร์โทรปริศนาอีกครั้ง

 

“เอาเว้ย!”

 

นาทีหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องโปรดขึ้นมาแล้วจัดการกดตามเบอร์บนกระดาษไปก่อนจะใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีในการกดโทรออก รอสายสักพักคนปลายสายก็รับจนได้

 

“ฮัลโหล”

(…)

“นี่ใครครับ…”คนตัวเล็กถามออกไปอย่างกล้าๆกลัว เพราะคนที่เขารู้จักทุกคนก็แลกเบอร์กันหมดแล้ว บางทีคนที่กำลังถือสายอยู่อาจจะเป็นมิจฉาชีพก็เป็นได้

(เอ้า!เป็นคนโทรมาเองจะมาถามทำไมวะ…)คำอุทานคำแรกเขาได้ยินชัดเจนและเหมือนน้ำเสียงนั้นจะติดหงุดหงิดเล็กน้อย ทว่าประโยคหลังที่เบาไปให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าตัวเพิ่งจะตื่นนอน

“เอ่อ…คือเราขอโทษที่โทรมารบกวนคุณ แต่ว่าพนักงานที่ร้านฝากให้โทรมาตามเบอร์นี้เราก็เลย--”

(อะไรนะ)

“เราขอโทษที่--”

(ไม่ๆ หลังจากนั้น เมื่อกี้พูดว่าอะไร)

“อ่อ เราบอกว่าพนักงานบอกให้โทรมาตามเบอร์นี้”

(…)

“ฮัลโหลคุณยังอยู่ป่ะเนี่ย”

(คุณโซลเมทหรอ)

“ว่าไงนะ”

(เชี่ย…)

“นี่คุณ พูดอะไรเราไม่ได้ยิน พูดดังกว่านี้หน่อย”

(ได้เบอร์มาจากไหน)นาทีเอาโทรศัพท์ที่กำลังแนบหูอยู่ออกมาดูเล็กน้อย ก่อนที่คิ้วทรงสวยจะขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ ก็คนคนนี้เป็นคนฝากเบอร์ไว้กับร้านไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมถึงได้มาถามกวนๆแบบนี้กับเขาได้ล่ะ

“คุณนอนไม่พอหรอ”

(อะไรนะ)

“ถ้าจะพูดไม่รู้เรื่องขนาดนี้ก็ไปนอนต่อเถอะคุณ พักก่อนอ่ะรู้จักป่ะ”

(…)

“พักก่อน แม่บอกให้คุณไปพักผ่อน ยังละอ่อนยั-”

(พอ ไม่ได้โทรมาฟังคุณร้องเพลง)

“อ่าวหรอ สงสัยเราจะฟังบ่อยเกินไป”

(หึ ปากเก่งเหมือนกันนี่ ทำไมวันนั้นถึงได้แต่ยืนก้มหน้าร้องไห้ล่ะ)

“…”

(…)

“ค…คุณหรอ!”

(อืมครับ)

 

นาทีตกใจจนแทบจะตะโกนใส่สายแต่สงสัยแต้มบุญของอีกคนจะเยอะพอทำให้เขายั้งเสียงตัวเองไว้ได้ก่อน ดวงตาใสเบิกกว้างหันกลับไปหยิบเบอร์บนเตียงมาดูแล้วก็อยากจะเคาะหัวไปกับผนังห้องสักสิบที เบอร์นี้เองสินะที่ทำให้เขาต้องกลับมาเจอกับคนใจร้ายอีก

 

(คุณ ยังอยู่ป่ะเนี่ย)

“อะไร”

(โห เสียงแข็งเชียว)

“แล้วคุณโทรมาหาเราทำไม”

(คุณ…เจ็บมั้ย)ทันทีที่ได้ยินคำถามจากอีกคนนาทีก็ชะงักไปนี่หรอสาเหตุที่ให้เขาโทรหา ก่อนจะพยายามปะติดปะต่อทุกอย่าง ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างเลยแม้แต่น้อย

“เจ็บอะไร”

(ก็…เจ็บเหมือนเมื่อวานไง ตอนที่เราเจอกัน)และแล้วคนตัวเล็กก็เงียบไปอีกรอบก่อนจะพยายามอีกครั้งเพื่อนึกตามคำพูดของปลายสาย แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าอาการเจ็บในอกที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งเวลาเจออีกคนกลับไม่ได้เป็นอยู่ตอนนี้

(อย่าเงียบบ่อยได้มั้ยคุณ…)

“อื้อ เราไม่เจ็บแล้ว”

(…)

“คุณก็ยังเงียบเลย”

(ขอโทษ…ขอโทษที่เงียบ)

“เห้ย เราไม่ได้โกร-”

(แล้วก็ขอโทษเรื่องวันนั้นด้วย)

 

คนตัวเล็กเงียบไปอีกครั้งเพื่อประมวณรูปประโยคจากอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าอีกคนกำลังพูดถึงอะไรเพราะมันก็คงไม่พ้นเหตุการ์ณหน้าร้านกาแฟในวันนั้น แต่เขากำลังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะให้เขามาฟังคำขอโทษทำไม

 

“คุณขอโทษเราทำไม”

(ขอโทษที่ปฏิเสธคุณ)

“ไม่ต้องให้เราโทรมาเพื่อมาฟังคำขอโทษจากคุณก็ได้นะ ถ้าวันนั้นคุณตัดสินใจทำแบบนั้นไปแล้ว”

(คุณเดี๋ยว คือ-)

 

ติ๊ด!

 

นิ้วเรียวสวยกดวางสายทันทีที่พูดจบก่อนจะพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วเสมองไปทางหน้าต่างเพื่อกลบความร้อนในอก เขาไม่ได้อยากเป็นแบบนี้หรอก แต่เพราะการกระทำอีกฝ่ายมันทำให้เขานึกโมโห เห็นเขาเป็นสิ่งของหรือไงถึงได้นึกอยากจะทิ้งก็ทิ้ง อยากจะขอคืนก็ทำ ถึงมันจะคู่กันก็เถอะแต่ยังไงเขาก็ไม่สมควรโดนกระทำแบบนี้

 

แต่… เดี๋ยว ทำไมรู้สึกเหมือนเพิ่งโกรธคนที่ไม่ควรจะโกรธ

 

“เฮ้อ เวรกรรม ชีวิตนาทีมันเฮงซวย”

 

คนตัวเล็กหันกลับไปมองสมาร์ทโฟนเครื่องขาวที่เพิ่งจะโยนไว้อยู่กลางเตียงก่อนจะเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นเดิมบนเตียงขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง นาทีเดินไปทางโต๊ะทำงานตัวโปรดก่อนจะนั่งลงแล้วเปิดโคมไฟบนโต๊ะ ดวงตากลมโตจ้องมองตัวเลขสักพักก็หยิบโพสต์อิทสีฟ้าสวยขึ้นมาพร้อมปากกาก่อนจะเขียนบางอย่างลงไปแล้วยกขึ้นแปะไว้บนบอร์ดเหนือโต๊ะ

 

วันนี้อยู่แบบนี้ไปก่อน เขาตัดสินใจไม่เมมเบอร์โทรของอีกคนไว้ในโทรศัพท์เพราะมันยังไม่จำเป็นมากนัก แต่กลับแปะเอาไว้ในที่ที่มองเห็นได้ตลอดเวลา เขาจะได้คอยหาทางว่าควรจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้และย้ำไว้ด้วยว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์ใคร

 

คนตัวเล็กจ้องตัวหนังสือที่ตัดสินใจเขียนลงไปบนโพสต์อิทก่อนจะเผยยิ้มกว้างทรงสี่เหลี่ยมอย่างน่ารัก แล้วตัดสินใจเดินไปรอเวลาที่ไทม์กับฝุ่นจะกลับมาที่ห้องกลาง

 

 

 

‘เบอร์ของคนใจร้าย’

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

เอาล่ะ เรือเริ่มแล่นจ้าาา จากตอนแรกได้แต่ดันคู่อื่นได้เวลาเปิดตัวพระเอกนายเอกแล้วน้อออ

เค้าโทรกันค่ะแม่!!!! เป็นไงมาไงไม่รู้แต่เค้าต้องได้กัน!!!! เจ้าฝุ่นก็ละมุนแท้ ไม่แปลกใจทำไมพี่ไทม์หลงหัวหักหัวปรำ

ส่วนฮีลกับพี่นนท์จะกลับออกมากันสภาพไหนเอาใจช่วยพี่เค้าด้วยนะเจ้าค่ะ อิ___อิ

เรื่องนี้อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ ค่อยๆพายเรือไปด้วยกัน เพราะเรือเซนต์นาทีเราจะต้องไม่ร่ม! น้องมันเพิ่งรู้ตัวว่าโกธโซลเมทไง

แล้วคราวนี้เรื่องมันจะจบลงตรงน้ายยย โกรธกันไปโกรธกันมา แม่กราบบ ได้กันสักที เดี๋ยวรอได้มอเตอร์ใหม่ก่อน แล้วเรือเราจะบินแน่นอนนนนนน

 

 

บ้ะบายจ่ะ พักก่อน!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #163 Wayvay_T (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 12:19
    อ่ยย นะระๆๆ
    #163
    0
  2. #148 chopettatavv (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 22:08
    คนใจร้ายอ่ะเนาะ เซนต์ต้องทำคะแนนดีๆหน่อยนะจัฝ้ะ
    #148
    0
  3. #134 deffang (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 19:14
    เอาล่ะ กัปตันสตาร์ทเครื่องรอแล้ว ลูกเรือที่ดีพร้อมก้าวขาลงแล้วค่ะ
    #134
    0
  4. #113 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 10:21
    เบอรของคนใจร้ายยย โมโหได้น่ารึกมากลูกนาที งอลมาก ดีมากค่าลูกกก เราต้องยากๆๆ อย่าไปยอมง่ายๆนะคะ ยัยเซนตต้องได้รับบทเรียน เหอะ !!
    #113
    0
  5. #49 valkyrie-0810529 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 17:19
    ใจร้ายนักนะ น้องโกรธนานๆเลยลูก
    #49
    0
  6. #14 0863538696 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 20:10
    รอนะงับบบบบ
    #14
    0
  7. #13 sreerat1116 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 01:49

    โดนยัยน้องตัดสายซะเลยสมแล้วล่ะ! เห็นแล้วงึดแทน้ลย--แง่--


    ไรท์สู้ๆน้า รอติดตามค่า♡´・ᴗ・`♡

    #13
    1
  8. #9 0982529885 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 09:48
    รอๆฟฟฟ
    #9
    0