เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 36 : ตอนที่ ๓๕ ความแตกต่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,518 ครั้ง
    31 ก.ค. 59

ตอนที่ ๓๕ ความแตกต่าง

ข้านั่งอยู่ในรถม้านิ่งเงียบ ไม่มีส่วนร่วมกับการสนทนาออกรสออกชาติ จากที่ฟังพวกเขาคุยกันสรุปว่าคุณชายหมิงได้ยินว่าเกิดสงครามขึ้นก็ร้อนใจ รีบรับสมัครพรรคพวกรวมตัวกันมาช่วยเหลือโดยเป็นหมออาสา ซึ่งไม่แปลกสักเท่าไรในความคิดของข้า ข้ารู้มาว่าพลังวิเศษของคุณหมิงนั้นคือแสง เป็นพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่อีกพลังหนึ่งซึ่งเป็นพลังประจำตระกูลหมิง ตระกูลหมิงนั้นเป็นสกุลใหญ่ตระกูลหนึ่งในเมืองหลวง เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงที่ดีงาม ขึ้นชื่อว่าซื่อสัตย์รักความยุติธรรม ยิ่งไปกว่านั้นหัวหน้าตระกูลหมิงหรือก็คือบิดาของหมิงอิงเป็นถึงขุนนางขั้นสอง เสนาบดีเจ้ากรมอาญา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บุตรชายของคนซื่อตรงเช่นนั้นจะได้รับนิสัยบิดามาเต็มเปี่ยม ดูจากการที่รีบอาสามาช่วยครั้งนี้ก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าคุณชายหมิงผู้นี้เป็นคนดีเช่นไร

“โธ่ พวกเจ้าไม่รู้อันใดที่เสี่ยวหมิงรีบร้อนมาเช่นนี้ มิใช่เป็นห่วงเหตุการณ์ศึกแต่อย่างใด เขาเป็นห่วงท่านแม่ทัพเสียมากกว่า” เด็กหนุ่มที่เป็นคนชักชวนข้าขึ้นรถม้าผู้นั้นหันไปเอ่ยหยอกล้อแล้วหัวเราะเมื่อเห็นสหายผู้งดงามหน้าแดงระเรื่อ คุณชายหมิงหรือในตอนนี้ปลอมตัวใช้ชื่อ เสี่ยวหมิงทำหน้าไม่พอใจที่โดนสัพยอก แม้จะทำหน้าบูดบึ้งแต่แก้มนวลทั้งสองข้างก็แดงระเรื่อขึ้นสีน่าเอ็นดู เด็กหนุ่มชุดแดงส่ายหน้าแก้ต่างให้แก่ตนเองเสียงไม่หนักแน่นนัก ดูก็รู้ว่าเป็นคนโกหกไม่เป็น

“มิใช่เสียหน่อย ข้าเป็นห่วงทหารฝ่ายเราพอๆ กับท่านแม่ทัพนั่นแหละ”

“เอ๋ ท่านแม่ทัพที่ว่ามิใช่ฉินอ๋องงั้นรึ?”

“ก็ฉินอ๋องผู้นั้นละ หากมิใช่ฉินอ๋องผู้นั้นจะทำให้เสี่ยวหมิงของข้าต้องร้อนอกร้อนใจมาถึงที่ชายแดนแห่งนี้ได้อย่างไรเล่า รักแรกพบในวัยเยาว์ช่างมีอานุภาพนัก”

เด็กผู้นั้นหากจำมิผิดคุณชายหมิงได้เรียกเขาว่า เสี่ยวคุนข้าคาดว่าเด็กหนุ่มอาจจะเป็นบุตรชายตระกูลผู้ดีอีกคนกระมัง เสี่ยวคุนพยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาอย่างเปิดเผยยิ่ง บุคลิกช่างสมกับเป็นสหายของคุณชายหมิง คนถูกพาดพิงต้องหน้าแดงก่ำอีกครั้ง เขาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ แล้วหันหน้าหนีวงสนทนาที่เริ่มเล่าเรื่องฉินอ๋องอย่างออกรสออกชาติ ดวงหน้างามที่แดงก่ำเงยมามองข้าแล้วชะงัก ก่อนที่จะส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ข้าพร้อมทั้งเอ่ยคุยอย่างใส่ใจ

“ว่าแต่เจ้ามีนามว่ากระไรรึ? นั่งมาด้วยกันนานเพียงนี้แต่กลับเพิ่งมาถาม เสียมารยาทแล้ว”

“เรียกข้าว่าซินเยว่(พระจันทร์เสี้ยว)เถิด”

“ซินเยว่?”

ข้าผงกศีรษะรับเป็นเชิงอนุญาตให้อีกฝ่ายเรียกเช่นนั้น คุณชายหมิงยิ้มกว้างอย่างสดใสแล้วชวนข้าคุยเจื้อยแจ้ว ไม่รู้เป็นเพราะกลัวข้าเหงาหรือต้องการหลีกเลี่ยงจากหัวข้อสนทนาน่าอับอาย แต่เขาก็พยายามให้ข้ามีส่วนร่วมกับวงสนทนาไม่ทอดทิ้งให้ข้านั่งเงียบตามลำพัง ส่วนมากแล้วคุณชายหมิงเป็นผู้พูดเสียมากกว่า ข้านั้นทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังที่ดีและตอบไปบ้างเล็กน้อย คุณชายหมิงหยุดชะงักมองข้าด้วยสีหน้าลำบากใจก่อนจะค่อยๆ ถามข้าราวกับกลัวว่าข้าจะโมโห

“ขออภัยที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเจ้า ข้าอยากทราบว่าเหตุใดเจ้าถึงสวมหน้ากากเช่นนี้รึ?”

ข้านิ่งไม่ตอบไปในทันที คำถามนี้ของเขาทำให้คนที่เหลือหยุดการพูดคุยแล้วหันมามองอย่างสนใจ ซึ่งข้าไม่แปลกใจนักเพราะการสวมหน้ากากเช่นนี้มันดูเตะตาจริงๆ นั่นแหละ คุณชายหมิงทำหน้าตกใจก่อนจะรีบขอโทษข้าด้วยท่าทางรู้สึกผิด

“ขออภัยจริงๆ เจ้าไม่อยากตอบก็มิเป็นไรหรอก ข้าเข้าใจว่าคนเรามีเรื่องลำบากใจที่จะบอกผู้อื่น ขออภัยจริงๆ”

“ไม่เป็นไร เรื่องนี้มิใช่เรื่องควรใส่ใจนัก ที่ข้าสวมหน้ากากเช่นนี้เป็นเพราะใบหน้าของข้านั้นเกิดมาอัปลักษณ์ แม้แต่บิดาผู้ให้กำเนิดก็ยังรังเกียจและหวาดกลัว ข้าจึงสวมใส่หน้ากากนี้อยู่ตลอดเวลา” ข้าส่ายหน้าแล้วเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกใดๆ คุณชายหมิงได้ฟังก็ทำสายตาเห็นใจข้า ส่วนคนอื่นๆ ก็มิได้เอ่ยกล่าวสิ่งใด เพียงหันไปคุยกันต่ออย่างปกติ

“ขออภัยจริงๆ เจ้าคงเศร้าใจมาก ข้าไม่ว่าอันใดหากเจ้าจะถอดมัน ข้าไม่กลัวหรือรังเกียจหรอก! หน้าตามิได้สำคัญเท่ากับจิตใจ คนอัปลักษณ์แต่เป็นคนมีจิตใจดีงามย่อมดีกว่าคนหน้าตางดงามแต่จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ท่านพ่อมักจะเอ่ยเช่นนี้ให้ข้าฟังเสมอ เพราะฉะนั้นไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าไม่ต้องหวาดกลัว”

“ขอบใจเจ้ามาก เพียงแต่ข้าไม่ได้หวาดกลัวว่าใครจะรังเกียจหรือหวาดกลัว ข้าเพียงใส่เพื่อความสบายใจของตนเองเท่านั้น”

“อ้อ เช่นนั้นก็ดีแล้วละ เจ้าอย่าคิดมากเลย มีผู้คนมากมายนับร้อยนับพันที่ทุกข์ยิ่งกว่าเจ้า” คุณชายหมิงพยายามปลอบใจไม่ให้ข้าคิดมาก ซึ่งข้าก็พยักหน้ารับมิได้เอ่ยโต้แย้งกลับประโยคที่เขาเอ่ยออกมาง่ายดายเช่นนั้น ความทุกข์หรือความเศร้าเสียใจของแต่ละคนนั้นไม่อาจเท่าเทียมกันได้ ดังนั้นเวลาทุกข์ใจหรือเสียใจข้าไม่เคยนำมันไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น การเปรียบเทียบทุกข์ตนกับทุกข์ผู้อื่นมิใช่เป็นการเหยียดผู้อื่นต่ำกว่าหรอกหรือ? ควรเข้าใจความทุกข์นั้นและยอมรับความจริงมากกว่าหลอกตนเองว่าทุกข์ของเราน้อยกว่าผู้อื่น

ไม่มีผู้ใดปลดเปลื้องทุกข์ของผู้อื่นได้ นอกเสียจากตนเอง ทุกข์ก็คือทุกข์ หากมิปลดปลงด้วยตนเอง ไม่ว่าน้อยหรือมาก มันก็ทุกข์เช่นกัน

ข้าถอนหายใจออกมาอย่างปลง เรื่องของคุณชายหมิงก็เช่นกัน ข้าไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าตนเองจะเก็บเรื่องนี้มาคิดมากโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้ เห็นได้ชัดจากตอนที่ข้าปฏิเสธฉินอ๋อง แต่ข้าก็เข้าใจว่ามันมิใช่เรื่องง่ายที่จะไม่คิดมาก ในเมื่อใจของข้านั้นค่อยๆ ยึดติดกับเจ้าแมวเช่นนี้ เอาเถิด จะเกิดอันใดขึ้นก็ตาม ข้าขอเพียงทำตามที่ตนเองต้องการทำก็เพียงพอแล้ว ส่วนคุณชายหมิงกับฉินอ๋องหากทั้งสองมีวาสนาต่อกันจริงๆ ข้าก็คงมิไปขัดอันใดพวกเขา อย่างน้อยคุณชายหมิงก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ไม่เหมือนลู่ชุนผู้นั้นที่ข้าได้เขี่ยอีกฝ่ายออกไปไกลจากเจ้าแมวอย่างตั้งใจ

“อีกไม่ไกลก็จะถึงค่ายทหารแล้ว พวกเจ้าอยากจะพักก่อนหรือจะเดินทางต่อกันเลย?” คุณชายหมิงที่ออกไปพูดคุยกับคนขับรถม้าเข้ามาเอ่ยถามผู้ร่วมเดินทางคนอื่นๆ ข้าไม่ได้ตอบทำเพียงนั่งนิ่งเงียบต่อไป คนอื่นทำหน้าครุ่นคิดแล้วเอ่ยถามก่อนตัดสินใจ

“หากเดินทางต่อไปพวกเราจะไปถึงค่ายเมื่อไรรึ?”

“น่าจะถึงสักประมาณยามเซิน(๑๕-๑๗น.) ข้าให้คนไปแจ้งที่ค่ายก่อนแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหายามไปถึง”

“งั้นก็เดินทางต่อกันเถิด ป่านนี้ท่านแม่ทัพจะเป็นอย่างไรก็มิรู้ คนแถวนี้ชักจะร้อนใจเสียแล้ว”

“เสี่ยวคุน!” คุณชายหมิงทำหน้างอเอ่ยปรามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเขินอาย ข้าเผยยิ้มออกมาบางๆ ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่รู้สึกอันใดก็แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างหมดจดจริงๆ

และแล้วพวกเราก็มุ่งหน้าเดินทางกันต่อโดยมีมติเสียงเป็นเอกฉันท์ พวกข้าเดินทางมาถึงค่ายทหารติดแคว้นฉิงซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณชายหมิงลงไปพูดคุยกับทหารเฝ้าประตูค่าย ซึ่งไม่นานนักเขาก็กลับเข้ามาในรถม้าเอ่ยบอกให้ทุกคนลงไปเพื่อทำการตรวจสอบความปลอดภัยถึงจะเข้าไปในค่ายได้ ทุกคนยอมให้ทหารค้นข้าวของที่พกติดตัวมาแต่โดยดี สัมภาระไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทุกคนผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนกระทั่งมาถึงข้า พวกทหารเฝ้าประตูต้องการให้ข้าถอดหน้ากากออก แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะได้พูดอันใด คุณชายหมิงก็ก้าวออกมาเอ่ยแทนข้า

“พี่ชาย คนผู้นี้มากับข้า เขามิใช่สายลับหรือคนน่าสงสัยแต่อย่างใด ที่เห็นใส่หน้ากากอยู่นี่เพราะสหายของข้าผู้นี้มีหน้าตาอัปลักษณ์ ข้ารับรองได้ หากว่าเขาทำอันใดผิดขึ้นมา ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง”

“อย่างไรก็ต้องถอดออกมาตรวจสอบก่อน จะอัปลักษณ์หรือไม่ก็ช่าง นี่เป็นกฎ”

“พี่ชาย หากถอดหน้ากากออกสหายของข้าจะต้องอับอายและรู้สึกไม่สบายใจ พวกเรามาที่นี้เพื่อต้องการช่วยแผ่นดิน ยกเว้นไว้สักคนเถิด นะพี่ชาย” คุณชายหมิงก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงตื้อขอร้องทหารนายนั้นด้วยใบหน้างดงามอ้อนวอนจนทหารจะต้องการตรวจสอบเคลิ้ม ทหารผู้นั้นกระแอมไอแล้วพยักหน้ายอมปล่อยข้าไป คุณชายหมิงเอ่ยขอบคุณแล้วรีบพาข้าเดินมารวมกลุ่มกับคนอื่นๆ เสี่ยวคุนมองข้าด้วยสายตาไม่พอใจชัดแจ้งแล้วเขาก็หันไปเตือนสหาย

“เจ้าอย่าได้ทำเรื่องทำราวนัก หากยังทำอันใดเกินขอบเขตข้าจะส่งข่าวไปบอกบิดาเจ้าให้นำเจ้ากลับ!

“โธ่ เสี่ยวคุน คนพวกนั้นไม่มีความเห็นใจอันใดเลยนี่น่า จะให้ซินเยว่ถอดหน้ากากอยู่ได้” คุณชายหมิงพ่นลมหายใจแล้วเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเอาแต่ใจและขัดใจพวกทหาร เสี่ยวคุนไม่คล้อยตามกลับดุคุณชายหมิงด้วยน้ำเสียงเข้มงวด

“เขาต้องทำหน้าที่ของเขา! มิใช่ความผิดที่ไม่เห็นใจผู้น่าสงสัย โดยเฉพาะยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้”

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว” คุณชายหมิงทำหน้าบูดบึ้งเหมือนเด็กน้อยที่ถูกขัดใจก่อนจะพยักหน้าเอ่ยรับความผิดอย่างไม่ชอบใจนัก เสี่ยวคุนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาตักเตือนก่อนจะหันไปพูดกับคนอื่นๆ เพื่อเดินทางไปยังที่พักของหมออาสา พอเสี่ยวคุนหันหลังให้คุณชายหมิงก็แลบลิ้นใส่อีกฝ่ายอย่างซุกซน ข้าหัวเราะออกมาอย่างอดเอ็นดูมิได้ คุณชายหมิงได้ยินเสียงหัวเราะของข้าก็หันมายิ้มกว้างอย่างขบขันให้

“เจ้าอย่าใส่ใจเสี่ยวคุนเลย เขาออกจะเคร่งเครียดเกินไปแต่เขาเป็นคนดี”

ข้าพยักหน้ารับ ถึงแม้ในใจจะเห็นด้วยกับคำพูดของเสี่ยวคุนคนนั้น แต่ข้าก็ต้องไม่ลืมขอบคุณอีกฝ่ายตามมารยาทที่ดี

“ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยพูดให้ข้า”

“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย” คุณชายหมิงยิ้มสดใสให้พร้อมกับโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นเขาก็เอ่ยชวนข้าเดินไปยังที่พักของหมออาสาที่ตระเตรียมเอาไว้คอยท่าแล้ว

พวกเราพักหายเหนื่อยจากการเดินทางได้เพียงไม่ถึงเค่อ(15นาที)ก็มีคนเข้ามาเรียกให้ไปช่วยงานที่กระโจมรักษาคนบาดเจ็บ คนที่เพิ่งได้นั่งโอดครวญออกมา คุณชายหมิงรีบรับอาสาก่อนใครเพื่อน ทุกคนมองเขาอย่างชื่นชม พอคุณชายหมิงเดินออกไปคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเดินตามไปบ้าง ข้าเดินตามพวกเขามายังกระโจมรักษาก็ต้องสูดลมหายใจด้วยความหวาดหวั่น ข้ามิเคยเห็นภาพที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อนเลย ยิ่งให้รับรู้ถึงความโหดร้ายของสงครามมากขึ้นไปอีก หมอทหารแต่ละคนรักษาคนเจ็บมือเป็นเกรียว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีพลังรักษาที่หาได้ยากยิ่ง นอกนั้นก็เป็นหมอธรรมดาทั่วไป พอมีคุณชายหมิงที่สามารถใช้พลังแสงรักษาได้ก็ทำให้เหล่าหมอมีสีหน้าดีขึ้น คนที่เห็นคุณชายหมิงใช้พลังวิเศษของตนเองรักษาอาการบาดเจ็บก็ต่างชื่นชมเขามากขึ้นไปอีก

ข้าช่วยเช็ดเลือดและทำความสะอาดบาดแผลให้แก่คนบาดเจ็บ เสียงกัดฟันของเหล่าทหารที่อดทนต่อความเจ็บปวดทำให้ข้ารู้สึกเจ็บตามพวกเขา เมื่อทำความสะอาดแผลเสร็จข้าก็แอบใช้อาณาเขตรักษาบาดแผลให้แก่พวกเขาเงียบๆ จากนั้นก็สั่งทำให้พวกเขาหลับไป การพักผ่อนเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง ให้พวกเขานอนหลับบ้างร่างกายจะได้แข็งแรงเร็วขึ้น ระหว่างที่ข้ากำลังทำงานไปเงียบๆ นั้นคุณชายหมิงกำลังนั่งพักเพราะใช้พลังวิเศษไปมากแล้ว พลังของเขามีประโยชน์มากจริงๆ สามารถรักษาอาการบาดเจ็บให้หายหลายคนในคราวเดียว นี่ช่างสมกับเป็นพลังแห่งแสง ดูจากพลังของเขาน่าจะเป็นลมปราณขั้นห้ากระมัง ข้าละสายตาจากคุณชายหมิงมาทำหน้าที่ต่อ เฮ้อ บาดแผลพวกนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก ดีนะที่ข้าใส่หน้ากากอยู่ เดาได้เลยว่าตอนนี้หน้าของข้าคงจะซีดอย่างน่ากลัวเชียวละ

“ขอหมอสักคนไปรักษาบาดแผลให้ท่านแม่ทัพ!

“สักครู่!” หัวหน้าหมอพยักหน้ารับคำสั่งแล้วหันไปมองทั่วกระโจม หมอแต่ละคนรักษาคนบาดเจ็บอย่างตึงมือ เสี่ยวคุนที่กำลังช่วยเหลือหมอใกล้ๆ หัวหน้าหมอเขาก็เอ่ยแนะนำเสียงดัง

“เสี่ยวหมิงมีพลังรักษา มิให้เขาไปรักษาท่านแม่ทัพเล่าขอรับ”

“อ้อ นั่นสิ เช่นนั้นเจ้าไปรักษาท่านแม่ทัพซะ รีบไป!

“ขอรับ!” คุณชายหมิงที่กำลังนั่งพักเหนื่อยผุดลุกขึ้นมารับคำสั่งแล้วรีบเดินตามทหารที่มาตามไปอย่างรวดเร็ว ก่อนนั้นเขาหันมามองเสี่ยวคุนที่เผยยิ้มออกมาอย่างล้อเลียน คุณชายหมิงถลึงตาใส่เขาแล้วหน้าแดงรีบก้มหน้าก้มตาเดินออกไป ข้าหยุดมือหันไปมองตามเขาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นเล็กๆ นี่กระมังที่เรียกว่าโชคชะตา เฮ้อ มิต้องทำสิ่งใดก็มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติ ข้าส่ายหน้าปัดความคิดฟุ้งซ่านหันมาจดจ่อกับการรักษาแผลให้แก่ทหารต่อ

อ่า ข้าครางอย่างหวาดกลัว ขมวดคิ้วมองบาดแผลของทหารผู้นี้อย่างกลุ้มใจ มีทั้งลูกธนูและเศษหินในบาดเจ็บ เช่นนี้คงจะรักษาและทำความสะอาดลำบาก มิน่าหมอถึงยังไม่รักษาให้แก่เขา ข้าควบคุมอาณาเขตไปที่บาดแผล ตั้งสมาธิสลายหินและลูกธนูออกไปจนหมดแล้วรักษาบาดแผลต่ออีกขั้น ทหารนายนั้นถอนหายใจโล่งเขาหลับตานอนอย่างอ่อนล้า ข้าเองก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของเขา ก่อนที่เขาจะนอนข้าขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วบอกให้เขาดื่มยาต้มร้อนๆ ก่อนจะปล่อยให้หลับพักผ่อนไป คนที่รักษาแล้วจะถูกย้ายไปพักฟื้นอีกที่ คนบาดเจ็บรายใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่เพื่อทำการรักษา

ข้าก้มๆ เงยๆ ช่วยรักษาคนบาดเจ็บไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็ได้ลงมือรักษาคนบาดเจ็บเป็นคนสุดท้ายแล้ว ปากของเขาเป็นสีม่วงคล้ำแถมยังสลบไปไม่มีสติอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าน่าจะถูกพิษซึ่งมาจากดอกธนูที่ปักอยู่ตรงอก ข้ารีบลงมือรักษาเขาตามขั้นตอน สลายธนูและพิษออกไปเสียก่อนแล้วค่อยรักษาบาดแผล ข้าป้อนยาต้มให้แก่เขาเป็นอย่างสุดท้ายแล้วยืดตัวขึ้นหันไปมองหาคนบาดเจ็บเพื่อทำการรักษาต่อแต่ก็ไม่เห็นแล้ว หัวหน้าหมอถอนหายใจแล้วเอ่ยกับหมอและผู้ช่วยคนอื่นๆ ด้วยน้ำเสียงโล่งอก

“งานของวันนี้หมดเพียงเท่านี้ ทุกคนทำได้ดีแล้ว เอาละ งานพรุ่งนี้ยังมีอีกมาก รีบไปทานข้าวเข้านอนเอาแรงเถิด”

คนในกระโจมถอนหายใจอย่างปลอดโปร่งตามกัน

“แปลกยิ่งนัก วันนี้งานของเราเสร็จเร็วยิ่ง หรือจะเป็นเพราะคุณชาย...ไม่สิ เสี่ยวหมิงกระมัง? ขอบคุณเจ้าจริงๆ สองวันมานี่พวกข้าต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำก็ยังมิเสร็จ”

“มิได้ขอรับ เพราะทุกคนช่วยกันต่างหาก” คุณชายหมิงเอ่ยอย่างถ่อมตนเมื่อหมอผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้เขาเอ่ยชื่นชม เสี่ยวคุนยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ หลังจากทุกคนช่วยกันเอ่ยคำชมเชยแก่คุณชายหมิงก็เริ่มทยอยออกไปพักผ่อน ข้าเองก็เช่นกัน เฮ้อ เหนื่อยยิ่งนัก ข้าอยากจะนอนเดี๋ยวนี้เลย

พวกเราทานข้าวแล้วอาบน้ำเตรียมนอนเอนหลังนอนด้วยความเหนื่อยล้า ระหว่างที่ข้ากำลังเคลิ้มนอนคุณชายหมิงก็โผล่เข้ามาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ซินเยว่ เหตุใดยามนอนเจ้าถึงไม่ถอดหน้ากาก ไม่เกะกะแย่หรอกรึ?”

“ไม่ ข้าชินแล้ว”

“เสี่ยวหมิง เจ้าไปรักษาบาดแผลให้ท่านแม่ทัพเป็นอย่างไร เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ” เสี่ยวคุนถามขึ้นเรียกความสนใจของคุณชายหมิงไปจากข้า ท่าทางเสี่ยวคุนคนนั้นจะไม่อยากให้คุณชายหมิงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้ามากนัก ทุกครั้งเมื่อคุณชายหมิงเข้ามาคุยกับข้าคนผู้นั้นก็จะหาเรื่องเรียกคุณชายหมิงออกไป ซึ่งข้ามิได้ใส่ใจนักและคิดว่าดีเสียอีก ข้ามิได้อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกเขานักหรอก

“ได้สิ! พวกเจ้าอยากรู้อันใดเล่า?”

“ท่านแม่ทัพรูปงามมาหรือไม่!?”

“ท่านรูปร่างสูงใหญ่เพียงใดรึ!?”

“โธ่ พวกเจ้าล่ะก็ เหตุใดถึงถามคำถามพวกนี้ มิได้อยากรู้อาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพหรอกรึ?” คุณชายหมิงทำเสียงตัดพ้อสหายของเขาก่อนจะสะบัดหน้าหนีหน้าบูดบึ้ง เสี่ยวคุนกับคนอื่นๆ ก็หัวเราะด้วยความเอ็นดูก่อนจะเอ่ยล้อเลียนคนงอน

“ดูเอาเถิด เพียงแค่นี้ก็หึงเสียแล้ว”

“ข้าไม่ได้หึงเสียหน่อย! พอเลยๆ พูดถึงอาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพกันเถิด” คุณชายหมิงขมวดคิ้วทำหน้างอยิ่งกว่าเดิมก่อนจะเอ่ยแก้ตัวน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะพยายามเบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่องอื่น คนอื่นๆ ก็ยิ้มๆ ไม่เอ่ยขัดอันใด พวกเขานั่งฟังคุณชายหมิงเล่าเรื่องแม่ทัพอย่างสนใจ ระหว่างนั้นข้าก็ลุกเดินออกไปข้างนอกซึ่งไม่มีใครสังเกตเห็น ข้าเดินหลบเข้าไปยังเงามืดของกระโจม สร้างอาณาเขตสั่งกักแล้วเดินเข้าไปในอาณาเขต ตามด้วยคำสั่งล่องหนและไร้เสียง พอเดินพ้นจากเงามืดของกระโจมก็ไม่มีใครเห็นข้าหรือเอะใจใดๆ

ข้าเดินมองหากระโจมที่น่าจะเป็นของเจ้าแมว ไม่เหมือนค่ายทหารเป่าอี้แม้แต่น้อย ทุกกระโจมดูคล้ายกันไปหมด ข้าพยายามเดินหาจนปวดขาไปหมด อาจจะเป็นเพราะวันนี้ข้าทั้งเดินทั้งยืนและเดินทางมาตลอดทั้งวัน ร่างกายจึงเหนื่อยอ่อนกว่าปกติ ข้าถอนหายใจเงยหน้ามองท้องฟ้า นี่ก็ดึกมากแล้วข้าควรกลับไปนอนดีกว่า ก่อนที่ข้าจะหันตัวเดินกลับกระโจมที่พักก็เห็นเจ้าแมวเดินตรงมาด้วยสีหน้าเย็นชาและเคร่งเครียดมากกว่าปกติ เขาเดินเข้าไปกระโจมตรงที่ข้าหยุดยืนพอดิบพอดี ข้าอุทานออกมาอย่างตกใจในความบังเอิญ อะไรมันจะบังเอิญเช่นนั้นกัน! ไม่รอช้าข้าอาศัยจังหวะที่เขาเปิดกระโจมมุดเข้าไปด้วย

เจ้าแมวในชุดทหารไร้เกราะนั่งลงบนตั่งแล้วหยิบแผนที่ออกมาเกลื่อนพื้นไปหมด ข้าค่อยๆ ก้าวข้ามแผนที่พวกนั้นอย่างระมัดระวัง ฉินอ๋องมองดูแผนที่เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างพลางครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข้ามองเขาอย่างแปลกใจ นี่ก็ดึกมากแล้วแต่เขากลับมากางแผนที่แทนที่จะนอนหลับเอาแรงเพื่อไปรบต่อในวันพรุ่งนี้ ต่อจากดูแผนที่ฉินอ๋องก็พยายามรื้อค้นตำรามานั่งอ่าน ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วแต่เขาก็ยังนั่งจ้องตำราในมือ ข้างนอกกระโจมค่อยๆ เงียบเสียงลงทุกคนที่ไม่มีหน้าที่ต่างเข้านอน ทว่ากระโจมท่านแม่ทัพกลับสว่างไสวและเจ้าตัวยังคงนั่งจ้องตำรา

ข้าขยับตัวเข้าไปใกล้อีกหน่อยเพื่อมองดูว่าเพราะเหตุใดเขาถึงไม่นอน มัวแต่อ่านอันใดอยู่ แต่พอข้าขยับเท้าไปใกล้เพียงไม่กี่ก้าว ฉินอ๋องที่ก้มหน้าอ่านตำราก็เงยขึ้นมาจ้องเขม็งมาทางข้า ข้าตกใจจนหัวใจแทบกระดอนออกมาจากปาก เจ้าแมวจ้องเขม็งพลางสูดลมหายใจเข้าแล้วขมวดคิ้ว ข้าใจหายวาบเมื่อเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นยืนทำท่าสูดลมหายใจเข้าเหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ข้ากะพริบตารีบดมตนเองอย่างร้อนใจ นี่เขาคงมิได้จมูกดีขนาดได้กลิ่นข้าหรอกใช่ไหม!?

เจ้าแมวค่อยๆ เดินมาหาข้าพร้อมกับสูดดมหากลิ่น ข้าร้องอุทานในใจอย่างตื่นตระหนก จมูกดีเกินไปแล้ว! ข้ารีบเพิ่มคำสั่งไร้กลิ่นอย่างรวดเร็ว ทันเวลาเจ้าแมวจมูกดีจะตามมาถึงตัว ฉินอ๋องหยุดแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนที่เขาจะส่ายหน้าไปมาวางตำราในมือแล้วเดินไปดับเทียนเพื่อเข้านอน ข้าถอนหายใจโล่งอก เกือบถูกจับได้แล้วไหมล่ะ เฮ้อ เมื่อครู่ข้าเกือบหัวใจวาย ท่ามกลางความมืดในกระโจมข้ามองไปยังฉินอ๋องที่นอนบนเตียง เขาพลิกตัวไปมาอยู่หลายครั้งแล้วยกมือเกยหน้าผากข่มตานอนอยู่นานก็ไม่สามารถหลับได้ ข้าเลิกคิ้วอย่างสงสัย ปกติข้าเห็นเขานอนหลับง่ายจะตายไป หรือว่าการรับศึกแคว้นเหลียวทำให้เขาเครียดจนนอนไม่หลับ

ข้าขยับมือสร้างอาณาเขตแล้วผลักมันไปครอบฉินอ๋องสั่งให้เขานอนหลับ สิ้นคำสั่งของข้าเขาก็ค่อยๆ นอนหลับไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อเขาหลับแล้วข้าก็ปลดอาณาเขตที่ครอบตนเองออก เดินไปนั่งลงบนเตียงมองเจ้าแมวที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรา ข้าเอนตัวนอนลงข้างเขาเงียบๆ จากนั้นก็หลับตาลงนอนเป็นเพื่อนเขาจนกระทั่งยามอิ๋น(๓-๕น.)ถึงลุกขึ้นปลดอาณาเขตคำสั่งของฉินอ๋องแล้วสร้างอาณาเขตกำบังตนเองเดินหลบไปจากกระโจมแห่งนั้น ไปที่กระโจมที่พักของอาสาสมัครข้าล้มนอนแสร้งนอนหลับแล้วตื่นพร้อมกับคนอื่นๆ

ข้ายังคงรักษาทหารตามกำลังความสามารถและแอบไปนอนกระโจมแม่ทัพทุกคืนโดยไม่มีใครเอะใจ สองวันต่อมากองทัพของฉินอ๋องก็ยึดเมืองของแคว้นเหลียวมาได้ทำให้บรรยากาศในค่ายนั้นผ่อนคลายความตึงเครียดลง หากแคว้นเหลียวไม่ยอมแพ้ก็จะถูกยึดเมืองไปเรื่อยๆ ยิ่งนานวันก็ยิ่งสูญเสียและไม่อาจต่อกรได้ เพราะกองทัพอื่นๆ ใต้การบัญชาของแม่ทัพหลายนายจะเริ่มมาถึงเพื่อสนับสนุนกองทัพฉินอ๋อง ตอนนั้นหากแคว้นเหลียวไม่ยอมแพ้ดื้อรั้งจะสู้ต่อจะทำให้ไม่เพียงสูญเสียเมืองเท่านั้น แม้แต่แคว้นก็จะถูกกลืนกินไปด้วย

ในยามนี้แม้จะยังไม่ชนะศึกแต่เพราะยึดเมืองมาได้แล้วหนึ่ง จึงอนุญาตให้เหล่าทหารจัดงานเลี้ยงเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและอาการตึงเครียดจากสงคราม งานเลี้ยงก็ไม่มีอันใดมากมีเพียงดื่มและกินตามปกติ ทุกคนนั่งรอบกองไฟขนาดใหญ่สังสรรค์เฮฮาที่ลานกว้าง รองแม่ทัพสวินลี่ที่เป็นทัพหน้าต่อกรและตะลุยฟาดฟันศัตรูดูจะคึกคักมากกว่าใคร นางลุกขึ้นร่ายรำไปมั่วๆ พร้อมกับถือขวดสุราในมือ ข้ามองภาพนั้นด้วยแววตานับถือ เป็นการร่ายรำที่ห้าวหาญจริงๆ!

“ตอนถูกธนูอาบยาพิษนั่นปักกลางอก นึกว่าจะตายซะแล้ว! โชคดีที่ได้หมอช่วยไว้ทัน มิรู้ว่าเป็นผู้ใดแต่ก่อนจะหมดสติข้าได้ยินเสียงอันไพเราะนุ่มนวลเอ่ยให้ดื่มยา ตอนนั้นข้านึกว่าเป็นเทพเซียนมาโปรดเสียอีก!” ทหารนายหนึ่งที่น่าจะเป็นคนเพิ่งหายบาดเจ็บเอ่ยขึ้นมากลางวง คนข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าของพวกเขาปลาบปลื้มยินดีและพยายามครุ่นคิดหาผู้รักษาแก่พวกเขา

“ข้าก็เช่นกัน! อยากรู้จริงเชียวว่าเป็นหมอคนไหน ข้าจะไปขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตไว้”

“เพ้ย! จะมีผู้ใดอีกเล่า หากมิใช่คุณชายน้อยที่งดงามผู้นั้น!” ทหารที่อยู่ใกล้ก็ร้องออกมาพร้อมกับทำหน้ารู้ดี เขาถอนหายแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม คนที่เริ่มพูดคนแรกพยักหน้าคล้อยตาม

“อ่า คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง เสียงไพเราะเช่นนั้นย่อมมีรูปโฉมงดงามอย่างแน่นอน สมแล้วๆ”

“ข้าได้ยินมาว่าคุณชายน้อยผู้นี้มีพลังวิเศษคือแสง ซ้ำยังถูกเรียกว่าหมิงอีก ข้าได้ยินพวกสหายของเขาเผลอเรียกเขาว่าคุณชายหมิงอิงอีกด้วย เจ้าว่าจะใช่บุตรชายคนเล็กของท่านเสนาบดีหมิงเจ้ากรมอาญาหรือไม่?” ทหารอีกนายพูดพลางสันนิฐานความคิดของตนเองและเอ่ยถามความคิดเห็นผู้อื่น

“น่าจะใช่กระมัง ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหมิงอิงถึงทั้งงดงามเก่งกาจและมีจิตใจอ่อนโยน”

“อืม ท่าทางคุณชายหมิงผู้นั้นจะชมชอบท่านแม่ทัพของเรานะ”

“อ่า เจ้าก็เห็นรึ? ข้ามิแปลกใจนักหรอกท่านแม่ทัพของเราเป็นยอดบุรุษ ไม่หลงรักน่ะสิแปลก”

“แต่ว่าท่านแม่ทัพท่านมีคนรักอยู่แล้วนี่”

“ท่านแม่ทัพเป็นถึงอ๋อง มีคนรักเยอะหน่อยจะเป็นอันใดไป”

“นั่นสินะ ได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพสั่งให้คุณชายหมิงไปรักษาท่านทุกครั้งหลังจบศึกด้วยนะ แถมยังเอ่ยปากชมว่ายานอนหลับของเขาใช้ได้ผล ทำเอาพวกที่ได้ยินแห่ไปขอยาจากคุณชายหมิงกันใหญ่”

“เจ้าว่าจะมีลุ้นหรือไม่?”

“คงจะมีบ้างล่ะน่า คุณชายหมิงงดงามเช่นนั้น ดูๆ ไปก็เหมาะสมกับท่านแม่ทัพอยู่นะ”

“....” ข้าที่ฟังเหล่าทหารพูดคุยกันอยู่นานก็วางจอกสุราที่ยังไม่ทันได้ดื่มลง ลุกขึ้นเดินออกไปจากลานที่จัดงานเลี้ยง ก่อนเดินออกไปข้าหันตัวมองไปยังโต๊ะที่มีเหล่าหัวหน้านายกองหน่วยต่างๆ รวมไปถึงรองแม่ทัพทั้งสองและแม่ทัพนั่งฉลองชัยด้วยกัน ไม่รู้เพราะเหตุใดคุณชายหมิงถึงได้ไปนั่งตรงนั้นด้วยทั้งที่มิใช่ทหารในตำแหน่งสูง จากตำแหน่งนี้ข้าเห็นฉินอ๋องตัวเล็กยิ่งกว่ามดเสียอีก ข้าถอนหายใจมองที่นั่งของตนเองที่ห่างไกลคนละฟากฝั่งอย่างปลงตก

นี่คือความแตกต่างระหว่างข้ากับเขาอย่างนั้นรึ?  

 

 

 

 





ทำไมแต่ละคนถึงได้เตรียมจะไปบึ้มบ้านคนแต่งเช่นนั้น

หากไม่มีบ้านจะแต่งนิยายอย่างไรเล่า คิดดูดีๆ!

ตอนที่แล้วคุณชายหมิงโดนค่ะ โดนนนนนน นางยังไม่ได้ทำอะไรเล๊ย #เสียงสู๊ง

นอกจากวิ่งเล่นในตามทุ่งลาเวนเดอร์กับยูนิคอร์น

ปล.สำหรับถิงถิงแล้วคนร้ายๆ ไม่น่ากลัวเท่ากับคนดีจริงๆ หรอกนะ หึๆ 


 

เมื่อวานไปหาหมอฟันมา กลับมาถึงบ้านเท่านั้นแหละ ไม่มีกะจิตกะใจทำอันใด

หมอทารุณมากกกกกกกกกก!!! นอนสลบไปสักใหญ่ ฟื้นขึ้นมาดูพี่เอกต่อ

ตกใจ พี่เอกสตรีมไปตั้งแต่เมื่อวาน ว๊ากกกกกก มัวแต่แต่งนิยาย ไม่รู้เรื่องงงงง!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.518K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25549 Lin and น้องปีเตอร์ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 08:50
    อยากปาระเบิดไปบ้านไรท์จิงจีงง ทำให้ถิงๆของเราบทโชวฺ์น้อยขนาดนี้ ถึงจะเป็นคนอัปลักษณ์ก็ควรได้ดี!!
    #25,549
    0
  2. #25366 Maylyunho (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 12:22
    ฮื่อออ น้องงง แค่กลิ่นเจ้าแมวจมูกดีก็จำได้เถอะ
    #25,366
    0
  3. #24966 jinhaana (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 22:36
    ปวดใจแทนน้องเลยอะ ㅠㅠ
    #24,966
    0
  4. #24896 khunjued (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 17:07
    อ่านตอนนี้แล้วเจ็บมากเลย ซึมๆ
    #24,896
    0
  5. #24766 molyarat (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 11:39
    บ้านบึมมม5555
    #24,766
    0
  6. #24720 sedsawa (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 20:13
    เป็นแมวดมกลิ่นปลาย่างหอมฉุ่ยเลยนะ ดูออกมารู้ว่าเป็นน้อง!!!
    #24,720
    0
  7. #24693 KuroWitch666 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 20:55
    กรี๊ดดดดด เค้าไม่รู้ถึงตัวตนของน้องเลยยย เจ็บใจอะ!
    หมิงได้หน้าเต็มๆจากฝีมือถิงถิง กรี๊ด!
    #24,693
    0
  8. #24666 OraweeBoonklong (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 00:36
    อย่าเศร้าไปเลย รุ้สึกถึงการตัดพ้อ
    #24,666
    0
  9. #24477 DeWhisper (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 23:17
    รำคาญการดูถูกตัวเองของถิงถิง
    #24,477
    0
  10. #24403 Fueled me (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 13:52
    แง จะร้องงงงงง
    #24,403
    0
  11. #23971 munkrishear (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 01:50
    แรงมากกกกกก อ่านแล้วเจ้บปวดจัยแทนยัยน้อง
    #23,971
    0
  12. #23709 Peach9 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 09:02
    น้องคะไม่เส้าาาา
    #23,709
    0
  13. #23646 อิป้าใจคอไม่ดีเลยลูก (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 13:51
    แหม ถ้าคนอื่นรู้ว่าภายใต้หน้ากากหนูคือใคร หนูจะพิเศษยิ่งกว่าคุณชายหมิงซะอีก
    #23,646
    0
  14. #23577 PaPa9 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 00:35
    อินี่มันร้ายเงียบ น้องอย่าให้คนอื่นได้หน้าแบบนี้น่ะ!!!
    #23,577
    0
  15. #23482 Tery2006 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 12:02
    หนูทำให้เราร้องไห้จะรู้ไหมนะ.. ถังถัง
    #23,482
    0
  16. #23427 ซีเอชโอเอ็มพียู..yy.. (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 20:06
    เอ๊า!!คนอื่นได้หน้าเฉย หมิงหนูสว่างจริง หรือส่องแสงสว่างเพื่อกลบอะไรมั้ยลูก~
    #23,427
    0
  17. #23375 Wilnot (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 13:36
    แงงงง น้องปิดทองหลังพระที่แท้ทรู
    #23,375
    0
  18. #23326 Honery (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 23:39
    กลิ่นตุตุ ชายหมิงร้ายใช่มั้ย ดูออก
    #23,326
    0
  19. #22827 _Daonuea_ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 11:40
    โอ๋ๆ นะคะลูก
    #22,827
    0
  20. #22763 ❀ than. (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 11:32
    อยากจะกอดโอ๋น้อง ใครที่มันปากดี หื้มม ทำน้องซึมเลยเห็นไหม มูหู !!
    #22,763
    0
  21. #22689 yunjaelife (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 16:22
    น้องค้าบบบ ไม่เศร้าาา
    ปล.เราชอบความเปรียบเทียบดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์มาก มันแบบ หน่วงงงงง สุดยอดดด
    #22,689
    0
  22. #22620 DKdabble (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 17:26
    ชอบที่เจ้าแมวจำกลิ่นได้ จมูกดีจริงเชียว รักน้องมาก ดูออก
    #22,620
    0
  23. #22596 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 07:30

    อยากจะตบปากทหารที่พูด! ไม่น่าเสียพลังช่วยเลยจริงๆ!

    #22,596
    0
  24. #22466 Ruanjai (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 19:44
    จะพาน้องกลับบ้าน!หึ้ย
    #22,466
    0
  25. #22414 trp1021 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 15:32
    น้องงงง หนีกลับสกุลกัน(ยากเห็นท่านปู่)
    #22,414
    0