Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 17 : Chapter 13: Its Orbit

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 388
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

เสียงประตูไม้เปิดออกยามเสียงน้ำเงียบลงไป พร้อมกับร่างสูงสัดส่วนดีของเจ้าของห้องที่ก้าวออกมาโดยมีผ้าเช็ดตัวผืนขาวเป็นส่วนเดียวของร่างกายที่ปกคลุมจุดสำคัญไว้ และผืนเล็กอีกผืนคอยยกซับหยาดน้ำที่หยดไหลลงมาตามเส้นผมดกดำ พลันความเย็นที่ลอยจางอยู่ในบรรยากาศหลังจากที่เพิ่งปิดเครื่องปรับอากาศไปก็กระทบเข้ากับผิวสีน้ำนม เขาจึงไม่รอช้าที่จะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่เพื่อหาอะไรสวมใส่เสียก่อนไข้จะจับ

 

สายตมคมปัดกวาดไปทั่วผ่านกองเสื้อผ้าหลากสีที่ถูกแขวนขึ้นตู้เอาไว้อย่างดี พิจรณาอยู่นานกว่าจะได้ชุดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานประจำวันนี้ เสื้อเชิร์ตผ้าลื่นสีเขียวขี้ม้าตัดกับสีอิฐของกางเกงและสูท เป็นตัวเลือกที่ถูกนำออกมาทาบคู่กันสักพักก็ถูกจับใส่ เขาไม่ชอบการใส่เนคไทมากนัก จึงเลือกที่จะปล่อยไป เมื่อจัดชุดให้เข้ากันเรียบร้อยแล้ว นาฬิกาเรือนหรูก็สอดเข้ากับข้อมือแกร่ง ก่อนจะตามด้วยการเซ็ทผมที่เดิมทีไม่ได้เคร่งมากนัก ใช้เวลาไม่นานเจ้าของโครงหน้าเรียวที่หญิงสาวมากมายชื่นชอบก็ได้รับการแต่งตัวจนเสร็จสิ้น

 

เครื่องยนต์ของยานพาหนะหรูเริ่มทำงานยามที่ร่างสูงเข้าไปนั่ง ไม่นานนักก็เคลื่อนออกจากลานกว้าง มุ่งหน้าไปตามถนนที่เริ่มมีรถปะปนอยู่บ้าง พลันสายตาที่กำลังเหลือบมองพื้นคอนกรีตตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัวพร้อมกับอาการมึนหัวที่แล่นขึ้นมาเป็นช่วงๆ และเขาเลือกที่จะไม่ใส่ใจมันมากนักก่อนจะพยายามส่ายหัวไปมาราวกับสิ่งนั้นจะสลายหายไป มันคงเป็นเพียงผลข้างเคียงจากการพยายามปั่นงานเมื่อคืนจนเป็นผลให้ขาดการพักผ่อนเช่นนี้ แต่แค่นี้แล้วไม่สามารถทำอะไรเซนต์ได้ เพราะแน่นอนว่าเขาเคยเป็นบุคคลคลั่งงานขนาดไหน

 

ก่อนจะได้เจอโซลเมท

 

ไม่นานนักก็ถึงที่หมาย มือแกร่งจับหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้ารั้วบริษัททันที ลอบมองเวลาบนข้อมือก็โล่งอกในระดับนึงที่เขายังไม่ได้สายจนเกินไป กองเอกสารที่ถูกรวบเก็บไว้ในแฟ้มอย่างเรียบร้อยถูกยกขึ้นจากเบาะหนังพร้อมกับกระเป๋าเป้คู่ตัวก่อนที่เจ้าของตำแหน่งหัวหน้าแผนกจะเดินเข้าไปด้านใน

 

เมื่อจัดถึงโต๊ะก็นำมันมาจะเรียงตามลำดับใหม่เพื่อเข้าประชุมในตอนเช้า ตามด้วยการไปดูงานถ่ายแบบที่จะเกิดขึ้นวันนี้ในช่วงบ่ายหลังจากที่วางแผนสำหรับงานนี้นานนับเดือน ทว่าในที่สุดก็จะได้จัดการมันเสียที

 

สูทตัวบางถูกกระชับขึ้นจัดปกให้เรียบร้อย ประตูกระจกที่มีแผ่นฝ้าติดพาดอยู่ส่วนกลางเพื่อให้ความเป็นส่วนตัวก็ถูกเปิดออก ลมเย็นก็ซัดเข้ากระแทกผิวหนังใต้ผ้าเรียบ เซนต์ค้อมตัวให้หัวหน้าฝ่ายอีกหลายคนภายในห้องใหญ่หลังจากที่พบว่าตนนั้นมาสายสุด รอยยิ้มเจื่อนๆก็ถูกประดับบนหน้าแทนคำขอโทษใดๆ และก่อนจะได้เสียเวลาอะไรไปมากกว่านี้ ประตูก็ปิดลง พร้อมกับเสียงกำกับของคนศักดิ์สูงกว่ากล่าวเปิดการประชุม

 

 

 

13:24

 

ทันทีที่ฝ่าเท้าก้าวออกพ้นประตูใส ภาระที่แบกไว้เกือบทั้งปวงก็ละออกไปจากไหล่ทั้งสองข้าง หมุนคอไปมาเพื่อคลายความเมื่อยพลางเดินกลับห้องไปอย่างเหนื่อยล้า หวังจะได้รับการพักผ่อนในไม่ช้า หากไม่ติดว่าตารางงานวันนี้ของเขานั้นช่างแน่นเสียจนไม่มีเวลาได้หยุดเลยแม้แต่น้อย ไม่ทันไรเสียงแจ้งเตือนที่ตั้งไว้ก็ดังจากสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกง พร้อมกับภาพดิจิตอลบนหน้าจอที่แสดงงานต่อไปให้เห็นอย่างชัดเจน พลันหัวคิ้วเรียวดกดำก็ขยับเข้าหากันยามสิ่งที่เห็นเอนเอียงราวกับกำลังจะล้มลงไป หากเขาไม่บังเอิญคว้าขอบโต๊ะไว้ได้เสียก่อน และมันก็เป็นอีกครั้งที่อาการเหล่านี้ถูกเพิกเมินเพียงความคิดที่ว่าเขาจะไม่เป็นอะไร

 

“อ้าว เลิกประชุมแล้วหรอวะ”เสียงสดใสของเพื่อนหัวส้มดังขึ้นขัดยามที่เซนต์กำลังจะได้ก้าวออกจากห้องของตน คนถูกถามนึกแปลกใจเล็กน้อยที่จู่ๆก็เห็นเพื่อนของตนหน้าห้องเช่นนี้ เพราะโดยปกติแล้ว ทางแยกไปแผนกกับห้องเขานั้นเป็นคนละทางกันเสียเลย

“เออ เพิ่งเสร็จ ละมึงมาทำไร”

“มาดูคนงานเยอะว่ะ ฮ่าๆ”

“สัด ถ้าไม่ติดว่าได้เงินก็ไม่อยากทำนักหรอก”

“ค้าบๆ ละนี่เป็นไรวะ หน้าขาวๆนะมึง ทารองพื้นมาหรอ อี๋ หน้าลอยเลย”

“ห้ะ อะไรของมึง”

“ช่างเหอะ นี่ไปดูงานถ่ายต่อใช่ป่ะ”

“เออ”

“ดีเลยเพื่อนรัก”ถูกทิ้งไว้เพียงครึ่งแรกของประโยคเท่านั้น ยังม่ทันได้พูดอะไรต่อ ร่างส่วนสูงใกล้กันของฮีลก็เดินเข้ามาหาเขา พร้อมกับแววตาเจ้าเล่ห์แบบที่เจ้าตัวมักจะทำอยู่บ่อยๆเวลาอยากได้อะไรสักอย่าง ซึ่งดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เดาไม่ยากเลยว่าของสิ่งนั้นมันคืออะไร

“ล่อสาวมาให้กูคนนึงดิ”นั่นไง ไม่ทันขาดคำ

“ไอ่เฮีย มึงไปทำงานนะ ถึงกูจะไม่ได้ใหญ่มากแต่กูลดเงินเดือนมึงได้นะ”

“โห อะไรวะ มึงเจอเมทแล้วก็พูดได้ดิ ตอนนี้ผู้หญิงรอบตัวก็เป็นแค่อากาศแล้ว”

“กูก็ไม่เคยสนอยู่แล้วมั้ย”

“อ่าว มึง”

“…”

“อิเห้เซนต์!! คิดไรกะกูป่ะเนี่ย”

 

เพียงเท่านั้นเซนต์ก็ไม่ได้นึกจะเสวนาอะไรต่อจึงทำเพียงเดินออกมาทันที ไม่วายได้ยินเสียงตะโกนลั่นดังมาจากด้านหลัง โดยไม่เกรงใจพนักงานคนอื่นที่อยู่เพียงแผนกตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย และเขามั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ว่าการกระทำที่สนิทสนมของพวกเขาสามคนเช่นนี้คงได้หลุดไปเป็นขี้ปากคนอื่นอีกเป็นแน่

 

“ไลน์หรือเบอร์ก็ได้นะเว่ย!!ไอ่เซนต์!!”

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตากลมโตใสซื่อเสมองไปยังสมาร์ทโฟนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะไม้เป็นครั้งที่สิบสามของวันด้วยหัวใจดวงน้อยที่ค่อยๆเฉาลงอย่างเห็นได้ชัดผ่านทางสีหน้าหงอยๆของเจ้าตัว พลันมือเล็กก็ยกแก้วกระเบื้องแก้วหนึ่งจากสองตรงหน้าขึ้นจิบโดยที่ยังไม่ละสายตาไปไหน ทว่าวินาทีที่ริมฝีปากบางจรดลงบนขอบแก้วนั้น กลิ่นแปลกๆก็โชยมาแตะจมูกจนจำต้องนิ่วหน้าหนี ก่อนจะมองลงไปในแก้ว และพบว่าภาชนะกระเบื้องเคลือบสวยที่ตนเพิ่งยกผิดมานั้น เป็ฯแก้วใส่ต้นไม้น้ำขนาดเล็กแทนที่จะเป็นแก้วโกโก้อุ่นๆยามเช้า โชคยังดีหน่อยที่เวลาเช่นนี้เขาไม่ได้กำลังนั่งจิบสบายๆอยู่ด้านนอก หากเป็นเช่นนั้น การที่เขาเผลอตัวเหม่อลอยจนเป็นเหตุให้เกือบจะดื่มน้ำต้นไม้แบบนี้ คงอายไม่น้อยเสียเลย

 

หนังตาบางหรี่ลงยามแสงจ้าของดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามากระทบ หลบหนีความสว่างที่ไม่ค่อยชิน และเป็นอีกครั้งที่เขาเฝ้ารอสายจากใครบางคนท่ามกลางความเงียบ

 

จะงานหนักจนเกินเสียหรือเปล่า

เขาจะเป็นอะไรไหม

แล้ว…จะคิดถึงเหมือนกันไหม

 

กริ๊งๆ

 

จนในที่สุด เจ้าเครื่องที่ก่อนหน้านี้นอนเหมือนตายอยู่บนโต๊ะก็เริ่มส่งเสียงและสั่นขึ้นมาอีกครั้ง ชั่ววินาทีอวัยวะในอกก็เริ่มกระตุกพร้อมกับอัตราการเต้นที่เร็วขึ้นจนสามารถรู้สึกได้ หากหน้าจอที่กำลังสว่างอยู่นั้นไม่ได้แสดงชื่อของเพื่อนสนิทขึ้นมาเสียก่อน ปากเล็กเผยอออกยามลมหายใจหนักพรูออกมา ก่อนจะตัดสินใจรับสายนั้น

 

“อื้อ ว่าไงเจ้าหมากระเป๋า”

(โหยยย ทำไมเสียงเหมือนไม่อยากคุยกันเลย เราทำอะไรผิด)

“ผิดมาก ทิ้งเราไว้ที่โรงพยาบาล แล้วไม่ติดต่อมาหาอีกเลย”

(มันกระทันหัน เราก็ไม่ได้อยากทิ้งสักหน่อย วันนี้เลยจะมาแก้ตัว ไปเที่ยวกันเนี่ยเราชวนเจ้าเตอร์มาด้วย)

“อ่า วันนั้นเราก็เพิ่งไปเที่ยวกับเตอร์เหมือนกัน”

(เห็นมั้ย ก็แอบไปเที่ยวกันสองคน เรางอนดีกว่า)

“ฮื่ออ ไม่เล่นอะไรแบบนี้แล้วได้มั้ยอ่ะ มารับเราออกไปเที่ยวหน่อยเจ้าฝุ่น อยู่ห้องน่าเบื่อมากเลย”

(อ่าว แล้วทำไมไม่ออกไปข้างนอก)

“อ่า…”นั่นสิ ทำไมไม่ไปไหน หรือเพราะรอใครบางคนอยู่

“ช่างเถอะน่า มารับเรานะ นะๆ”

(รู้แล้วน่า)

 

ทิ้งไว้เพียงเท่านั้น ฝุ่นก็วางสายไป เช่นเดียวกับคนตัวเล็กที่ยอมลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานตัวเล็กเพื่อไปแต่งตัว หยิบจับเสื้อผ้ามั่วเข้ามาใส่ไม่นานนักเขาก็พร้อมออกไปรับลมร้อนข้างนอก เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ริมฝีปากแดงสดก็ยู่ลงยามนึกถึงสัมผัสของไอร้อนจากฤดู

 

ไม่นานนักเขาก็มาโผล่อยู่ในรถเต่าคนัเล็กน่ารักสีฟ้าอ่อนของฝุ่นที่มีเอสเตอร์เพื่อนสาวอีกคนของกลุ่มนั่งมาด้วยอยู่แล้ว นาทียิ้มทักทายจางๆก่อนจะละไปมองนอกหน้าต่างอย่างที่เจ้าตัวมักจะทำอยู่บ่อยๆ ปล่อยให้อีกสองคนคุยกันอย่างออกรสเจื้อยแจ้วไปกันอยู่เช่นนั้น

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย ลูกแก้วสีสวยกวาดสายตามองรอบตึกสูงนอกหน้าต่าง เป็นอีกวันที่เพื่อนผมเทาพาเขามาเดินเล่นในเมืองอีกเช่นเคย หากแต่วันนี้นั้นจะเป็ฯอีกย่านนึงที่เขาไม่เคยมา มันจึงน่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ ฝุ่นถอดกุญแจรถก่อนจะปิดประตูลงแล้วกดล็อคให้เรียบร้อย โดยให้ไกด์สำหรับการทัวร์ในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของเอสเตอร์

 

เจ้าของใบหน้าสวยราวกับตุ๊กตาได้แต่เดินตามเพื่อนไปต้อยๆเงยหน้ามองขึ้นสิ่งก่อสร้างแปลกตาบ้าง ไม่ก็เปลี่ยนไปสบกับสินค้าน่ารักตามข้างทางเช่นนั้นจนเริ่มปวดคอ หันซ้ายทีขวาที เป็นเช่นนี้จนนาทีแอบคิดว่าเขาอาจจะทำตัวบ้านนอกเสียไปมากทั้งฝุ่นทั้งเอสเตอร์ถึงได้หลุดขำออกมา พลันแก้มเนียนก็ขึ้นสีระเรื่อด้วยความเคอะเขินหลังจากที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนนั้นทำตัวแปลกไป

 

สถานที่แรกที่เขาเดินเข้านั้นคงจะเป็นตึกทรงกลมที่ตั้งตระหง่านอยู่ในซอยใหญ่ สำรวจสักพักนาทีถึงตระหนักได้ว่าย่านนี้อาจเป็นที่ท่องเที่ยวชื่อดังทีเขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับมัน รู้ตัวอีกที สายมเย็นๆก็ปะทะเข้ากับหน้า พลันไอร้อนจากด้านนอกก็สลายไปแทนที่ด้วยความสดชื่นจากเครื่องปรับอากาศ แนวการตกแต่งภายในของที่ที่ขึ้นชื่อว่าแหล่งศิลปกรรมนั้นดึงดูดความสนใจจากนาทีไม่น้อย ไล่มองตั้งแต่ผนังที่ถูกสร้างขึ้นจากกระจกใส และปฏิมากรรมจากทางฝั่งยุโรปที่ถูกตกแต่ง ไม่ได้มากจนเกินไป ทว่ากลับกลับเป็นงานศิลปะน้อยชิ้นที่ให้ความรู้สึกหลากหลายแบบจนคนที่เดินผ่านไปมาอดที่จะยกกล้องขึ้นถ่ายไม่ได้ และเช่นเดียวกับเขา ที่ยืนจ้องงานสีรูปหนึ่งจนไม่อาจละออกไปไหนได้เสีย

 

สีเขียวหลายโทนประกอบกับแต้มสีอื่นๆเล็กน้อยและแนวการลงสีของภาพนี้สะกดให้คนตัวเล็กจดจ้องอยู่เช่นนั้น ราวกับถูกดึงเข้าไปในอีกโลกนึง จนไม่รู้ตัวเลยว่าทั้งฝุ่นและเอสเตอร์ที่พยายามตามหาเขากันทั่วเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังเสียแล้ว

 

“อ่าอยู่นี่เอง นาทีจะไปไหนบอกกันหน่อยสิ เราเป็นห่วงนะ”ฝุ่นเอ่ยถามเพื่อนด้วยเสียงติดความไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแผ่นงานบนผนังที่คนตรงหน้านั้นมองนักมองหนา

 

เอสเตอร์เห็นดังนั้นก็พยายามหาจุดสนจชใจของนาทีที่ทำให้เพื่อนหน้าสวยนั้นไม่ยอมละสายตาออกมาเสียที เนื่องจากงานเพ้นท์นี้รวมหลากหลายสิ่งไว้ในนั้น กลางภาพเป็นกอหญ้าเขียวชอุ่มและพื้นหลังเรียบๆที่ให้ความรู้สึกสบายตา ทว่าแต่งแต้มด้วยดอกไม้สีสดที่เบิกบานขึ้นมา ทว่าสิ่งที่ตัดกับภาพเสียจนคนที่คุ้นชินกับของเช่นนี้อย่างเอสเตอร์ยังแทบหาไม่เจอ และแปลกใจอยู่มาก กลับเป็นสิ่งเดียวกันที่เขาคิดว่าเพื่อนคนนี้กำลังสนใจอยู่

 

“นาที…ชอบดอกแดนดิไลออนหรอ” ครั้งนี้เองที่คนตัวเล็กหันกลับมามองผู้ถาม ดวงตากลมโตสีอ่อนเรียบนิ่งไร้คำพูดใดๆ รอรับฟังประโยคต่อไปของเพื่อนสาวอย่างตั้งใจ

ดอกแดนลิไลออน มีความหมายว่าความสุข และความหวังที่รอคอย

“กำลังรออะไรอยู่รีปล่าว” นาทีชะงักไปราวกับเพิ่งรู้สึกตัว ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆด้วยความงุนงง เปลี่ยนมาจ้องหน้าฝุ่นสลับกับเอสเตอร์ไปมา ก่อนจะเอียงคอมองจนคนเห็นรู้สึกเอ็นดูท่าทีนั้นเสีย

“เอ๋ ไม่ๆ ไปที่อื่นกันเถอะ”

“เดี่ยวก่อนดิ เตอร์รู้ได้ไงอ่ะ ความหมายของดอกสิงโตไรนี่อ่ะ”

“ขี้ลืมอ่ะคนเรา เราทำงานที่ร้านขายดอกไม้”

“จริงด้วย แหะๆ ไปช้อปกันดีกว่าเนอะ”

 

หลังจากนั้น เขาทั้งสามก็พากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ไปมาเช่นนี้อยู่นาน ผลัดเปลี่ยนเดินไปทั่ว ออกมาแต่ละครั้งก็มักจะมีถุงหิ้วติดมากลับออกมาด้วย ทว่าของพวกนั้นล้วนเป็นของฝุ่นและเอสเตอร์ ไม่ได้มีของเขาแม้แต่น้อย จนกระทั่งสายตาคมของคนเป็นเพื่อนสาวเหลือบเห็นร้านขายเสื้อผ้าชื่อดัง เป็นตอนนั้นเองที่นาทีคนที่ถูกทิ้งให้เดินตามอยู่ด้านหลังท้ายแถวถูกดึงให้เข้าตามไป ไม่ทันไรเสื้อผ้าหลากสีระรานตามก็ถูกหยิบขึ้นทาบบนร่างเล็ก จากที่คิดว่าฝุ่นคงไม่บ้าจี้ตาม กลายเป็นว่าตอนนี้นาทีเป็นเจ้าตุ๊กตาน่ารักของทั้งสองเสียแล้ว ร่างเล็กของคนงงๆถูกจับดันให้เข้าไปในห้องลองเสื้ออยู่หลายครั้ง แทนที่การเที่ยวในครั้งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะพยายามไม่ใช้เงินในกระเป๋ามากนัก ทว่ากับสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้ว เขาคงจะถูกบังคับซื้อของเหล่านี้กลับไปไม่น้อยเสียเลย

 

ชุดตัวสุดท้ายถูกพาดไว้บนแขนเล็กก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าไปด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย ต่างจากอีกสองคนที่นั่งรอหน้าตั้งอยู่ด้านหน้าอย่างตื่นเต้น ดวงตาลุกวาวไม่กระพริบแม้แต่น้อย จดจ้องรอคอยให้ผ้าม่านสีหม่นตรงหน้าถึงคราเปิดออก และไม่นานความคาดหวังที่วางไว้ก็ไม่ได้สูญเปล่า

 

ยามผ้าม่านบางถูกเลื่อนออก ร่างบางใต้ผ้านิ่มสีดำของเสื้อคอกว้างที่ผ่าออกไปจนกระดูกไหปลาร้าเรียวเผยให้เห็น ชายเสื้อถูกทัดเข้ากับเอวกางเกงหนังขาดเข่าและเข็มขัดที่เข้ากับองค์ประกอบอย่างพอดิบพอดี ทว่าเท่านั้นอาจยังไม่ทำให้เพื่อนสองคนที่นั่งตะลึงอยู่ตรงหน้าอึ้งได้ ไอเทมสำคัญที่ถูกยัดเข้ามือนาทีไปก่อนเข้าไปลองเสื้อนั้น คือสร้อยหนังรูปร่างราวกับเข็มขัดหรือสิ่งที่คนทั่วไปเรียกมันว่าโชคเกอร์ ถูกสวมรัดไม่แน่นมากที่คอระหงส์สีน้ำผึ้งสวย และรูปทรงของมันที่เมื่อประดับอยู่บนเนื้อเนียนแล้วกับเพิ่มความสง่าให้ไม่น้อย

 

คนตัวเล็กที่เห็นเพื่อนนิ่งไปสักพักกลับเข้าใจว่าตนนั้นไม่เหมาะกับเรแต่งตัวเช่นนี้ ฝ่าเท้าเล็กถึงได้มีท่าทีว่าจะกลับเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดเดิม ทว่าจู่เสียงกรี๊ดด้วยความตกใจกลับดังขึ้นเสียก่อนจนคนได้ยินนั้นใจตกไปอยู่ตาตุ่มรีบหันกลับไปมองต้นเสียง วินาทีนั้นเองที่เขาเห็นเอสเตอร์กำลังส่งเสียงร้องออกมาดังลั่นพร้อมกับโครงหน้าเรียวสวยที่เริ่มแดงก่ำด้วยแรงที่เปล่งออกมา จนเขากลัวเสียว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป

 

“โอ๊ยแม่ จะเป็นลม อีฝุ่นขอยาดม”

“ไอเตอร์ เก็บนอเข้าไปก่อน นาทีอยู่” เสียงกระซิบกระซาบของฝุ่นนั้นเบาเกินเสียที่เขาจะได้ยิน ทว่ากับสองคนที่เข้าใจกันนั้นก็มองหน้ากันด้วยท่าทีแปลกที่นาทีเองก็ไม่เข้าใจนัก และอาศัยจังหวะที่นาทีกำลังไปตามหาของมาช่วยเพื่อนตัวดีจากอาการจะเป็นลม ฝุ่นก็ได้โอกาสหยิกเข้าที่เอวเอสเตอร์ไปหนึ่งที โทษฐานหลุดพูดคำหยาบต่อหน้านาที เดิมทีทั้งเขาทั้งเอสเตอร์ก็ไม่ได้เป็นคนเรียบร้อยอะไรไขนาดนี้ หากแต่เมื่อกลายมาเป็นเพื่อนสนิทคนใสซื่ออย่างนาทีแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวกันบ้าง ท่วากลับไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ฝืนตัวเองมากนัก

“เตอร์ เป็นอะไรมั้ย นี่น้ำ” ขวดน้ำถูกยื่นมาให้ตรงหน้าพร้อมกับสายตาและท่าทีเป็นห่วงของนาที ยามเพื่อนตัวเล็กย่อตัวลงมามองเอสเตอร์ก็ต้องใจไม่ดีอีกครั้ง มากไปกว่านั้น เขากลับไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นอายเฉพาะตัวของเพื่อนหน้าสวยตรงหน้านั้นรุนแรงขนาดไหน

 

กูจะตายเอสเตอร์ได้แต่คิด

 

“ไม่ๆ เราไม่ได้เป็นไรเลยนาที ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ แต่แต่งตัวแนวนี้แล้ว ทีดูดีมากๆเลย”ไม่ว่าเปล่า เอสเตอร์ยังยกนิ้วโป้งขึ้นเป็นการยืนยัน

“แต่เราไม่ชอบเลย มันดูโป๊ๆยังไงไม่รู้”

“ไม่ๆ ห้ามเปลี่ยนนะ ซื้อเลย ซื้อแล้วใส่ไปเลย หลังจากนี้ก็ไปล่อผู้กับเรา”

“หือ”

“พอๆ อย่าพาเพื่อนเสียเตอร์ เอาเป็นว่าวันนี้อย่าเพิ่งใส่ดีกว่า เปลี่ยนชุดกับก่อน เดี๋ยวเราไปจ่ายเงินให้”

 

ได้แต่มองหน้าเพื่อนทั้งสองสลับกันไป กว่าจะยอมเดินกลับเข้าไปทำตามที่ฝุ่นบอก และหลังจากที่จัดการชำระค่าเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ถึงคราละจากร้านหรูชื่อดัง ยามร่างเล็กก้าวพ้นประตูตึกใหญ่ออกมาท้องฟ้าก็เริ่มหม่นไปเสียแล้ว ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาใช้เวลาอยู่ด้านในไปนานเท่าใด แต่ในเวลาเช่นนี้เขากลับคิดว่ามันคงมากพอที่จะทให้ขาทั้งสองข้างนั้นล้าไปเสียแล้ว หน้าจอดิจิตอลของสมาร์ทโฟนสว่างขึ้นแสดงตัวเลขเป็นเวลาสี่โมงเศส เห็นดังนั้นนาทีจึงตั้งใจจะบอกลาเพื่อนเสียก่อนที่แสงสว่างร่ำไรของผืนฟ้าจะถูกพรากไปเสียก่อน ทว่ากลับเป็นอีกครั้งที่เขาถูกลากไปเดินชมเชยถนนคนเดินอย่างไม่ตั้งใจนัก แต่กลับไม่กล้าขัดอะไร

 

ฝุ่นเดินไปกุมมือเล็กขอเพื่อนหน้าสวยไว้กันพลัดหลง ก่อนจะคอยพาเดินหลบผู้คนที่เริ่มพลุกพล่านยามใกล้ค่ำ พลันสายตาก็จับสังเกตุเห็นเลขสองหลักบนคออีกฝ่าย ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าบางอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเขาเลือกที่จะเก็บมันไว้เงียบๆกับตัวอีกเช่นเคย

 

ทว่าจู่ๆเพื่อนตัวดีอย่างเอสเตอร์ที่เกือบจะหลุดความลับอยู่หลายครั้งของวันนี้ก็อุทานขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังอีกฟากหนึ่งของถนนใหญ่ หลังจากที่พวกเขาเดินออกมาพ้นร้านขายของต่างนานาแล้ว

 

“นาทีดูนู่นๆ คนนั้นหล่อมั้ย อย่างกับนายแบบเลยอ่ะ” ในทีแรกที่ได้ยินนั้น ฝุ่นตั้งใจจะไม่สนใจอะไร หากไม่ติดที่หางตาดันไปจับภาพของใครบางคนไว้ได้เสียก่อน และด้วยความว่องไวเขาก็หันกลับไปมองตัวเลขบนคอระหงส์ของเพื่อนตัวเล็กข้างๆ ตัวเลขยังไม่ได้ขยับ และในวินาทีที่นาทีกำลังจะหันไปมองตามนิ้วเรียวของเพื่อนสาวคนเดียวในกลุ่ม ฝุ่น็แทรกตัวเข้าไปบังไว้เสียก่อน

“ไม่เอาๆ นาทีไปดูร้านนั้นดีกว่า เราเห็นของน่ารักๆเต็มเลยนะ”

“อะไรอ่ะฝุ่น ให้ทีดูคนนู้นแป๊ปนึง เผื่อเพื่อนเราจะได้มีแฟนสักที”

“เตอร์ ทีเจอโซลเมทตั้งนานแล้ว”

“อ่าว กรรม แล้วทำไมไม่บอกกก โห เกือบทำบาปแล้ว อ่ะๆงั้ไปดูอย่างอื่นก็ได้ คนนี้เดี๋ยวเรามองเอง”

“เอาเถอะ จะฟ้องให้”

 

ฝุ่นลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่เบี่ยงเบนความสนใจไปได้ ก่อนจะส่งสายตาแกล้งๆไปให้เอสเตอร์ที่เอาแต่ส่องคนนู้นคนนี้ไปทั่วทั้งที่ตนนั้นก็มีคนเป็นของตัวเองแล้วเช่นกัน ทว่าเขาเองก็เข้าใจดี ว่าการได้มองคนหล่อๆน่ะ หัวใจมันกระชุ่มกระชวยเพียงใด แต่เขาไม่เคยมองนะ! ไม่เคยเลยจริงๆ…

 

หลังจากที่เอสเตอร์พานาทีเดินไปอีกทางแล้ว ฝุ่นก็หันกลับไปมองที่ก่อนหน้านี้อีกครั้ง และภาพของชายร่างสูงหน้าตาที่เขาคุ้นดีของใครคนนั้นกับสาวร่างเล็กหุ่นนางแบบก็ยังไม่หายไปไหน พลันความขุ่นมัวในใจก็ก่อตัวขึ้นจนเริ่มโมโหที่ริอ่านได้มาทำแบบนี้กับเพื่อนเขา ก่อนจะกลบมันไว้แล้วเดินออกไป หากแต่ไม่ได้มองเลยว่าสีหน้าของอีกฝ่ายนั้น กลับอึดอัดไม่ต่างจากเขาเลย…

 

 

“ผมว่าปล่อยดีกว่านะครับ”

 

เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยออกไปหวังจะให้คนที่ทำตัวเกาะแกะเขาอยู่ตอนนี้ละออก ทว่ากลับไม่เป็นผลยามแรงที่แขนนั้นลับเพิ่มขึ้นอีกจนเซนต์รู้สึกหงุดหงิด เขาพยายามข่มความหงุดหงิดไว้ด้านในเพราะยังไม่กล้าจะหาเรื่องผู้หญิงมากนัก ไม่นึกเลยว่าตัวแค่นี้จะมีแรงมหาสารเช่นนี้ ดวงตาคมตวัดกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ยังได้รับเพียงแววตาเว้าวอนเท่านั้น หากมันเป็นสายตาของใครอีกคนที่ส่งมาให้นั้น เขาอาจจะหลงกลมันก็เป็นได้ ทว่าในตอนที่บุคคนตรงหน้าทำแบบนี้แล้ว มันกลับไม่ดูน่าสงสารแม้แต่น้อย

 

แม้ว่าจริงอยู่ที่เซนต์เป็นผู้ชาย และเมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชายแล้วย่อมมีสัญชาตญาณดิบติดอยู่ในตัว โดนเบียดเข้าหาด้วยหน้าอกอวบอิ่มทรงสวยเช่นนี้อาจถึงขั้นทนไม่ไหว แต่หารู้ไม่ว่าคนอย่างเขาที่ก่อนหน้านี้หรือแม้กระทั่งตอนนี้เอาแต่บ้างานไม่สนใจเรื่องอื่นเลย การกระทำเช่นนั้นมักจะไม่มีผล บวกกับการที่ความรู้สึกบางอย่างถูกผันแบ่งให้ใครอีกคนแล้ว ก็คงไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้อีก ดังนั้นสิ่งเดี๋ยวที่เขาคิดจะทำในตอนนี้ คือการสลัดผู้หญิงคนนี้ออกไป

 

มือแกร่งยึดเข้าที่ข้อมือขาวพยายายมออกแรงให้น้อยที่สุดแต่กลับหนักแน่นเพื่อเอาห่วงไร้สาระนี่ออก ทว่าครั้งแล้วครั้งเล่ามันก็ไม่ยอมปล่อย เซนต์จึงจำหาคำพูดที่คาดว่ามีมารยาทมากที่สุดในการหว่านล้อมให้ร่างบางปล่อย

 

“พอเถอะครับ มีคนมาเห็นเข้าจะไม่ดี ผมก็มีหน้าที่การงานของผมที่ต้องดูแล กรุณาให้พื้นที่ความเป็นส่วนตัวกันด้วยนะครับ”

“ไม่ต้องทำเป็นพูดหรอกค่ะ ผู้ชายที่ไหนเขาทนกันได้ขนาดนี้เนี่ย”

“ก็คงเป็นผู้ชายที่ไม่ได้สนใจจริงๆ ที่เข้ากับผู้หญิงแบบคุณมั้งครับ”

“พูดบ้าอะไรคะ ผู้หญิงแบบฉันแล้วมันทำไม จะบอกว่ามันไม่ถูกใจคุณแล้วจะปฏิเสธหรอครับ”

“ครับ ถูกทุกอย่างเลย ทั้งไม่ถูกใจและจะขอปฏิเสธด้วยครับ”

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มีที่ไหนผู้ชายแบบคุณ”

“มีเยอะจะตายครับ ลองหาดูนะ คนที่คิดจะจริงจังกับใครสักคนน่ะ

“…”

“ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะครับ งานคงออกมาได้ดีมากแน่ๆ หวังว่าจะได้ร่วมงานครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ขอตัว”

 

จบเพียงเท่านั้น ร่างสูงก็เดินจากออกมาทันทีไม่รอช้า ตรงกับคอนโดหรูอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่ลืมที่จะเลี้ยวเข้บริษัทก่อนเพื่อไปเก็บของและรายงานความคืบหน้าของงานที่ทำอยู่ อีกทั้งยังขอเปลี่ยนตัวให้พนักงานคนอื่นไปดูงานแทนสักพักหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเย็น จากที่คาดว่าวันนี้เขาอาจจะได้กลับไปพักเร็วหน่อย เพราะงานถ่ายนั้นไม่น่าใช้เวลานานมากเนื่องจากถูกแบ่งออกเป็นวันๆ สุดท้ายจะวันนี้หรือวันต่อๆไป เขาก็ยังเป็นคนนึงที่กลับถึงห้องหลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปเสียแล้วอยู่ดี

 

เจ้าของห้องร่างสูงเดินเข้ามายังห้องด้วยท่าทีไม่ดีนัก หนังตาที่แทบจะปิดลงมาอยู่ร่ำไร และมือที่ใกล้หมดแรงนั้นเกือบทำเอาทรุดลงไปตั้งแต่ยังไม่ทันปิดประตู เสื้อสูทสีอิฐถูกโยนพาดเข้ากับพนักโซฟาใหญ่ ก่อนที่เซนต์จะเดินเซๆเข้าห้องไปด้วยอาการปวดหัวเช่นเดียวกับเมื่อเช้า

 

เขาทิ้งตัวลงบนเตียงแทบจะทันทีที่เห็นมัน ความเมื่อยตัวที่เข้าเล่นงานตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ในเวลาเช่นนี้แทบจะไม่มีแรงทำอะไรด้วยซ้ำ ราวกับว่าทั้งโลกนั้นกำลังเอนเอียงไม่เป็นท่า และลมหายใจที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆไม่ได้รับการผ่อน ทว่าก่อนที่ภาพจะได้ตัดไป เขากับไม่ลืมที่จะทำบางสิ่งเสียก่อน

 

สมาร์ทโฟนเครื่องหรูถูกยกขึ้นกดโทรออกหาใครบางคน รอไม่นานนักก็ถูกรับและทันที น้ำเสียงทุ้มติดหวานดังลอดออกรัวคำพูดสาระพัดเข้ามา และแม้ว่าในเวลาเช่นนี้เขาจะไม่สามารถจับใจความใดๆได้เลยก็ตาม มุมปากทั้งสองก็ยังมีแรงยกยิ้มขึ้นด้วยความอุ่นใจ เพราะน้ำเสียนั้นช่างฟังดูเป็นห่วงเขาไม่น้อยเลย

 

“ขอโทษนะครับ วันนี้ยุ่งมากจริงๆ ไม่โกรธผมนะ”

(อือ เราขอโทษ)

“อ่าครับ”

คิดถึงพี่นะ

(อื้อ เหมือนกัน คิดถึงเหมือกัน)ความเงียบเข้าแทนที่สักพักพอให้ทั้งสองฝั่งได้พักหัวใจที่เริ่มเต้นเร็วขึ้นมาเสียอย่างนั้น

(เซนต์)

“…”

(เสียงฟังดูไม่ค่อยดีเลย เป็นอะไรรึปล่าว)

“อ่า ก็ปวดหัวนิดหน่อยครับ ผมไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายแล้ว”

(อย่ามาทำเป็นโอเค ไม่สบายแน่ๆเลย กินยารึยัง)

“ไม่รู้เลยครับ ผม…แทบจะไม่มีแรงทำอะไรแล้ว”เขาเอ่ยออกไปด้วยแรงที่เหลือน้อยนิด ราวกับแสงสว่างทั้งหลายกำลังจะดับลง ราวกับว่ากำลังจะหลับไหล

(อย่าเพิ่งนะ บ…บอกที่อยู่มาเดี๋ยวเราไปหา)อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยเสียงติดขัดเล็กน้อยโดยที่เขาไม่รู้เลย่าด้วยสาเหตุอะไร

“ผมโอเค”

(เซนต์ ขอร้อง บอกเราหน่อยนะ)เพียงเท่านั้นไม่ต้องมีอะไรไปมากกว่านี้ เพียงแค่ถ้อยคำอ้อนวอนของอีกคน เพียงแค่ขอมา เขาก็พร้อมจะทำให้ทุกอย่างแล้ว สายตาพร่ามัวที่จะปิดอยู่ร่ำไร ฝืนลืมตากดหน้าจอสักพักที่อยู่ก็ถูกส่งไป หากแต่กำลังจะได้พูดคุยอะไรไปมากกว่านี้ ภาพทุกอย่างก็ค่อยๆมืดลงเสียแล้ว

(เซนต์ๆ ฮัลโหลได้ยินมั้ย เซนต์)

(โอเค ยี่สิบนาทีถึงแน่ อ้าปากรอยาได้เลยเด็กดื้อ)

 

 

 

 

 

เสียงประตูเปิดออกหลังจากที่คนหน้าห้องกดรหัสเข้ามาตามที่ถูกส่งทิ้งไว้ในห้องแชทเดี่ยว ดวงตากลมโตลอบมองการตกแต่งภายในที่เข้ากับเจ้าของห้องอย่างเห็นได้ชัด ไล่สายตาไปตามผนังและเฟอร์นิเจอร์สีพื้นๆ ทว่าเรียบง่ายและดูหรูหรา จนกระทั่งเพิ่งรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วนั้นเขามาที่นี่เพื่อเหตุใด ฝ่าเท้าเล็กถึงได้เปลี่ยนทิศทางเดินเข้าห้องหนึ่งไป และก็ต้องดีใจที่ตนนั้นเปิดเข้ามาถูกห้องพอดี

 

ร่างสูงของคนเป็นโซลเมทนอนคว่ำแน่นิ่งอยู่บนเตียงและเขาคิดว่ามันคงเป็นเช่นนี้มานานแล้ว เสื้อสูทที่ถูกโยนไปอย่างไม่ได้ใส่ใจ และจากการที่ยังไม่ได้ถอดสิ่งใดออกจากร่างเพื่อลดความร้อนเลยก็ทำให้พอจะรู้ว่าเหนื่อยมากแค่ไหน คนตัวเล็ฏก้าวเข้าไปหาช้าๆ หวังจะปลุกให้อีกคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อย ทว่าก็ต้องสะดุ้งทันทีที่ฝ่ามือบังเอิญแตะลงใบหน้าอีกฝ่าย ไอร้อนก็ถูกส่งผ่านมาทันทีจนต้องรีบชักมือหนี

 

“อะไรกัน ตัวร้อนขนาดนี้เลยหรอ”

 

เป็นเช่นนั้น นาทีก็รีบพาตัวเองเดินไปทั่วห้องหากะละมังมาสักใบเตรียมไปรองน้ำมาเช็ดตัวให้อีกคน ไม่ลืมที่จะประคองอีกฝ่ายให้กลับมานอนหงายบนหมอนดีๆเสียแม้ว่ามันจะยากมากก็ตาม ไม่นานนักภาชนะสแตนเลสพร้อมน้ำไม่เย็นมากก็วางลงบนโต๊ะข้างเตียง นาทีถือวิสาสะปลดกระดุมออกอย่างเชื่องช้า พลันหัวใจก็กระตุกวูบยามร่างไร้อาภรณ์ส่วนบนของคนตรงหน้าเผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องที่ก่อตัวเป็นลอนขึ้นมาอย่างสวยงาม แต่เขาก็ทำหน้าที่นั้นได้ดีในการเก็บอาการเขินอายเอาไว้เสียกับตัว เป็นผู้ชายด้วยกันแท้ๆ

 

ผ้าขาวผืนบางไล่เช็ดลดอุณหภูมิร่างกายอีกคนตั้งแต่ใบหน้าค่อยๆลงมายังต้นแขน ละเมียดละมัยดูแลอย่างดีประดุจว่าคนตรงหน้านั้นยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆไม่รู้จักโต ความรู้สึกขุ่นมัวเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมดูแลตัวเองก็พลันหายไปยามเห็นว่าสภาพของอีกคนนั้นแทบจะไม่มีแรงเอาเสียเลย

 

เข็มขัดถูกคลายออกเพื่อไม่ให้คนที่นอนป่วยอยู่รู้สึกอึดอัดตัว เขาจัดการปลุกให้เซนต์ขึ้นมากินยาได้เพียงสักพัก อีกฝ่ายก็สลบลงไปเช่นเดิม มือเล็กดึงชายผ้าห่มขึ้นมาถึงอกแกร่งหลังจากที่ทำการติดกระดุมให้ตามเดิม นั่งจ้องโครงหน้าเรียวของผู้เป็นคนรักอยู่เช่นนั้นด้วยความรู้สึกเป็นห่วงจับใจ ก่อนที่เสียงของสายเรียกเข้าจะดังขึ้น

 

นาทีละสายตาออกมาจ้องหน้าจอเครื่องตัวเองที่ยังคงนิ่งและดำสนิท และสับสนเล็กน้อยที่มันไม่ได้มาจากเครื่องของตน จนกระทั่งเพิ่งนึกได้ว่ามีของใครอกีคนอยู่ในห้องนี้

 

คนตัวเล็กลุกออกไปตามหาเจ้าตัวต้นเสียงเกรงว่ามันจะทำให้เจ้ากระต่ายบนเตียงตื่นเสียก่อน และแล้วเจ้าตัวปัญหาที่สั่นระรัวอยู่ในกระเป๋าก็ถูกยกตามออกไปยังห้องกลาง ก่อนที่เขาจะปิดประตูให้เรียบร้อย

 

นาทีตัดสินใจรับสายนั้นแทนที่จะปล่อยมันดังต่อไปด้วยความหวังดี สายที่ถูกบันทึกชื่อของเจ้าของเบอร์ว่าBossโดยไม่ทันได้เตรียมตัวสำหรับอะไรเสียเลย ไม่ทันไรมันก็ถูกยกขึ้นแนบหูบาง รอให้คนในสายเป็นผ็เปิดบทสนทนาเสียก่อน

 

(เซนต์ งานถ่ายพรุ่งนี้สรุปจะไม่ไปใช่มั้ย จะได้หาคนใหม่)

“…”

(ฮัลโหลๆ)นาทีชะงักไปยามน้ำเสียงคุ้นหูดังลอดออกมา แม้ว่าในยามนี้มันจะฟังดูเย็นชาหรืออะไรก็ตาม แต่เพราะความคุ้นเคยเขาไม่ลังเลเลยที่จะถามออกไป หากแต่บางอย่างในหัวกำลังตีกันวุ่นจนไม่สามารถตั้งตัวได้ต่างหากที่ทำให้น้ำเสียงนุ่มนี้สั่นเครือด้วยความไม่เข้าใจ

พ…พี่ไทม์หรอ

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

 

 

 

Talk:

แงงง ขอท่ดค้าบบ เน็ตบ้านเราไม่ดีเลยมาลงช้าอ่ะฮื่ออ ;-;

ชื่อสำหรับตอนนี้เอาไปเลยค่ะ นาทีโป๊ะแตก รับสายใครไม่รับดันไปรับสายพี่ชายตัวเอง

ไม่พอยังกล้าถามออกไปโต้งๆอีก สงสารนะเจ้าดื้อ สู้ๆว้อยยยย

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #120 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 16:12
    ดีมากก ให่มันนกระจ่างให้หมดดด จะได้รักกันได้แล้วๆๆ
    #120
    0
  2. #67 blossomfnk (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 09:55
    น้องนาทีรับสายพี่ไทม์ หู้วววว
    #67
    0
  3. #66 0982529885 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 07:53
    รอค่าบ
    #66
    0