Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 240 : Login 237: หมาป่าผู้ล่าพระเจ้า 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    3 มิ.ย. 61

Login 237: หมาป่าผู้ล่าพระเจ้า 2

 

            แฟรนเซียมทรุดเข่าลง เรี่ยวแรงในร่างกายเหมือนจะหายวับไปหมด

            แม้หัวใจจะไม่ใช่จุดสำคัญถึงตายก็ตาม แต่การทำลายระบบสูบฉีดเลือดหลักไปก็สร้างความเสียหายให้เป็นจำนวนมาก

 

Francium Lv. 144 [//….9400:100000…..]

 

            แถบพลังชีวิตเกือบจะหายไปหมดในคราวเดียว

            ดาบที่อิงศรแทงเข้ามาไม่น่าใช่ดาบธรรมดา ไม่อย่างนั้นไม่มีทางสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้แน่

            อะอั่ก

            แฟรนเซียมใช้มืออันสั่นเทาผลักอิงศรออกเพื่อดูดาบที่เสียบเข้ามาในอกให้ชัด

            ดาบที่เสียบเข้ามาไม่ใช่ดาบของอิงศรแต่มันมีขนาดยาวกว่านิดหน่อย

            เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

            อา ใช่แล้วนี่เป็น

            ดาบของกวินทร์อย่างนั้นเรอะ

            แฟรนเซียมเพ่งสายตาไปยังศพของกวินทร์ที่นอนอยู่ห่างออกไปไกล

            แล้วก็เข้าใจขึ้นมา เข้าใจว่าอิงศรไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างเปล่าประโยชน์เลยตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมา

            หมอนี่เอาแต่ทำท่าว่าโศกเศร้า ทำเรื่องไร้สาระอย่างการเสียใจให้กับเศษสวะที่ตายไป

            แต่ความจริงแล้วไอ้งั่งก็คือตัวเองที่เอาแต่ยืนดูโดยคิดว่าอิงศรเป็นแค่กระต่ายอ่อนแอ

            สิงโตจับกระต่ายอะไรนั่นเป็นแค่การคิดอยู่ฝ่ายเดียว

            หมอนี่มีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่ เป็นหมาป่าที่เอาเขี้ยวเล็บของเพื่อนในฝูงมาใช้

            อิงศรหยิบดาบของกวินทร์มาเก็บเอาไว้ตอนที่อุ้มศพกลับไปนั่นเอง

            ที่สู้ด้วยปีศาจทั้งหมดที่มีจนเผลอคิดไปว่า อิงศรไม่มีเดม่อนแอพเหลืออีกแล้วเป็นแผนลวงให้ตัวเขาระมัดระวังน้อยลง แล้วใช้ดาบของกวินทร์ที่ยังมีเดม่อนแอพติดตั้งอยู่แทงเข้ามา

            แอบเปลี่ยนดาบที่ใช้แทงตอนที่วิ่งเข้ามาในเสี้ยววินาทีที่เขาเอี้ยวตัวหลบคันธนูนั่น

            แฟรนเซียมขบกรามดังกรอด

            หนอยอึก อิงศร

            พูดสบถแล้วเงื้อดาบมังกรเทวะหมายจะฟันใส่อิงศรที่ตอนนี้หยุดเคลื่อนไหว

            การที่ไม่ยอมขยับหลังจากแทงเข้ามาคงเป็นผลข้างเคียงจากการใช้พลังแปลกๆ ที่ทำให้คันธนูทำลายมังกรดำได้

            ตายซะอะ

            ทว่า ก่อนจะทันได้ฟันใส่ร่างที่ไร้การป้องกันนั่น สัมผัสอันเฉียบคมของราชามนุษย์ต่างดาวกลับจับสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่อยู่ไกลออกไปได้เสียก่อน

            สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิกับแสงที่เปลี่ยนไปจากทางด้านบน

            หลบไป!

            โดยที่ไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปแฟรนเซียมถีบตัวกระโจนพุ่งออกไปพร้อมๆกับอิงศรที่ติดร่างแหมาด้วยพุ่งออกไปไกลร่วมสิบเมตร

            โผละ เสียงเหมือนลูกโป่งแตกดังขึ้น เมือกดำที่คลุมอยู่เหนือลิฟต์ฉีกขาดหลายจุดพร้อมกัน

            วัตถุคล้ายกับไม้กางเขนไม่ก็ดาวสี่แฉก เป็นแสงสว่างที่คงรูปแบบนั้น ฉีกทะลวงเมือกข้างบนแล้วพุ่งลงมาปักพื้นลิฟต์รายล้อมเป็นแนววงกลม หากว่าแฟรนเซียมไม่กระโจนออกมาซะก่อนอาจจะต้องติดอยู่ในวงล้อมนั้น

            ทว่า แค่นั้นก็ยังไม่เพียงพอ

            พื้นภายในวงที่กางเขนแสงปักลงไปเกิดระเบิดรุนแรงขึ้น ทำให้ลิฟต์เป็นรูโหว่แถมยังปริร้าวไปจนถึงขอบ

            โพละ โพละ โพละ พื้นลิฟต์ทยอยแตกหลุดออกเป็นชิ้นทีละน้อยๆ ลิฟต์แยกจากกันเป็นครึ่งวงกลมแล้วพังทลายไล่มาจากตรงกลาง

            จนถึงจุดที่แฟรนเซียมอยู่

            เหวอ

            เท้าสูญเสียที่ยืนกะทันหันและกำลังจะตกลงไป มือพุ่งไปหาที่ยึดเกาะ

            เขาคว้าพื้นไว้คืบหนึ่งแต่พื้นนั่นกลับแตกร้าวและพังลงไป

            แฟรนเซียมกำลังจะร่วงลงไป

            จับไว้!

            แต่ อิงศรกลับยื่นมือมาคว้าข้อมือของเขาไว้ก่อน

            นี่แก คิดจะทำอะไรกันแน่

            แฟรนเซียมจ้องไปที่มือซึ่งกุมชีวิตของตัวเองเขม็ง หรืออิงศรคิดจะเอาคืน คิดจะเยาะเย้ยวาระสุดท้ายนี่

            แต่แฟรนเซียมคิดผิด

            ก็จะช่วยนายไงเล่า

            อิงศรพูดขณะเดียวกันอีกมือก็เกาะพื้นลิฟต์ไว้อย่างเหนียวแน่น

            ช่วยงั้นเหรอ อย่ามาไร้สาระน่า ฉันกับนายเป็นศัตรูกันนะเป็นคนที่จ้องจะเอาชีวิตของอีกฝ่าย

            ฉันไม่เหมือนนายหรอก!

            ว่าไงนะ

            ฉันเป็นมนุษย์ เป็นก้อนเนื้อกับเลือดไร้ค่า เพราะงั้นฉันจะช่วยนายเจ้าราชาเอเลี่ยนงี่เง่าเอ้ย!

            อิงศร แกนี่มัน…”

            แฟรนเซียมคิดจะตวาดแต่ในปอดเริ่มจะมีเลือดไหลซึมเข้าไปทำให้พูดได้ไม่ค่อยถนัด

            แล้วตอนนั้นอิงศรก็ถามมา

            แฟรนเซียมนายน่ะยังมีหัวใจอยู่รึเปล่า

            คำถามนั่นทำให้แฟรนเซียมหยุดคิดไปครู่หนึ่ง เขาจ้องตาอิงศร แววตานั้นไม่ได้กำลังล้อเล่นอยู่เลยซักนิด ดั้งนั้นจึงตอบคำถามไปอย่างจริงจังเช่นกัน

            ถ้านั่นหมายถึงความเป็นคนล่ะก็คำตอบก็เหมือนเดิม

            ไม่จริงหรอก นายโกหก

            อิงศรปฏิเสธคำตอบนั้น

            พื้นที่อิงศรนอนทับอยู่ระหว่างที่ดึงเขาเอาไว้เริ่มปริร้าวขึ้นมานิดหน่อย

            ถ้าหากว่า…”

            อิงศรรับรู้ถึงอันตรายของพื้นที่ตรงนี้เลยกระเถิบตัวถอยหลังไปพร้อมกับพยายามดึงแฟรนเซียนขึ้นไป

            ถ้าหากว่านายไม่มีหัวใจแล้วจริงๆ ล่ะก็ นายก็ไม่มีทางเลี้ยงดูฉันมาได้ตั้งสามปีอยู่แล้ว เพราะมีนายคอยสั่งสอน คอยชุบเลี้ยง ฉันที่สูญเสียทุกอย่างแม้แต่ความหมายของการมีชีวิตนายช่วยมอบความหมายในการมีชีวิตอยู่ให้กับฉัน คนที่ไม่ใช่มนุษย์แล้วก็ไม่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างนายจะทำแบบนั้นได้งั้นเหรอ

            เมื่อเขยิบไปถึงจุดที่พื้นมั่นคงแล้ว อิงศรก็ยื่นมืออีกข้างให้แฟรนเซียม

            “…”

            แฟรนเซียมจ้องมองมือนั้น แล้วกล่าวคำถาม

            ถ้างั้นก็ลองบอกมาหน่อยสิว่าความหมายของการมีชีวิตมันคืออะไร

            การมีชีวิต…”

            ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้อยากถามคำถามนั้นกับอิงศร

            ตัวเขาได้ละทิ้งทุกอย่างไปตั้งแต่ตอนที่ถูกส่งจากอีกโลกคู่ขนานมาที่นี่ตั้งมั่นว่าจะอุทิศตัวให้กับแผนการที่จะต่อต้านเจ้านั่นจนถึงที่สุด

            แล้วเป็นไง สุดท้ายก็ได้แต่เต้นไปบนฝ่ามือของเจ้านั่น

            ถ้าอย่างนั้นคำถามนี้ก็คงเป็นการตัดพ้อที่อยากทำมานาน

            อิงศรตอบคำถามประชดประชันด้วยแนวคิดที่เขาไม่ชอบนัก

            ก็คือการก้าวเดินไปข้างหน้า เลือกหนทางแล้วก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือการมีชีวิต

            แนวคิดของคำตอบนั่นมันเหมือนกับที่เจ้าซีลอร์ดพูดอยู่บ่อยๆ

            การก้าวเดินไปข้างหน้า

            การแสดงความตั้งใจ

            มีของพวกนั้นไปแล้วมันจะไปทำอะไรได้ ความมืดที่บงการโลกนี้อยู่มันลึกล้ำเกินกว่าจะใช้นามธรรมพื้นๆ นั่นมาแก้ไขได้นะ

            “…”

            แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

            ไม่รู้ว่าทำไมพอคนที่พูดกลายเป็นอิงศรถึงได้เกิดความรู้สึกว่าจะยอมรับมันได้ขึ้นมา

            “…”

            แฟรนเซียมจ้องมองอิงศร

            มองแล้วทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง

            เพราะหมอนี่คือคนที่ตัวเองเลี้ยงดูมา ดังนั้นเลยยอมรับได้ว่ามีแนวคิดคล้ายคลึงกัน

            เพราะแบบนั้นพออิงศรยอมรับแนวคิดของซีลอร์ดแล้วมาพูดตัวเขาก็เลยพลอยได้รับอิทธิพลแบบนั้นมาด้วยอย่างนั้นหรือเปล่า

            ไม่รู้สิ

            ไม่รู้อะไรเลย

            ตัวเองเป็นใครกันแน่ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

            สิงห์ ธุวดารกะ

            แฟรนเซียม

            ตัวเองที่กำลังยอมรับอิงศรมากขึ้นคนนี้เป็นใครกัน เขาไม่รู้เลยจริงๆ

            ไม่เข้าใจเลยซักนิด

            หึ หึ หึ ฮะ ฮะ ฮะ

            นายหัวเราะอะไรน่ะ

            ทำไมน่ะเหรอ ก็มันน่าขันชะมัดเลยไม่ใช่รึไง

            แฟรนเซียมคิด

            สุดท้ายแล้วคนอย่างตัวเอง อุดมคติของตัวเองที่คิดว่าการเป็นแบบนี้แหละคือความแข็งแกร่งแต่กลับต้องมาลงเอยที่ห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของคนที่ตัวเองคิดว่าเป็นแค่ขยะไร้ความสามารถแล้วตัวเองก็ยอมรับความคิดของเจ้าขยะนั่นอย่างง่ายดายขึ้นมา

            ตอนนั้นเอง พื้นที่อยู่ตรงหน้าก็ส่งเสียงประหลาดดัง แคร่ก

            “…”

            มันแทบจะรับน้ำหนักของอิงศรไม่ไหวแล้ว

            แฟรนเซียมหันกลับไปมองมือที่อิงศรยื่นมาให้ จริงอยู่ว่าถ้าจับมือนั้นอิงศรก็จะดึงตัวเขาขึ้นไปได้ แต่ด้วยสภาพของพื้นตอนนี้มันไม่อำนวยให้ทำแบบนั้นแล้ว

            ปล่อยมือฉันซะ

            ว่าไงนะ

            บอกว่าให้ปล่อยไง นายช่วยฉันไม่ได้หรอกไม่งั้นเราจะตกลงไปทั้งคู่

            ถ้างั้นก็ปล่อยตัวเมอร์คาบาห์สิจะให้เจ้านั่นช่วยอีกแรง

            “…”

            แต่มันไม่ทันแล้ว พื้นตรงที่อิงศรอยู่พังทลายลง พวกเขาพากันลงมาห้อยต่องแต่งไปด้วยกัน

            มาได้แค่นี้เรอะ

            แฟรนเซียมพูด

            อิงศรยังคาลำตัวครึ่งหนึ่งไว้ข้างบนลิฟต์ได้ แต่สภาพในตอนนี้ไม่มีทางดึงเขาขึ้นไปได้แน่

            แฟรนเซียม รีบส่งมือมาสิจะไม่ไหวแล้ว

            “…”

            เร็วสิ

            แฟรนเซียมยอมส่งมือให้ อิงศรจับมันแต่กลับกลายเป็นว่าโดนยัดอะไรบางอย่างใส่มือมาแทน

            สิ่งนั้นคือไพ่อาคานาร์

            เดอะ เดวิล นั่นเอง

            แฟรนเซียมพูด

            นายชนะแล้วถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะแต่มันต้องมีคนไปแสดงให้พระเจ้าเห็นนายน่ะไปซะ จงไปสร้างโลกที่ต้องการ นายไม่ใช่ม้าที่ใครจะมาจูงบังเหียนอีกแล้ว

            แล้วหวดลูกเตะใส่หน้าอกอีกฝ่าย

            อั่ก

            อิงศรลอยกระเด็นขึ้นไป รวมถึงมือที่จับข้อมือของเขาก็หลุดคลายออก

            แบบนี้แหละดีแล้ว

            ไม่จำเป็นต้องมาเลียแผลให้กัน เขาเป็นราชสีห์ไม่จำเป็นต้องรับการเลียแผลจากหมาป่าหรอก

            แล้วฉันจะรอดูโลกที่นายสร้าง หมาป่าผู้ล่าพระเจ้า

            แฟรนเซียมปรายยิ้มออกมา

            ทันใดนั้นเอง ด้านบนก็สว่างวาบขึ้นมา

            เมือกซึ่งรองรับแสงกำลังจะหายไป เพราะร่างกายได้รับความเสียหายหนัก พลังที่ควบคุมมังกรเทวะจึงไม่เสถียรพอ มันจะพังทลายในไม่ช้านี้

            อิงศรลุกขึ้นหลังจากถูกเตะกระเด็น แฟรนเซียมจงใจช่วยชีวิตเขา เพราะพื้นตรงที่เคยอยู่มันถล่มลงไป

            แฟรนเซียม

            เขาวิ่งกลับไปเพื่อจะช่วย แต่ว่าไม่ทันแล้ว

            เมอร์คาบาห์!”

            พลังของเมือกดำที่แฟรนเซียมควบคุมเริ่มจะหายไป เทวทูตของเขาหลุดออกจากพันธนาการแล้วบินเข้ามาหาในทันที

            ทว่า...

            เมื่อเมือกที่ป้องกันหายไป แสงมฤตยูก็ทะลุผ่านลงมาที่ลิฟต์

            ลำของแสงสว่างขยายขึ้นจากปกติ แฟรนเซียมถูกกลืนหายเข้าไปในลำแสงที่ว่า

            แฟรน...

            เอาอีกแล้วเหรอ....

            เมอร์คาบาห์ ที่จะเข้าไปช่วยแฟรนเซียมตามคำสั่งของเขาก็หยุดแล้วหันหลังกลับมา เพราะว่าลำแสงเริ่มจะขยายกลืนพื้นที่ของลิฟต์

            เมอร์คาบาห์อุ้มอิงศรที่พยายามจะเข้าไปช่วยแฟรนเซียมบินหนีจากลำแสง

            สิงงงงงงงงงงงงงห์!!!!!

            เอาอีกแล้ว

            พรากทุกคนไปแบบนี้อีกแล้ว

            พระเจ้าอยากจะทำอะไรกันแน่เขาไม่เข้าใจเลย ทำไมถึงโหดร้ายอยู่ตลอดจงเกลียดจงชังอะไรมนุษย์ขนาดนั้นเลยหรือไง

            อ๊าาาาาาาาาา!

            อิงศรตะโกนอย่างขมขื่น

            แบบนี้สาแก่ใจแกแล้วใช่ไหมโซลาริสสสสสสส!

            เขาไม่ยอมเรียกมันว่าพระเจ้าอีกแล้ว

            ไอ้ตัวตนที่เป็นภัยต่อมนุษย์ถึงขนาดนี้ไม่ใช่ผู้สร้างอย่างแน่นอน อิงศรได้ตัดสินเรื่องนั้นด้วยอารมณ์ไปเป็นที่เรียบร้อย

 

            ซีลอร์ดที่เหลือแต่หัวคอยจ้องมองเหตุการณ์อยู่ตลอด

            หมาป่าผู้ล่าพระเจ้าอย่างนั้นเหรอ

            ทวนคำพูดของแฟรนเซียมเบาๆ

            คนน้องกลืนกินดวงจันทร์ถ้าอย่างนั้นคนพี่ก็จะกลืนกินดวงอาทิตย์เหมือนกับตำนานนั่นสินะ ฮะฮะฮะ สิงห์นายเองก็มีอารมณ์ขันเหมือนกันแล้วสินะ

            เขาหัวเราะ หัวเราะให้กับมุกตลกของชายไร้อารมณ์อย่างแฟรนเซียม

            ดูว่าเหมือนจะพังซะแล้ว

            ตัวเองคงพังไปแล้วถึงได้หัวเราะเอากับเวลาแบบนี้

            “….”

            แล้วอีกคนก็กำลังจะพังตามไปเหมือนกัน

            อิงศรที่หัวใจแตกสลายเพราะสูญเสียไปหมดทุกอย่างเดินหน้ามาถึงบัลลังก์ของแอดนิสเทรเตอร์เป็นที่เรียบร้อย

            ราวกับขึ้นสู่แท่นประหารอย่างไรอย่างนั้น

            ลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด

            แสงสว่างยังคงกลืนกินลิฟต์ไม่หยุด อีกไม่นานลิฟต์คงจะหายไป

            อิงศรซึ่งโดนเมอร์คาบาห์พาตัวหนีมาจนถึงขอบลิฟต์ก้มลงเก็บหัวของซีลอร์ดแล้วกระโดดลงจากลิฟต์ไปยังแผ่นดินของอาคาชิกแซงทัวรี่ ที่พำนักของแอดมินิสเทรเตอร์

            เขาอยากจะแบกศพของกวินทร์ขึ้นมาด้วยแต่ว่าเวลามีไม่พอ จำใจต้องทิ้งไว้บนลิฟต์

            ลิฟต์ถูกแสงสว่างลบหายไปในที่สุด

 

            ทุ่งหญ้าเขียวขจี แนวป่าอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งมองเห็นอยู่ไกลๆ

            ท้องฟ้ายังคงบอกไม่ได้ว่าเป็นรุ่งสางหรือว่าพลบค่ำอยู่เหมือนเดิม บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

            บรรยากาศอันสงบเงียบของสวนศักดิ์สิทธิ์ ทุกสรรพสิ่งสงบเงียบงัน

            เงียบเป็นอย่างมาก

            แต่อิงศรกลับสงบใจไว้ไม่ได้เลย

            “….”

            ไฟแห่งความโกรธที่สมอยู่ในอกกำลังลุกโชนราวกับอยากจะแผดเผาสวนอันเงียบสงบที่น่ารำคาญนี่ให้หายไป

            สวนของผู้สร้างที่ไร้ซึ่งความเมตตา

            สวนอันน่ารังเกียจ

            เจ้าสวนงี่เง่าพรรค์นี้ อยากจะให้กลายเป็นจุลเสีย

            พอคิดแบบนั้นภาพนิมิตซึ่งเมอร์คาบาห์แสดงให้เห็นตอนอยู่ที่แชงกรีล่า ภาพนิมิตที่สวนถูกแผดเผาหลังจากคราสรูปสวัสติกะปรากฏขึ้นก็หวนกลับมาแล่นในสมอง

            หรือว่านั่นจะเป็นคำทำนายว่าเขาจะเป็นผู้แผดเผาสวนแห่งนี้กันนะ?

            ท่ามกลางความสับสนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่น

            อิงศรยืนกอดหัวของซีลอร์ดอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวขจีอันสงบนิ่ง

            เขากวาดตามองสำรวจรอบๆ แต่ไม่มีสิ่งใดหรืออะไรอยู่ที่นี่เลย ที่พอจะมีให้รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างก็คงเป็นดวงตะวันซึ่งลอยอยู่เหนือสวนแห่งนี้

            ดวงตะวันอยู่ใกล้แค่นี้แต่กลับไม่รู้สึกถึงถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุหรือแม้แต่จะแสบตากับแสงเจิดจ้าที่มันเปล่งออกมา

            ดวงตะวันนั่นเป็นต้นกำเนิดของแสงมฤตยูที่ส่งลงไปยังลิฟต์

            นั่นมัน...

            เมื่อเขาเอ่ยปากซีลอร์ดก็ตอบในทันที

            แอดมินิสเทรเตอร์น่ะ

            งั้นเจ้านั่นก็คือโซลาริสสินะ

            อืม

            พวกเขาแลกบทสนทนากันเพียงแค่นั้น สัมผัสในตอนนี้ก็เหมือนกับตอนที่เผชิญหน้ากับลูนาริส

            สัมผัสอันยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก หากความศักดิ์สิทธิ์หมายถึงความกลัวต่อสิ่งนั้นโดยที่มีความยำเกรงให้แล้วล่ะก็มันคงจะอธิบายแรงกดดันของแอดมินิสเทรเตอร์ได้ดีที่สุด

            แสงอันศักดิ์สิทธิ์จากดวงตะวันเริ่มจะอ่อนกำลังลง

            จนกระทั่งหยุดเปล่งแสงและเผยโฉมหน้าที่ทแจริงของแอดมินิสเทรเตอร์ผู้เข้มงวดที่สุด

            จักรกลลักษณะคล้ายกับดวงตา

            มีผิวโลหะสีทองเปล่งประกายมันวาวจนเห็นเหมือนมีแสงระยับจับที่ขอบฟ้ารอบๆ

            มีวงแหวนคล้ายกับรัศมีพระอาทิตย์

            ทั้งหมดนั่นคือ โซลาริส

            เสียงของแอดมินิสเทเรตอร์ได้ถ่ายทอดมายังสมอง เสียงอันโกรธเกรี้ยวและเต็มไปด้วยโทสะ

            วัชพืชแสนโง่เขลา ข้าจะฆ่าพวกเจ้า




            และแล้วมันก็เริ่มขึ้น

            การต่อสู้กับพระเจ้า

            การต่อสู้ที่ไร้ซึ่งหนทางชนะ

            เพราะอิงศรไม่เหลือพลังจะสู้ต่อไปไหวแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทางเลือกให้หนี

            ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากเผชิญหน้า

            เพื่อให้ไปยังเส้นทางที่ถูกต้อง

            สู่ยุคสมัยแห่งมนุษย์

            สู่โลกที่ถูกต้อง

            อิงศรกำอาคานาร์แห่งปีศาจที่ได้รับมาจากแฟรนเซียม

            นั่นเป็นเหมือนข้อความจากสิงห์ ข้อความที่บอกเล่าถึงความสิ้นหวัง

            บอกให้มนุษย์กำแหงต่อผู้สร้าง

            เข้าใจแล้ว

            เขาไม่ใช่ม้าที่ใครจะมาจูงบังเหียนอีกต่อไป

            อดัมได้กินผลแห่งปัญญาแล้วกลายเป็นหมาป่า ได้รับเอาเขี้ยวเล็บมาเพื่อท้าทายพระเจ้า

            ถ้างั้นพระเจ้าก็ต้องพินาศ มีแต่วิธีนี้เท่านั้น

            เขาวางหัวซีลอร์ดลงกับพื้นหญ้า ชักคันธนูกับดาบออกมา

            ฉันจะฆ่าแกโซลาริส!!!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น

  1. #223 KHEM (จากตอนที่ 240)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 12:26
    เนื้อเรื่องเรื่องนี้เปิดเรื่องน่าสนใจมาก ติดตามมาตั้งแต่เริ่งเรื่องจนถึงตอนนี้ เริ่มเรื่องน่าสนใจดีครับแต่กลางเรื่องเนื้อเรื่องมันเริ่มไปไกลมากมันบ่งบอกอารมณ์ตัวละครมากไปจนออกแนวน่าเบื่อ แต่ถ้าเขาบทต่อสู้ก็น่าสนใจครับ อ่านมาอ่านบ้างข้ามบ้างยิ่งกลางๆเรื่องมันออกแนวน่าเบื่อครับเพราะตัวละครอธิบายอารมณ์เยอะเกินไปแต่มาตอนนี้ก็กลับมาน่าอ่านอีกรอบละครับ พัฒนาต่อไปนะครับ รออ่านอยู่เรื่อยๆ ขออภัยนะครับถ้าผมใช้คำไม่ดีหรือทำอะไรผิดไป ติดตามมานานมากครับขอบคุณครับที่ยังเขียนให้อ่านอยู่เป็นกำลังใจครับ สู้ๆ
    #223
    1
    • #223-1 R@ji(จากตอนที่ 240)
      4 มิถุนายน 2561 / 15:22
      ขอบคุณสำหรับคำติชมครับ สำหรับเรื่องนี้ก็เดินทางมาเกือบจะถึงตอนจบแล้ว ไว้มีโอกาสจะแก้ไขเพิ่มเติมในตอนถัดๆ ไป และในผลงานหน้าฮะ
      #223-1