Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 2 : Chapter 1: Because of you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

เจ้าของร่างสูงในเสื้อเชิร์ตที่ตอนนี้หลุดลุ่ยอยู่นอกเอวกางเกงเพราะความเหนื่อยล้าและวุ่นวายจากการทำงาน ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ก่อนจะค้นพบว่าห้องทำงานรวมขนาดใหญ่ที่ปกติแล้วมักจะถูกปลกคลุมไปด้วยผู้คนมากมายจากหลายแผนกวุ่นอยู่กับการคุยงาน สมนา และงานประชุมต่างๆ ณ ตอนนี้เหลือเพียงแต่เขาที่เพิ่งจะได้ยันตัวเองออกจากเก้าอี้เมื่อครู่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขายังจำได้ว่านั่งคุยงานกับไอเพื่อนบ้าอยู่เลย สงสัยว่าตอนนี้คงหนีกลับไปหาโซลเมทมันตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้วมั้ง

 

ก็แค่ไอพวกที่มีบ่วงติดมาตั้งแต่เกิด

 

คนตัวสูงสง่าจัดการเก็บของจำเป็นบนโต๊ะทำงานสีครีมเรียบสวยเข้ากระเป๋าเพื่อเอามันกลับไปทำต่อที่ห้อง แก้วกาแฟกระดาษจากร้านดังถูกมือหนาจับโยนลงถังขยะข้างโต๊ะหลังจากที่ถูกตั้งทิ้งไว้นานเสียจนไม่หลงเหลือรสชาติกลมกล่อม คอเสื้อบางถูกจัดให้เรียบร้อยแม้ยามเลิกงานเพื่อไม่ให้เจ้าของเสื้อเชิร์ตสวยดูไม่เป็นระเบียบ ก่อนที่ฝ่าเท้าหนาภายใต้รองเท้าหนังสีดำเงาจะเริ่มก้าวออกจากตึกสูงลิบที่เกือบจะแตะขอบฟ้ายามราตรีครอบครองในเวลาต่อมา

 

กุญแจรถคันหรูถูกล้วงออกมาก่อนจะจ่อเข้ากับประตูรถสีแดงเงาโดยเจ้าของ บานประตูรถเปิดออกกว้างพอให้ร่างสูงได้ย่างกายเข้าไปนั่งบนที่นั่งคนขับ สี่ล้อกลมถึงคราหมุนออกจากลานจอดรถมุ่งหน้าไปยังค่าเฟ่เจ้าโปรดที่ห่างถัดไปจากบริษัทเพียงไม่กี่นาที

 

ก็ไอ้ที่ซื้อมาตอนกลางวันมันเย็นไปหมดแล้วนี่หน่า

อีกอย่าง คืนนี้ของเขายังอีกไกล เอาให้มันโต้รุ่งไปเลยแล้วกัน

 

ทว่าก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ เสียงเพลงสบายหูที่ถูกตั้งเป็นริงโทนของสมาร์ทโฟนเครื่องสวยก็ดังขึ้น ทำให้สายตาคมที่ยังจับจ้องไปบนถนนว่างเบื้องหน้าต้องจำใจเอื้อมมือไปคว้าต้นเหตุของเสียงออกมาจากกระเป๋าบนเบาะถัดไป

 

“ฮัลโหล”เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกไปเมื่อนิ้วเรียวกดรับสาย

(มึง ขอรายชื่อนางแบบของงานเดือนหน้าหน่อยดิ)

“ไม่ว่าง อยู่บนรถ”

(ไอสัส กูก็ไม่ได้บอกให้มึงส่งมาตอนนี้เดี๋ยวนี้เลยป่ะล่ะ)คนที่กำลังมุ่นอยู่กับเส้นทางตรงหน้าไม่ได้ส่งเสียงอะไรกลับไป เพียงแต่ยกยิ้มมุมปากให้กับความกวนของเพื่อนก็เท่านั้น

 

เอ๊ะ หรือว่าเป็นเขากันแน่ที่ไปกวนมันก่อน

 

(ขอภายในห้าทุ่ม)

“ไอห่า!” คราวนี้ร่างสูงถึงกับสบถเข้าสายเมื่อคู่สนทนาของเขาเรียกร้องขอเอางานให้ส่งไปตามเวลาห้าทุ่ม ทั้งที่ตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่มครึ่งแล้ว กว่าตัวจะถึงห้องก็คงเลยห้ามทุ่มไปนานพอสมควร

“งานตั้งเดือนหน้า จะรีบเอาอะไรไปตั้งแต่ตอนนี้ เอาเวลาไปจัดการงานเดือนที่แล้วให้เสร็จก่อนมั้ย”

(โอ้โห นานๆทีคุณเซนต์เขาจะพูดประโยคยาวๆนะครับเนี่ย อ่ะ เอาเป็นว่าให้ถึงเที่ยงคืน)

“เออ”

(พอดีรอบนี้เบื้องบนเขาออกคำสั่งมาเอง กูไม่มีสิทธิ์เถียงด้วย ยังไงก็อย่าลืมส่งมาด้วยละกัน)

 

หลังสิ้นเสียงประโยคสุดท้าย สายก็ถูกตัดไปโดยคนฝั่งนั้น เซนต์นึกฉุนเล็กน้อยที่เพื่อนร่วมงานเกิดสบโอกาสหยอกล้อเขาขึ้นมาในตอนที่เขากำลังหงุดหงิด แล้วทั้งหมดก็ล้วนเป็นความจริง เขาไม่ใช่คนที่จะเอ่ยปากคุยอย่างออกรสกับใครเท่าไหร่ถ้าไม่ใช่คนที่สนิทจริงๆ ส่วนมากก็แค่พูดคุยกันตามเวลางาน นอกเหนือจากนนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ติดต่อมาหาเซนต์อีกเลย

 

รสสีแดงเงาราคาสูงหยุดลงตรงฝั่งข้ามจุดหมายที่เขาตั้งใจมาเพียงเพราะไม่มีที่อื่นให้หยุดจอด ขาเรียวยาวเก้าออกจากรถมาก่อนจะข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง เนื่องจากว่าเวลานี้ดึกพอสมควร ยามพาหนะบนถนนเลยไม่ค่อยพลุ่กพล่านอย่างตอนกลางวัน เซนต์เลยขอใช้โอกาสนี้เดินเล่นตากลมไปด้วยเลยแล้วกัน

 

ทว่าก่อนที่ก้าวแรกจะได้แตะลงบนพื้นถนนหยาบ บางอย่างก็วูบไหวอยู่ในอก เสี้ยววินาทีเซนต์รู้สึกเหมือนตัวเองจะล้มพับไปข้างหน้า โชคยังดีที่มือหนายังไม่ละออกไปจากประตูรถทำให้คว้าไว้ได้ทันกาล ไม่เช่นนั้นป่านนี้คงได้แผลถลอกเพิ่มไปบนใบหน้าหล่อเหลาอีกเป็นแน่

 

แต่อาการมันกลับไม่จบลงแค่นั้น ความรู้สึกแปลกๆยังคงก่อขึ้นอยู่ในอก และบางครั้งที่มันเกือบจะทะลุออกมา เซนต์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับร่างกายเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่มือข้างหนึ่งยังคงพยุงตัวไว้กบัประตูรถไม่ได้ก้าวออกไปไหน เขาอยากจะรอให้อะไรก็ตามที่กำลังเกิดขึ้นในตัวหยุดลงเสียก่อน ยังไม่อยากเสี่ยงข้ามถนนออกไปตอนนี้

 

และแล้วทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างยามที่สายตาคมตวัดไปสบเข้ากับบางอย่างบนข้อมือด้านขวา ตัวเล็กสองหลักกำลังรวนเหมือนกับเสียงก้องปริศนาที่ดังอยู่ในหัว ตัวเลขผลัดเปลี่ยนไปมาทั้งขึ้นทั้งลงแต่ทุกจำนวนก็เฉียดเข้าใกล้เลขห้าสิบทุกครั้ง เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดร่างกายเขาถึงกำลังปั่นป่วนแบบนี้ ดวงตาเรียวเข้มกวาดสายตาไปทุกที่รอบตัวอย่างกระสับกระส่ายในแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน และดูเหมือนว่าอาการในอกก็คงจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆเหมือนกัน

 

บนถนนที่ร้างผู้คนภายใต้ผืนฟ้าที่บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยสีมืดทะมึนแต่งแต้มด้วยดวงดาวที่แสงสว่างของมันไม่ได้เด่นชัดจากตำแหน่งที่ได้มองขึ้นไป ไม่มีที่ไหนเลยที่เซนต์จะสามารถหาคนที่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตเขาได้ ไม่สิ…ไม่ใช่ว่ามันไม่มีที่ให้หา แต่มันกลับกว้างขวางเกินไปจนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มหาจากตรงไหน เซนต์ไม่เคยยอมรับเชื่อในเรื่องของโชคชะตา และคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระหลอกเด็กด้วยซ้ำไป จนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างมันดูเป็นใจให้เขาเชื่อ แม้จะเป็นเพียงเปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิด แต่ส่วนเล็กๆในใจเขาก็ก้าวขาข้างนึงเข้าไปในประตูของโชคชะตาที่มีชื่อว่าโซลเมทเสียแล้ว

 

ลูกแก้วสีเข้มแทรกแซมไปด้วยแววตาแข็งกระด้างที่เวลานี้กลับอ่อนลงไปมากถ้าเทียบกับเวลาปกติสะดุดเข้ากับคาเฟ่ขนาดเล็กตรงหน้า ก่อนจะฝืนแรงตัวเองยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้มันจะเป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจมีใครตีความหมายของมันได้

 

รู้แล้วว่าควรจะเริ่มจากที่ไหน

 

ซ่า!

 

อ่ะ ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ค่อยเต็มใจให้ออกตามหาโซลเมทด้วยล่ะสิถึงได้ส่งฝนมาเป็นอุปสรรคแบบนี้

 

เซนต์ยังไม่ยอมแพ้แม้ตัวจะไม่มีร่ม สายน้ำฝนที่จู่ๆก็กระหน่ำลงมาอย่างแรงทำให้เจ้าของร่างสูงเปียกโชกภายในไม่กี่นาที อยู่ๆก็รู้สึกว่าการข้ามถนนมันกำลังเป็นไปอย่างยากลำบาก ราวกับว่าทุกครั้งที่เริ่มก้าวเท้าออกไปพื้นถนนก็จะยืดยาวออกไปด้วยเช่นกัน แต่แล้วในที่สุดขาที่สั่นเทาทั้งสองข้างก็พาเจ้าของร่างกำยำมาแตะยังพื้นร้านจนได้

 

ไม่รีรอช้า มือหนาเอื้อมไปเปิดประตูกระจกบานใหญ่ออกก่อนจะก้าวตามเข้าไปในสภาพที่เปียกโชกไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ ไม่วายยกมือข้างหนึ่งขึ้นเสยเส้นผมหนาสีดำเงาที่ลงมารกหน้าขึ้นไม่ให้เป็นอุปสรรค ก่อนจะทำทีเดินไปยังเคาน์เตอร์ราวกับจะไปสั่งเครื่องดื่ม

 

ก็ถ้าเกิดเขาตะโกนตามหาโซลเมทเลยคนทั้งร้านได้หาว่าเขาบ้าเป็นแน่

 

“รับอะไรดีคะ”

 

พนักงานสาวร่างเล็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าถ้าทีของเซนต์ดูเหม่อๆ รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนโครงหน้าเล็กทำเอาเจ้าของร่างสูงต้องยกมือขึ้นจับท้ายทอยเล็กน้อยเป็นการแก้เขิน เซนต์จัดการสั่งรายการเบาๆไปและในระหว่างที่กำลังยืนรอเครื่องดื่ม สายตาคมก็ไม่ลืมที่จะสำรวจทั่วคาเฟ่เล็กไปด้วย

 

ไม่ผิดคาดเมื่อสายตาเรียวหันขวับไปสบเข้ากับเจ้าของร่างเล็กคนหนึ่งที่เพิ่งจะวิ่งกรูเข้าไปในห้องน้ำแทบจะในทันทีที่เขาเดินเข้าร้านมา หางตาเผลอจับภาพไปยังบริเวณคอขาวระหงส์ของอีกฝ่ายที่ถ้าผู้ใดได้มองก็คงเกิดอาการลุ่มหลงเป็นธรรมดาเพราะคนตัวเล็กก็ดูจะหน้าตาดีไม่เบา ถ้าไม่ติดที่ว่าสิ่งที่เซนต์เลือกที่จะมองไม่ใช่ตัวเลขสองหลักบนคอของอีกคน และท่าทางปกปิดของเขา ร่างสูงอยากจะเดินตามเข้าไปในห้องน้ำแทบจะในทันทีถ้าไม่ติดว่าห้องน้ำนั้นเป็นเพียงห้องเดี่ยว

 

และแล้วเซนต์ก็ทำได้เพียงถอนหายใจหนักๆเพื่อไล่ความร้อนใจที่อยู่ในอกออกมาก็เท่านั้น

ยังคงไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าเขากำลังตามหาโซลเมทของเขาอยู่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้กลับทำตัวปฏิเสธมาทั้งชีวิต

ช่วยไม่ได้ โชคชะตาทำให้เขาเปลี่ยน ก็คงต้องขอโทษใครคนนั้นด้วยแล้วกันที่เซนต์เพิ่งจะโผล่หัวมาตอนนี้

 

“สินค้าได้แล้วนะคะคุณลูกค้า”เสียงพนักงานสาวคนหนึ่งดังขึ้นจนร่างสูงต้องละสายตาออกจากประตูห้องน้ำ

“อ่า ขอบคุณครับ”เซนต์เอ่ยตอบกลับไปตามมารยาท ว่าจะนั่งรอจนคนในห้องน้ำออกมาเสียหน่อยแต่คงไม่ทันการเพราะพนักงานก็เริ่มเก็บร้านกันแล้ว ร่างสูงจึงตัดสินใจออกไปนั่งรอบริเวณม้านั่งหน้าร้านดีกว่า

 

เม็ดฝนเล็กๆยังคงร่วงหล่นลงมาให้พอชุ่ม นึกหงุดหงิดผ้าฝนเสียเหลือเกินที่ทำให้เขาเปียกได้ขนาดนี้ มือแกร่งนำกาแฟแก้วกลางไปวางไว้ข้างตัว ก่อนจะยกสองมือขึ้นถูกต้นแขนเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย สภาพเปียกปอนเพราะฝนในเวลาค่ำคืนแบบนี้ไม่ถูกใจเซนต์เสียเท่าไหร่ แต่ก็คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ดันทุรังมาเอง

 

อาจเป็นเพราะคนด้านนอกเอาแต่นั่งกอดตัวเองแล้วเสมองออกไปยังถนนกว้างด้านหน้าจนไม่ทันได้ยินเสียงในตอนที่คนตัวเล็กเปิดประตูออกมาจากร้าน ทว่าสายตาเหยี่ยวระดับเซนต์ก็ไม่เคยทรยศเขา คนตัวสูงกว่ารีบยืนขึ้นจากเก้าอี้พร้อมเอามือสอดเข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้คนตรงหน้ามากขึ้น บางทีคนตัวเล็กข้างหน้าอาจจะไม่ใช่โซลเมทเขาจริงๆก็เป็นได้ แต่เป็นเพราะท่าทางประหม่าเลยทำให้เซนต์มั่นใจในทันทีว่าไม่ผิดคนเป็นแน่

 

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจัดการสำรวจคนตรงหน้าอย่างเสร็จสรรพตั้งแต่ศรีษะเล็กยันปลายเท้า ทั้งที่คนตัวเล็กยังคงเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นอยู่อย่างนั้น จะไม่กล้าสบสายตาเขาอะไรชนาดนั้น ขอเห็นหน้าชัดๆสักครั้งหน่อยจะได้ไหม ทว่าก็คงไม่ต่างกันเพราะในสถานการ์ณแบบนี้เซนต์เองก็ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอย่างไรเหมือนกัน

 

“เจอกันสักทีนะครับ”

 

ประโยคนั้นเรียกความสนใจให้คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นทำให้เซนต์ได้เห็นใบหน้าเรียวสวยได้อย่างเต็มตา และเพียงเสี้ยวนาที ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็กระตุกวูบ ก่อนเจ้าตัวจะพยายามเก๊กขรึมกลับมาเป็นปกติไม่ให้เสียลุค

 

โครงหน้าที่เรียวสวยราวกับผู้หญิงที่รับเข้ากับเส้นผมหนาสีน้ำตาลบลอนด์ขลับให้เจ้าของผิวสว่างขึ้นไม่ต่างกับตอนที่มีคนกำลังฉายไฟไว้อยู่ เจ้าตัวงน่าจะอายุไล่เลี่ยกับเขาทว่าหน้าตากลับดูเด็กมากจนเซนต์ต้องแปลกใจ สันจมูกสวยถูกตกแต่งด้วยจุดสีดำที่เมื่ออยู่บนใบหน้าของคนตรงหน้าแล้วกลับดูน่ารักในทันที ริมผีปากบางอวบอิ่มสีแดงน่าครอบครองกำลังทำให้เซนต์เป็นบ้า และดวงตากลมใสสีน้ำตาลเทาที่เมื่อถูกแสงสีส้มอุ่นที่สว่างออกมาจากด้านในร้านยิ่งทำให้ลูกแก้วตรงหน้าน่าค้นหาจนร่างสูงไม่อาจละสายตาออกไปได้ เพียงแค่รูปลักษณ์ของร่างเล็กยังเรียกให้เขาเข้าไปหาขนาดนี้ราวกับมีแรงดึงดูดเป็นวงเล็กๆอยู่รอบตัว ช่างมีเสน่ห์อะไรขนาดนี้

 

นาทีได้แต่ยืนมองหน้าคนตรงหน้าเงียบๆก่อนจะต้องหลุบตาลงมองพื้นอีกครั้งเมื่อเห็นเพียงใบหน้าเรียบนิ่งของร่างสูงที่ไม่อาจเดาอารมณ์ได้ ไม่กล้าแม้แต่จะเดาว่าคนตรงหน้ากำลังมองเขาอย่างไร ตอนนี้นาทีไม่รู้อะไรทั้งนั้น ทั้งหัวมันขาวโพลนไปหมด บรรยากาศอึดอัดแบบนี้คือตอนที่ได้เจอโซลเมทหรือไงกัน ใครก็ได้ช่วยมาพาเขาออกไปจากตรงนี้ที

 

ท่าทางเซอะซะของคนตัวเล็กทำให้เซนต์ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกต่างๆนาๆเริ่มแล่นไปมาอยู่ในหัว ตีกันไปตีกันมาไม่มีที่สิ้นสุด แต่แล้วบางอย่างก็เด่นชัดขึ้นมาอย่างน่ากลัว

 

หึ หมดเวลาสนุกแล้วสิ

 

ขาแกร่งก้าวเข้าไปใกล้คนตัวเล็กมากขึ้นจนนาทีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะช้อนตามองใบหน้าของคนที่กำลังทำเขากลัวอยู่ตอนนี้

 

“เลขผมหยุดที่ห้าสิบแล้วนะ”

“…”

“เลขเปลี่ยนเหมือนกันไหมครับ”

“อื้อ เลขเราก็เปลี่ยน”

 

เซนต์นึกเอ็นดูสรรพนามที่คนตัวเล็กลือกใช้กับเขา คนตรงหน้าช่างดูบอบบางเสียจนน่าแกล้งให้ร้องไห้ แต่เซนต์จะพับเอาความคิดชั่วๆนี้เก็บไว้ก่อน เขาเชื่อว่ายังคงมีเวลาอีกเยอะ มุมปากเรียวยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์จนนาทีเริ่มหวั่น นี่เขาควรจะโชคดีที่ได้เจอโซลเมทเสียทีหรือโชคร้ายที่คนตรงหน้าดูไม่น่าไว้ใจขนาดนี้ดีนะ

 

“เฮ้อ ทำไงได้ ผมไม่เคยเชื่อเรื่องบ้าบอแบบนี้ เลยไม่คิดจะตามหาโซลเมทแบบจริงๆจังๆ”

“…”

โชคดีของคุณนะที่วันนี้เราผ่านมาเจอกันพอดี

 

แม้รูปประโยคจะฟังดูปกติ แต่ความจริงเซนต์กำลังกลั่นแกล้งคนตรงหน้าอยู่ เพราะการได้มาเจอกันแบบนี้ไม่ใช่ความโชคดีของเซนต์เลยแม้แต่น้อย เขาไม่เคยต้องการคู่ชีวิตอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันจะไม่ใช่เรื่องโชคดีของคนตรงหน้าด้วยก็ถือว่าเจ๊ากันละกัน

 

“งั้นก็ขอโทษด้วยที่เรารู้สึกโชคดีอยู่ฝ่ายเดียว”

“อ่า ผมเดาไม่ผิดสินะ”เซนต์ยิ่งรู้สึกได้ใจเมื่อนาทีเริ่มไม่กล้าสบตาเขาขณะที่พูด

“ถ้าคุณไม่พอใจก็บอกกันตรงนี้เลยก็ได้”

“อย่าเพิ่งใจร้อนสิคุณ”จู่ๆร่างสูงก็นึกแปลกใจขึ้นมา ไม่เห็นเคยรู้เลยว่าตัวเองพูดได้มากขนาดนี้ ปกติมีแต่คนอื่นจะเป็นฝ่ายลากบทสนทนา

“…”

“ผมก็ไม่ได้อยากจะใจร้ายนักหรอก แต่ช่วยทำเหมือนว่าวันนี้เราไม่ได้เจอกันที

 

นาทีเบิกตากว้างขึ้นทันทีที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ หัวใจดวงเล็กเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ หยาดน้ำสีใสเริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นม่านน้ำตา แต่ก็ต้องทำใจกลั้นเอาไว้ไม่แสดงความอ่อนแอ ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยออกไป

 

“แต่…เลขของคุณจะเปลี่ยนนะ”นาทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะพูดประโยคที่เหมือนกำลังรั้งคนตรงหน้าเอาไว้ทำไม ทั้งๆที่เขาก็บอกอยู่ว่าไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้

“ก็แล้วไง”

“…”

อย่างน้อยก็ดีกว่าการที่ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับโซลเมทบ้าๆที่เพิ่งจะได้เจอกันวันนี้แล้วกัน

 

นาทีชะงักไปเล็กน้อยกับประโยคที่หลุดออกมาจากคนตรงหน้า ตอนนี้ร่างเล็กได้บทสรุปแล้วว่ามันเป็นโชคร้ายอย่างยิ่งที่เขาได้มาเจอโซลเมทแบบนี้ คนตัวเล็กพยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอไป แต่ดูเหมือนว่าร่างกายมันจะหักหลังเขาโดยการปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเสียดื้อๆ

 

มือแกร่งของอีกฝ่ายยกขึ้นมอบสัมผัสเบาบางให้ดวงหน้าเล็กปาดเอาหยดน้ำใสออก ทว่ากลับสร้างความรังเกียจให้กับนาทีอย่างมาก มันเป็นสัมผัสที่น่าขยะแขยงตจนคนโดนแทบจะขยับตัวหนีไม่ทัน

 

เห็นดังนั้นเซนต์ก็ชักมือคืน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนหน้าหุบลงเหลือเพียงใบหน้าเรียบนิ่งที่ไม่อาจอ่านความรู้สึกของเจ้าตัวได้

 

“ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบไม่มีโซลเมท”

“…”

อย่างผมนะครับ

 

สิ้นเสียงเซนต์ก็ไม่ยืนรอคนตรงหน้าต่อ เขาจัดการโยนแก้วกาแฟที่ยังไม่ดื่มไปสักอึกทิ้งลงถังขยะหน้าร้าน ก่อนจะก้าวขายาวๆออกมาจากตรงนั้น เขาไม่ได้รู้สึกผิดกับการที่เพิ่งปฏิเสธโชคชะตาตรงหน้าไป แต่เพราะน้ำตาของคนตัวเล็กกำลังทำเขาปั่นป่วน ก้อนเนื้อภายในกำลังตอบสนองอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใคร เพราะเซนต์พลั้งปากพูดออกไปแบบนั้นแล้ว การที่เขาเลือกจบมันตั้งแต่ตรงนี้ก็จะเป็นข้อดีกับทั้งสองฝ่าย หยุดความรู้สึกไว้แค่ตรงนี้ ตัวเลขมันจะได้ไม่เคลื่อนเร็วขึ้นไปกว่านี้ เขารู้ดีว่ามันเป็นความคิดโง่เขลาที่บอกไปว่าไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับโซลเมทที่เพิ่งเจอกันวันนี้ ทั้งที่จริงๆคนตัวเล็กคือตัวหยุดทุกอย่าง แต่จะทำไงได้ ในเมื่อเขาไม่ต้องการให้อีกคนเข้ามาพ่วงกับชีวิต อยู่คนเดียวชีวิตก็ยากพอแล้ว เพิ่มมาอีกคนเซนต์ได้เป็นบ้าตายแน่ๆ

 

คนใจร้ายได้เดินออกไปแล้ว ทิ้งให้สถานที่นี้เหลือเพียงควาเงียบเหงาที่เข้าปกคลุม เขาเข้ามาทำให้ใจสั่น สร้างความรู้สึกปวดหนึบในอกให้กับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโซลเมทของตน แต่แล้วก็ทิ้งกันเอาไว้พร้อมกับจำนวนเลขที่ผันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างไม่มีวี่แววว่าจะลดกลับ…

 

นาทีแทบทรุดลงโชคดีที่มือเล็กเอื้อมไปประคองกับประตูใสไว้ได้ก่อน มืออีกข้างที่ว่างค่อยๆลากขึ้นไปกุมก้อนเนื้อในอกที่สั่นอย่างน่าสงสาร ต้องโดนทำร้ายอีกกี่รอบกันนะชีวิตรักถึงจะได้สมหวัง หรือต้องรอให้ชีวิตนี้จบลงก่อน หยาดน้ำใสก่อตัวขึ้นบังม่านตาเล็กอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะไหลรินลงมาอาบแก้มใสที่ขึ้นสีฝาดแดงน่าทะนุถนอมเพราะอากาศที่เริ่มลดต่ำ เสียงสะอื้นเล็กๆดังลอดออกมาให้ได้ยิน ราวกับว่าเจ้าของเสียงกำลังจะแตกสลาย ร่างเล็กได้แต่พยายามสงบสติก่อนจะลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าร้าน ปล่อยความผิดหวังออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมรับอย่างที่คิดไว้

พระเจ้าจะเล่นตลกกับเขาอีกกี่ครั้งกันนะ

ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยจะได้เจอโซลเมทอย่างใครเขา

แล้วพอมาตอนนี้กลับยังถูกคู่ชีวิตตัวเองปฏิเสธอีก

ชีวิตนาทีตอนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรจากละครน้ำเน่าหรอก

ดูจะเป็นตัวละครที่น่าสงสารกว่านางเอกซ้ำไป

 

อาการประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้งบริเวณคอ ไม่ต้องดูให้ยากก็รู้เรื่องว่าเลขมันกำลังเปลี่ยนเพราะความรู้สึกที่เพิ่งถูกทำร้ายไปหมาดๆ เขาจะต้องไม่เสียใจ เพื่อความรู้สึกตัวเอง นาทีกลั้นเสียงสะอื้นลงคอแล้วยกนิ้วเรียวขึ้นปาดหยดน้ำตาออกก่อนจะยิ้มแค่นกับตัวเองเพราะความอ่อนแอที่มี ขาเรียวสวยภายใต้กางเกงรัดรูปสีดำลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างสั่นเทา ร่างเล็กหันหลังไปหยิบร่มคันหนึ่งมาก่อนจะค่อยก้าวออกเดินไปตามทางเดินฟุตบาท

 

ฝนซาลงไปมากทำให้ตอนนี้คนตัวเล็กพอจะรีบวิ่งไปขึ้นรถได้ทันโดยที่ตัวไม่เปียกมาก และมันก็เป็นอีกครั้งในรอบปีที่นาทีขับรถกลับคอนโดที่อาศัยอยู่เองคนเดียว…พร้อมน้ำตา

 

 

ประตูสีขาวสะอาดบานใหญ่ถูกเปิดออกโดยเจ้าของห้องที่เพิ่งจะใช้คีย์การ์ดสแกนลงไปหน้าห้อง ก่อนที่ร่างเล็กจะหอบของมากมายกลับเข้ามาจนไม่ทันสังเกตเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่กำลังนั่งเหยียดขาอยู่กลางห้อง

 

“ทำไมกลับสาย”

“เฮือก!”

“โอ๊ยที สะดุ้งแรงมาก พี่ไม่ได้มาฆ่ามั้ยใจเย็น”

 

นาทีแสดงสีหน้าอ่อนลงเมื่อพบว่าคนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องตัวเองนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพี่ชายของเขาเสียเอง คนตัวเล็กวางของในมือทั้งหมดลงตรงหน้าประตู ก่อนจะก้าวเล็กๆไปล้มตัวลงนั่งข้างๆไทม์ ร่างเล็กซุกเข้าหาแขนแกร่งทันที ก่อนที่คนเป็นพี่จะรู้สึกความชื้นร้อนๆที่ต้นแขน

 

มือแกร่งที่กำลังเพลินกับการเลื่อนดูภาพและข่าวต่างๆบนโซเชียลมีเดียชะงักไป ก่อนจะวางสมาร์ทโฟนเครื่องหรูลงแล้วพยายามประคองหน้าของคนน้องให้เงยขึ้นมาจ้องตา นาทีไม่ค่อยร้องไห้ หรือถ้าจะร้องก็ไม่เคยร้องออกมาดื้อๆต่อหน้าใครแบบนี้ ไทม์รู้แทบจะในทันทีว่าคนเด็กกว่ากำลังเสียใจอย่างมาก มีอยู่หลายครั้งที่แอบเห็นน้องร้องไห้คนเดียว แต่นี่คือครั้งแรกที่นาทีร้องออกมาต่อหน้าเขา

 

“นาที”

นาทีครับ

“…”

“เงยหน้าขึ้นมาคุยกับพี่ก่อนได้มั้ยครับ”

“…”

“มีอะไรบอกพี่ได้มั้ย”

 

ทันทีที่นาทีเงยหน้าขึ้นมาสบตา คนเป็นพี่ก็รีบกอดปลอบเพราะตาดวงเล็กที่กำลังแดงก่ำอย่างน่าสงสาร ร่างเล็กสั่นเทาอย่างอ่อนแอ เขาไม่ได้ตัวสูงกว่านาทีไปมาก แต่เพราะความผอมบางของเจ้าตัวยิ่งทำให้คนตัวเล็กยิ่งดูอ่อนแอเข้าไปใหญ่ ไทม์สาบานเลยว่าใครหน้าไหนที่เป็นคนทำให้น้องเขาเป็นแบบนี้ไม่ได้ใช่ชีวิตดีๆแน่

 

เสียงสะอื้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นาทีปล่อยโฮออกมาทันทีที่เข้าสู่อ้อมกอดอุ่นของคนเป็นพี่ ปกติแล้วทุกครั้งที่ไทม์มาห้องเขา อีกคนจะต้องโดนไล่กลับไปทุกทีเพราะนาทีรักความเป็นส่วนตัวมากแม้กระทั่งกับพี่น้อง แต่วันนี้กลับเป็นวันแรกที่คนตัวเล็กดีใจที่พี่ชายของเขาอยู่ด้วยในเวลาแบบนี้

 

“พี่ อึก พี่ไทม์…”นาทีพยายามเอ่ยออกไปให้ไร้เสียงสะอื้นมากที่สุดแต่ก็ดูจะไม่เป็นผล

“ครับ”คนเป็นพี่ตอบกลับไปด้วยเสียงอ่อนโยนให้นาทีรับรู้ว่าเขาพร้อมจะรับฟังทุกอย่าง

“วันนี้น้อง อึก เจอเขาคนนั้นแล้ว”

“…”

น้องเจอโซลเมทแล้ว

“…”

“ต…แต่ เขาไม่ยอมรับน้อง อึก”

 

ว่าจบน้ำตาสายใหญ่ก็ไหลพรุ่งพรูออกมา ไทม์กระชับอ้อมกอดให้น้องแน่นขึ้นทันทีที่รู้เรื่อง มือหนาของคนเป็นพี่ยกขึ้นลูบศรีษะเล็กเพื่อปลอบประโลม

 

“ทำไมเขาถึงไม่ยอมรับเราล่ะ”ไทม์พยายามกลั้นอารมณ์ร้อนเอาไว้แล้วฟังเรื่องต่อให้จบ

“เขาบอกว่า อึก มันสายไปแล้ว”

“…”

เขาไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“แล้วนาทีต้องการเขามั้ย”

“…”

“…”

ก็เลขมันเปลี่ยนเพราะเขาแล้ว ทำไมเขาถึงไม่รับผิดชอบล่ะพี่ไทม์” หลังจากสบสติอารมณ์ได้ นาทีก็ถามออกไปด้วยเสียงอ่อน

“ไม่รู้สิ มันเป็นการตัดสินใจของเขา เราคงไปบังคับใครไม่ได้หรอก”แต่นี่มันก็จะเกินไปหน่อยนะ มาทำร้ายคนไม่รู้ประสีประสาอะไรแบบนี้ ไทม์ยังคงทำได้เพียงเก็บคำพูดนี้เอาไว้ในหัว

“น้องไม่ได้เจ็บที่เขาไม่ยอมรับแม้มันจะเป็นส่วนนึง”

“…”

“แต่น้องเจ็บตอนที่ต้องเห็นเลขมันเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีวันลดแล้ว”

“…”

“ความรักมันมีข้อยกเว้นสำหรับน้องจริงๆใช่มั้ย”

“…”

เพราะเขารักได้ทุกคน ยกเว้นกับคนที่ควรจะรัก

 

ไทม์นึกอยากจะจับไอ้คนที่ทำกับน้องเขาแบบนี้มาหักคอสักครั้ง ใครกันที่กล้าทำให้นาทีคิดในแง่ลบได้ถึงขนาดนี้ ใบหน้านี้ควรจะมีแต่รอยยิ้มตกแต่งทุกยาม มันไม่ได้เกิดมาให้เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตาแบบนี้ แม้น้ำตาทุกหยดจะเหือดแห้งไปแล้ว แต่ความเศร้ายังคงปนเปรืออยู่บนผิวเนียนใส ไทม์จับให้คนเป็นน้องนั่งตรงก่อนจะคว้ามือเล็กมาประคอง

 

“ช่างใครคนนั้นไปนะนาที”

“…”

“ต่อไปนี้ใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุข อย่าให้ไอคนบ้าๆนั่นมาทำให้เลขเราเปลี่ยนเร็วกว่านี้อีกเข้าใจมั้ย”

“…”

“ถือว่าทำเพื่อพี่…แล้วก็เพื่อตัวเองนะครับ”

“…”

“…”

“อื้อ”

 

สุดท้ายก็เป็นนาทีที่เป็นคนลุกออกไปอาบน้ำ คนเป็นพี่จึงได้หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแชทหาคนรัก บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องโซลเมทของนาที เนื่องจากว่าเขาไม่เคยจะเก็บเรื่องอะไรให้เป็นความลับกับฝุ่นอยู่แล้ว และคืนนั้นคนเป็นน้องก็หลับไปทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำเพราะความเหนื่อยล้าช้ำใจ

คนผิวสีขาวเนียนราวกับหิมะลุกออกมาจากเตียงเมื่อแน่ใจแล้วว่านาทีจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก ไทม์เดินออกไปยังบริเวณระเบียง มือแกร่งค่อยๆเลื่อนประตูบานใสออก ก่อนจะก้าวเข้าไปแล้วเลื่อนประตูปิดอีกทีรับสัมผัสจากสายลมเยือกเย็นยามราตรีอย่างเต็มที่ไปพร้อมๆกับทิวทัศน์ยามค่ำคืนในเมืองแบบนี้ สมาร์ทโฟนเครื่องเดิมถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่คนเป็นเจ้าของจะกดโทรออกหาคนปลายสาย ที่ต้องออกมาขนาดนี้ก็เพราะไม่อยากให้นาทีรู้ มันเป็นเรื่องที่น้องยังไม่ควรรู้

 

(ฮัลโหล เจ้าไทม์ เป็นไงบ้างลูก ถึงห้องน้องยัง) ทันทีโทรติด ผู้เป็นแม่ก็กระหน่ำถามเข้ามาอย่างรัวด้วยความเป็นห่วง และนั่นทำห้คนผิวขาวยกยิ้มขึ้น

“ถึงแล้วครับ สบายดีครับแม่”

(ดีละๆ แล้วนี่โทรมามีอะไรรึป่าวลูก)

“แม่”

(…)

“น้องถูกเมทปฏิเสธ”ประโยคที่ตรงเข้าประเด็นในทันทีทำให้คนเป็นแม่เงียบไป และไทม์ก็รู้ดีว่าพูดแค่นั้นคนเป็นแม่ก็เข้าใจ เขาตั้งใจจะโทรมาปรึกษาอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเลย

(แล้วตอนนี้เจ้าทีเป็นยังไงบ้าง)

“ยัง…สบายดี”

(ช่วงนี้ก็อยู่กับน้องไปก่อน ไว้ให้แม่หาทางให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน)

“แม่จะไปหาทางมาจากไหน”

(ก็ต้องมีสักทางนั่นแหละ)

“แม่”

(…)

“ไทม์เป็นห่วงน้องครับ”

(อืม ถ้าห่วงก็ต้องดูแลน้องดีๆนะลูก)

“น้องเอาแต่พูดว่าโดนฟ้ากลั่นแกล้ง”

(ก็ทำไงได้ มันไม่ใช่ตาเราที่จะโชคดี เจ้าทีมันไม่โชคดีตั้งแต่เกิดมาพร้อมเลขสิบแล้ว)

“แต่เราก็แก้ไปแล้ว มันคงไม่กระทบไม่ใช่หรอแม่”

(ถ้ากับคนปกติเรื่องโซลเมทก็คงใช่)

“…”

(แต่เพราะเจ้าทีมันไม่เหมือนคนอื่น ตอนนี้ก็คงต้องเฝ้าดูไปก่อน)

“ทำอะไรไม่ได้เลยหรอ…”

(ตอนนี้เลขน้องเท่าไหร่)คำถามนี้ทำให้ไทม์ชะงักไปครูหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะหันกลับไปมองคนที่ยังหลับอย่างสบายอยู่บนเตียง

“ถ้าล่าสุด ก็…52”

(ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อเด็ดขาด)

“ครับ”

 

บทสนทนาจบเพียงเท่านั้นหลังจากที่ผู้เป็นแม่กำชับไม่ให้เขาเอาเรื่องนี้ไปบอกต่อให้ใคร แม้กระทั่งบิดาของตน ไทม์ถอนหายใจออกมาหนักๆ มือทั้งสองข้างยกขึ้นลูบหน้าพยายามไล่ความกังวลที่มีทั้งหมดออกไป ก็ได้แต่สงสัยว่าคนเรามันจะโชคร้ายได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ แค่เกิดมาต้องตามหาโซลเมทก็ว่ายากพอแล้ว นี่ยังต้องมาโดนปฏิเสธอีกชาติที่แล้วเจ้าทีมันไปทำบาปกับใครไว้ป่ะวะเนี่ย

 

ไทม์เก็บสมาร์ทโฟนลง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอน ไม่ลืมที่จะดึงม่านสีครีมมาปิดกันแสงแดดยามเช้าทำเจ้าตัวเล็กบนเตียงตื่น แรงกดจากน้ำหนักของร่างสูงทำให้เตียงยุบลงไปเป็นช่วงๆ ก่อนเจ้าตัวจะทิ้งตัวลงนอนแล้วคว้าคนเป็นน้องเข้ามาไว้ในอ้อมกอด นอกจากฝุ่นที่เป็นคนรัก นาที และคนในครอบครัว เขาก็ไม่เคยคิดจะกอดใครอีกเลย แม้จะมีคนเคยพูดไว้ว่าการกอดเป็นวิธีปลอบใจที่ดีที่สุด แต่ไทม์ก็ไม่เคยคิดจะมอบกอดอุ่นๆของเขาใคร เพราะมันเป็นวิธีปลอบที่ดีสุด เพราะฉะนั้นมันก็ควรจะถูกมอบให้กับคนที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ทำไปอย่างพร่ำเพรื่อ

 

คนเป็นพี่ไม่ลืมที่จะค่อยๆลดผ้าห่มลงต่ำเพื่อเปิดดูตัวเลขที่คอของนาที แอบโล่งใจที่ตัวเลขสองหลักยังคงหยุดอยู่ที่ห้าสิบสอง ไทม์กดจูบเล็กลงบนขมับของนาทีก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่างเดิม และผล็อยหลับไปพร้อมกับความหวังที่ว่าสักวันเลขที่บนคอของน้องรักคนนี้ จะได้มีโอกาสหยุดอยู่ที่ห้าสิบอย่างคนอื่นเขาสักวัน…

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #161 Wayvay_T (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 10:01
    มูหู!!
    #161
    0
  2. #144 chopettatavv (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 14:51
    แง้ๆๆ เปียกปอนเลยทีเดียว ไรท์บรรยายดีทากๆ
    #144
    0
  3. #131 deffang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 10:36
    ทำไมมันเศร้าๆง่ะ น้องทีเป็นอะไรร
    #131
    0
  4. #109 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 08:07
    อีเซนต์ร้ายมากนะ ร้ายให้ได้ตลอดนะ มอหอแทนนาทีมากกกก ! ได้อย่าหวังว่า จะได้นาทีกลับไปป หึ ! ร้ายมากกัปตันชั้นนนนนน
    #109
    0
  5. #37 puncharatppai (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 09:37

    เซนต์ใจร้ายกับน้องได้ไงอ่ะ

    สงสาร ฮื่อๆๆ น้องคงจะเจ็บมาก สู้ๆนะ
    #37
    0
  6. #10 sreerat1116 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 18:53

    โหยมาปฏิเสธน้องได้ยังงายยยยฮือ


    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ! ♡´・ᴗ・`♡

    #10
    0
  7. #2 takasang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 20:21
    สนุกมาก
    #2
    1
    • #2-1 heli_ophilia(จากตอนที่ 2)
      17 มีนาคม 2563 / 20:38

      ขอบคุณงับ!!
      #2-1