Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 22 : Chapter 18: My Love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

----------------------------------------

Link for the songs: https://www.youtube.com/watch?v=H3-shX5hy2g

 

 

5 กันยายน

เป็นอีกวันที่เวลาแลจะเดินช้ากว่าปกติไปมากหรือไม่ก็อาจเป็นแค่เซนต์เองที่รู้สึกเช่นนั้น การได้ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว้ท้องฟ้าในวันนี้นั้นมืดครึ้มและหมองกว่าวันอื่นๆแค่ไหน ทำให้ความรู้สึกด้านในก็หดหู่ไม่ต่างกัน จากที่เคยสดใสได้เพราะรอยยิ้มนั้น ก็เป็นอีกครั้งที่เศร้าได้เพราะการไม่มีรอยยิ้มนั้นเช่นกัน

                

เซนต์ยันตัวลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะเลื่อนไปมองนาฬิกาที่โต๊ะ และวันนี้ก็คงไม่ได้ไปทำงานอีกเช่นเคย ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจตอนนี้ไม่มีอะไรพร้อมเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่ศรีษะจะทิ้งแนบลงหมอนใบนิ่มอีกครั้ง พร้อมๆกับกลิ่นอายเดิมๆลอยมาแตะจมูก ในยามที่เขาไม่อยู่อีกแล้ว

                

เวลาบ่ายสองของวันหลังจากที่ร่างสูงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายก็ถูกชำระด้วยการอาบน้ำให้มีพลังขึ้นแม้จะช่วยไม่ได้มากก็ตาม เสื้อผ้าง่ายถูกหยิบขึ้นมาใส่ก่อนที่เจ้าตัวจะทำการตรงไปยังโรงพยาบาล และใช่ เขาไม่มีทางทำตามคำขอของไทม์ได้ ไม่มีทางได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในเวลาที่คิดได้ว่าอีกคนคงจะยุ่งอยู่ เซนต์ถึงได้ใช้โอกาสไปเยี่ยมเขา

                

ราวกับคนไร้หนทาง เขาจับฮู้ดขึ้นคลุมแล้วดึงลงมาปิดหน้าเล็กน้อย ก่อนจะลงจากรถแล้วขึ้นอาคารไป ไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออกพร้อมกับทางเดินยาวสุดลูกหูลูกตา หากไม่ผิดห้องที่นาทีพักอยู่ก็คงไม่ได้ไกลเท่าไหร่

 

100

 

เขานึกขันกับเลขห้องที่อีกคนนอนพักอยู่ น่าแปลกที่ตัวมันเองยังชัดเจนขนาดนี้ พลันดวงตาเรียวก็ส่องลอดเข้าไปด้านใน ไม่มีใคร ไม่มีการเคลื่อนไหว มีเพียงร่างที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่ในนั้น และแล้วก็เหมือนว่าจะเป็นครั้งแรกที่เลขบนข้อมือเริ่มสั่นไหว แม้จะเล็กน้อยแต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น เซนต์ผละจากการสนใจมันก่อนจะค่อยๆเลื่อนบานประตูแล้วพาตัวเองเข้าไป

                

เหมือนห้องแช่แข็งไม่มีผิด คนของเขาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร เหน็บหนาวขนาดนี้อยู่ได้ยังไง นาทียังหลับสนิทไม่ยอมตื่นขึ้นมา และตัวเลขยังคงที่ เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงก่อนจะมองฝ่ามือเล็กตรงหน้า ซีด…ลงไปเยอะเลยนะ อยากจับมันขึ้นมาแล้วโอบกอดไว้แต่แม้กระทั่งตัวเขาตอนนี้ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้ไหม และเขาก็คงไม่เอาความไม่ชัดเจนใดๆไปลงที่คนตรงหน้าอีกแล้ว

                

รอยช้ำยังปรากฏเด่นๆในบางจุด แต่ก็ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการที่ต้องเห็นคนตัวเล็กถูกห่อหุ้มไปด้วยผ้าพันแผลมากมายเช่นนี้ หากวันนั้น…หากวันนั้นเขารั้งไว้อีกนิด ทำไมไม่เป็นเขาที่เจ็บ

                

เซนต์รู้ตัวดีว่าอดีตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครย้อนกลับไปแก้ได้และเช่นเดียวกับเขา ทำได้เพียงคิดว่าหากวันนั้นเวลานั้นพวกเขาช่วยกันทำให้ดีกว่านี้ก็คงไม่มีใครเจ็บ

                

แต่แล้วเสียงประตูก็ดังขึ้นเรียกให้ร่างสูงหลุดออกจากภวังค์ก่อนจะค้นพบว่ามีอีกบุคคลอยู่ในห้อง เสี้ยววินาทีที่เซนต์สบตาเข้ากับฝุ่น ความรู้สึกผิดก็ก่อตัวขึ้นในใจจนไม่กล้าจะเอ่ยสิ่งใดออกไป ต่างจากฝุ่นที่ดูไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย ทว่าฝ่าเท้าที่พร้อมจะก้าวออกไปก็ถูกรั้งด้วยเสียงเรียกชื่อเบาๆจากอีกคน

 

“คุยกันหน่อยได้มั้ย”

            

เขาถูกอีกคนเรียกให้เดินตามมาบริเวณโถงกลางของโรงพยาบาล ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกัน จนตอนนั้นเขาถึงได้รู้ว่าความสดใสของแต่ละคนหดหายไปมากเท่าใดตั้งแต่มันเกิดขึ้น ในตอนแรกมันช่างเงียบเพราะไม่มีใครกล้าเริ่ม แต่แล้วฝุ่นก็ทักขึ้นมา

 

“มาทำไมอีก” เป็นประโยคแรกที่หลุดออกจาปากอีกฝ่าย และก็เป็นคำถามที่ไม่ได้เกินคาดมากนัก เพราะไม่ว่าอย่างไรเซนต์ก็เตรียมตัวที่จะต้องตอบคำถามแบบนี้อยู่แล้ว

“ผมปล่อยเขาไปไม่ได้”

ไร้สาระ ก่อนหน้านี้ก็ทำมาแล้ว ตอนนี้จะมาทำดีให้ได้อะไร”

“คุณจะไปรู้ดีอะไรวะ”

“ใช่ เราไม่รู้หรอกว่าคุณทำอะไรกับนาทีบ้าง ไม่รู้เลย ไม่รู้ด้วยว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ แล้วใครรับผิดชอบได้บ้างอ่ะ”

“…”

“สุดท้ายแม้แต่คุณยังทำไม่ได้เลยมั้ง” พลันความเงียบก็เข้าปกคลุมพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับความอึดอัดข้างใน ไม่มีใครสบตาใคร และเซนต์เองก็ทำเพียงก้มหน้ามองมือทั้งสองที่เข้าประสานกันไว้ด้วยความเกร็ง

“แต่ก็…ช่วยนาทีหน่อยได้มั้ย” ไม่ใช่คำถาม ไม่ใช่ประโยคบอกเล่า แต่เป็นคำขอร้องที่เขาได้จากฝุ่น

                

เป็นครั้งแรกในรอบบทสนทนาที่เซนต์เงยหน้าขึ้นไปมองอีกคนด้วยความไม่เข้าใจนัก ในทีแรกที่เหมือนว่าจะโดนกีดกัน ทว่าในเวลาต่อมากลับถูกร้องขอ คิ้วเรียวก็พลันขมวดเข้าหากัน แต่ทันทีที่อีกคนปล่อยให้น้ำตาไหลรินรดพวงแก้มนั้นเขาก็เริ่มเข้าใจ

 

แม้ในตอนสุดท้ายอยากจะห้ามแค่ไหน คนที่ทำได้ก็มีเพียงเขาอยู่ดี

คนใจร้ายที่จะเป็นทั้งต้นเหตุและจุดจบ

ยังไงต้องเป็นเขา

 

“อะไรก็ได้ จะให้ทำอะไรก็ได้ หรือพอนาทีฟื้นขึ้นมาแล้วคุณจะไปก็ได้เหมือนกัน ให้เราทำจากที่เหลือก็ได้

            

ไม่…ไม่ได้ต้องการแบนั้นเลย

            

“อืม จะพยายาม”

 

ในที่สุดประตูห้องก็ถูกเลื่อนออกอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไหร่ที่เซนต์ยังคงทำเพียงนั่งมองใบหน้ายามไร้สติของอีกคน ผิวซีดซมและบางที่เต็มไปด้วยรอยช้ำและผ้าพันแผล ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาของยามบ่ายและความเย็นที่เป็นตัวกั้นระหว่างเขา 

                

เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาลากมาชี้ตรงกับเล็กห้าก็ได้เวลาละจาก หมดวันนี้แล้วสินะ รวดเร็วเหมือนได้หลบกระพริบตาเพียงครั้งเดียว เขาหันกลับไปส่งยิ้มเหนื่อยล้าจางๆให้ฝุ่นที่นั่งด้านหลัง ไม่แน่ใจเสียหรอกว่าหลังจากนี้แล้วจะได้มีโอกาสมาอีกเมื่อไหร่ แต่ไม่เป็นไรเสีย เท่านี้ก็ดีมากแล้ว

            

เซนต์ลอบมองขอบตาบวมแดงของฝุ่นเล็กน้อย ก็ทรมารไม่ต่างกันเลย หากวันนั้นมีสติมากกว่านี้มันคงไม่เกิดขึ้น และเขาก็ได้บทเรียนแล้วว่านอกจากการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ตัวเองเจ็บ คนรอบข้างต่างก็โดนผลกระทบของมันไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย

                

เขาโค้งตัวเป็นการขอบคุณที่วันนี้ให้โอกาสได้มาเยี่ยมจากห้าวันที่ห่างหายไป และหากไทม์จะรับรู้เรื่องการมาของเขานี้ก็คงไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว ทางเดินก็พลันกลับมาโดดเดี่ยวอีกครั้ง จากที่เคยมีใครอีกคนเดินอยู่เคียงคู่ข้าง ตอนนี้ไม่ว่าจะสถานที่ใดทุกครั้งที่มองไป ก็ไม่มีสักครั้งที่ภาพคนตัวเล็กจะไม่ปรากฏขึ้นมา

                

เจ้าของร่างสูงค่อยๆเดินเลียบไปยังลานจอดรถ กลิ่นอายฝนยังไม่ละหายไปไหน และดูเหมือนว่าเวลาผ่านไปเท่าใดมันก็ยังจะคงอยู่เป็นเพื่อนความเหงา ความรู้สึกที่ไม่เคยคิดจะเผชิญมัน

                

แต่แล้วก็ราวกับว่าพระเจ้าเล่นตลกกับเขา ยังไม่ทันที่จะได้เตรียมตัวอะไร หากเขาได้ตัดขาดจากโลกภายนอกและทิ้งตัวอยู่กับความคิดตัวเองอีกเสียหน่อย เซนต์อาจจะไม่ได้เห็นบางอย่างหลังเสาต้นหนึ่งกลางลานจอดรถที่ห่างจากเขาไปเกือบสิบเมตร เงาดำๆบางอย่างที่บางครั้งเหมือนพยายามจะขยับเข้าใกล้…

            

จากมุมนี้คงยากที่จะบอกว่าตรงนั้นมีอะไร แต่ด้วยสายตาที่ไม่เคยแพ้ใครอย่างเซนต์ก็หาทางจนเจอ เงาที่สะท้อนเข้ากับกระจกรถถัดจากด้านหลังไปหน่อย กำลังเผยร่างสูงของใครบางคนตรงนั้น ภายใต้เสื้อผ้าสีดำอย่างเคย อย่างวันนั้นที่เขาเห็น และหากเขาตื่นตูมตอนนี้มันอาจจะรู้ตัวเป็นได้

                

พลันเสียงเรียกก็ดังขึ้นจากประตูลิฟต์ด้านหลังก่อนที่เขาจะได้หาทางเดินปังรถของตน เป็นฝุ่นที่วิ่งตามมาอย่างไร้สาเหตุ เขาเลิกคิ้วเป็นการถามเล็กน้อยแต่แล้วอีกคนก็ทำเพียงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับหอบ

                

“โทษทีนะ นี่ตารางงานพี่ไทม์ น่าจะละเอียดกว่าที่คุณรู้ ถ้าจะมาก็เทียบกับตารางนี้ให้ดี มาชนกันแล้วเราจะแย่” ไม่มีคำพุดใดๆหลุดออกไปและเขาเองก็ไม่คิดว่าอีกคนจะให้มากเท่านี้เหมือนกัน

                

แต่แม้ความดีใจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่บางอย่างที่อยู่ด้านหลังก็ยังอยู่เช่นเดียวกัน เซนต์ตัดสินใจก้าวเข้าไปหาฝุ่นอีกเล็กน้อยก่อนจะพยายามกระซิบมันออกไปให้เบาที่สุด

                

“ฟังเงียบๆ…อย่าเพิ่งถามอะไรผมมาก…แล้วบอกผมว่าให้กลับเข้าไปอยู่ต่อก่อน”

“ว่าไงนะ แต่อีกไม่นานพี่ไทม์จะมาแล้ว อยากโดนตั้งแต่วันแรกรึไงกัน”

“พูด!”

            

ฝุ่นสะดุ้งเล็กน้อยจนเซนต์เองก็ตกใจไม่ต่างกัน แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการเช่นนี้

                

“คุณกลับเข้าไปอยู่ด้วยกันก่อนเถอะ ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยงเดี๋ยวจะขับรถไม่ไหวนะ”

“เอางั้นก็ได้”

 

ไม่นานร่างทั้งสองก็กลับเข้าสู่อาคารอีกครั้ง และในยามที่ใบหน้าของฝุ่นประจักษ์อยู่ตรงหน้า นัยน์ตาก็เบิกกว้างอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่ร่างในชุดดำจะค่อยๆถอยกลับไปพร้อมความโมโหร้อนรนที่ยังไม่จางหาย ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ไม่รอดแน่

                

เขาไม่ได้พาฝุ่นเดินกลับไปที่ห้องอย่างที่พูดแต่กลับมายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าใหญ่ของอาคารสูง ฝุ่นยังงุนงงกับการกระทำเขาไม่หาย และในเมื่อไม่มีข้อแก้ตัวแล้ว เซนต์จึงตัดสินใจพูดออกไป

                

“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย เล่นอะไรอยู่ไม่ตลกด้วยนะ”

“ก็ไม่ตลกนั่นแหละ เมื่อกี้มีคนแอบดูเราอยู่”

“อะไรนะ แล้วเกี่ยวอะไรกับที่คุณมาตรงนี้มั้ย”

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ผมแค่ต้องหาคนมารับกลับก็เท่านั้น”

“มันตามคุณแบบนี้ แล้วนาทีจะเป็นอันตรายมั้ย”

“ผมไม่รู้”

“เฮงซวยที่สุดเลย นี่มันหายนะชัดๆ คิดถูกคิดผิดที่ให้คุณช่วยเนี่ย เอ๊ะหรือว่า”

“…”

“เรื่องนี้จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ”

 

 

 

 

 

 

“ว้อท?! มึงโดนตัดสายเบรค นี่ไม่ใช่ละครนะสัส ใครเขาจะฆ่ามึง” จากท่าทางแล้วไม่ดูก็รู้ว่าอีกคนไม่เชื่อเขาแค่ไหน หลังจากที่ล่ำลากันเสร็จ เซนต์ก็ต่อสายให้เพื่อนหัวส้มมารับอย่างตอนนี้และเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟัง แต่แล้วก็ได้รับเพียงความไม่เชื่อกลับมา

“จะโกหกให้ได้อะไร กูเห็นจริงๆว่าในมือมีทั้งมีดทั้งคีม ใครจะกล้าขับออกมาเอง”

“เหลวไหลว่ะ…เชื่อได้ป่ะเนี่ย”

“เรื่องมึงเหอะ แต่หน้าคุ้นมากเลย…”

“ล่าสุดจะไปรู้จักกับคนร้าย ขอเถอะนะเซนต์”

“ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น กูหมายความว่าเขาหน้าคล้ายหนึ่งในพวกเราเลย

“ไอ่เวร เดี๋ยวก็ระแวงกันเอง ใครมันจะทำวะ”

“ช่างแม่งเถอะ เบื่อจะพูดละ”

“แต่มึงพูดมาแบบนี้ก็ดีหรอก ห้าวันนี้อย่างกับใบ้แดก อ้าปากกับเขาบ้างก็ได้ ไปเจอหน้าเขาแล้วก็ทำเหมือนดีใจหน่อย” จะดีใจได้ไง

“เออ คงงั้น”

“แล้วนี่มึงเห็นหน้าคนร้ายชัดป่ะวะ”

“ไม่ค่อย แต่วันนั้นกูถ่ายรูปไว้”

“ห้ะ ไม่ใช่รอบแรกหรอ”

 

หากลองย้อนกลับไปคืนนั้น คืนวันที่หนึ่งกันยายนหรือวันเกิดเซนต์ บนถนนที่เงียบสงัดในยามที่ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงแสงไฟสลัวๆและความมืดของค่ำคืน เขาเห็นมันที่กำลังเข้ามาใกล้พร้อมอาวุธในมือ แต่แล้วก็โชคเข้าข้างที่เขายังพอมีสติพอให้ประคอง ถึงได้รีบคว้ากล้องในสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพบุคคลคนนั้นไว้ผ่านกระจกข้างของรถ ก่อนจะสตาร์ทและออกตัวไปทันที ไม่รู้ว่านับเป็นโชคหรืออะไรที่ทำให้เขาตื่นขึ้นมาในเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะได้เข้าใกล้เพียงนิดเดียว

                

ฮีลอ้าปากค้างทันทีที่เขาเล่าจบ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่คาดคิด ก่อนที่มันจะแนะนำให้เขานำเรื่องนี้ไปบอกตำรวจ แต่แล้วเซนต์ก็ไม่ยอมทำตาม ยังไม่มีหลักฐานอะไรมากอีกทั้งเขายังอยากจะมั่นใจว่าเป้าหมายที่มันมีเป็นแค่เขาจริงๆ บางครั้งลางสังหรณ์ก็บอกว่ามันไม่ใช่และมีสิทธ์เกี่ยวข้องกับอีกหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นแล้วจนกว่าจะรู้ได้ว่ามันคือใคร จะไม่มีใครได้ติดต่อกับตำรวจทั้งนั้น

                

หลังจากหมดวันอันแสนเงียบเหงาของเขา ร่างสูงก็เอนตัวทิ้งเข้าหาเตียงนุ่มก่อนที่กลิ่นอายหอมหวานจะเข้าโอบกอดอีกครั้ง อาจเป็นที่เดียวที่ทำให้เขายังรู้สึกราวกับว่าสัมผัสอีกคนได้ พลันปลายจมูกโด่งก็ซุกเข้าหาผ้าห่มก่อนจะดึงมันเข้าตัวกอดไว้แน่น พร้อมๆกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอีกครั้งของวัน ทุกครั้งที่กลับมาแล้วยังรับรู้ว่าภาพความทรงจำยังไม่หายไปไหน ก็คงยังไม่มีทางที่เซนต์จะได้หลุดพ้นจากมัน

 

 

ราวกับว่าวันคืนหวนเปลี่ยนในเสี้ยววินาที แสงอรุณเดินมาแตะขอบฟ้าพร้อมกับทักทายเขาอีกครั้งในขณะที่เขาเองยังไม่ได้ขยับไปไหนหลังจากที่กลับห้องมาเมื่อคืน น่าแปลกดีในยามที่เราเหงาวันเวลาแลดูจะผ่านไปช้าเสียเหลือเกินหากเราไม่ได้หลับตาลง ทว่าดันกลับกันในยามที่เราต้องการจะสลัดใครคนนั้นออกจากหัว ราวกับว่าเข็มนาฬิกาบนผนังยังคอยย้ำเตือนถึงเรื่องราวในวันนั้นว่ามันยังไม่หายไปไหน ยังคงอยู่ เช่นเดียวกับเขาที่ไม่ได้ก้าวไปไหน และมันก็เกิดขึ้นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

                

วันนี้ก็อีกวันที่เซนต์ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตเปลี่ยวๆไปวันๆในเดือนที่สองหลังจากอุบัติเหตุวันนั้น ดูสิมันผ่านไปเร็วเช่นไร แต่หารู้ไม่ว่าในทุกๆวันความเจ็บปวดไม่เคยลดลงไปแม้แต่น้อยเลย รูปภาพวันนั้นถูกหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนไปอย่างโหยหา หากอยู่ตรงนี้ด้วยกันก็คงดี เซนต์คิดเช่นนั้น

                

และแล้วบางอย่างก็โฉบเข้าหัวมาร่างสูงเจ้าของห้องถึงได้ตัดสินใจเดินไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ตัวเองขึ้นมา ก่อนจะโหลดรูปทั้งหลายทั้งจากกล้องและสมาร์ทโฟนของตนลงคอมไป ไม่นานสายบางอย่างก็ถูกเชื่อมต่อ

                

หากมีสักวันที่นาทีจะได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็คิดไว้แล้วว่าจะพาไปไหนเป็นที่แรก ที่ในวันนั้นที่เราโอบกอดกัน ครั้นที่เราได้ร่วมบรรเลงเพลงรักยามค่ำคืน ที่แห่งนั้นที่จะเป็นแหล่งความทรงจำของเรา…นับจากนี้

            

เขาใช้เวลาทั้งวันไปกับมันโดยไม่ทันได้สังเกตุเลยว่าตัวเวลาเองนั้นได้เดินไปไกลเท่าใด ไม่เคยคิดรอใคร หนึ่งอาทิตย์มีเจ็ดวัน หากว่ากันตามตรงเขาเองก็ไม่ได้ไปแล้วห้าวัน อาจมีบ้างที่ต้องเข้าไปทำธุระด่วนแต่ถึงอย่างไรการได้ไปเหยียบที่นั่นในตอนที่ทุกอย่างยังไม่ลงตัว ก็เหมือนเข้าไปตายทั้งเป็นเสียนั่นแหละ แค่สบตาแล้วรู้ว่าไทม์แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้มากแค่ไหน เท่านี้เขาก็ละอายมากแล้ว

                

ไม่นานนักร่างสูงก็มาหยุดอยู่หน้าโดมกระจกขนาดไม่ใหญ่มากที่ครั้งหนึ่งภาพความทรงจำถูกวาดไว้ ณ ที่แห่งนี้ ทว่าความรู้สึกที่ได้กลับมาเหยียบอีกครั้งในตอนที่ไม่มีเขาด้านข้างกลับไม่ชินเสียเลย ประตูถูกดันเข้าไปอย่างเบามือกลัวว่ามันอาจจะพังลงมาเสียก่อน และเป็นอีกครั้งที่ทางเข้าสู่ห้วงความทรงจำถูกเปิดขึ้นมา อากาศในนี้ยังชื้นและเย็นอย่างเดิมไม่แปรเปลี่ยน เช่นเดียวกับเก้าอี้ตัวนั้นที่เคยได้พักพิง ไม่เห็นเคยรู้เลยว่ามันจะมีอิทธิพลต่อเขามากเท่านี้ แต่ก็ไม่แปลกหรอก อะไรที่เป็นนาทีก็มักจะสำคัญเสมอเลยนะ

            

ชั้นลอยของมันไม่ได้สูงมากนักและนั่นก็เป็นข้อดีที่เขาจะสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เดินวนไม่กี่รอบก็คุ้นชินกับมัน ก่อนที่เซนต์จะเริ่มจากส่วนเพดานเป็นอย่างแรก ท่อนขาแกร่งก็พลันปีนขึ้นไปเหยียบบันไดสูง หากได้กลับมาสักครั้งเขาคงจะดีใจน่าดู คงชอบที่มีอะไรเช่นนี้ให้เห็น แต่ตอนนี้กลับทำได้เพียงขอ…ขอให้เขาได้กลับมาก็พอแล้ว

                

อาจยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในวันนี้ แต่ก็หวังว่ามันจะดีที่สุดในวันที่นาทีกลับมาเห็นมันได้ เขากลับออกมาหลังจากเวลาล่วงเลยไปเกือบสองชั่วโมง ท้องฟ้ากลับเปลี่ยนสีอีกครั้ง นี่ไม่ใช่หน้าฝนเสียเมื่อไหร่แต่มันกลับหนักหนากว่าครั้งไหนๆ เซนต์ถึงได้รีบวิ่งปรี่พาตัวเองกลับเข้ารถไป อีกแล้วที่ได้หวนนึกถึงเขา ทุกครั้งในวันที่ฝนตกอาจเพราะใครคนนั้นมักมาพร้อมกับสายฝนของวัน แต่ไม่เป็นไรเพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาก็พร้อมที่จะเต้นท่ามกลางสายฝนอย่างมีความสุขให้ได้สักวัน

            

แม้จะผ่านมาร่วมสองเดือนแล้วแต่ความรู้สึกที่ว่ากำลังถูกจับตามองนั้นยังไม่ละหายทว่ากลับเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งเขาไม่เถียงหรอกว่ามันเป็นเพราะเขา และเพราะเขาเองที่ยอมให้มันขยับเข้าใกล้ รอวันที่มันเข้าใจว่าจะได้ตะครุบเหยื่ออย่างเขา ก่อนจะพลิกเกมส์เพื่อเล่นงานมันแทน แต่มันก็กลับไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นเคย พลันก็นึกถึงคำพูดของอีกคนที่เคยบอกไว้ว่าเคยเป็นเช่นนี้เหมือนกัน แล้วนาทีจะต้องรู้สึกแบบนี้มานานเท่าใด โดยที่ไม่สามารถหาทางแก้ได้เองเลย ลำบากมาขนาดนี้ได้ยังไง

                

ครั้งนี้ก็อย่างเคย กระจกข้างรถที่สะท้อนร่างของผู้ชายตัวสูงในเสื้อผ้าดำล้วนทั้งตัว ไม่มีหลักการคิดหรือไงว่าการแต่งตัวเช่นนี้อาจยิ่งเป็นเป้าสายตาของคนอื่น เซนต์ไม่ได้สนใจมากก่อนจะขับรถกลับออกมา ครั้นได้เลี้ยวมาอยู่ ณ สี่แยกทางไปโรงพยาบาล ดวงตาสีสวยก็ชะงักเล็กน้อย หากวันนี้ไม่ใช่วันหยุดเขาก็คงจะจับพวงมาลัยหันเลี้ยวไปเสียแล้ว แม้ว่าการที่ทำอยู่ทุกวันนี้จะไม่ได้ทำให้เลขขยับเลยแม้แต่น้อย แต่เขากำลังพยายามมันนะ มากเท่าที่คนคนนึงจะทำมันได้เลยจากการก้าวข้ามผ่านความโหดร้ายจากการที่เคยเข้าใจว่าตนถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวเช่นไร และจะทำมันให้ได้ ได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ก็หวังว่าเขาจะสามารถทำมันได้แล้ว…

                

 

…แต่มันกลับเร็วเกินไป วันนี้เขาก็มาเยี่ยมอย่างเคย ฝุ่นเอ่ยทักทายตามปกติแม้เจ้าตัวจะดูซูบผอมลงไปเยอะ และเว้นเสียว่าเวลานี้นนท์ก็อยู่ด้วยต่างจากครั้งอื่น เซนต์ขอตัวเข้าห้องน้ำเพียงสักพัก เพียงไม่นานแต่ก็เป็นโอกาสที่ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นได้ เสียงโหวกเหวกและคร่ำไห้พลันก็ดังลอดเข้ามาจากด้านนอกทำให้เขาแทบจะพุ่งตัวออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น และแล้วหัวใจดวงนี้ก็ต้องบีบรัดตัวเองแน่นอีกครั้งด้วยความเจ็บปวดยามเสียงชีพจรและสัญญาณบนหน้าจอมอนิเตอร์ข้างเตียงของนาทีนั้นเบาและต่ำแค่ไหน ราวกับว่าเวลาเดินช้าลง เขาเห็นเพียงร่างเล็กของอีกคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงและพยาบาลอีกสองสามคนที่พยายามยื้อชีวิตด้วยกันปั๊มหัวใจและใช้เครื่องช็อต หนึ่งครั้งกับหนึ่งความตกใจที่หายไปพร้อมกับเสี้ยวความรู้สึก

 

ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด…

          

จบแล้วหรอ..

          

ติ๊ด…

 

“ฮึก นาที! ตื่นขึ้นมาได้ไหม ไม่ไปจากกันแบบนี้ได้มั้ยอึก ฮือ” เสียงร้องขอนั้นไม่ได้ผล แล้วหากเป็นเขาล่ะ

                

หากว่าในตอนนี้ปลายนิ้วเราได้สัมผัสกันสักนิด หากว่าการสัมผัสครั้งนี้จะช่วยยื้ออีกสักหน่อย 

 

ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ

                

“ชีพจรคนไข้กลับมาปกติแล้วครับ!” ราวกับว่าทั้งห้องได้กลับขึ้นสู่แผ่นดินหลังจากที่ขาด้านหนึ่งก้าวเข้าสู่หลุมดำไป สายน้ำตาของฝุ่นถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่คิดห้ามและนนท์ที่คอยยืนปลอบอยู่เงียบๆ เหล่าแพทย์และพยาบาลจัดการอะไรอีกสักหน่อยก่อนที่พวกเขาจะกลับออกไปเมื่อหน้าที่เสร็จสิ้น ในเวลาสองเดือนมานี้ก็มีบ้างบางเสียงที่แนะนำให้ปล่อยเขาไป แต่เพราะคนทางนี้ยังไม่มีใครทำใจได้ เราเลยเลือกที่จะลองอีกสักครั้ง

 

นนท์ส่งสายตาคาดโทษมาให้เขาเล็กน้อยหลังจากพอจะเข้าใจว่าเวลาก่อนหน้านี้มันยังไม่มีอะไรได้เริ่มเลย และเซนต์ก็ทำเพียงโค้งหัวรับผิดเท่านั้น หากแต่ตอนนี้เขาว่าบางอย่างพอจะเตือนสติขึ้นมาได้บ้าง ปากถึงได้เอ่ยขอให้ทั้งคู่ออกไปรอข้างนอกสักพัก

                

นนท์กับฝุ่นไม่ได้ค้านอะไรก่อนจะยอมเดินออกไปโดยดีทิ้งให้ทั้งห้องเหลือเพียงเขาและเจ้าของอีกครึ่งชีวิตที่ใกล้ดับไปอยู่ร่ำไร เขาแค่นยิ้มทั้งที่น้ำตากำลังอาบแก้มยามนึกได้ว่าช่วงนี้เลขเข้าเองก็ลดลงไม่น้อยเลย แต่ก็ได้แต่หวังว่าหากวันใดที่จะต้องหายไป ก็ขอให้ได้เราได้ไปพร้อมกัน เท่านั้นก็ยังดีหากชีวิตหลังจากนั้นพวกเขาจะได้อยู่ด้วยกัน เซนต์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ข้างเตียงตัวเดิมก่อนจะรวบมือเล็กตรงหน้ามากอบกุมไว้ต่างจากวันแรกที่ไม่สามารถทำมันได้เลย ปลายนิ้วสากลูบวนผิวเนียนอยู่เช่นนั้น ซีดลงไปอีกแล้ว ทำไมนะพระเจ้าจึงได้โหดร้ายกับเขาจัง

 

ไม่เสียหรอก…มันเป็นเขาที่เลือกจะใจร้ายกับตัวเอง

 

พลันริมฝีปากหยักก็กดจูบลงบนหลังมือนั้นที่ยังมีร่องรอยของบาดแผลอยู่เต็มไปหมดอย่างเบาและนุ่มนวล ก่อนจะไล้นิ้วไปตามโครงหน้าที่เขาหลงรักแล้วจับผมบางส่วนทัดเข้าหูโดยไม่ทันได้รู้เลยว่าการกระทำครั้งนี้กำลังถูกจับตามองอยู่ด้านนอก ฝุ่นได้แต่ใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นปิดปากไว้กลั้นเสียงสะอื้น มันเป็นภาพที่ดูเศร้าโศกสิ้นดี แต่แล้วในความมืดทั้งหลายก็ยังมีหนทางอยู่เล็กๆที่อาจจะพานาทีกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย

                

ฝ่ามือเล็กนั้นถูกจับขึ้นแนบแก้มของเขาก่อนจะนั่งมองใบหน้าสวยอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานไม่จากไปไหน นาทีเองก็คงเฝ้ารอเขามาเช่นนี้ แต่ไม่เป็นไรหากการรอครั้งนี้จะยาวนานกว่าเขาก็จะรอ

                

แต่แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ๆเงาของใครบางคนปรากฏอยู่ด้านหลังของฝุ่นและนนท์ที่ยืนรออยู่นอกห้อง ทั้งคู่ตกใจไม่น้อยแต่แล้วก็ได้สติถึงได้พยายามดันไทม์ไว้ไม่ให้เข้าไปยุ่ง เจ้าของผิวขาวมีท่าทางงงไปเล็กน้อยก่อนจะชะเง้อมองเข้าไปในห้อง สบเข้ากับบุคคลต้องห้ามและการกระทำที่มากเกินไป พลันดวงตารีเล็กก็เบิกกว้างตวัดอย่างคมคายมามองทั้งนนท์และฝุ่นที่ตอนนี้ก็ยังไม่วายร้องไห้อยู่ เขาไม่เข้าใจนักกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและไม่ชอบอย่างมากที่อีกสองคนปล่อยให้เซนต์เข้าไป แต่แล้วยามใบหน้าของคนรักหันกลับมาสบตาอารมณ์ร้อนด้านในก็ค่อยๆเย็นลง บางอย่างถูกส่งผ่านออกมาทางสายตา มันปนเปรือไปทั้งความเศร้า เจ็บปวด โกรธแค้น ทว่าอย่างหนึ่งที่ต่างออกไป ครั้งแรกที่ไทม์เห็นความหวังในสายตาคู่นี้ เขาถึงได้หันกลับไปมองอีกสองคนในห้องอีกครั้งก่อนจะยอมอยู่เฉยๆและทำความเข้าใจมัน ฝุ่นรู้ดีว่าคนอย่างไทม์มีเหตุผลมากพอ เพียงแค่บางครั้ง…บางครั้งที่ความขุ่นเคืองก็เข้าครอบงำพาลให้ทุกอย่างยิ่งตันกว่าเดิม

                

เซนต์พรมจูบไปเรื่อยรอบกรอบหน้าสวยทั้งหน้าผากมน ขมับเล็ก ปลายจมูกรั้น พวงแก้มซีดเผือดและปลายคงมนที่เคยสัมผัส ก่อนจะลอบมองริมฝีปากขาวซีดตรงหน้าอีกครั้ง เขาไม่ได้นึกรังเกียจแม้แต่น้อยเพียงแค่กำลังจัดการกับความคิดบางอย่างภายในหัวของตน หากว่านี่เป็นนิทานจุมพิตนี้ก็คงจะสามารถปลุกเจ้าหญิงนิทราที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้นได้ เขาอยากลองนะถ้ามันจะมากพอให้ได้ผลเช่นนั้น และแล้วเขาก็จรดริมฝีปากลงไปหา บางเบาและอ่อนนุ่ม ค้างไว้เช่นนั้นก่อนจะค่อยๆถอนออกมา 

 

ได้ผลไหมนะ?

 

ไม่หรอก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เพราะนี่ไม่ใช่นิทาน ไม่มีเจ้าหญิงและเจ้าชาย นาทียังคงนอนนิ่งอยู่เช่นนั้นในตอนที่ดวงตาคู่นี้กำลังเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสและม่านน้ำตาที่เข้ามาบดบัง เขายกมือปาดออกอย่างเงียบๆก่อนจะยิ้มอีกครั้งทั้งกับตัวเอง…และนาที โดยไม่รู้เลยว่ายามร่างสูงได้เดินออกจากห้องไปแล้วปฏิหาริย์บางอย่างก็ได้เกิดขึ้น ราวกับว่าประกายไฟดวงเล็กถูกจุดขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความมืดนี้ เลขเก้าสิบเก้าได้เริ่มถอยกลับมาที่เก้าสิบแปดแล้วนะเซนต์

            

ในตอนที่เซนต์กลับออกมาไทม์ไม่ได้อยู่หน้าห้องอย่างเดิมแล้ว อาจคลาดกันนิดหน่อยหากแต่มองให้ดีจะเห็นว่าไทม์ถูกไล่ไปเสียต่างหาก เซนต์เอ่ยขอบคุณอีกครั้งแต่แล้วก็เป็นฝุ่นเองที่พร่ำพูดคำนั้นออกมาพร้อมกับที่มือเขาถูกยกขึ้นไปกุม แม้จะไม่เข้าใจนักแต่เซนต์ก็ยอมแต่โดยดี เช่นเดียวกับนนท์ที่วางมือบนไหล่เขาเบาๆให้กำลังใจ 

                

เวลาทุ่มตรง ณ ลานจอดรถของโรงพยาบาลไม่ได้หน้าอยู่เสียเท่าไหร่ หลังจากที่นำรถคนโปรดไปซ่อมแล้วเซนต์ก็เอามันกลับมาขับตามเดิม อีกครั้งที่ภาพวันนั้นเหมือนถูกเล่นซ้ำพร้อมกับความรู้สึกเดิมๆราวกับเดจาวู มีอีกหนึ่งสายตาลอบมองเขาอยู่และหากเป็นไปได้ มันกับเขาไม่ใครคนใดคนหนึ่งก็ต้องตายให้ได้วันนี้ ให้มันจบสักที

 

“ว้า ลืมกุญแจรถจนได้สินะ”

            

เซนต์เดินมาหยุดอยู่กลางลานจอด ก่อนจะเริ่มอาศัยแสงสลัวๆน้อยของคืนหาเงาสะท้อนตามกระจกรถจนเจอ ไม่ใช่ที่เดิมและกลับใกล้มากขึ้น แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนทิศทางและเดินกลับไปทางลิฟต์เช่นเดิม ทว่าบางทีเขาอาจไม่ได้ขึ้นลิฟต์กลับไปและทำเพียงแอบอยู่หลังกำแพงหนึ่งก็เท่านั้น

                

เป็นไปตามคาดเมื่อคนคนนั้นยอมเดินออกมาเผยตัวหลังจากผ่านไปสักพัก เจ้าตัวมีสีหน้าหงุดหงิดไม่น้อยเลยหากได้ลองมองผ่านดวงตาคู่นั้น ทั้งหมัดที่กำเข้าหากันแน่น ก่อนที่หน้ากากจะถูกดึงออกจากหน้าเช่นเดียวกับหมวกดำใบนั้น

 

!!! 

 

เป็นเซนต์ที่เพิ่งนึกได้ว่าใบหน้านั้นคล้ายคลึงกับใคร แต่แล้วตอนนี้เขากลับยังไม่มีเวลามากพอที่จะปะติดปะต่อมัน เขาลอบฟังเสียงกระแทกของรองเท้ากับพื้นคอนกรีต และในวินาทีที่มั่นใจว่ามันใกล้มากพอ เขาก็พุ่งตัวออกไปเล่นงานมันในที่สุด ไม่ลืมที่จะหลบมุมของมีดที่มันถือติดตัวไว้ก่อนจะใช้แขนทั้งสองข้างรัดเข้าที่คอ

 

“อ่อก! มึง!”

“เออ กูเอง”

“ได้ไงวะ! หึ เล่นแค่นี้มันยังเด็กไปเซนต์”

“เออ งั้นก็มาสาสางปัญหาเด็กๆให้มันจบๆไปสักที”

“…”

วันนี้…ตายกันไปข้างนะ

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

เรื่องนี้ใกล้จะจบแย้วน้าาาา ฮืออ ใจหายเหมือนกันนะคะ

มาเอาใจช่วยเซนต์กัน ยังไงตอนหน้าก็อวสารตัวร้ายแล้วนะคะ

จะพยายามมาอัพให้เร็วที่สุดเลยสอบเสร็จแล้ว เย่ๆ

            

                

                

                

 

 

 

 

 

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #126 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 21:08
    ฆ่ามันเซนตตต มันทำเมีย-นะและมันจะทำ-อีกก ไอ- -หลอนมากนะ กูอ่านแล้วกลัว-มากกก โรคจิตสุดๆๆ
    #126
    0
  2. #92 BonnyPeazxii (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 09:45
    น้ามตาไหลเป็นทางงงง
    #92
    0
  3. #91 0863538696 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 21:50
    ฉันร้องไห้ทำไม5555555 สงสาร
    #91
    0
  4. #89 pmgot7 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 20:39
    ใครอะอยากรู้ใช่ฮีลมั้ยเดานะ ดูรู้จักกันต้องเป็นฮีบแน่ๆแง่งงสงสารทุกคนเลยตอนนี้
    #89
    0
  5. #88 w060846 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 20:16
    อ่ยยยยยใคร๊รรรรมันค้างคาอ้ะ! เลขลดลงมาแล้ว พยายามอีกนิดนะ ทั้งคู่เลย;-;
    #88
    0