Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 23 : Chapter 19: Scars

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

“เออ งั้นก็มาสะสางปัญหาเด็กๆให้มันจบๆไปสักที”

“…”

วันนี้…ตายกันไปสักข้างนะ

 

เขาว่าจบก่อนจะเพิ่มแรงรัดที่แขนมากขึ้นเพื่อให้อีกคนขาดอากาศบางส่วน และอาจจะเป็นวิธีที่ทำให้เขาสามารถล้มคู่ต่อสู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ร่างในชุดดำยังคงพยายามดิ้นสุดชีวิตหาทางหลุดพ้นจากเขา แต่แล้วก็แลเหมือนจะล้มไปเมื่อถูกเข่ากระทุ้งเข้าใส่จากด้านหลัง ร่างนั้นทรุดลงเล็กน้อยและในตอนที่คิดว่าอาจจะรอดแล้วก็ต้องผิดหวัง เซนต์กลับคิดผิดเมื่อไม่ทันได้นึกถึงอาวุธในมืออีกคน จู่ๆปลายมีดในกำมืออีกคนกลับเปลี่ยนทิศทางมาจี้ใส่เขาและก่อนจะได้ทำอะไรมันก็เสียบผ่านเข้าเนื้อผ้ามาเสียแล้ว

 

ฉึก!

            

ปลายมีดคมทิ่มทะลุเข้ามาเสียบเข้ากับเนื้อใต้ผิวผ้าอย่างจังก่อนที่คนถือจะออกแรงกดเข้าไปมากขึ้นจนมิดด้าม พร้อมกับของเหลวข้นสีแดงสดที่ค่อยๆไหลทะลักออกมาจากปากแผล เซนต์นิ่งไปและราวกับว่าแรงที่มีในตอนแรกกำลังจะหายไป ขาทั้งสองข้างก็เริ่มจะพยุงไม่อยู่อีกต่อไปและใบหน้าที่นิ่วด้วยความเจ็บปวด อีกคนทำเพียงเสมองมาด้วยสายตาราวกับผู้ชนะ แต่มันยังไม่จบแม้เซนต์จะล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นแล้ว ฝ่ามือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นหยุดเลือดไว้แม้มันจะไม่ได้ผลมาก ทว่ามืออีกข้างกับเลือกที่จะควานหาสมาร์ทโฟนออกมาแทนที่จะวิ่งหนี คนตรงหน้าสาวเท้าเข้ามาใกล้อีกครั้งก่อนจะย่อตัวลงข้างๆอย่างวันนั้นในคืนฝนตก ใช้นิ้วเชยปลายคางเซนต์ขึ้นให้ได้สบตากันตรงๆก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาอย่างสยดสยอง

 

“เห็นหน้ากูไปตอนนี้ก็สายไปแล้ว อีกเดี๋ยวมึงก็จะตายแล้วเซนต์”

“…”

“ถ้ามึงไม่ยุ่งกับเขาแต่แรกก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้ ฮ่าๆๆ” มันหัวเราะร่าออกมาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง แต่เขาก็ยังทำใจกล้าจ้องเข้าไปในตามันในขณะที่มือด้านหลังก็ค่อยๆกดอัดเสียงไว้ทุลักทุเล

“มึง…ทำอะไร อึก กับนาที” แม้แรงจะใกล้หายไปอยู่ร่ำไรแต่เขาก็ยังเลือกที่กัดฟันข่มความเจ็บและพูดมันออกมาด้วยความเคียดแค้น หากหลับตาไป การลงทุนครั้งนี้มันก็จะสูญเปล่าและเขาก็คงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้อีกต่อไป

“หึ รู้จนได้สินะ กูจะไปทำอะไรได้กับคนที่กูรัก”

“มึงไม่ได้รักเขา!”

“แล้วมึงรักเขาหรอเซนต์ การกระทำแบบนี้กล้าพูดหรอว่ามึงรักเขา มึงมันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากูหรอก”

“…”

“แค่กูช่วยเขา ช่วยในตอนที่มึงกลับเป็นคนทำร้ายซะเอง ฮ่าๆๆ สะใจโว้ย”

“มึงคือคนเดียวกับที่ตามเขามาตลอดใช่มั้ย!”

“จะบอกอะไรให้นะเซนต์ กูรู้จักนาทีมาก่อนมึงอีก เขาไม่เคยเห็นกูหรอกเพราะกูแอบ แอบเฝ้ามองเขาอยู่ทุกวันไง”

“…”

“ทั้งใบหน้าสวยนั้นและแม้กระท่างหุ่นผอมบาง ทุกอย่างจะเป็นของกู ฮ่าๆๆ”

“ไอโรคจิต!” เซนต์พยายามดันตัวอีกฝ่ายออกไป แต่แล้วก็ต้องหยุดเมื่อปลายมีดถูกกระชากออกก่อนที่มันจะมาจ่ออยู่ที่กลางลำคอเขา พร้อมกับคราบเลือดตัวเองที่ยังติดอยู่

“กูทำให้เขาไปสบายแล้วพวกมึงก็ยังจะเอาเขากลับมา โง่หรอวะ แต่ไม่เป็นไรเพราะอีกเดี๋ยวมึงก็ได้ตามไปแล้ว”

“มึงไอ้เลว! มึงทำฆ่านาทีได้ไงวะ! ไอเหี้ย!”

“จุ๊ๆสิ กูแค่ขับรถชนิดๆหน่อยๆ คงไม่เท่ากับที่มึงทำเขาเจ็บมาตลอดหรอก กูจะบอกอะไรให้นะ”

“…”

“การได้ตามเขาไปทุกๆที่ในทุกๆวันแม่งโคตรมีความสุขเลยว่ะ แต่พอรู้ว่าเขากำลังจะตกเป็นของมึงแล้วไม่สนใจกูอีกต่อไป แบบนี้กูก็เลยคิดได้ว่า น่าจะให้ตายไปด้วยกันทั้งสองคนเลยคงดี

“มึงพูดออกมาเองนะไอ้สารเลว”

“ทำอะไรกูได้หรอเซนต์ มึงจะตายอยู่แล้ว ฮ่าๆ”

“งั้นก็ดูนี่หน่อย” สิ้นสุดบทสนทนา เซนต์ก็ตะโกนเข้าสายที่ต่อเบอร์ไว้กับใครอีกคนในรถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามของลานจอด รถคันนั้นขับออกมาจนกระทั่งหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาก่อนที่ไฟหน้าจะสว่างวาบขึ้นมากระทบเข้าตาจนแทบมองอะไรไม่เห็น และมันก็ได้ผลเมื่อร่างในชุดดำหันไป มันหยีตาและในตอนนั้นเองที่เซนต์ใช้โอกาสถีบมีดให้ตกจากมือมันก่อนจะคลานพาตัวเองไปยังด้านหลัง เช่นเดียวกับเสียงแตรและไซเรนของรถตำรวจที่จอดแอบอยู่ตามซอกดังขึ้นและพากันสว่างที่ละคัน เขาไอออกมาเป็นเลือดเล็กน้อยแต่แล้วก็ทำเพียงยิ้มจางๆให้อย่างเหนื่อยล้าอีกครั้ง และแล้วแผนที่วางไว้และเรื่องนี้ก็ได้สะสางเสียที

 

จบสักทีนะ…

 

“เห้ย ยกมือขึ้นเหนือหัว! นี่คือตำรวจ วางอาวุธทุกอย่างลงซะ!”

 

แต่แล้วไม่วายมันก็หันกลับมาสบตาเขาอีกครั้งและแม้ว่าแสงที่ส่องจ้ามาจากด้านหลังจะทำให้หน้ามันมืดเท่าใด เขาว่าเขาก็ยังเห็นสิ่งนั้น รอยยิ้มน่าขยะแขยงและสายตาที่ไม่มีความรู้สึกผิดใดที่ส่งมาให้ พร้อมกับริมฝีปากบิดเบี้ยวที่ขยับเป็นคำพูดบางอย่างมาให้ ก่อนที่ภาพจะถูกตัดไป

 

ไอ้สวะ มึงมันก็ทำได้แค่นี้แหละ

 

“เอาเลือดสำรองมาเร็ว! คนไข้เสียเลือดมากเกินไปแล้ว!”

 

ที่นี่คงเป็นห้องผ่าตัด…สว่างดีนะ วุ่นวายกันน่าดู เหมือนตัวปัญหาเลย…นาทีจะเป็นยังไงบ้างแล้วนะ จะรู้ไหมว่าเขาจัดหารไอ้เลวที่ทำนาทีได้แล้ว เจ็บด้วยแหละแต่ไม่มาก ไม่มากเลยจริงๆ อีกเดี๋ยวทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นแล้ว จะได้เห็นแสงอาทิตย์หลังพายุครั้งนี้เสียทีนะ

“ฮีล! เซนต์เป็นยังไงบ้าง! ปลอดภัยใช่มั้ย”

“ยังไม่รู้เลยพี่ มันเข้าไปด้านในเป็นชั่วโมงแล้ว ใจเย็นๆนะ”

“แล้วๆ…แล้วคนร้ายล่ะ โดนจับไปแล้วใช่ไหม”

“หมดห่วงแล้วครับ มันกำลังจะดีขึ้นแล้ว”

 

ผ่านไปเนิ่นนานเตียงคนไข้ก็ถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดพร้อมกับร่างไร้สติของเซนต์ที่นอนแน่นิ่งใต้ชุดโรงพยาบาลและผ้าห่มบางที่ปกคลุม คนที่รออยู่ด้านนอกอย่างฮีล นนท์และฝุ่น ถึงได้รีบกรูเข้ามาหา และวินาทีที่ได้รู้ว่าคนไข้คนนี้ปลอดภัยก็ราวกับว่าภูเขานั้นได้ยกออกจากอกเสียที พวกเขาเองก็พอจะรู้เรื่องนี้มาสักพักแล้วเหมือนกัน แต่เพราะการกระทำที่ไม่ค่อยจะเตรียมกับใครนอกจากฮีลกลับจะทำให้ใจหายอย่างมาก โชคดีที่ยังรอดมาได้

                

ไทม์ที่ยืนถัดออกไปทำเพียงชะเง้อมามองก็เท่านั้น ในคราแรกที่ได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นเขาเองก็รนจนไม่เป็นงานจนต้องทิ้งทุกอย่างมาที่นี่เช่นกัน แม้จะไม่ได้ชอบขี้หน้าเซนต์อีกต่อไป แต่เพราะเรื่องอื่นนอกจางครั้งนี้มันก็ดีมาตลอด จะให้ละทิ้งความสัมพันธ์ไปเลยเขาเองก็คงเสียดายเหมือนกัน 

                

ในทีแรกที่ทางโรงพยาบาลจะพาเซนต์ไปพักห้องแยก จู่ๆเสียงค้านของไทม์ก็ดังขึ้นขัด ก่อนที่เจ้าตัวจะขอเปลี่ยนเป็นย้ายเตียงทั้งของนาทีและเซนต์เองไปห้องใหญ่อีกห้อง ที่มีเพียงทั้งคู่ที่ได้นอนร่วมห้องกัน ตอนนั้นเองที่ฝุ่นก็เกิดน้ำตารื้นอีกครั้งก่อนจะโถมตัวเข้าหาคนรักด้วยความขอบคุณ ขอบคุณที่ไม่ใจร้ายเกินไป

                

พวกเขาเลือกที่จะเฝ้ามองร่างของทั้งคู่ที่เพิ่งถูกย้ายห้องมาอยู่ด้านนอกไม่เข้าไปขัด สภาพซีดซมและอ่อนล้าไม่ต่างกันเลย ต่างคนก็ต่างพบเจอมามากอาจแค่มันต่างกันที่เวลาและสถานะ ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะยังไง ก็ไม่มีใครไปสร้างกำแพงกั้นในความรักครั้งนี้ได้เสียหรอก

                

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นทั้งบิดาและมารดาของไทม์ก็เดินทางมาถึง ความจริงแล้วเขาเองก็เล่าให้ท่านทั้งสองฟังตั้งแต่อุบัติเหตุตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว แต่เพราะยังไม่ทันจะได้เตรียมใจมาเยี่ยม พ่อก็ล้มป่วยเสียก่อน มาได้อีกทีก็ตอนที่เรื่องบานปลายใกล้จะจบลง หลงเหลือเพียงการชดใช้เสียแล้ว…

 

“เจ้าไทม์ ฮึก น้องเป็นไงบ้างลูก”

“แม่ใจเย็นๆนะครับ” หญิงชรายกมือที่เหี่ยวย่นไปตากาลเวลาทั้งสองข้างขึ้นป้องปากกลั้นเสียงสะอื้นทันทีที่ใบหน้าของผู้เป็นลูกชายคนโตปรากฏอยู่ตรงหน้า และฝุ่นเองที่เข้าไปช่วยประคองร่างท้วมของชายแก่ในศักดิ์พ่อคนรักอีกแรง

“น้อง อึก ดีขึ้นบ้างมั้ย”

“คุณแม่ครับ เลขค่อยๆเพิ่มขึ้นมาแล้วนะครับ นาทีต้องกลับมาได้แน่ๆ” เป็นฝุ่นที่เอ่ยตอบกลับไปแทนและไทม์ที่อึ้งไปเล็กน้อยด้วยความที่ไม่มีใครบอกถึงเรื่องนี้แต่ก็เก็บสีหน้าได้ดี ทว่ากลับเป็นชายคนนี้ คนที่ก่อนหน้านี้ขัดขืนเรื่องรักใคร่ของนาทีมาแต่ไหนที่เอ่ยปากขึ้นมาเอง

“มันจะไปดีได้ไงวะ! ก็รู้อยู่ว่านาทีมันเลขไม่เหมือนคนอื่น ขึ้นง่ายลงง่าย แล้วไอ้ชั่วที่ไหนมันทำให้นาทีแตะเก้าสิบเก้า”

“พ่อครับ แต่หากเราทำแบบนั้น ยังไงเสียสักวันนาทีก็ต้องจากไปอยู่ดี มีเขาเข้ามาอาจพอช่วยได้บ้าง”

“ก็แล้วไง ก็เห็นแล้วไม่ใช่หรอว่าเป็นยังไง บอกมันไสหัวไปซะแล้วพานาทีกลับบ้าน ไม่งั้นก็ปล่อยให้น้องมันไปสบายซะ” มันไม่ใช่คำพูดที่ไร้ซึ่งความรัก ไม่ใช่ถ้อยคำที่เปล่งออกมาด้วยความรำคึงรำคาญ แต่เพราะลึกแล้วด้านในคนเป็นพ่อก็คงไม่สามารถเฝ้ามองลูกที่รักทรมารแม้ยามตาหลับได้ จากที่คิดว่าด่านที่ยากที่สุดในครั้งนี้แล้วคือไทม์ มันก็คงผิดเพราะชายคนนี้คืออีกขั้นของไทม์ คนที่เป็นห่วงใยนาทีกว่าใครไหนๆ และหากใครจะพรากไปเขาเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน

“พ่อครับ ตอนนี้เขาก็ชดใช้มันแล้วนะครับ เขาจับคนร้ายแล้วก็-”

“บาดแผลทางกายไม่เกี่ยวอะไรกับเลขที่ตัวเลยฮีล” ใช่ ในท้ายที่สุดพวกเขาทั้งปวงก็รู้จักกัน เว้นก็แต่จะคนนึง

“หมอนั่นเป็นใคร มันอยู่ไหน” ผู้เป็นแม่ที่ได้ยินดังนั้นก็พยายามจะเข้าไปช่วยห้ามปรามสามีของตน กลัวว่าเขาอาจจะไปทำอะไรไม่คิด เพราะเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีใครอยู่เป็นสุขแล้ว

“เขานอนพักอยู่ที่ห้องครับ”

“เวลานี้มันยังจะนอนสบายอยู่อีกหรอ”

“ห้องโรงบาลฯ ห้องเดียวกับนาที สาเหตุจากการโดนทำร้ายในตอนที่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อจับคนร้ายที่ขับรถชนนาทีเข้าตาราง คงไม่น่าสบายเท่าไหร่นะครับคุณพ่อ” เป็นนนท์ที่ช่วยพูดดักไว้และมันก็ได้ผลเมื่อชายร่างท้วมนิ่งไป ความเงียบเข้าแทนที่แต่แล้วพวกเขาก็เลือกที่จะแยกย้ายกันไปอีกครั้ง ไทม์เองก็ขอให้ท่านทั้ง้สองกลับไปพักต่อที่ห้องเขา และที่เหลือนี่ให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาเอง

                

หลังจากส่งเสร็จเรียบร้อยฝุ่นก็เข้าไปลากตัวรุ่นน้องหัวส้มในฐานะเพื่อนของคู่ชีวิตเพื่อนตัวเองมา หรือบุคคลที่มีนามว่าฮีลให้นั่งลงก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างอย่างจริงจัง เห็นดังนั้นฮีลก็ไม่กล้าแม้จะลอบกลืนน้ำลายลงคอไป ในยามที่สถานการณ์ต่างๆเริ่มดีขึ้น บรรยากาศก็ผ่อนคลายลง

 

“เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ เซนตำทยังไงถึงจับคนร้ายได้ แล้วเห็นหน้ามั้ยว่าเป็นใคร มีใครไปโรงพักยังแล้วต้องไปเมื่อไหร่”

“โอ๊ยพี่ ช้าๆดิผมตามตอบไม่ทันแล้วเนี่ย ทีละเรื่องนะ ตำรวจเขาบอกว่ารอให้เซนต์ฟื้นก่อนแล้วเดี๋ยวสอบปากคำอีกที ส่วนพยานอะไรพวกนี้ไปคุยพรุ่งนี้ได้ เรื่องเอาผิดก็อีกทีนึง”

“สอบปากคำอะไรกัน เซนต์ไม่ผิดนี่”

“ก็หมายถึงก่อนหน้านั้นด้วย มันไม่ได้เพิ่งโดน”

“โห…น่ากลัวเนอะ แล้วนี่หน้าตาเขาเป็นไงอ่ะ”

“อืม หน้าตาก็ดีไม่น่าเลว แล้วก็นะ”

“หืม”

“คล้ายจริงๆนั่นแหละ”

“คล้ายอะไร หน้าเขาเหมือนอะไรหรอ”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ก็รู้เอง เนี่ยไอ้เซนต์แม่ง ทำผมระแวงตั้งนานเกือบตกใจ”

“อ่ะๆ งั้นเล่าได้แล้ว อยากรู้จะตายอยู่แล้ว”

 

หากพูดจริงๆแล้วแผนนี้มันก็ถูกวางไว้นานแล้วพอสมควร นับถือเซนต์เหมือนกันที่สามารถคิดการณ์ไกลได้ขนาดนี้และเรื่องสมองคงต้องยกให้จริงๆ อีกทั้งผู้โชคดีที่จะได้ร่วมชะตากรรมในครั้งนี้ยังเป็นฮีลอีกเสียด้วย แม้ในที่แรกเขาจะไม่ค่อยๆเชื่อและขัดขืนเท่าใด สุดท้ายก็ไม่มีใครขัดคำขอเพื่อนได้เสียหรอก เขาถูกบอกให้ทำหน้าที่เพียงบางอย่างก็เท่านั้น เช่นการหาที่จอดรถให้ในที่สุดและเพียงรอรับสายจากเขา ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามันจะพาคนร้ายมาที่นี่ได้อย่างไรหรือจะทำให้มาอยู่ในจุดที่ตรงขนาดนั้นได้ไหม แต่อีกอย่างที่ถูกเตรียมพร้อมมาอย่างดีคือแผนที่พวกเขาโน้มน้าวให้ตำรวจมาร่วมด้วย รถของพวกเขาถูกจอดเข้าไปถัดจากฮีลมาเสียหน่อยเพื่อทันทีที่ฮีลได้รับสายและขับออกมาจ่อไฟหน้ารถใส่ คนร้ายคงชะงักและพวกเจ้าหน้าที่ก็คงได้จับกุมง่ายหน่อย

           

ไฟล์เสียงที่เซนต์อัดบทสนทนาระหว่างมันและคนร้ายไว้ถูกส่งให้ตำรวจพร้อมกับผู้ผิด ก่อนที่เขาจะต้องรีบวิ่งลงไปพาร่างอาบเลือดของมันกลับเข้าโรงพยาบาล มันอาจเป็นเพียงเวลาสั้นๆและทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ต่อสู้หรือมีปากเสียงอะไรกันมาก แต่มันกลับเป็นภาพที่เซนต์กล้าหาญและเข้มแข็งในการทนกับบาดแผลนั้นมากที่สุดสำหรับฮีลเลยก็ว่าได้ เพื่อนเขาน่ะเจ๋งที่สุดแล้ว

                

ฝุ่นอ้าปากค้างไปฮีลที่นั่งเชิดหน้าอย่างพอใจในสีหน้าของอีกคน ก่อนที่เจ้าของผมส้มจะกระแอมไออกมาด้วยความคิดที่ว่าตนนั้นเท่สุดๆ

 

“เซนต์นี่เก่งมากๆเลยเนาะ”

“แล้วไหนตอบให้ชื่นใจหน่อยว่างานนี้สำเร็จได้เพราะ”

“เซนต์ไง เซนต์อยู่แล้ว หรือตำรวจหรอ งั้นตำรวจกับเซนต์ใช่มั้ย”

“หมดกันความหล่อ ชงซะเต็มที่ตอบมาเหมือนโดนต่อยหน้าเลย”

“ฮ่าๆๆ”

 

เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นครั้งแรกในรอบสองเดือนหลังจากที่มรสุมชีวิตเข้าเล่นงาน เหมือว่าทางเดินที่เคยตันและมืดมัวตอนนี้เริ่มจะมีแสงสว่างขึ้นมาบ้างแล้วนะ คงได้ออกไปในสักวัน และหวังว่ามันจะเร็วหน่อย

 

 

 

 

 

เช้าวันใหม่แวะมาเยี่ยมพร้อมกับแสงสีอุ่นที่สาดส่องเข้ามายามผ้าม่านถูกเปิด หารู้ไม่ว่าเวลาตอนนี้นั้นไม่นับว่าเช้าตั้งนานแล้ว ใบหน้าเรียบนิ่งของร่างสูงบนเตียงคนไข้นิ่วลงเล็กน้อยและขอบคิ้วที่ขมวดจนแทบจะขนกันเพื่อหลบหนีแสงของวันใหม่ ฮีลที่เห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งเพื่อนตัวดีให้ลุกจากเตียงได้เสียแล้ว เขารู้อยู่ว่ามันร่างกายไม่เป็นอะไรแล้วเพียงแค่ไม่ควรขยับมากหลังจากที่แพทย์เข้ามาตรวขสอบดูเมื่อเช้า และจากการที่หลับตื่นสายเช่นนี้คงเพราะการเหนื่อยที่สะสมมาทั้งอาทิตย์สิท่า

 

                

“ตื่นได้แล้วว้อยยย” 

 

และในที่สุดพระเอกของเขาก็ยอมลืมตาขึ้นมาเสยที มันพยายามยันตัวขึ้นนั่งก่อนจะขยีตานิดหน่อยแต่แล้วก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อเริ่มจะรู้สึกว่าแผลมันตึงเกินไป เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่ฮีลจะต้องเข้าไปช่วยด้วยสีหน้าเอือมระอา

               

เซนต์ยังคงไม่รู้ว่าห้องนี้นั้นมีอีกเตียงข้างๆของคนรักตนอยู่และทำเพียงหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็เท่านั้น น้ำเปล่าสะอาดถูกวางเตรียมไว้ให้ที่หัวเตียงพร้อมกับผลไม้เล็กน้อย แต่ไม่ทันไร ยังไม่ทันที่ตัวเองจะหายดี มันก็เอ่ยถามอีกคนเสียแล้ว

                

“นาทีเป็นยังไงบ้าง กูต้องไปหาเขา”

“โอยเพื่อนกู ตัวเองยังไม่รอดเลยจะไปหาเขาอีกและ นาทีก็นอนอยู่เหมือนเดินนั่นแหละไม่ไปไหน จะรีบร้อนให้มันได้อะไร”

“กูต้องไปหาเขา กูต้องทัชเขาไง เลขขยับบ้างมั้ย”

“ใจเย็นๆเซนต์ กูรู้ว่ามึงห่วงเขาแค่ไหนนะ แล้วก็ยินดีด้วยที่เลขมันขยับขึ้นมาตัวนึงแล้วแต่หนทางมันก็ยังอีกยาวไกล”

“…”

“เข้าใจว่ามึงต้องทัชเขาให้มาก แต่ก็ระวังเลขตัวเองไว้ด้วยก็ดี ถ้ามันไม่ได้ผลขึ้นมาตัวมึงเองอาจเป็นคนที่เสียใจ แต่ยังไงก็เถอะ ตอนนี้เขาก็อยู่แค่อีกฟากแล้ว” ปลายนิ้วของเพื่อนผมส้มถูกชี้ได้ด้านหลังถัดจากเตียงเซนต์ไปเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาสีซีดจะสบเข้ากับร่างของใครคนนั้นที่ห่างไปไม่ถึงสิบก้าว

 

ได้อยู่ใกล้กันเสียทีนะ

 

พลันมุมปากทั้งสองๆข้างก็ค่อยๆวาดรอยยิ้มจางๆขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ยามเห็นตัวเลขที่ลดลงมาบนลำคอระหงส์ ก่อนที่น้ำตาจะรื้นและหยดลงมาบนแก้มสาก

 

“เอ้าซึ้งใหญ่เลยเว้ย” และคนขัดเก่งที่หนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เซนต์ปาดหยาดน้ำใสออกจากใบหน้าคร่าวๆก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนดังเดิม ไม่นานก็ถูกจับให้กินข้าวไปเงียบๆจนหมด 

“เอ้อ แล้วใครไปโรงพักยัง”

“อืม พี่ฝุ่นกับเฮียไปมั้งถ้าจำไม่ผิด ส่วนมึงก็เตรียมตัวไว้ไม่เกินสองวัน”

“เออแล้วนี่มึงเห็นหน้าคนร้ายยังที่กูบอกคล้ายอ่ะ”

“เห็นแล้ว แต่แม่ง…”

“…”

คล้ายพี่ฝุ่นจริงๆด้วยว่ะ

ช่วงบ่ายแก่ๆของวันหลังจากที่ไทม์จัดการงานสำคัญของวันนี้เสร็จและแวะไปรับฝุ่นเรียบร้อยแล้ว เขาสองคนก็เดินทางมาถึงโรงพักได้ในที่สุด ไม่มีอะไรมากนัก ก็แค่ต้องมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางไหลของเซนต์ที่ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากในการเจรจาเรื่องเอาผิดคนร้าย

               

ทันทีที่ก้าวเข้าไปถึงนายตำรวจในเครื่องแบบนายหนึ่งก็คำนับโค้งให้พวกเขา ก่อนที่จะเอ่ยทักทายเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท แล้วจึงค่อยนำแฟ้มเอกสารอันหนึ่งออกมาเปิดให้ดู

                

มันเป็นบันทึกเหตุการณ์ของวันเกิดเหตุและวันที่คนร้ายถูกจับคุม และแม้ฝุ่นจะพอรู้มาบ้างแล้วก้กลับเทียบอะไรไม่ได้เสียเลยเมื่อข้อมูลภายในแฟ้มกลับละเอียดกว่ามาก เขาค่อยๆไล่สายตาอ่านไปอย่างเงียบๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยื่นของอีกสิ่งให้

                

ในคราแรกไทม์เป็นคนรับมันไปเมื่อเขายังอ่านเอกสารในมือไม่จบ แต่แล้วในตอนที่ฝุ่นเงยหน้ากลับขึ้นมาอีกครั้งเพื่อขอกระดาษแผ่นเล็กในมือคนรักไปดูเสียบ้าง ไทม์ก็มีทีท่าอึกอักและสีหน้าที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้เข้าใจในตอนแรกเสียทีเดียว แต่เมื่อสิ่งนั้นได้เข้ามาอยู่ในมือพร้อมกับดวงตากลมที่สบเข้ากับมัน ความรู้สึกด้านในก็เริ่มตีกันมั่ว

 

แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดและแจ่มแจ้งนั้นคือความไม่เข้าใจ…สับสน

 

มันเป็นเพียงรูปภาพธรรมดาใบหนึ่งที่นายตำรวจผู้นี้ยื่นให้เขา ในทีแรกเองก็ไม่แน่ใจนักว่าควรรู้สึกอย่างไร เมื่อใบหน้าของคนที่ปรากฏอยู่ในรูปดันเป็นพี่ชายเขาเสีย ทว่าพลันความรู้สึกต่างๆนานาก็เริ่มแปรปรวนก่อนที่ดวงหน้าเล็กจะหันกลับไปหานายตำรวจแล้วส่งยิ้มด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปให้พร้อมดวงตาที่สั่นไหงอย่างรุนแรง

 

“ฮ่าๆ นี่มันอะไรกันครับ จู่ก็ส่งรูปนี้ให้…ทำไมหรอครับ”

“นี่เป็นหน้าตาของคนร้ายครับ และเหมือนว่าจะมีอาการทางจิตนิดๆด้วย” ไม่…มันต้องไม่เป็นแบบนี้

“คุณตำรวจโกหกผมแน่ๆเลย ฮ่าๆ พี่ชายผมจะพยายามฆ่าเพื่อนสนิทผมและคู่ชีวิตเขาไปทำไมล่ะครับ

“ฝุ่น…”

“อย่างเพิ่งยุ่ง!” ฝุ่นตวัดสายตาไปทางไทม์เล็กน้อยด้วยความหวาดกลัวและผิดหวังกับความจริงที่ได้รับ และมันเป็นครั้งแรกเลยที่ใบหน้าน่ารักตรงหน้านี้แสดงความรู้สึกออกมาชัดเจนขนาดนี้ มันทั้งปนไปด้วยความโศกเศร้า อ่อนไหว และเหมือนจะแตกสลายในเวลาเดียวกัน ก่อนที่ม่านน้ำตาที่คลุมเครืออยู่จะถูกปลดปล่อยให้กลายเป็นสายน้ำไหลริน

“ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ แต่ถ้าเขาเป็นพี่ชายคุณ ทางเราก็คงต้องเปลี่ยนผู้เจรจาเป็นทางผู้เสียหายแทน”

“…” ประโยคนั้นทำเอาทั้งฝุ่นและไทม์ต่างก็เงียบไป เขารู้ดีว่ามันสื่อถึงอะไร การที่ฝ่ายเหยื่อดันมีความสัมพันธ์ในรูปแบบของพี่น้องกับคนร้ายไม่ใช่เรื่องดีนัก และนั่นรวมไปถึงการที่ฝุ่นยังนั่งอย่างไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้เช่นกัน คนตัวเล็กก้มหน้าลงและทิ้งใบหน้าไว้กับฝ่ามือตัวเองสักพัก เสียงสะอื้นเบาๆก็ดังลอดออกมาให้ได้ยิน พร้อมกับความเจ็บปวดราวกับแก้วที่เริ่มร้าว

“ขอผม…เจอเขาอีกสักหน่อยจะได้มั้ยครับ

 

 

 

 

 

 

มันเป็นความรู้สึกในรอบหลายปีที่ได้กลับมานั่งมองหน้าผู้เป็นพี่ชายอีกครั้ง ทั้งดีใจที่ได้เจอแต่ก็ยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่ค่อยได้เล่าเรื่องพี่คนนี้ให้ใครฟังมากนักนอกจากไทม์และนาทีที่พอรู้บ้าง แต่ถึงแม้นาทีจะรู้จักก็ยังไม่เคยได้พบเจอ นี่อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำไม เซนต์ถึงต้องกลายเป็นคนเสียสละในการออกล่าโดยตนเอง

                

กลิ่นอายบุรุษและเหงื่ออับลอยฟุ้งอยู่ไปทั่วและภาพตรงหน้าที่พี่ชายเขากำลังเอาแต่นั่งก้มหน้าไม่ขึ้นมามอง คิดดูสิขนาดในเวลาเช่นนี้และไอน้ำยังไม่คิดจะสนใจเขาเลย นับประสาอะไรกับการที่อีกคนหนีออกจากบ้านไปก่อนหน้านี้ ไม่มีใครได้รับรู้ถึงเรื่องราวเลยนะ ยังรักกันอยู่ไหม

 

“พ…พี่ไอน้ำ” เงียบ…และไร้ซึ่งเสียงตอบรับที่ถูกกลบด้วยเสียงสะอื้นเล็ก แสงสว่างที่ทอเข้ามาจากหน้าต่างด้านข้างไม่ได้ใช่ให้ที่แห่งนี้มันไสวขึ้นเลยสักนิด มีแต่จะยิ่งตอกย้ำว่าแท้ที่จริงๆและสถานการณ์มันกำลังย่ำแย่เช่นไร 

เป็นไงบ้างครับ” เขาจะไม่ถามว่าทำไม จะไม่ถามว่าเพราะอะไร ก็แค่อยากรู้…อยากรู้ว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

“มาทำไม” 

“มาเยี่ยมพี่ชายไงครับ แค่นี้ฝุ่นยังทำไม่ได้เลยหรอ พี่หายไปตั้งกี่ปี อึก เคยคิดถึงฝุ่นกับแม่บ้างไหมว่าเราอยู่กันยังไงบ้าง!” และแล้วมันก็เงียบอีกครั้ง ภายในห้องที่ถูกล้อมด้วยผนังทั้งสี่ด้านและกระจกที่กั้นระหว่างเขา

“พี่ออกไปเปิดบริษัทตัวเอง สบายดี”

“ก็แล้วทำไมไม่กลับมา! ทำไมพี่ถึงมาอยู่ในนี้! ไหนล่ะบริษัทที่อยากอวด ไหนล่ะห้องทำงานหรูๆที่เคยอยากได้ มันพังเพราะอะไร!” 

“ฝุ่น…”

“พี่ไอก็เป็นซะอย่างเนี้ย ฝุ่นกับแม่ก็พยายามปรับเพื่อช่วยพี่ขนาดไหน สุดท้าย…พี่ก็ทำความพยายามของเราพังอยู่ดี” อาจมีสิ่งหนึ่งที่ถูกลืมเลือนไป

“…”

“ผิดหวังนะ แต่ทำไงได้ มันเกิดขึ้นไปแล้วหนิ”

“ฝุ่นจะไม่ถามหรอกนะว่าทำไมไปทำไม พี่คงมีเหตุผลแม้มันอาจจะฟังไม่ขึ้น โกรธ…โกรธมากๆ พี่ตั้งใจฆ่าเพื่อนสนิทฝุ่นอย่างงั้นได้ไงวะ! ไหนจะเซนต์อีก พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง!”

“ก็มันทำนาทีเจ็บ พี่ก็แค่ทำให้เขาไม่ต้องเจ็บไปอีกเท่านั้นเอง! มันจะสำเร็จอยู่แล้วถ้าพวกฝุ่นไม่เข้ามาย-”

“ขอร้อง! ทำไมตอนนั้นบอกให้ไปบำบัดถึงไม่ไปนะ…”

“….”

“นี่ไม่รู้จริงๆหรือแกล้งมาตอลดอ่ะพี่ไอ ทำไมถึงไม่จัดการให้มันหายไปจะได้อยู่แบบคนปกติเสียที!”

“…”

“ฝุ่นขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ แต่ในเมื่อพี่ผิดพี่ก็ควรจะรับผิด”

“ฝุ่น”

“อาจจะนานหน่อยๆนะ กี่ปีก็ต้องทนอยู่ให้ได้ แต่สัญญากับฝุ่นได้มั้ยพี่ไอ พอออกจากที่นี่ไป”

“…”

“ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมสามเราแม่ลูกนะ”

 

ไทม์ยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบด้านนอก ภาพที่สองพี่น้องต่างขั้วนั่งขี้แยหันหน้าเข้าหากันราวกับเด็ก แต่แม้จะพยายามทะเลาะกันเท่าใด มือสองคู่ที่ประสานเข้าหากันผ่านช่องเล็กๆนั้นก็ยังอยู่ในสายตาเขาเสียอยู่ดี มันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจสำหรับคนที่ไม่ได้มาเจอกับตัว เช่นเดียวกับไทม์ที่คงไม่สามารถรู้ลึกถึงมัน แต่มันก็ชัดเจนแล้วว่าฝุ่นเก่งแค่ไหนที่สามารถจัดการกับความรู้สึกและเหตุผลได้ในเวลาสั้นๆ ต่อจากนี้อาจไม่มากนักที่จะได้มาเจอ แต่หลังจากที่พายุครั้งนี้สลายไป มันจะกลับขึ้นมาดี ไม่เท่าเดิม…ก็คงมากกว่าเดิม

            

การเลือกระหวางเพื่อนสนิทและพี่ชายไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเลย เราต่างรู้ตัวเองดีเมื่อมันมาถึงเรื่องของคนที่รัก มักจะมีมากกว่าหนึ่งความสัมพันธ์รูปแบบ บางครั้งที่เกิดมาเพื่อเพียงทำความรู้จักและตัดมันออกไป ทว่ากับบางความสัมพันธ์ก็ถูกสร้างมาเพื่อให้เราพัฒนาต่อและทำมันให้ดีขึ้น ครั้งนี้ก็คงเป็นตาของฝุ่นที่จะก้าวออกมาตั้งหลักเสียหน่อย ไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นสองเท้านี้จะก้าวกลับเข้าไปและประคองต่อเติมขึ้นมาอีกครั้ง ในครั้งที่มันแข็งแรงและคงทนขึ้น

                

พลันประตูเหล็กก็ถูกเปิดออกก่อนที่ร่างเล็กด้วยใบหน้าและขอบตาที่แดงก่ำจะปรากฏต่อหน้า ไทม์เดินเข้าไปหยุดและเลือกที่จะไม่เอ่ยสิ่งใดออกไป บางครั้งคนเราก็ต้องการเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเอง มันก็แค่เสี้ยวเล็กๆที่ลึกๆแล้วเราต้องการจะทบทวน และพื้นที่ในการทำครั้งนี้ของฝุ่นคือไทม์ บุคคลที่ไม่ได้มีแค่ชื่อ แต่ความเป็นบ้านที่หาไม่ได้จากที่ไหน

               

หน้าผากมนถูกทิ้งไว้บนไหล่กว้างก่อนที่ทั้งสองแขนแกร่งจะโอบกอดและปลอบประโลมร่างที่สั่นเทาเบาๆอย่างน่าสงสาร พร้อมๆกับที่ความชื้นบางอย่างซาบซึมเข้ามาผ่านเนื้อผ้านิ่ม และเขาไม่นึกรังเกียจมันเสียหรอก 

 

“คิดถึง ฮึก คิดถึงพี่ไอจังเลย”

“เก่งมากๆแล้วครับคนดี ทำถูกต้องแล้วนะ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว”

 

ใช่ สำหรับเขาคนคนนี้ก็เก่งที่สุดแล้ว ในตอนที่เขาสิ้นหวังก็ยังมีไหล่เล็กนี้ให้พักพิง แล้วเรื่องใดที่ในเวลาเช่นนี้เขาจะต้องเดินหนี ต่อจากนี้ก็อยู่ด้วยกันต่อไปแบบนี้เรื่อยๆไป…จนพระอาทิตย์สิ้นหาย

 

“อ้าวเฮีย ทำเรื่องเป็นไงบ้าง ตำรวจยอมให้ทำแทนป่ะ”

“อืม เรียบร้อยแล้ว จำคุก 15 ปี”

“โห นานสัส…แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเราอยู่ดีเนอะ”

 

เจ้าของผิวขาวได้แต่ทำหน้าเอือมระอาให้กับลูกน้องที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวกับเขาไปอย่างฮีล หลังจากที่กลับมาจากเรื่องที่โรงพักแล้ว ทุกคนก็มารวมตัวอยู่ที่นี่อีกครั้ง ไม่รู้ว่านับเป็นโชคไหมที่ไอเด็กเซนต์นี่ยังนอนอยู่ เพราะต่อให้มันตื่นขึ้นมาเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรกับมันเสียอยู่ดี สู้ให้นอนไม่รับรู้แบบนี้ไปนั่นแหละ

 

“อ่าวแล้วพี่ฝุ่นอ่ะเฮีย”

“กลับบ้านไปหาแม่ คงถึงเวลาพักแล้ว”

“โห่ อุตส่าห์จะหาคนเล่นด้วย”

“ไปเล่นกับหมานู่น”

“อ้าวหวงๆ ฮ่าๆ” 

 

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีจากวันนั้นที่ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย และเขาก็ได้แต่หวังไว้เสียว่าวันนั้นที่นาทีฟื้นกลับขึ้นมา เสียงสดใสพูดคุยและโต้ตอบกันเช่นนี้จะยังไม่จากไปไหนและคงโอบอุ้มพวกเขาเอาไว้ จนกระทั่งวันที่แสงสดใสของอาทิตย์สาดมาถึง

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

แงง ขอโทษนะคะที่มาช้าขนาดนี้;-; มีใครจำพี่ไอนำ้ได้มั้ยเอ่ย ที่เคยพูดถึงตอนบ้านฝุ่นเกิดเรื่งไปรอบนึง

อีกสองตอนจบแย้วนะ ฟิ่ว ใจหายนะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #127 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 21:29
    ไอ ไอน้ำไปหาหมอไปปปปปปป
    #127
    0
  2. #95 pmgot7 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 14:07
    ขอให้หลังจากนี้มีแต่เรื่องดีๆนะสาธุ
    #95
    0
  3. #94 0863538696 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 01:18
    นาทีนานแค่ไหนก็จะรอนะ ขอแค่ฟื้นกลับมาหาเซนต์
    #94
    0
  4. #93 Pon_jjj2610 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:51
    ในที่สุดก็เคลียร์เรื่องคนร้ายไปได้ ที่เหลือก็รอนาทีฟิ้น นาทีฟื้นเร็วๆนะ พวกเรารออยู่นะ
    #93
    0