Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 3 : Chapter 2: This number is for him

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 936
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

แสงแดดอรุณของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านม่านสีอ่อนเข้ามากระทบร่างที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง เส้นผมหนาดกดำทับกันไปมาจากการขยับเปลี่ยนท่าระหว่างนอน ผิวสีขาวเนียนอย่างคนสุขภาพดีถูกผ้าห่มผืนนิ่มคลุมเอาไว้อย่างดี ก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆลืมขึ้นเมื่อถึงเวลาตื่น

 

ร่างสูงยันตัวขึ้นนั่งบนเตียงนุ่ม และเมื่อผ้าห่มสีเทาเข้มตกลงตามแรงโน้มถ่วง กล้ามอกลากลงมาถึงหน้าท้องแข็งก็เผยให้เห็น มือหนายกขึ้นเสยผมที่ลงมาบังดวงตาเรียวเล็กน้อยก่อนจะคว้าเอาสมาร์ทโฟนมาเปิดดูเพื่อเช็คตารางงานของวัน

 

NON_94: ไอเซนต์

NON_94: มีประชุมเรื่องโฆษณาเดือนหน้าด่วน

NON_94: ตัวแทนฝั่งนู้นเดินทางมาแล้ว

 

หลังจากทำการเปิดเข้าแอพพลิเคชั่นไปดูแล้วพบว่ารุ่นพี่ทักมาเรื่องงานอาทิตย์หน้าเซนต์ก็อยากจะล้มตัวลงนอนอีกทันที ขอบคุณตัวเองที่ไม่ลืมส่งรายชื่อนางแบบของตารางเดือนหน้าให้กับเพื่อนร่วมงาน เพิ่งผ่านงานช้างๆมาได้หมาด ต้องมาเจอกับงานแมมมอธอีก

 

ชีวิตครีเอทีฟนี่มันยุ่งยากดีจริงๆ

 

กริ๊งๆ กริ๊งๆ

 

แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอย่างที่คิดเอาไว้ เสียงเรียกเข้าจากสมาร์ทโฟนก็ดังขึ้นพร้อมกับปรากฏชื่อของคนที่เขาเคารพ จึงไม่สามารถเลี่ยงสายนี้ได้อย่างแน่นอน

 

“ครับพี่”

(คิดจะตอบแชทกูบ้างมั้ยถามจริง) คนแก่กว่าเอ่ยขึ้นติดเล่นเพราะถ้าไม่ใช่เรื่องงานไม่มีหรอกที่เซนต์จะตอบ

“อืม เห็นแล้ว”

(คิดจะมามั้ย)

“ไม่ใช่งานผมทำไมต้องไป”

(อ่าว พูดแบบนี้ก็วอนสิน้องเดี๋ยวบอกให้เฮียใหญ่หักเงินเดือนซะเลยหนิ)

“กล้าก็ลองดู” เซนต์พูดท้าคนเป็นพี่อย่างไม่เกรงกลัว ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่คงไม่แปลกถ้าสรรพนามที่ถูกใช้จะค่อนไปทางสนิทสนมมากกว่าลูกน้องกับเจ้านาย

(ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วกร่างนะ) ร่างสูงส่ายหัวไปมาอย่างเอือมๆเพราะคำพูดของอีกฝั่ง ก่อนจะทำท่าลุกออกจากเตียงเพื่อไปเตรียมตัว

(อย่าลืมมาเข้าประชุมด้วย เขาเมนชั่นชื่อมึงตัวใหญ่ชิบหาย)

“หึ”

(ไม่ต้องมาหงมาหึ รีบมา)

 

เซนต์กดวางสายจากรุ่นพี่ก่อนจะลากร่างตัวเองเข้าห้องน้ำไปพร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สีครีม เสียงน้ำกระทบกับพื้นกระเบื้องดังลอดออกมาให้ได้ยินเป็นระยะ และในจังหวะที่กำลังยกมือขึ้นหยิบขวดสบู่ยี่ห้อโปรด สายตาไม่รักดีกลับเลือกที่จะมองไปอีกทาง

 

49

 

ตัวเลขสองตำแหน่งเกินครึ่งเด่นหราอยู่บนข้อมือด้านขวาของร่างสูง เซนต์เห็นแล้วแอบรู้สึกหงุดหงิดในใจ ถ้าเมื่อวานเขาไม่เลือกที่จะไปคาเฟ่ดึกขนาดนั้น เรื่องบ้าๆแบบนี้ก็คงไม่ต้องเกิดขึ้น ใครจะหาว่าเขาโกหกก็ได้ แต่ก็คงจะยังยืนยันคำเดิมว่าชีวิตนี้เซนต์ไม่ต้องการโซลเมท

 

เขาไม่รู้หรอกว่าเลขของอีกคนตอนนี้จะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แม้ตอนที่เดินออกมาจะได้ยินเสียงของอีกฝ่ายก็ตาม แม้จะพยายามจะเดินเลี่ยงออกมา แต่เสียงทุ้มติดหวานนั้นกลับยิ่งดังก้องกังวาลอยู่ในหัว คิ้วเรียวสีเข้มขมวดเข้าหากันเพราะความหัวเสียอย่างช่วยไม่ได้ เซนต์จึงทำได้เพียงให้สายน้ำเย็นจากฝักบัวไหลผ่านชำระอารมณ์รุ่มร้อนนี่ออกไปเสีย

 

ร่างหนากำยำเดินออกมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวที่พันเอาไว้เพื่อปกปิดแค่ส่วนล่าง ฝ่าเท้ากว้างพาเจ้าของใบหน้าหล่อเหลามาหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ของตู้เสื้อผ้า ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปเปิดมันออก เสื้อผ้าหลากสีถูกแขวนไว้อย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้า จนบางครั้งคนเป็นเจ้าของก็ยังเลือกไม่ถูก เซนต์เลือกเสื้อเชิร์ตสีขาวเป็นระเบียบออกมาพร้อมกับกางเกงแสล็คสีดำก่อนจะหยิบเอาเข็มขัดมาใส่เข้าคู่ ทัดเสื้อเข้ากางเกงให้เรียบร้อยสำหรับการประชุมครั้งใหญ่ในวันนี้ก่อนจะเริ่มเซ็ทผม คว้าสูทสีดำติดมือมาแล้วออกไปทำงาน

 

รถสีแดงคันหรูเคลื่อนตัวเข้ามายังลานกว้างสำหรับจอดรถก่อนที่คนขับจะเปิดประตูออกมา เป้ใบเข้มธรรมดาที่เมื่อถูกจับสะพายขึ้นบนร่างสูงกลับดูดีอย่างประหลาด เซนต์เดินเข้าบริษัทโฆษณาใหญ่ก่อนจะยกเอาบัตรพนักงานขึ้นสแกนแล้วตรงไปยังห้องประชุมทันที

 

 

Mister Cent, your idea really impressed me today. I hope that we can work together again in the future.” คุณเอ็ดเวิร์ดเอ่ยขึ้นหลังจากการประชุมผ่านพ้นไปด้วยดีขณะกำลังเดินออกจากห้องประชุมใหญ่ ต้องยกความดีความชอบในครั้งนี้ให้เซนต์ที่ก้าวเข้าห้องประชุมไปอย่างทันเวลา แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับร่างสูงเสียเท่าไหร่ แต่พนักงานดีเด่นคนนี้ก็มักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเสมอ

Thank you for your compliment and the good opportunity.” เซนต์ตอบกลับไปด้วยความชำนาญด้านภาษาอังกฤษที่ฝึกเรียนตั้งแต่อยู่ไฮสคูลเพิ่งจะได้ฤกษ์ใช้ก็คราวนี้

Sure.”

 

ตัวแทนจากบริษัททั้งสองฝั่งจับมือสร้างความรู้จักกันก่อนที่คุณเอ็ดเวิร์ดจะต้องเดินทางกลับไปยังประเทศเกิดเพื่อดำเนินงานต่อ โฆษณาเสื้อผ้าแบรนด์ดังในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการร่วมมือกันของบริษัทและแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เพราะยังมีนางแบบชื่อดังจากต่างประเทศมาควบคู่ด้วย งานของเดือนหน้าจึงต้องยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ

 

“แหม มาตรงเวลาก็เป็นนะคนเรา” เสียงคุ้นหูของนนท์เอ่ยขึ้นข้างตัวจนคนได้ยินสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่รู้ตัวเลยว่าคนเป็นพี่เดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“ปกติก็ไม่ได้เลทมากอยู่แล้ว”

“หรอๆ แก้ตัวเก่งจังเลยนะ”

“โอ๊ยพี่ อย่ายีหัวดิ”

“ทำแค่นี้ไม่หมดหล่อหรอกน่า”

 

เล่นกันอยู่สักพักต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำงาน ร่างสูงพาตัวเองเดินกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัว เนื่องจากว่าไม่นานมานี้เจ้าตัวเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปอีกระดับจึงได้รับความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย สูทสีดำสวยถูกแขวนขึ้นอย่างปรานีตก่อนเจ้าของห้องจะเดินมานั่งแล้วเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ นิ้วเรียวกดรหัสเข้าเครื่องอย่างเคยตัว หน้าจอปรากฏแบบโฆษณาของเดือนหน้าขึ้นเด่นชัดอยู่ตรงหน้า ทั้งรายการแบรนด์เสื้อผ้าต่างๆรวมไปถึงรายชื่อของนางแบบที่จะเข้าร่วม

 

เซนต์สไลด์ขึ้นลงตรวจเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อยอีกครั้ง ยังไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านี้เวลาก็ลากมาจนถึงสิบโมง คนบนเก้าอี้ตัดสินใจลุกขึ้นบิดตัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังห้องนั่งเล่นๆเล็กส่วนรวมของแผนก

 

“สวัสดีครับพ่อออ” เซนต์แทบจะสำลักกาแฟที่เพิ่งกระดกเข้าไปออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกผิดสรรพนามจากคนด้านหลัง

“อ่าวๆไอนี่ ค่อยๆดิวะเสียดายคาเฟอินหมด” ไม่วายหันไปมองค้อนให้กับคำพูดติดตลกของเพื่อน

“ถ้ารู้ว่าจะโดนขนาดนี้กูไม่เอาตำแหน่งนี้ก็ได้” เซนต์เอ่ยกลับพร้อมกับหยิบทิชชู่ขึ้นมาซับริมฝีปากเล็กน้อย

“วุ๊! พูดไป นี่แค่รับน้อง”

“เรื่องของมึง” ร่างสูงพูดขณะกำลังเอื้อมมือเอาช้อนเล็กไปเก็บไว้ในถาดภาชนะที่ใช้แล้วก่อนที่แม่บ้านประจำแผนกจะมาเอาไปล้าง ทว่ากลับเป็นขณะเดียวกันที่ฮีลดันเหลือบไปเห็นตัวเลขบนข้อมือของอีกฝ่าย

“เซนต์”

“อืม ว่า”

“ข้อมือมึง…”

“…” เซนต์เลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อเพราะเขามั่นใจว่าถึงจะพยายามแก้ตัวอะไรออกไป เจ้าเพื่อนกวนคนนี้ก็คงไม่ปล่อยเขาออกไปทั้งที่ยังไม่ได้รู้ความจริง

“มึง…”

“…”

“ม…มึงเจอเมทแล้วหรอวะ” ฮีลพูดติดอ่างจนคนตัวสูงกว่าเล็กน้อยแอบขำไม่ได้

“อืม”

“ล…แล้วยังไงเนี่ย เจอเมื่อไหร่ ที่ไหน ได้ไง เมื่อวานมันยัง 76 อยู่เลยนี่”

“เจอเมื่อวาน ที่ร้านกาแฟ บังเอิญเจอ แล้วก็นั่นมันเมื่อวานไม่ใช่วันนี้” เซนต์ตอบทุกคำถามของเพื่อนไปตรงๆจนคนฟังมีท่าทีค้างไปนิดหน่อย เพราะจากกลุ่มเพื่อนทั้งหมดมีเซนต์คนเดียวที่ไม่มีท่าทีว่าจะยอมรับการมีโซลเมทของตัวเองเลย…

 

…แล้วไอท่าไหนมันถึงกลับมาพร้อมกับเลข 49 ได้ล่ะเนี่ย!

 

“เห้ยๆๆ อเมซิ่งจิงกาเบลมาก ไหนๆขอดูหน้าเจ้าของชีวิตมึงหน่อยดิ้” คนกวนทำท่าชะโงกหามือถือเขาทั้งๆที่มันกำลังนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน เซนต์จึงคว้าแขนของเพื่อนสนิทเอาไว้ให้เลิกค้น ก่อนจะใช้สายตาจริงจังจ้องเข้าไปในดวงตาสีแอลมอนด์ของคนตรงหน้า

“ไม่ต้องอยากเห็นรูปเขาหรอกกูไม่มี”

“อ่าว…อะไรว้า”

“จะมีไปทำไม”

“…”

“กูปฏิเสธเขาไปแล้ว” ฮีลเงียบไป แม้คนฟังจะตกใจนิดหน่อยที่เพื่อนตัดสินใจทำไปเช่นนั้น แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นความต้องการของเซนต์โดยตรง ใครที่ไหนก็คงไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้

 

พอเซนต์เห็นเพื่อนนิ่งไป เจ้าตัวก็ตัดสินใจจะเดินกลับห้องไปเคลียร์งานกองใหญ่ที่เหลืออยู่ แต่แล้วคนด้านหลังก็กลับรั้งเขาไว้ด้วยประโยคน่าคิด

 

“ถ้าจะไม่ห่วงตัวเลขเขา ก็ช่วยคิดถึงครอบครัวเขานิดนึง”

“…”

“มึงอาจจะไม่กลัวตาย”

“…”

“แต่สำหรับพ่อแม่เขา”

“…”

“ถ้าลูกหายไปแล้ว”

“…”

ไม่มีทางได้เขากลับคืนเลยนะ

 

ร่างสูงไม่ได้หยุดให้เพื่อนได้เอ่ยคำๆใดต่อมา แล้วเลือกที่จะก้าวเข้าห้องไปในทันที ฮีลทำได้เพียงส่ายหัวด้วยความกลุ้มใจให้กับเพื่อนของตัวเอง เซนต์เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าต่างบานใหญ่ของห้องที่เมื่อมองลงไปก็จะพบกับความสวยงามของเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและความแออัด มันดูจะเป็นความขัดแย้งที่เป็นเรื่องจริง คนตัวสูงถอนหายใจออกมาก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ใช่ เซนต์ไม่สนใจอยู่แล้วว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ไม่แม้แต่จะสนใจว่าเลขของคนเมื่อวานจะเปลี่ยนแปลงไปสักแค่ไหน และไม่เคยคิดถึงความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เขาไม่เคยรู้สึกหรอกว่าการได้มีพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่นๆมันมีความสุขแค่ไหน เกิดมาก็ได้ยินแต่คำพูดเดิมๆของย่าเสียแล้ว

 

‘เซนต์คือพลังเต็มร้อยของพ่อกับแม่ในแต่ละวันเข้าใจมั้ย’

 

เซนต์เคยเชื่อคำพูดนั้น แต่นั่นมันก็ก่อนที่ตัวเองจะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่พลังในแต่ละวันของใครเลย ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าท่านทั้งสองด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้จะให้เขาไปสนใจชีวิตครอบครัวของใครได้

 

เซนต์ไม่ต้องการครอบครัว

 

และไม่ต้องการให้ใครเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งนั้น

 

ไม่ต้องการเลย…

 

คนตัวสูงหันกลับไปมองยังโต๊ะทำงานของตัวเองก่อนจะค่อยๆลากสายตาตัวเองให้ไปหยุดอยู่ที่รูปในกรอบเล็กใบหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะทำงานกระจก ภาพคู่รักคู่หนึ่งยืนถ่ายรูปพร้อมกับบุตรตัวเล็กในอ้อมกอด บุคคลในรูปทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุขราวกับคนตัวเล็กที่กำลังอุ้มอยู่คือโลกทั้งใบ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดสำหรับเซนต์แล้ว มันกลับดูเป็นรอยยิ้มจอมปลอมสิ้นดี มือแกร่งเอื้อมไปกดรูปนั้นลงก่อนจะหันกลับไปมองทิวทัศน์ตรงหน้าอีกครั้ง

 

ก็เพราะชีวิตเขามันเป็นเสียซะอย่างนี้ไง

 

 

 

 

 

“ที พี่จะไปทำงานแล้วนะ”

“อื้อ ก็ไปสิ ทีห้ามพี่ไทม์ไว้รึไงล่ะ” คนตัวเล็กที่ยังนอนฟุบหมอนอยู่บนเตียงพูดเสียงอู้อี้ เพราะเมื่อวานคงร้องไห้หนักเกินไปทำให้วันนี้ไข้จับจนได้ คนเป็นพี่ยืนผูกไทอยู่หน้ากระจกพร้อมทั้งถามไปด้วย

“ทำตัวน่าเป็นห่วงขนาดนี้พี่คงจะไปทำงานได้หรอก”

“อ้อออกอ้าไอ้เอ็นไออาย (ก็บอกว่าไม่เป็นไรงาย)” ไทม์นึกขำกับเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมาเพราะเจ้าตัวกลับกดหน้าลงไปกับหมอนมากขึ้นไปอีก คนตัวขาวจึงตัดสินใจเดินไปปิดม่านให้นาที คนตัวเล็กบนเตียงจะได้เลิกเอาหน้าจมไปกับหมอนเสียที

“เฮ้อ เหมือนจะตาย”

“ไอนี่หนิ ใครใช้ให้กดแรงขนาดนั้น”คนเป็นพี่เดินไปลูบหน้าผากน้องเล็กน้อยที่ตอนนี้หน้าเริ่มแดงเพราะอากาศหายใจน้อยเกินไป

“มีอะไรโทรเรียกพี่เข้าใจมั้ย”

“ครับๆ ทราบแล้ว”

 

ไทม์จัดการคนดื้อหนึ่งทีด้วยการดีดมะกอกใส่ ก่อนจะลุกคว้ากระเป๋าทำงานแล้วออกจากห้อง ไม่ลืมที่จะล็อคประตูแล้วหยิบคีย์การ์ดสำรองไปกันเหตุฉุกเฉิน

 

คนในตำแหน่งหัวหน้าแผนกออกแบบของบริษัท Calluna ชื่อของดอกไม้ที่สื่อความหมายของอิสรภาพ ความมั่งคั่งและความโชคดี ก้าวออกจากรถส่วนตูคันหรูก่อนจะเดินขึ้นแผนกของตัวเอง ไม่ลืมที่จะบอกให้เลขานำเอกสารการประชุมของเมื่อเช้ามาให้ดู เนื่องจากว่าติดการดูแลน้องดื้อที่ห้องทำให้ไม่สามารถมาร่วมเข้าประชุมในวันนี้ได้ แต่ไทม์ก็ทราบจากนนท์แล้วว่ารุ่นน้องในแผนกได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปแล้ว และยังทำมันออกมาได้ดีเสียด้วย

 

คนตัวขาวปลดกระดุมสูทของตัวเองออกก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานรุ่นพิเศษที่มีเครื่องนวดภายในตัว มือขาวซีดราวกับไม่มีเลือดเนื้อเปลี่ยนหน้าเนื้อหาไปเรื่อยๆ ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้ตัดสินใจผิดที่ให้น้องใหม่อย่างเซนต์เลื่อนขั้นเลยจริงๆ ถือว่าเป็นยามดีที่จะทำให้คู่แข่งเห็นด้วยว่าพนักงานที่เพิ่งรับเข้ามาได้สามปีก็ดึงตำแหน่งหน้าตาของบริษัทขึ้นได้

 

เมื่อหน้าปัดของนาฬิกาดิจิตอลตั้งโต๊ะแสดงบอกเวลาเที่ยงครึ่ง ไทม์ก็ลุกออกจากห้องตรงไปยังโรงอาหารของบริษัทเนื่องจากว่าเขาไม่ใช่คนถือตัวอะไรมากมายซ้ำยังจะดูติดดินเสียอีกถ้าไม่นับรถคันสวยที่ยังใช้อยู่จึงเลือกที่จะลงไปนั่งทานกับเพื่อนร่วมงานมากกว่าการออกไปนั่งทานคนเดียว แม้คนมันจะเยอะนักหนาก็ตาม

 

“เฮีย ทางนี้ๆ”เมื่อคนตาชั้นเดียวเหลือบไปเห็นเพื่อนสมัยเรียนแล้ว ก็เลยเดินไปหย่อนตัวลงนั่งข้างๆทันทีว่าจะรอให้คนซาลงไปก่อนแล้วค่อยลุกไปซื้ออาหารกลางวันให้ตัวเอง

“บอกกี่ครั้งแล้วว่านี่ที่ทำงาน” ใช่ว่าไทม์จะอยากให้เพื่อนเห็นว่าเขาเป็นเจ้านายที่มียศสูงกว่า แต่ไม่เช่นนั้นคนอื่นๆในแผนกจะมองเขาไม่ดีต่างหาก

“เออๆโทษๆ ก็มันติด”

“ติดแล้วก็ต้องเลิกได้”

“เฮียเลิกกับไอฝุ่นได้ป่ะล่ะ” ฮีลที่เป็นอีกคนของหนึ่งในรุ่นน้องสมัยเรียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วยักคิ้วหนึ่งที คนแก่กว่าจึงได้ส่งสายตานิ่งๆกลับไปจนฮีลต้องเลิกเล่น

“อุ่ย ล้อเล่นๆ น่ารักขนาดนั้นใครจะไปเลิกติดได้เนาะ”

“อ่ะ ยังไม่เลิกเล่นนะมึงเนี่ย”

“โอ๊ยๆ ยอมแล้วๆอย่าหยิกหู! เอ๊ะ พี่ก็เลิกทำตัวเป็นเมียผมสักทีเหอะ ทุกวันนี้ที่ยังโสดก็เพราะคนเขาเข้าใจผิดนี่แหละ” คนผมส้มเอ่ยออกไปขณะที่มือก็ยังลูบหูแดงๆของตัวเองไม่เลิกเพราะนนท์เพิ่งจะหยิกเขาไป

“ทำเป็นเก่งง คนอื่นเขาไม่เอาเพราะตกใจสีผมมึงป่ะเหอะ”

“อะไรออกจะเด่น หาง่ายจะตาย หัวส้มๆเนี่ยมีอยู่คนเดียว”

“ทำอะไรไม่ดูอายุนะมึงเนี่ย”

“อะไรๆ ยังไม่สามสิบทำอะไรก็ได้ แก่กว่าอิจฉาก็บอก” นนท์แทบจะยกน้ำแดงสาดหน้ารุ่นน้องกวนบาทาคนนี้ทันทีที่บังอาจมาเล่นกับอายุเขา

 

ไทม์ได้นั่งมองสองคนพี่น้องเล่นกันเพลินจนไม่ทันสังเกตว่ามีอีกหนึ่งบุคคลนั่งอยู่ตรงหน้าเขา เซนต์นั่งตักข้าวเข้าปากเงียบๆแม้จะอึดอัดนิดหน่อยเพราะเขาไม่ค่อยสนิทกับคนตรงหน้ามากนักแต่เพราะอีกสองคนที่นั่งเป็นคนสนิทเลยต้องจำใจมานั่งร่วมโต๊ะด้วย

 

แต่แล้วคนตำแหน่งต่ำกว่าก็ต้องชะงักไปเมื่อบังเอิญไปสบตาเข้ากับคนเป็นเจ้านาย ดวงตาเรียวเล็กทว่ากลับแฝงความน่ากลัว เรียบนิ่ง และเย็นชาเอาไว้มากมายราวกับดาบ เซนต์สาบานเลยว่าชาตินี้จะไม่มีทางไปมีเรื่องกับไทม์เด็ดขาด แค่อาหารกลางวันยังแทบจะกลืนไม่ลงแล้วเลย

 

“เซนต์”

“ครับ”

“ขอบคุณสำหรับประชุมเมื่อเช้านะ”

“ครับ?”

“ขอบคุณที่ไม่ทำให้ผิดหวัง” ฮีลและนนท์แทบจะหันมามองกันเป็นตาเดียว อย่างเฮียไทม์มีแค่นานๆทีเท่านั้นจะได้รับคำชม แต่นี่เพียงไม่กี่ปีรุ่นน้องอย่างเซนต์ก็ได้รับมันไปเสียแล้ว

 

กูว่าไอนี่มันไม่ธรรมดา

 

“อ่า ไม่ได้ลำบากเลยครับ”

“ไม่ลำบากมันแต่ลำบากผมเนี่ยแหละ” นนท์เอ่ยขึ้นประท้วงความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ถ้าไม่ใช่เขาที่โทรจิกไปหาเซนต์การประชุมวันนี้ก็คงไม่สำเร็จไปอย่างราบรื่นเสียหรอก

“มึงได้เป็นคนเสนอไอเดียมั้ย” ไทม์เอ่ยคำถามออกไปให้กับนนท์ที่ยังคงนั่งจ้องตาเขาไม่วาง

“ไม่”

“มึงได้เข้าประชุมมั้ย” คราวนี้คนถูกถามมีท่าทีนิ่งไปนิดๆก่อนจะต้องตอบเสียงอ่อน

“ไม่” และแล้วนนท์ก็ได้คำตอบให้คำถามที่ค้างอยู่ในหัวตัวเอง

“อ่าวแล้วทำไมเมื่อเช้าเฮียไม่เข้าประชุมวะ” คราวนี้ฮีลเป็นฝ่ายถามออกไปบ้างด้วยความอยากรู้

“ไม่ว่าง ต้องดูแลน้อง”

“เอ๋ มึงไปมีน้องตอนไหนวะ” นนท์เองก็ยังเป็นคนเดิมที่ยังเลอะเลือนเพราะกาลเวลา

“ไอห่านี่ ทำเหมือนเพิ่งรู้จักกัน ก็น้องนาทีไง น้องที่น่ารักๆน่ะ

“อ่าๆ นึกออกแล้ว เออใช่ๆ น้องเป็นไรอ่ะเฮีย”

“ไข้ขึ้นนิดหน่อย”

“เอ๋า บอกน้องหายไวๆนะ เดี๋ยววันหลังพวกผมจะไปเยี่ยม”

“ไม่เป็นไร ขอบคุณ” และแล้วไทม์ก็ตัดบทลงแค่ตรงนั้น เขาไม่ต้องการความเป็นห่วงเป็นใยจากใครทั้งนั้น น้องเขาเขาดูแลเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนอื่น

 

แม้จะไม่ได้ตั้งใจฟังบทสนทนาของคนข้างๆมาก แต่ประโยคที่ว่าคุณไทม์เจ้านายของเขามีน้องก็ได้ฝังลึกลงไปในหัวของเซนต์อัตโนมัติเป็นที่เรียบร้อย

 

 

 

 

 

หลังจากที่ตื่นมาแล้วค้นพบเพียงความว่างเปล่าในห้องนอน ร่างเล็กบนเตียงก็เดินออกจากห้องไปหาอะไรในตู้เย็นเพื่ออุ่นทานรองท้องไปก่อนคนเป็นพี่ชายจะซื้อของมาให้อีกทีตอนเย็น นาทีแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่เมื่อวานดันปล่อยโฮไปซะหมดถังทำให้วันนี้ต้องนอนซมอยู่แต่กับห้องแบบนี้ ไม่เช่นนั้นเขาคงออกไปตะลุยรอบเมืองอย่างเคย

 

น้ำเย็นสถูกรินลงแก้วด้วยมือเล็กก่อนเจ้าตัวจะยกขึ้นกระดกเข้าปากด้วยความกระหาย ไม่มีอีกแล้วคนที่จะนอนกินบ้านกินเมืองได้ขนาดนี้ เข็มสั้นของนาฬิกาบนผนังตีบอกเวลาบ่ายสามยี่สิบ

 

ป๊าดดดด นี่เขานอนหรือซ้อมตาย

 

คนตัวเล็กในเสื้อยืดตัวโคร่งที่ยามลงมาจนปิดกางเกงขาสั้นของเจ้าตัวมิดเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจจะกลับออกมาทิ้งตัวลงบนโซฟานิ่มแล้วกดเปิดโทรทัศน์หาหนังดู หลังจากกินยาจนอาการเบาลงแล้วนาทีก็มีแรงทำสิ่งที่ชอบต่อ หน้าจอโน๊ตบุ๊คถูกเปิดขึ้นไว้แต่ไม่ถูกแตะแม้แต่น้อยเพราะสิ่งที่อยู่ในโทรทัศน์ตรงหน้ากำลังดึงความสนใจของคนตัวเล็กเอาไว้

 

สองพระนางในซีรี่ย์เกาหลีชื่อดังในฉากรักหวานแหววทำเอาคนดูชะงักไปก่อนจะยกรีโมทขึ้นมากดเปลี่ยนช่อง

 

ของแบบนี้มันมีในชีวิตจริงซะที่ไหนล่ะ ฮึ่ย!

 

จนแล้วจนเล่าคนตัวเล็กก็ยังหาช่องที่มีหนังถูกใจไม่เจอ จึงตัดสินใจลุกไปหยิบของที่อุ่นเอาไว้มาทานแก้หิวชั่วคราว แต่จนกระทั่งมันหมดแล้วก็ยังกลบความหิวในท้องลงไปไม่ได้ นาทีจึงลุกขึ้นไปเอาเงินจากกระเป๋าตังค์ใบโปรดออกมาบางส่วนก่อนจะก้าวออกจากนออกห้องลงไปหาอะไรกินด้านล่างคอนโดฯ

 

เสื้อขาวตัวโคร่งก่อนหน้านี้ถูกยัดเข้ากางเกงแค่ส่วนหน้าเพื่อไม่ให้มันดูใหญ่เกินไปซ้ำจะทำให้เหมือนไม่ได้ใส่กางเกงเลยอีกต่างหาก เผยให้เห็นขาเนียนเล็กสวยราวกับกับผู้หญิง แม้กระทั่งน่องก็ยังเรียวเสมือนว่าชีวิตนี้ไม่เคยจะออกกำลังกาย ผมสีน้ำตาลออกบลอนด์ถูกรวบขึ้นไปจากด้านหน้าแล้วมัดเป็นจุกน่ารักไม่ให้มันลงมาบังตา นาทีเดินออกจากตัวคอนโดฯได้สักพักก็เดินเลียบเข้าซ้ายเดินบนฟุตบาทแล้วตรงไปตามทางเรื่อยๆ

 

กว่าจะรู้ตัวว่าร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุดคือร้านที่ไม่น่าจดจำที่สุดก็ตอนที่เท้าเล็กมาหยุดอยู่หน้าร้านเสียแล้ว และคนตัวเล็กก็ทำอะไรไม่ได้เสียนอกจากตัดสินใจเดินเข้าร้านไป

 

เมนูโปรดถูกสั่งไปก่อนที่นาทีจะชำระเงินแล้วจึงไปนั่งรอในที่ประจำ คนตัวเล็กทักแชทไปบอกพี่ชายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วงที่อาจจะกลับไปไม่เจอเขาอยู่ห้อง ซึ่งก็เรียกเสียงตำหนิจากไทม์ได้เล็กน้อย แต่นาทีก็กำชับไว้อย่างดีว่าร้านแห่งนี้เขามาบ่อย ไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง

 

ถ้าไม่นับเรื่องเมื่อวานอ่ะนะ

 

ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีรายการที่สั่งไว้ก็ถูกตั้งขึ้นอยู่บนเคาน์เตอร์ คนตัวเล็กรีบเดินไปรับมาไว้ในมือก่อนจะดูดเข้าปากอย่างชื่นใจจนแก้มนิ่มพองขึ้นอย่างน่าเอ็นดู โอรีโอ้ปั่นยังคงเป็นของโปรดของเขาเสมอมาไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี นาทีตัดสินใจจะกลับทันทีที่เสร็จไม่เช่นนั้นฝนอาจจะตกอีกได้ ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าฝนแท้ๆทำไมถึงได้ตกบ่อยขนาดนี้ก็ไม่รู้

 

อาจเป็นเพราะความไม่ระวังตัวและความเคยชินของคนตัวเล็ก ถึงได้ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีใครบางคนแอบมองอยู่ห่างๆ การกระทำทุกอย่างเด่นชัดอยู่ในสายตาคมตั้งแต่ตอนที่นาทีเดินเข้าร้าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรและตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สมองสั่งการให้กลับมาที่นี่ ทั้งที่มันไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย และโอกาสที่จะได้เจอก็มีเพียงนิดเดียว

 

เซนต์ยังคงตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่เพราะคำพูดที่ได้ยินจากปากของเพื่อนวันนี้แน่ เขาไม่ได้สนใจครอบครัวฝั่งนั้นอยู่แล้ว แต่แล้วเซนต์กำลังสนใจอะไรล่ะ

 

ทันทีที่คนตัวเล็กเปิดประตูออกมานอกร้านเซนต์ก็รีบหมุนตัวหลบหลังกำแพงร้านอีกฝั่งทันที ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ทำตัวลับๆล่อๆขนาดนี้ ทั้งๆที่ทั้งหมดนี่คือการกระทำของคนขี้ขลาดแท้ๆ นาทีหยุดอยู่กับที่สักพัก จนคนที่แอบอยู่กลัวว่าจะถูกจับได้ แต่แล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ตัวเองไม่ใช่ต้นเหตุให้นาทีหยุดอยู่หน้าร้าน

 

“อีกแล้วหรอเนี่ย”

“บอกว่าเพิ่มวิปครีมไง”

“สั่งตั้งกี่รอบก็ยังไม่เคยจำได้นะคุณพนักงาน”

 

เป็นเสียงทุ้มติดหวานเล็กๆที่บ่นขึ้นกับตัวเอง แต่กลับเรียกรอยยิ้มมุมปากของคนที่ได้ยินได้อย่างประหลาด มือแกร่งยกขึ้นตีหน้าตัวเองอยู่หลายครั้งที่เผลอยิ้มออกไป ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมาก็ต้องเบิกตากว้างเพราะคนที่กำลังจะทรุดลงไป

 

“อึก” นาทีรีบยกมือตัวเองขึ้นกุมอก อาการนี้อีกแล้วที่กำลังเล่นงานร่างเล็ก ความรู้สึกเจ็บในอกที่เหมือนกำลังมีคนเอามีดกรีดซ้ำไปซ้ำมาจนน่าเวทนา เสียงหอบดังให้ได้ยินเพราะเริ่มจะหายใจไม่ถนัด คนตัวเล็กงอตัวลงเล็กน้อยเพราะความเจ็บปวด

“เพิ่งผ่านมาแท้ๆ จะเอาแต่ทำเราเจ็บแบบนี้เลยหรอ” นาทียังคงพูดกับตัวเองราวกับว่าจะคอยเตือนสติเอาไว้ก่อนจะยกมือข้างที่ก่อนหน้านี้เอากุมอกบางเอาไว้ไปสัมผัสกับต้นคอด้านซ้าย ที่ที่ตัวเลขกำลังแปรเปลี่ยนเป็นครั้งที่นับไม่ได้

“เลิกขยับได้แล้วเจ้าตัวเลข”

“…”

เปลี่ยนไปยังไงเขาก็ไม่มาสนใจหรอก” ไม่ใช่คำพูดเยาะเย้ยทว่ากลับเป็นการย้ำกับตัวเอง นาทีรู้ดีว่ายิ่งเขารู้สึกแค่เท่าไหน ตัวเลขก็จะยิ่งขยับเร็วขึ้นเท่านั้นตามจำนวนครั้งที่ความรู้สึกถูกทำร้าย แต่ถึงจะรู้สึกอีกมากเท่าไหร่ ใครคนนั้นก็คงไม่หันหลังกลับมาหาเขาหรอก ใช่ว่านาทีจะตกหลุมรักใครคนนั้นไปแล้ว เพียงแต่ขอแค่มีเวลาให้ได้ทำความรู้จักกันก็ยังดี ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนี้ที่จะได้รักกัน แต่ก็อย่าทำลายความรู้สึกเล็กๆนี่เลย

 

ได้โปรด

 

เซนต์ชะงักอีกครั้งให้กับคำพูดของคนตัวเล็กที่แม้เจ้าตัวจะพูดกับตัวเองแต่กลับเป็นเขาที่ได้ยินชัดสุด ไม่รู้ว่าวันนี้เขาจะต้องอึ้งอีกกี่ครั้งถึงจะพอ สายตาคมเลื่อนลงไปมองข้อมือตัวเองอีกครั้งและตอนนี้เลขก็ยังคงหยุดอยู่ที่สี่สิบเก้า แล้วทำไมเลขของคนตรงหน้าถึงได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว

 

นาทีเดินกลับออกไปแล้ว แต่ถึงเช่นนั้นร่างสูงก็ยังไม่เดินออกมาจากที่ที่ยืนอยู่ เขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกเจ็บปวดในอกนั้นหนักหนาขนาดไหนในตอนที่คนตัวเล็กกว่าต้องเผชิญ แต่ถ้าเป็นไปได้เซนต์ก็ไม่อยากให้ใครมาเจ็บปวดเพราะเขาที่เป็นสาเหตุ

 

ร่างสูงออกจากที่ทำงานมาก่อนเวลาเลิกงานเพราะบางอย่างในหัวบอกเขาว่าต้องมาที่นี่ ทั้งที่บางทีตอนนี้เพื่อนร่วมงานอาจกำลังนินทาเขาอยู่ก็เป็นได้ เซนต์ตัดสินใจฉีกแผ่นกระดาษแผ่นเล็กออกมาก่อนจะกดปลายปากกาลงไปแล้วขยับนิ้วเขียนบางอย่าง

 

 

 

นาทีกลับมาถึงห้องแล้วพบว่ายังไม่มีใครอยู่ห้องจึงกระโดดกลับขึ้นโซฟาอย่างสบายใจ คนตัวเล็กคว้าเอาโน๊ตบุ๊คมาไว้บนตักก่อนจะดูดเครื่องดื่มโปรดลงคออีกครั้ง เผยให้เห็นรอยยิ้มทรงสี่เหลี่ยมอย่างน่ารัก จนคนเป็นพี่อดที่จะแกล้งไม่ได้

 

“กลับมาช้าห้านาที”

“อะแฮ่กๆ!” คนตัวเล็กสะดุ้งทันทีที่จู่ๆเสียงคนที่คาดว่าไม่น่าจะอยู่ในห้องกลับดังขึ้น หัวเล็กหันไปด้านหลังก็พบว่าพี่ชายตัวดีกำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่

“พี่ไทม์ คิดว่าห้องน้องเป็นสตูดิโอถ่ายแบบหรอ”

“เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวนี้กล้าเปลี่ยนเรื่องหรอ” คนผิวขาวไม่วายเข้าไปยีหัวน้องชายเล่นด้วยความเอ็นดู น่ารักมันซะขนาดนี้ไม่ยอมยกให้ใครง่ายๆเสียหรอก

“ง่ะ น้องขอโทษ นี่ แบ่งคุณโอโอ้ให้เลย” คนเป็นพี่ระบายยิ้มออกมาเล็กๆตอนที่นาทียื่นแก้วเครื่องดื่มปั่นมาตรงหน้าก่อนจะเข้าไปงับหลอดแล้วดูดน้ำปั่นลงคอ ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องเขาโตจริงๆหรือโตแต่ตัวกันแน่

“อืม อร่อยดี”

“บอกแล้ว”

“แล้วนี่ทำอะไรอยู่”

“ทำงานสิ จะให้น้องตกงานแบบพี่หรอ”

“ไอที พี่ไม่ได้ตกงาน ว่างบ่อยไม่ได้แปลว่าตกงาน”

“หรอๆ งั้นโดนพักงานก็ได้” คำพูดเด็กน้อยของนาทีทำให้เจ้าตัวโดนฝ่ามือของคนแก่กว่าประทับลงบนหน้าผากกว้าง

 

ไม่น่าเกิดมามีเหม่งเลยอ่ะคนเรา

 

“พูดจาให้มันดีๆ ทุกวันนี้มีเงินใช้เพราะใคร”

“น้องก็หาเงินเองได้เถอะ เดือนที่แล้วหนังสือขายได้ตั้งกี่เล่ม”

“ครับๆเก่งจังเลยน้องใครเนี่ย”

 

นาทีหันไปมองค้อนใส่คนเป็นพี่ก่อนทั้งสองจะหลุดขำออกมาพร้อมกัน คนตัวเล็กตัดสินใจถามไทม์ออกไปว่าจะค้างอยู่ที่คอนโดฯอีกกี่วัน แม้จะยอมรับว่าเมื่อวานไทม์ปลอบเขาได้มาก แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็เกินคาดจนเกินไป

 

“กลับอาทิตย์หน้า”

 

ริมฝีปากเล็กอ้ากว้างเสียจนแมลงวันเข้าไปวางไข่ได้ ไม่ใช่ว่านาทีจะทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายถึงไม่อยากให้พี่ชายอยู่ แต่เพราะความเป็นส่วนตัวมันสูง อยู่ด้วยกันแล้วจะแปลกๆหน่อย หลังจากได้แกล้งน้องจนหนำใจ ไทม์ก็ปล่อยให้นาทีทำงานในห้องนั่งเล่นต่อก่อนที่ตัวเองจะกลับเข้าไปในทำงานในห้องนอนด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

 

หลังจากเขียนสิ่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้วเซนต์ก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านและตรงไปยังเคาน์เตอร์ทันที คนตัวสูงในเสื้อเชิร์ตสีขาวและกางเกงดำพร้อมกับสูทอีกตัวหนึ่งที่ถูกพาดไว้กับแขนอีกข้างยืนรอพนักงานอย่างร้อนรน จนกระทั่งเห็นสาวร่างเล็กคนเดิมกลับออกมาจากประตูเชื่อมไปยังหลังร้าน

 

“สวัสดีค่ะรับอะไรดีคะ” ประโยคต้อนรับลูกค้าแบบเดิมๆหลุดออกมาจากพนักงานสาว

“เอ่อ ไม่ทราบว่าผู้ชายที่ใส่เสื้อขาวคนเมื่อกี้เขามาร้านนี้บ่อยมั้ยครับ”

“อ่อ…ลูกค้าท่านเมื่อกี้ ก็บ่อยนะคะ แทบจะทุกวันเลย”

“งั้น…”

“…”

“ถ้าเขามาครั้งหน้า” ร่างสูงพูดขณะหยิบเอากระดาษแผ่นเล็กเมื่อครู่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“…”

ช่วยเอาเบอร์นี้ให้เขาทีนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

 

 

อุ๊ยตั่ยล้าววว ขอใจเทอแลกเบอร์โทร โอ๊ะ โอะ โอยยยย ฮิ้วววว

อุแหม่ โลกกลมดีจังเนอะ

ใครบอกเรื่องนี้มีมาม่า บร้าาหน่า

อย่างไรก้อ ฝั่กทุกทั่นติ้ดต้ามเรื่องเน้ดั้วหน่าเจ้าค่ะ

กราบงามๆ

Twitter: @heli_ophilia05

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #162 Wayvay_T (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 10:23
    อะไรอะนาย
    #162
    0
  2. #146 chopettatavv (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 15:02
    สงสาน้องทีอ่า.
    #146
    0
  3. #132 deffang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 14:41
    พี่ไทม์น่ารักจังค่ะ
    #132
    0
  4. #110 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 08:37
    วี้ดดดด แจกเบอร์แล้วเว้ยยยยย ว่าแบ้วว ทนความละมุนของนาทีไม่ไหวววหรอกยัยเซนต๋ ต้องโดนตบถึงจะหายร้ายนะ ! หึ
    #110
    0
  5. #38 puncharatppai (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 09:40

    ไหนบอกไม่อยากยุ่งไง จะสนใจกันทำไม
    #38
    0
  6. #11 sreerat1116 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 20:24

    ยัยน้องฮือ ใครไม่รักแต่พี่รักนะคะ╥﹏╥

    #11
    0
  7. #4 takasang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 18:06
    น้องงทีค่ะ มาหาพี่มาม่ะ
    #4
    0