Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 18 : Chapter 14: Brighter than the Sun

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 380
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

วินาทีที่ได้กลับออกมาเผชิญหน้าพี่ชายแสนดุอย่างไทม์ ณ ตอนนี้แล้ว นาทีไม่แน่ใจเสียเลยว่าควรจะโมโหคนเป็นพี่ที่ดื้อรั้นให้กลับออกมา หรือควรเป็นตัวเขาเองที่จำต้องสำนึกผิดเพราะข้อหาบางอย่าง ลังเลอยู่นานว่าควรจะเคาะเจ้าไม้บานใหญ่ตรงหน้าดีหรือไม่ ทว่าไม่ทันไรมันเปิดออกเสียเองจากคนด้านใน พร้อมสายตานิ่งๆที่จ้องมองมาอย่างไม่ละนั้น ส่งผลให้คนตัวเล็กที่ยืนเกร็งอยู่ทำได้เพียงลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไปอย่างยากลำบากเท่านั้น

            

หลังจากที่สายอันเนิ่นนานถูกวางลงไปพร้อมกับข้อสรุปที่ว่าเขาจำเป็นต้องออกมาจากห้องนั้นทันทีที่ตัดจบ แม้ว่าจะเคยชนะด้วยลูกไม้อ้อนมากมายเท่าใด ทว่าครั้งนี้นั้นกลับถูกกำชับเสียงแข็งว่าจะไม่มีการต่อรองใดๆทั้งสิ้น เพียงเท่านั้นนาทีก็ต้องเชื่อฟังคำขาดของอีกคนและจำต้องกลับออกมาจากห้องพักของโซลเมทตัวโตอย่างเซนต์ อาการร้อนรนและสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยอย่างปิดไม่มิดนั้นถูกส่งผ่านออกมาและแม้ว่าจะไม่มีใครได้เห็นมันก็ตาม เขาได้พยายามสุดตัวในการยื้อเวลาเพื่อดูแลร่างสูงแล้ว ทว่าไม่เป็นผลยามฝั่งไทม์ได้คัดหาผู้ดูแลแทนเขาไว้เสียแล้ว ริมฝีปากบางถูกขบกัดด้วยฟันขาวเล็กน้อยด้วยความกังวล แต่ไม่นานนัก เขาก็จำใจออกมา โดยไม่รู้เสียเลยว่า ผู้ที่มาทำหน้าที่ต่อจากเขานั้น น่าเชื่อถือมากเพียงใด

 

“อธิบายมา เราไปอยู่ห้องมันได้ไง” 

 

นาทีรีบหลุบต่ำลงทันทีที่ได้ยินคำถามจากคนเป็นพี่ เขาไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่เป็นอยู่นี้คือสิ่งใด ราวกับว่าหากพูดไปจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้น และลางสังหรณ์ของเขาบอกเช่นนั้น

 

“นาที พี่ว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยจะเชื่อฟังแล้วนะ”

“พี่ไทม์…”

“ถ้าไม่ยอมพูดจะฟ้องพ่อ”

“ไม่เอานะ! น้องยังไม่อยากโดนกักบริเวณ แต่ถึงอย่างนั้น…” 

“แต่ถึงอย่างนั้น?”

“ถึงอย่างนั้นทุกวันนี้พี่ไทม์ก็ทำตัวเหมือนพ่อจะตายอยู่แล้ว!!” ไทม์เกือบจะหลุดขำออกไปยามน้องชายคนดื้อเผลอตัวตะโกนออกมา ก่อนจะเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรทำ จึงก้มลงกลับไปมองพื้นต่อ

“สรุปจะไม่พูดใช่มั้ย”

“ไหนบอกจะไม่ห้ามไง”

“นั่นมันต้องเป็นเมทเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับใครที่ไหนก็ได้”

“ก็นั่นก็เมทน้อง”

“แต่มันก็ยังเป็นห้องผู้ชาย”

“พี่ไทม์! น้องก็ผู้ชาย!”

 

ภาวะเงียบสงัดเล่นงานเข้าแทนที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองอีกครั้ง สีหน้าของไทม์ที่จ้องเขาตอนนี้ไม่ต่างจากสถานการ์ณที่กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก พาลให้เขาจำต้องค่อยๆหลบสายตาเสมองไปที่อื่น จนในที่สุดความอึมครึมนี้ก็พังลงเมื่อเสียงหัวเราะที่กลั้นต่อไปไว้ไม่อยู่ดังขึ้น

            

“ฮ่าๆๆ โอ้ยย” สงสัยว่าไทม์อาจจะออกแรงหัวเราะเยอะไปหน่อยจนกล้ามเนื้อที่ท้องนั้นเกร็งจนปวด ถึงเช่นนั้นหยาดน้ำใสที่หางตายังคงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าพี่ชายตัวดีของเขานั้นหาเรื่องแกล้งเขาอยู่

“อีกแล้ว ไม่เคยจะจริงจังเลยพี่ไทม์”

“เอ้า อยากให้พี่จับเรามานั่งดุหรือไง ไม่เอาหรอก”

“สรุปไม่โกรธน้องหรอ”

“อืม ไม่ แต่ว่าคราวหน้ารู้จักระวังตัวหน่อย ผู้ชายก็ผู้ชายเถอะ ตัวแค่นี้จะไปสู้เขาได้ที่ไหน”

            

คนเป็นพี่วางมือพักไว้บนศรีษะเล็กก่อนจะออกแรงโยกนิดๆให้อีกคนพอเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยปากบอกให้คืนนี้นอนพักที่นี่เสียเพื่อประหยัดเวลาเดินทางกลับคอนโดฯ อีกทั้งเวลาเช่นนี้ยังไม่เหมาะกับการไปไหนมาไหนคนเดียวอีกด้วย 

            

ยามประตูห้องน้ำเปิดออกหลังจากที่เจ้าของห้องเดินเข้าไปอาบหลังนาทีสักพัก ไฟในห้องก็หรี่ลงทีละดวง ไทม์สอดตัวเข้าผ้าห่มผืนหนาทิ้งตัวนอนลงข้างตัวเล็กของเขา ก่อนจะวาดมือไปรั้งคนเป็นน้องเข้าอ้อมกอดอย่างหวงแหน แต่แล้วก่อนที่จะได้ตกลงเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราไป บางอย่างก็กระตุกให้เขาลุกขึ้นมาเปิดชายเสื้อนอนลงสำรวจผิวคอเนียน

 

52

 

ไทม์ชะงักไปเมื่อดวงตาสบเข้ากับเลขสองหลักนั้นผ่านความมืด พลันนึกย้อนไปถึงวันที่เกิดเรื่อง บางอย่างในสัญชาตญาณของเขากำลังพร่ำบอกว่ามีบางอย่างแปลกไป แต่แล้วเขากลับเลือกที่จะสลัดมันออก

 

“มันให้เราได้เท่าที่เราให้มันได้จริงๆใช่มั้ย”

 

 

 

 

 

สายตาพร่ามัวที่เพิ่งถึงคราตื่นค่อยๆปรือขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรงราวกับใกล้จะพับปิดลงไปอีกรอบ เซนต์พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงดีๆ ทว่าในตอนที่พยายามเช่นนั้น อาการปวดหัวกลับเข้าเล่นงานเสียก่อน เขาไม่ชอบเลยเวลาที่ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ ราวกับทั้งโลกกำลังเอนเอียงไม่เป็นท่า ไม่ชอบเสียเลย

            

มือแกร่งถูกยกขึ้นจับศรีษะไว้ แม้จะยังมีอาการหลงเหลืออยู่เล็กน้อย แต่หากเทียบกับเมื่อคืนก่อนหน้า เขากลับรู้สึกว่ามันบรรเทาลงไปเยอะเสียทีเดียว เซนต์นึกแปลกใจเล็กน้อยที่เป็นเช่นนั้น จำไม่ได้เสียว่าตัวเองได้ทานยาเข้าไปแก้หรือไม่ แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่าเดิมทีตนนั้นเป็นคนไม่ถูกกับยามากท่าใด ทว่าแผงเม็ดขาวบนโต๊ะหัวเตียงนั้นกลับย้อนแย้งกับตัวเขาเองอย่างสิ้นเชิง

            

ยังไม่ทันจะได้นึกถึงเหตุการ์ณก่อนหน้านี้ จู่ๆใบหน้าซูบโทรมของเพื่อนสนิทก็มาปรากฏตรงหน้าเสียก่อน เซนต์พงะไปด้วยความตกใจอย่างมากยามเขานั้นสบเข้ากับดวงตาไร้ชีวิตชีวาของฮีล ขอบตาอีกฝ่ายนั้นดำขลับเหมือนคนอดหลับอดนอน อีกทั้งเส้นผมที่รกรุงรังไม่ได้จัดทรง ดูไม่เป็นฮีลเสียเลย

 

“เชี่ย!” เขาอุทานออกไปเพราะแทนที่ผนังห้องจะได้เป็นสิ่งแรกที่เห็นเมื่อตื่นนอน กลับกลายเป็นใบหน้าผีดิบของเพื่อนเสีย

            

ฮีลไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร เจ้าตัวยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มือทั้งสองข้างกอดอกไว้ และใบหน้าที่บึ้งตึงนั้นทำเขาสงสัย จู่ๆก็มาอยู่ในห้อง อีกทั้งยังสภาพเช่นนี้แล้ว เขานึกไม่ออกเลยว่าไปทำอะไรให้

            

เจ้าของผมส้มที่ตอนนี้สีเริ่มจางลงไปเมื่อเห็นเพื่อนสุขุมของเขาดูตกใจไม่น้อยนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยอมลดความโกรธลงสักนิด เปลี่ยนอิริยาบถของตนกลับมานั่งปกติตามเดิม เพราะเขาก็เริ่มรู้สึกแล้วเหมือนกันว่าการพยายามนั่งเกร็งกอดอกอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานานเช่นนี้นั้น ปวดเมื่อยไม่น้อยเลย

 

“ไอฮีล ทำไมเป็นงี้วะ”

“เพราะมึงแหละฟาย” เป็นครั้งแรกที่ดูเหมือนว่าฮีลจะได้ด่าใครจริงจัง และเซนต์นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ลิ้มลองมันเป็นคนแรก

“แล้วมึงมาไม”

“กูอยากมามากมั้ง” อีกครั้งที่น้ำเสียงของเพื่อนสนิทนั้นติดรำคาญเต็มทน ทว่ายิ่งเขาคิดหาเหตุผลมากเท่าไหร่ ค่าที่ได้เท่ากับศูนย์กลับมีมากยิ่งขึ้น

“กูถามดีๆ”

“เฮียสั่งกูมา”

“ห้ะ” ได้ยินเช่นนั้นเขาถึงได้ย้อนกลับมาคิด คุณไทม์สั่งให้ฮีลมา ดูไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไหร่ สั่งให้มาดูไข้เขาเช่นนั้นหรอ มีใครรู้ที่ไหนว่าเขาป่วย แต่เดี๋ยว…

“ทำไมมึงไม่บอกกูวะว่าเมทมึงคือน้องนาทีอ่ะ กูแม่งก็เอาแต่เล็งน้องเขาตั้งนาน เสียเวลาชิบหาย”

 

โอเค เรื่องแรกเขารู้แล้วว่าทำไมฮีลถึงมาอยู่ที่นี่ เรื่องที่สองไอนี่มันไปชอบโซลเมทเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!

 

ราวกับว่าอาการป่วยได้สลายหายไป เซนต์ปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งอีกครั้งก่อนจำแสร้งหันไปที่อื่นเพื่อข่มความสงสัยปนร้อนรนบางอย่างไว้ข้างใน ทว่ายังไม่พอเท่านั้น เพื่อนผู้ไร้เดียงสาอย่างฮีลกลับจุดประกายหม่ขึ้นมาใหม่อย่างไม่เกรงกลัว

            

“แต่ถึงยังไงก็ไม่เป็นไรป่ะ เพราะมึงก็เคยพูดไว้แล้วว่าไม่เอาเมท งั้นมึงบริจาคเขามาให้กู”

“เขาเป็นคน ไม่ใช่สิ่งของ จะมาบริจาคอะไร ไร้สาระ”

“เออหน่า ไม่เอาก็อย่าหวงก้างหน่อยเลย”

“ใครบอกกูไม่เอา”

“…” บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงใดๆมีเพียงสายตาทั้งสองที่ยังคงจ้องกันอย่างไม่มีใครไว้ใคร ทว่าหากดูให้ดี อาจเป็นฮีลมากกว่าที่ไม่กล้าจะละออก ดูจากสายตาคาดโทษของดวงตาเหยี่ยวอย่างเซนต์แล้ว ขืนได้หลุดพูดอะไรไปมากกว่านี้ มนุษย์ตาดำๆผู้นี้คงได้หัวขาดอย่างแน่นอน

“เออ มึงนอนพักไปเถอะ วันนี้ก็ยังไม่ต้องไปทำงานละกัน เฮียแค่ให้กูมาเฝ้าแทนน้องเฉยๆ ไม่รู้อะไรอยู่ดีก็เรียกกลับ…” ประโยคหลังนั้นแทนที่คนฟังจะไม่ได้ยินเพราะเสียงที่เบาลงไป แต่ทว่ามันกลับแล่นเข้าโสตประสาทของเซนต์ไปอย่างรวดเร็ว

“อ่อ อืม ขอบใจ มึงไปได้ละ”

“หมดประโยชน์แล้วก็ไล่กู ใช่ซี้ มาตั้งแต่ตีหนึ่งไม่ได้มีความหมายหรอก”

“คุณไทม์บังคับมึงมา มันไม่ใช่น้ำใจเพียวๆ”

“ไอ้ เออ! กลับแล้ววุ้ย”

 

ปึ้ก!!

 

เสียงปะตูกระแทกเข้ากับผนังอย่างกระทันหัน พลันสองคนที่กำลังล่ำลาก็หันตามเสียงไป เซนต์หันขวับมามองฮีลที่ได้แต่มองตามอย่างเลิกลัก ก่อนที่เครื่องหมายคำถามหลายอันจะปรากฏอยู่ในหัว เพราะนอกจากคนสนิทอย่างฮีลกับนนท์แล้ว เขาก็ตำได้ว่าไม่เคยเอ่ยปากบอกรหัสห้องกับใครอีก 

            

แต่แล้วฉับพลันก็เพิ่งนึกขึ้นได้อีกครั้งเมื่อทบทวนภาพเหตุการ์ณซ้ำๆ ทว่ายังไม่ทันจะได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไร ประตูห้องบานใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาเสียแล้ว

 

“!!!” 

 

ร่างของโซลเมทตัวเล็กก็ยืนตรงอยู่ทางเข้า สายตาจ้องมองเขาเข้ามาด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจเท่านั้นมันกลับกลายเป็นความไม่เข้าใจ เซนต์ค่อยๆไล่มองตั้งแต่เรียวคิ้วที่เริ่มขยับเข้าหากัน และริมฝีปากเล็กที่เผยออกอย่างช้าๆ ราวกับว่าทั้งห้องนั้นไร้เสียงหายใจ เขาจึงหันกลับมาสำรวจตัวเองว่ามีอะไรประหลาดไป จนกระทั่งรับรู้ได้ถึงน้ำหนักบางอย่างที่นอนทับกดเขาไว้อยู่

 

“กรี๊ดดดดด อย่าทำเรานะครับ เรายังอยากมีชีวิตที่สดใสก้าวไกลเพื่อนำประเทศ”

 

ฮีลพูดขณะที่ยังซุกหน้าลงไว้กับผ้าห่มผืนหนาด้านหลังเขา พลันสีหน้าเหยเกก็ปรากฏขึ้น เซนต์ที่เพิ่งเข้าใจว่าเขานั้นถูกกระโจนเข้าใส่เพียงเพราะความขี้ตกใจของเพื่อนหัวส้มก็แทบจะผลักอีกคนออกไปในทันที ไม่สนว่าจะโดนผลักดึงหรือถีบ ขอแค่ออกไปตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว

            

นาทียังคงอยู่ในท่าเดิม ท้าวมือสองข้างพยุงตัวเองไว้กับขอบประตู คนตัวเล็กดูหอบเล็กน้อย สีหน้างงงวยนั้นก็ทำเอาเขาหลุดขำออกมาในที่สุด โดยที่ลืมไปเสียเลยว่ามีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตภายในห้องต้องการความช่วยเหลืออยู่

 

“ไอ้-”

 

คำพูดที่เหลือจากนั้นถูกกลืนลงคอไปยามดวงตากลมโตใสซื่อของผู้มาเยือนใหม่หันไปมองคนหัวส้ม และคนที่ไวต่อสัมผัสความน่ารักอย่างฮีลนั้นแล้วพลันก็ใจอ่อนระทวยตกลงไปอยู่ที่พื้น นาทีไม่วายเอียงคอมองอีกทีด้วยความไม่เข้าใจเพราะเหตุจนภาพลักษณ์ของคนตัวเล็กในสายตาฮีลได้กลายเป็นเจ้าลูกแมวไปเสียแล้ว

            

คุ้นหน้าเสียจริง…

อ้อ

 

“โพนี่…”

 

ฮ่าๆๆ ขำแห้งไปนะฮีล ดูเหมือนว่าแมวตัวนี้จะซนใช่เล่นด้วย

            

“รู้จักกันหรอครับ”

“อ่า อื้อ คราวที่แล้วเขาไปรับเราตอนออกจากโรงบาลฯ”

“แล้วมึง ทำไมเรียกเขาว่าน้อง”

“ก็เค้าเด็กกว่ากูป่ะ จะให้กูเรียกพี่นาทีงี้ แปลกตาย”

“มึงเป็นเพื่อนกู อายุเท่ากู เขาเป็นเมทกูที่แก่กว่ากู เขาไปเด็กกว่ามึงได้ที่ไหนควาย”

“…”

“ไม่เซนต์ มึงล้อกูเล่น ดูก็รู้แล้วป่ะว่าเด็กกว่า”

“ต่อไปก็เรียกนาทีว่าพี่ซะ”

แล้วไมมึงไม่เรียกว่าพี่”             

เรื่องกู!”

 

หลังจากที่เซนต์ไล่ตะเพิดตัวปัญหาอย่างฮีลให้ออกจากห้องไปได้เสียแล้ว เขาก็กลับมาทิ้งตัวนั่งลงที่ปลายเตียงอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจคนตัวเล็กที่นั่งตาแป๋วเป็นตุ๊กตาอยู่ข้างๆ นึกแล้วมือใหญ่ก็ยกขึ้นหยิกก้อนเนื้อนิ่มบนดวงหน้าเล็ก ออกแรงดึงนิดๆเพื่อแกล้งอีกฝ่าย และนั่นก็เรียกเสียงโวยวายเล็กได้เป็นอย่างดี

 

นาทีหนีออกมาจากการเกาะแกะของกระต่ายยักษ์ได้สำเร็จ ก่อนจะปรับท่านั่งใหม่แล้วทาบฝ่ามือตัวเองเข้ากับหน้าผากอีกฝ่าย ความร้อนนั้นลดลงไปมาก อาจเป็นเพราะไม่ได้เป็นอะไรหนักและยาที่ถูกป้อนไว้เมื่อคืนอีกคนถึงได้ดีขึ้นเช่นนี้ แต่ถึงเช่นนั้นเขาก็ยังคิดว่าไม่ควรปล่อยไว้เสียอยู่ดี

            

คนตัวเล็กที่กำลังนึกคิดว่าควรจะทำอะไรอยู่นั้นพลันก็ไม่ได้ตั้งตัวถึงสัมผัสเบาของอีกฝ่ายที่เลื่อนหน้าผากเข้ามาแนบอวัยวะเดียวกัน นาทีเกือบจะผละออกหากไม่ติดที่ว่าฝ่ามือใหญ่รั้งเขาไว้จากด้านหลัง ดวงตากลมโตซุกซนกวาดสายตาไปทั่วไม่กล้าสบ จนคนที่เห็นดังนั้นคลี่ยิ้มออกจางๆ

            

“วัดไข้ เขาให้วัดแบบนี้”

            

แทนที่เซนต์จะได้พึงพอใจกับการกระทำของตนที่แกล้งหยอกลูกแมวในกำมือเล่น ทว่าเกมส์กับไม่เดินหน้าไปในทางนั้นเมื่อจู่ๆดวงตาคู่สวยก็เงยกลับขึ้นมาสบ ทิ้งค้างไว้ราวกับตั้งใจสะกดให้เหยื่อตายใจ ก่อนที่ในที่สุดเจ้ากระต่ายจะเป็นฝ่ายถูกตะครุบโดยเสือตัวน้อยอย่างนาทีเสียก่อน

            

ร่างสูงถูกจับผลักลงก่อนที่ร่างเล็กจะตามขึ้นนอนทับ ยังคงจดจ้องประสานสายตาไปห่าง หล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง พลันก้อนเนื้อภายในอกแกร่งก็เริ่มระรัวเตนไม่เป็นจังหวะยามริมฝีปากสวยขยับเคลื่นเข้ามาใกล้ กระต่ายเจ้าเล่ห์ที่เห็นเช่นนั้นก็นึกอยากครอบครอง จ้องมองมันไม่ห่าง ยังคงเชื่องช้า และนาทีที่เห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจที่อีกคนไหวตาม ก่อนในที่สุดคนตัวเล็กจะล้มลงไปนอนด้านข้างร่างสูง ให้ส่วนเนื้อขยับเฉียดกัน โดยไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าตนได้ไปสะกิดให้จิตวิญญาณกระต่ายป่าที่อยู่ด้านในนั้นได้ลุกตื่นแล้ว

            

“อ๊ะ”

 

เสียงร้องหวานดังขึ้นเมื่อตนถูกคว้าเข้าไปอยู่ใต้ร่างสูงอย่างสมบูรณ์แบบ สองแขนแกร่งยันไว้กับผืนเตียงกักขังแมวตัวน้อยที่คิดตุกติกหนี นาทีที่เห็นดังนั้นจึงเริ่มไม่แน่ใจนักว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นคนคุมเกมส์อยู่ เขาพยายามคิดหาทางหนีทีไล่ แต่จนแล้วจนเล่า เจ้าเด็กตัวโตก็ไม่มีทางปล่อยไปไหนเสียเลย

 

“คิดจะเล่นกับผมหรอ”

“ไม่ๆนะ ไม่ได้เล่นนะ ก็เมื่อกี้ ลมผลัก”

“ห้องนี้ปิดสนิททุกที่ ไม่มีลมครับนาที”

“ก็…เมื่อกี้เราเผลอตด ใช่ ลมตดผลักเราแน่ๆ”

“นาที…ถามจริงเถอะนะ”

 

เซนต์ลอบมองเสี้ยงหน้าของคนขี้โกหกก่อนจะหลุดขำพรือเมื่อได้ยินประโยคถัดมา คิดได้อย่างไรกัน หน้าต่างปิดประตูปิด ยังดันทุลังหาลมอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวโยง เขาคงต้องยอมให้คนคนนี้เสียจริงๆ

            

แต่จะยอมทำเชื่อให้เพราะดวงตากลมโตใสซื่อที่จ้องไม่กระพริบราวกับจะทำให้เขาเชื่อเสียว่ามันคือเรื่องจริง

            

และแล้วก็ถึงคราของกระต่ายป่าออกโรง เจ้าของร่างสูงกำยำภายใต้เนื้อผ้าบางของเสื้อยืดที่ถูกเปลี่ยนเท่านั้นก้มลงไปหมายจะมอบจุมพิตแด่คนน่ารัก เพียงสัมผัสเบาๆก่อนจะละออกมาและโซลเมทน่ารักของเขาก็ยอมรับมันแต่โดยดีไม่คิดขัดขืน เป็นเหตุให้คนได้ใจขยับเข้าใกล้อีกครั้ง ทำเช่นเดิมซ้ำๆจนกระทั่งรอยยิ้มกว้างทรงสี่เหลี่ยมนั้นเผยให้เห็นจนดวงตาสวยทั้งสองข้างหยีปิดเข้าหากันอย่างน่ารัก เซนต์จูบถนอมไปเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่หน้าผากมน ปลายจมูกรั้นที่ถูกแต่งแต้มด้วยจุดดำน่ารักเหมือนเดิม อย่างวันแรกที่ได้เห็นมัน ลอบขโมยความหอมจากพวงแก้มใสทั้งสองข้าง หยอกเล่นกับปลายคางเชิดเล็กน้อย และผิดท้ายมันด้วยกันประทับความหอมหวานลงไปบนกลีบปากแดงสวย

            

หนังตาบางลืมขึ้นมาอีกครั้งพร้อมยกปลายนิ้วเนียนของตนไล่สัมผัสโครงหน้าได้รูปของอีกฝ่าย ไล่มองจดจำทุกรายละเอียดและหวังไว้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดอยู่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ภาพฝัน พลันบางอย่างในแววตาก็สั่นไหว โชคดีของเขาที่ร่างสูงไม่สังเกตเห็นมัน เขายิ้มรับเก็บเกี่ยวความรู้สึกหอมหวานของการได้รักใครสักคนที่อีกฝ่ายมอบให้ ก่อนจะเกร็งตัวขึ้นไปจูบเพื่อเอาใจและผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง

 

“…”

 

ไร้คำพูดใดๆ เรื่องราวของพวกเขาผ่านไปเช่นนั้น และทั้งวันก็เป็นเวลาที่แสนดีเสียจนไม่อยากเชื่อว่ามันจะได้เกิดขึ้น นาทีใช้เวลาไปกับคนคนนี้ คนที่นึกไม่ตอบรับเขาในวันนั้น แต่ไม่เป็นอะไรเลย แค่เท่านี้ก็ได้มากเกินพอกว่าที่หวังแล้ว

            

ช่วงบ่ายของวันจู่ๆหยาดฝนก็พร่ำพรายลงมาจากผืนฟ้ากว้างพาลให้อากาศรอบตัวเย็นชื้นขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่เอาแต่นอนเล่นกันจนเกือบจะครึ่งวัน เซนต์ก็ลุกไปทำงานสักพักต่างจากเขาที่นอกจากจะมาแค่ตัวเปล่าแล้วยังไม่ได้พกอะไรมาเยี่ยมเยียนอีกคนเลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงนั่งมองยามอีกคนมุ่งมั่นเคลียร์งานที่ไม่ได้ไปจัดการที่บริษัท และมันก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเสียเลยที่ได้แอบมองเช่นนั้น

            

มือเล็กผลักประตูกระจกของระเบียงให้เลื่อนออก ก่อนจะพาตัวเองออกไปสูดกลิ่นอายหอมหวนของสายฝนที่ยังไม่หยุด ยื่นมือออกไปรองมันรับความเย็นฉ่ำที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลังจากที่ฤดูร้อนเข้าปกคลุมทั้งเมือง เวลานี้ท้องผ้านั้นดูหม่นไม่น้อย พาให้จิตใจของคนตัวเล็กกระสับกระส่ายนัก นึกอยากให้ความเทานี้ละออกไปเสียที

            

เขากระชับผ้าห่มผืนเล็กที่ติดมือมาห่อตัวไว้กันไอหนาวจากหยาดน้ำ ก่อนที่จู่ๆจะรูสึกถึงแรงรวบเข้าจากด้านหลัง พลันฝ่าเท้าเล็กก็ลอยขึ้นจากพื้นกระเบื้องเย็น ก่อนจะได้รับการวางลงอย่างเบามือบนหน้าตักของใครสักคน

            

นาทีหันกลับไปด้านหลังก่อนจะพบว่าตนนั้นกำลังนั่งทับเจ้าของห้องอยู่เสีย และเก้าอี้ไม้ที่ไม่รู้ว่ามาปรากฏอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด จนไม่กล้าขยับไปไหนกลัวจะทำให้อีกคนหนัก ยอมเป็นตุ๊กตานิ่งๆอยู่เช่นั้น ก่อนที่สองแขนแกร่งจะวาดมาด้านหน้าเพื่อกอดกุมร่างเล็กเข้าสู่อ้อมแขน

            

ในสภาพเช่นนี้แล้ว เขากำลังรู้สึกเสียว่าเป็นก้อนกลมๆขาวๆบางอย่างที่อีกคนเอาแต่กอดไว้ หนำซ้ำยังรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆของอีกฝ่ายที่รดรินต้นคอ บางครั้งเขาเองก็รู้สึกไปไม่เป็นเสียเอง เป็นเหตุให้ไม่ขยับไปไหน

            

พวกเขาไม่ได้ทำอะไร และได้แต่นั่งรับฟังเสียงระบำของน้ำฝนแต่ละหยาดที่ตกกระทบดิน ซ้ำอยู่เช่นนั้นราวกับแผ่นเสียง แต่มันกลับเป็นเสียงที่ผ่อนคลายและนิ่งจนไม่อาจขัดได้ คนตัวเล็กที่รู้สึกเคลิ้มไปกับความอบอุ่นที่ได้รับนั้นจึงค่อยๆเอนตัวลงพักศรีษะไว้กับไหล่กว้าง และเอนตัวพิงอกแกร่ง ใกล้เข้าสู่นิทราไปยามมีเสียงฝนเป็นเพลงกล่อม

            

จุ๊บ!

 

สัมผัสจากริมฝีปากหยักได้รูปกดจูบเร็วๆที่ต้นคอเนียนบริเวณตัวเลขสองลักที่เผยขึ้นมาจากขอบเสื้อทำใหคนตัวเล็กที่ใกล้ตาปิดอยู่ร่ำไรสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้ง ส่งผลให้คนที่เห็นดังนั้นอย่างเซนต์รู้สึกผิดไม่น้อยหวังจะกล่อมให้คนตัวเล็กได้พักผ่อนบนตัวเขาต่อไป แต่แล้วดวงตาเรียวก็กลับสบเข้ากับมันเสียก่อน

            

เซนต์ตั้งใจเพ่งมองบางสิ่งที่ปรากฏอยู่บนผิวเนียนพลางฉุกคิดไปถึงคำพูดของเพื่อนหัวส้มเมื่อนานมาแล้ว บทสนทนาที่ถูกลากยาวขึ้นท่ามกลางความมึนเมาของเขาขณะที่กำลังขับรถกลับ แม้จะจำไม่ได้นักทว่าบางอย่างกลับไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเท่าไหร่กับตัวเลขนี้ พลันเจ้าตัวเล็กก็ขยับตัวเปลี่ยนหันหน้าเข้าซุกหาไออุ่น ทำให้เขาจำต้องละสายตาออกจากมัน ก่อนจะกระชับร่างนี้ไว้ในอ้อมกอดแน่นขึ้นกันตก หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่ก็หลับไหลไปพร้อมกับคำถามมากมายที่ยังคงไม่ได้คำตอบ

 

 

ยามสายฝนละหายไปแทนที่ด้วยแสงอ่อนๆของเวลาโพล้เพล้อันสวยงาม นาทีตื่นขึ้นมาทักทายสายรุ้งหลากสีบนฟากหนึ่งของฟ้า ที่ครั้งหนึ่งเคยมืดหม่นและเทา คนตัวเล็กหันกลับไปสำรวจคนที่ทำหน้าที่เป็นเบาะนั่งให้เขาอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าร่างสูงยังไม่ตื่นดี แตะเบาที่หน้าผากก็เป็นอันรู้ว่าเพราะความชื้นนี้เองที่ทำให้ไข้จับอีกครั้ง รู้สึกผิดไม่น้อย เขาถึงลุกออกมาแล้วห่มผ้าผืนบางให้เรียบร้อย เพราะลำพังแค่ตัวเขาเองคงไม่สามารถพาร่างอีกคนเข้าไปนอนได้

            

นาทีถือวิสาสะเดินไปเปิดตู้สะเบียงของกินประจำห้องอีกคนและก่อนจะพบว่ามันว่างเปล่าเช่นนี้ เขาก็ได้ตัดสินใจจะอาสาออกไปหาของมาทำอะไรกินสำหรับเย็นนี้ เกือบวันแล้วที่เขายังไม่ได้ติดต่อกลับไปหาพี่ชาย และเชื่อแน่นอนเสียว่าต้องได้รับคำห้ามปรามหลากหลายกลับมาอีกเป็นแน่ นาทีละทิ้งเรื่องของพี่ตัวดีไป ก่อนจะหากระดาษเล็กเขียนโน๊ตให้อีกคนรับรู้ไว้ที่ประตูระเบียง อีกทั้งยังกำชับให้ทันทีที่ตื่นมาหยิบยาเม็ดที่หัวเตียงเข้าปากอีกเสียด้วย ไม่หายให้มันรู้ไป

            

ขาเรียวสวยเดินเลียบมาตามแนวถนนไม่นานนัก ซูปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า และด้วยความชื้นที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศทำให้เสื้อคลุมตัวเล็กถูกจับกระชับขื้นยามสายลมเย็นฉ่ำจากด้านในเข้าประทะอีกครา นาทีเลือกรถเข็นมาหนึ่งคันก่อนจะค่อยๆเดินหาของสดและผักมากมายสำหรับเมนูที่คิดไว้ว่าจะทำสำหรับมื้อค่ำ  

            

ไม่บ่อยมากนักที่เขาจะลงมือทำอาหาร แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาทำไม่เป็น เพียงแต่มันค่อนข้างเปลืองพลังเสียมากกว่า ทุกครั้งที่เข้าครัวทีไร เขาก็มักจะรู้สึกราวกับพลังชีวิตนั้นหายไปครึ่งทันที ขณะที่ดวงตาวาวสวยกำลังสรรหาผักสดในตะกร้าอยู่นั้น พลันใครบางคนก็เดินเข้ามาใกล้ และในจังหวะที่คนตัวเล็กกำลังจะได้หยิบผักใบสดชนิดหนึ่งลงรถเข็นของตนนั้น มืออีกข้างก็ดันรั้งไว้เสียก่อน

 

“อ้าว คุณพยาบาล” เสียงทุ้มติดหวานเอ่ยทักหนุ่มร่างสูงสัดส่วนดีคนหนึ่งที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเห็นสักที่ อีกคนทำเพียงส่งยิ้มบางๆมาให้ก็เท่านั้น ก่อนจะยอมปล่อยผักในมือให้คนตัวเล็กไป

“คุณอยากได้ห่อนี้เหมือนกันหรอครับ เอาไปก็ได้นะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผักใบในห่อนั้นสวย คุณเอาไปทำอาหารรับประทานเองเถอะ” นาทีอึ้งไปเล็กน้อยกับคำพูดของคุณพยาบาลหนุ่มที่สรรหาคำพูดดิบดีเสียจนเขาแทบจะไม่กล้านำมันไปลงกระทะ

“ไม่ยักรู้ว่าคุณอยู่แถวนี้ด้วย”

“อ่อ เปล่าหรอกครับ ผมมาหาคนสำคัญน่ะ

“นั่นสินะครับ อยากรู้จังว่าเขาคนนั้นเป็นใคร” เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้นและเลือกที่จะเงียบไว้ ก่อนจะเบี่ยงเบนความสนใจไปที่อื่นเสีย 

“อ่า งั้นผมขออนุญาตไปเดินดูของต่อก่อนนะครับ”

“เดี๋ยวสิครับ” พยาบาลหนุ่มเอ่ยหยุดร่างเล็กไว้ก่อนที่เขาจะเดินหายไปอีกฝั่งของชั้นวางของ

“เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะครับ”

“จำเป็น…ด้วยหรอครับ”

“แหม คุณนักเขียนอย่าทำใจร้ายหน่อยเลยครับ”

“อ่า คุณรู้จักผมด้วยสินะครับ แปลว่าคงไม่ต้องแนะนำตัว”

“…”

“ยินดีที่ได้เจอนะครับ” 

 

จบเพียงเท่านั้น เขาก็เดินเลี่ยงออกมา ตามหาของใช้อีกสักพักก็ถึงคราบอกลา ของพะลุงพะลังถูกหอบขึ้นมาอย่างยากลำบากจนกระทั่งสามารถมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องได้ มือเล็กยกขึ้นหยาดเหงื่อที่ผุดออกมาจากการเดินขึ้นบรรไดนับขั้นไม่ได้ออก เพียงแค่เพราะลิฟต์เสีย ชีวิตนาทีก็เปลี่ยนไปทันที ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้แตะกดรหัส มันก็ถูกเปิดจากด้านในเสียแล้ว

            

ใบหน้าบึ้งตึงของกระต่ายยักษ์และกระดาษโน๊ตในมืออีกคนทำให้เขาเข้าใจในทันทีว่าเพราะอะไรอีกคนถึงได้ยืนคอยอยู่เช่นนี้ นาทีกำเพียงพยักหน้ารับความผิด ก่อนจะพาตัวเองและข้าวของมากมายเข้าห้องไป โดยมีอีกคนช่วยถือเข้ามา เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาถูกใช้ไปกับการจัดเตรียมมื้อเย็นสุดพิเศสที่เขาลงมือทำด้วยตัวเอง และดวงตากลมใสที่ไม่ค่อยได้เห็นจากอีกคนที่คอยลอบมองจากด้านหลัง มือเล็กขยับอย่างคล่องแคล่วหยิบนู่จับนี่ใส่นั่นราวกับว่าคุ้นเคยเสียเสมือนครัวของตัวเอง และไม่นานเกินคอย จานผัดผักหอมกรุ่นก็ถูกเสิร์ฟตรงหน้า ไอร้อนที่แผ่ออกมาไม่หยุดแสดงให้เห็นเสียว่ามันถูกฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนมากเท่าใด นาทีไม่ใช่พวกที่ชอบทำให้มื้ออลังอะไรมาก แค่กับข้าวอย่างเดียวให้อร่อย เขาคิดว่าเท่านั้นก็พอใจแล้ว แต่ก็กลับไม่ได้คิดถึงใครอีกคนที่จะต้องทานมันร่วมกับเขา

 

“พอมั้ย…เราไปทำเพิ่มให้ดีกว่า”

 

ครั้นจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ข้อมือเล็กก็ถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน คนตัวเล็กหันกลับมามองตามแรงดึงก่อนจะได้รับเพียงหัวทุยๆของอีกคนที่เอาแต่ส่ายหน้าไปมาห้ามปราม เขาถึงได้ยอมกลับไปนั่งตามเดิม

            

ข้าวช้อนแรกเขาได้แต่มองมันเคลื่อนเข้าปากอีกคนไปด้วยความลุ้นในฝีมือตัวเอง ผักนานาชนิดและซอสหวานๆที่ถูกผัดให้เข้ารสด้วยกันอย่างลงตัวถูกตักราดลงบนเข้าส่วนหนึ่ง ก่อนที่ช้อนมันขึ้นมาจ่อไว้ตรงปาก เซนต์ที่สังเกตท่าทีคนเป็นพี่ที่ลุ้นเสียว่ารสนั้นจะออกมาเป็นเช่นไรก็อดไม่ได้ที่จะนำมันเข้าปากด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แม้ข้างในจะตะโกนเป็นพันครั้งให้ตักเข้าปากอีกได้แล้วก็ตามแต่

            

“อ…อร่อยมั้ย”

“อืม…”

“…”

“อร่อยครับ”

“…”

“อร่อยมากๆเลย”

 

เขาแอบได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อยยามได้ชมมันออกไปจนนึกขำ อาหารมื้อนี้นับเป็นมื้อที่พิเศสกว่ามื้อไหนจริงๆ ได้ชวนกันคุย ได้ชวนกันหัวเราะ แบ่งปันเรื่องราวอย่างที่ไม่เคยได้ทำ ผลัดกันยิ้มและประสานสายตาเข้าด้วยกัน พลันเขาก็ได้นึกคิด ว่าไม่เคยรู้เลยว่าอาหารมื้อนึง จะสามารถทำให้คนเรามีความสุขได้เท่านี้

            

เมื่ออิ่มท้องไปแล้ว นาทีก็ถูกไล่ให้มาแผ่ตัวนอนเล่นอยู่บนเตียงกว้างของอีกคน เห็นเช่นนั้นคนตัวเล็กก็ไม่เกรงใจกระโดดขึ้นไปครองเตรียงคิงไซส์ตรงหน้าอย่างสบาย หลับตาพริ้มให้ความนุ่มของมัน่อหุ้มร่าง ก่อนจะรับรู้ได้ถึงแรงที่ยุบยวบลงไปข้างๆตัว

            

เซนต์ทิ้งตัวลงนอนด้านข้างอีกคน และท้าวแขนข้างหนึ่งไว้หันหน้าเข้าลูกแมวตัวน้อยที่นอนหลับตาไดน่ารักเสียเหลือเกิน ใช้ปลายนิ้วสากไล่เกลี่ยเส้นผมที่ลงมาขวางดวงตาสวยทัดเข้าใบหูบาง ก่อนจะกดจูบเบาๆบนขมับซ้ำๆราวกับคนโหยหา

            

ได้ลิ้มลองครั้งนึงย่อมได้ร้องหามันอีกร้อยพันครั้ง เช่นเดียวกับคนที่ไม่รู้จักพออย่างเขา ฉวยโอกาสยามอีกคนนอนเล่นอยู่เช่นนั้นลงไปหากลีบปากบางทว่ากลับได้ผลตอบรับอย่างดียามอีกคนไม่ขัดขืน เซนต์ก็มุ่งหน้าต่อเสียทันที ริมฝีปกาหยักกระหน่ำพร่ำจูบลงไปหนักๆ ก่อนจะใช้นิ้วจับปลายคางมนให้อ้าออกเพื่อเข้าไปช่วงชิมความหวานด้านใน คนตัวเล็กข่มตาพยายามไม่เกร็งกับสัมผัสแปลกใหม่ที่ได้รับมัน เขาไม่เคยทำเช่นนี้กับใคร ไม่เคย และเซนต์กำลังจะได้เป็นคนแรก คนแรกำหรับทุกๆอย่าง    

            

ยามอีกคนอนุญาตเซนต์ก็ไม่รีรออีกต่อไป เขาทำมัน ใช้ปลายลิ้นเข้าไปกวาดเอาหยาดหวานในโพรงปากเล็กอย่างกระหาย โหยหาคร่ำครวญหามัน หยอกล้อกับปลายลิ้นเล็กที่ซื่อไม่เป็นท่า เงอะงะแต่กลับน่ารักในสายตาเขา ก่อนจะพบเจอจุดสำคัญที่ทำให้คนใต้ร่างสะดุ้งโหยงยามสัมผัสเพดานด้านใน ก็เป็นอันรู้จุดอ่อนทันที เขาลอบยิ้มมุมปากขณะที่อีกคนได้แต่หลับตาปี๋ ชั่วขณะมือแกร่งได้เผลอตัวสอดมันเข้าหาผิวเนื้อเนียนใต้เนื้อผ้า บีบเคล้นส่วนเอวเล่น สำรวจความผอมบางของอีกคนใช้โอกาสที่จูบของเขาเบี่ยงเบนมัน ขบเม้มหยอกล้อจนผิวเนื้อแดงก่ำอย่างน่าสงสารและเก็บเกี่ยวความหวานทั้งในและนอก รวมทั้งหยาดน้ำหวานที่เลอะออกมาจากมุมปากสวย เขาอาจได้ล่วงเกินไปมากกว่านี้ หากแรงทุบตีที่อกไม่ได้เรียกร้องขอให้หยุดเสียก่อน

            

นาทีหอบยามถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นว่าดวงแก้มเนียนนั้นแดงขึ้นสีฝาดขนาดไหน ด้วยความเอ็นดูเขาจูบลงไปเบาๆอีกครั้งบนหน้าผาก ก่อนจะเปลี่ยนมาโอบกอดคนตัวเล็กไว้เสียเอง เป็นเช่นนั้นเนิ่นนาน ก่อนที่ใครบางคนจะเป็นคนเอ่ยถ้อยคำลึกซึ้งออกมาอย่างไร้เหตุผล

 

“ถ้าความรักที่เรามีให้เซนต์เปรียบยได้กับการเดินทาง ที่มีปลายทางเป็นเซนต์”

“…”

“เซนต์ต้องเป็นดวงอาทิตย์แน่เลยเนาะ”

“เพราะไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไปไม่ถึง หรือไม่”

“…”

“ก็อาจได้มอดไหม้ไปก่อน”

“แต่เซนต์ไม่ต้องห่วงนะ เพราะไม่ว่าด้วยวิธีไหน”

เราจะหาทางไปให้ถึงดวงอาทิตย์วดวงนั้นให้ได้เลย

 

แขนแกร่งกระชับอ้อมกอดขึ้นก่อนจะกดจมูกลงบนกลุ่มผมนั้น ทำได้เพียงโอบกอดเขาไว้ในตอนนี้ ได้แค่นั้นจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

สวัสดีค่ะ อันนยอง บองชู้! มาช้านุขอโทษ อาทิตย์นี้พยายามแล้ว แต่คือถ้าไม่มีอารมณ์แต่งเราก็กลัวว่ามันจะออกมาไม่ดี ขออภัยด้วยนะค้าา

เรารู้แหละว่าทุกวันนี้ก็อัพช้าอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่าอาทิตย์ละตอนมันพอมั้ย แต่ขอบคุณมากๆเลยนะคะที่เข้ามาติดตามกันเรื่อยๆ ต่อจากนี้อาจไม่ค่อยได้มาแล้ว เรากำลังจะสอบค่ะ ไม่ได้อกว่าจะไม่มาเลย แต่โอกาสคงน้อยลง เลยตั้งใจจะมาบอกว่าหลังสอบเสร็จเราจะเป็นไท เมื่อถึงตอนนั้นจะปั่นให้รัวๆเลยค่ะ อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะทุกคน สำหรับใครที่อ่านแล้วเห็นว่ามันไม่ดีตรงไหนขัดข้องคอมเม้นกันได้เลย เราพูดจริงๆ เราชอบมากเวลาได้อ่านความคิดเห็นของพวกคุณที่มีต่อนิยายเรา เราจะนำมันไปปรับปรุง ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

 

 

 

            

            

 

 

            

            

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #169 Wayvay_T (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 12:16
    หม่นๆไงมะรุ
    #169
    0
  2. #138 deffang (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 00:26
    อยากรู้ว่าทำไมเซนต์ๆม่ยอมรับซักที ทั้งๆที่การกระทำสวนทางมากๆ ฮืออ
    #138
    0
  3. #121 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 16:42
    อะไรรอะ ยัยเซนต ยัยพระอาทิตยแกยังไม่ตกหลุมรัก นาทีอีกหรอ บ้าหรือป่าววว น่ารักขนาดนี้ จะแข็งไปไหนนน !
    #121
    0
  4. #72 0863538696 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 17:07
    ละมุนนนนอะไรขนาดนี้แม่
    #72
    0
  5. #71 w060846 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 01:47

    หื้ออออละมุนมาก;-; บรรยายดีมากเลยค่ะไรท์เพิ่งจะมาตามอ่าน
    #71
    0
  6. #70 0982529885 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 05:30
    รักน้องแล้วอ่ะดิ
    #70
    0
  7. #69 vwe_vwa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 23:35
    น้อง 😭😭😭😭 ละมุนมากเลย
    #69
    0
  8. #68 pmgot7 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 22:07
    ทำไมอะหรือเซนต์ไม่อยากรับรักน้องหรืออะไรเหมือนจะดีแต่ก้หน่วงแน่เลยแง่งง
    #68
    0