Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 202 : Login 199: พงศาวดารแห่งเทวาสุรสงคราม (พูดคุยกับปีศาจ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    7 ก.พ. 61

Login 199: พงศาวดารแห่งเทวาสุรสงคราม (พูดคุยกับปีศาจ)

 

            อิงศรไล่ตามมิ่งขวัญที่ออกไปข้างนอก

            หลังจากฆ่า ‘อสูร’ แล้วเขาที่เอลิกอร์สิงสู่อยู่ก็ออกจากห้องนอนมาที่ระเบียงซึ่งมืดสนิท

            มองข้ามแนวรั้วกั้นระเบียงออกไปก็เห็นแต่เงาของแมกไม้ที่ปลูกอยู่ในสวนด้านล่าง

            ”เจ้าขวัญไปไกลแล้วเหรอเนี่ย”

            อิงศรพูดคำรามอย่างเจ็บใจ

            ตอนนั้นเอง ก็รู้สึกว่าเขี้ยวในปากหายไป เขาบนหัวก็เริ่มยุบตัวเช่นกัน

            เอลิกอร์ที่อยู่ในร่างกล่าวว่า

            “เฮอะ ไม่มีให้สู้แล้วงั้นข้าขอตัวล่ะนะ”

            สัมผัสของเอลิกอร์กำลังจะหายไป แอพพลิเคชันคงถึงขีดจำกัดแล้ว

            “อืม ขอบใจนะ”

            “เฮอะ ถ้าจะขอบใจปีศาจก็อย่าเอาแต่พูดตามมารยาทรีบๆ ยกร่างนี้ให้ข้าซะ”

            นั่นปะไร…อิงศรคิด

            สุดท้ายแล้วเอลิกอร์ก็ยังเหมือนเดิมทั้งที่แอบคิดไปเองบ้างแล้วว่าอีกฝ่ายยอมเชื่อฟังเขาขึ้นมาบ้าง

            แต่เอลิกอร์ก็ยังพูดต่อไปอีกว่า

เอาเถอะเรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างแต่แกเป็นผู้ชายที่ตรงกับที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆ”

            “หมายความว่ายังไง”

            พอถามไปปีศาจก็หัวเราะ

            “ฮะฮะฮะ ก็หมายความว่าแกมาถึงตรงนี้ได้ยังไงล่ะ อิงศรข้าน่ะเป็นปีศาจ ปีศาจซึ่งโหยหาโชคชะตาแล้วโชคชะตาของเจ้าก็ช่างหอมหวานเสียเหลือเกินเพราะเป็นเจ้าถึงได้เดินมาถึงจุดที่มนุษย์น่าโง่ตัวไหนก็มาไม่ถึงไม่สิต้องบอกว่ามาถึงตรงนี้ได้โดยยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ต่างหาก”

            “อยากจะพูดอะไรกันแน่”

            “เอ๋~ เรื่องนั้นข้าว่าเจ้ารู้อยู่แก่ใจดีแล้วนะหรือจะให้ข้าพูดมันออกมากันล่ะ ลึกๆ แล้วในใจเจ้าก็คิดอยู่สินะว่าสุดท้ายก็ต้องทำสงครามกับพระเจ้าน่ะเพราะว่าพวกมันไม่ยอมคุยกับมนุษย์แน่ ทางเลือกของเจ้ามันชี้ไปแบบนั้นแล้วทีนี้เจ้าก็จะเป็นคนของคำทำนาย ผู้สืบทอดชะตากรรมของเทวสุรสงครามที่ยาวนานมาถึงปัจจุบันนี่ ไม่มีโชคชะตาไหนจะมุ่งหน้าสู่สนามรบอันยิ่งใหญ่ได้เท่านี้อีกแล้วเพราะอย่างนั้นข้าหายนะแห่งสงคราม เอลิกอร์ผู้นี้ถึงเลือกเจ้าเป็นผู้ถือครองยังไงล่ะ”

            “เหลวไหลน่ะ แกแค่บังเอิญเป็นแอพที่สิงห์เอามาให้ฉันมันก็เท่านั้นเอง”

            “แค่บังเอิญเรอะ เอาเถอะถ้าคิดได้แค่นั้นก็ตามใจอย่างไรซะข้าก็คือเจ้าแล้วเจ้าก็คือข้า เจ้ารู้อะไรข้าก็รู้เหมือนเจ้า”

            “พูดแบบนั้นจะเรียกเมอร์คาบาห์ออกมารึไง”

            “ชิ ขอเตือนไว้ก่อนเลยก็แล้วกันอิงศรถึงเทวทูตนั่นจะเป็นภาคหนึ่งของเจ้าแต่อย่าได้ไปไว้ใจพวกมันเชียวล่ะเพราะเทวทูตอย่างไรก็เป็นเทวทูตวันยังค่ำ”

            เอลิกอร์ฝากคำพูดเอาไว้แล้วจึงหายไป

            สัมผัสถึงตัวตนของปีศาจไม่ได้ อีกฝ่ายคงกลับไปแล้ว

            ตั้งแต่ได้เอลิกอร์กลับมาก็ดูเหมือนว่าจะพูดมากกว่าเดิมถึงเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องโกหกก็ตาม

            เจ้านั่นแค่แต่งเรื่องโดยใช้ความทรงจำของผู้ครอบครองที่จะแบ่งให้กับปีศาจ

            แต่ก็ปฏิเสธเรื่องที่คิดว่าอาจจะต้องสู่กับแอดมินิสเทรเตอร์ไม่ได้ ลึกๆ แล้วเขาก็กังวลว่าอาจจะไม่มีทางเลี่ยงแล้วก็เป็นได้

            ก่อนหน้านี้ตอนที่แอดมินิสเทรเตอร์ลูนาริสลงมาที่โลกก็ได้พูดเอาไว้ว่า

            ผลการตัดสินลุล่วงไปแล้ว

            วัชพืชบนสวนจะต้องถูกกำจัด

            รวมกับที่ฟังจากซีลอร์ดมาก็พอจะรู้อยู่เลาๆ ว่าลูนาริสคือผู้ที่คัดค้านการกวาดล้างในตอนแรกแล้วเลือกมอบบททดสอบให้แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับมาบอกว่าต้องกวาดล้าง นั่นหมายความว่าแอดมินิสเทรเตอร์ไม่คิดจะต่อรองกับมนุษย์ที่ถูกตัดสินเป็นวัชพืชอีกแล้ว

            ถ้าดูจากสาเหตุที่การทดสอบนี้เริ่มขึ้นก็คงเป็นเมอร์คาบาห์

            เริ่มจาก อารย-สนธยา อยากจะบุกรุกถิ่นที่อยู่ของแอดมินิสเทรเตอร์จึงค้นคว้าเกี่ยวกับเมอร์คาบาห์ ราชรถซึ่งนำทางสู่สวรรค์ นั่นเป็นสิ่งที่รู้มาในตอนที่เริ่มสงสัยเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเองและค้นพบฐานลับของอารย-สนธยาที่มีเอกสารลับการซื้อขายตัวเขากับน้องชายสำหรับใช้เป้นตัวทดลอง

            แล้วก็ด้วยเหตุนั้นเองแอดมินิสเทรเตอร์จึงลงโทษมนุษย์ที่คิดทะเยอทะยานเช่นนั้น

            แต่เบื้องหลังกลับกลายเป็นสิงห์ที่เป็นคนของเมตไตรยอยู่เบื้องหลังการทดลองของอารย-สนธยาที่จะอัญเชิญเมอร์คาบาห์ไปแทน

            ตัวตนที่ผลักดันสิงห์อยู่อีกทอดก็คือซีลอร์ดหนึ่งในเครื่องทำสวนทั้งสิบสอง

            จากข้อมูลเรื่องพงศาวดารเทวสุรสงครามเครื่องทำสวนถูกสร้างขึ้นมาในสงครามยิ่งใหญ่ครั้งอดีต

            สครามนั่นบางทีอาจจะหมายถึง แอดมินิสเทรเตอร์ กับ ยฮวฮ และพวกเทวทูตที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเมตไตรยทำสงครามกันในสมัยก่อนและถูกขับไล่ลงมาที่โลก

            แล้วข้อมูลใหม่จากซีลอร์ดและซีเซียมที่บอกเล่าว่าเทวทูตพวกนั้นทำการทดลองอัญเชิญปีศาจโดยปิดตายเมืองแห่งหนึ่งทำให้สิงห์ได้พบกับซีลอร์ดเมื่อสิบสองปีก่อนก็คือจุดเริ่มต้นการอัญเชิญเมอร์คาบาห์ในเวลาต่อมา

             ถ้าสรุปแบบนั้นตัวต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบก็คือแอดมินิสเทรเตอร์เองไม่ใช่หรือไง มนุษย์แค่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมืออีกทีไม่ใช่เหรอ

            ที่ไหนซักแห่งในใจของเขาคงกำลังเรียกร้องหาความยุติธรรมด้วยความโกรธที่รอจะปะทุออกมาอยู่กระมัง แล้วเอลิกอร์ก็ใช้ประโยชน์จากตรงนั้นพยายามจะปลุกเอาความโกรธของเขาขึ้นมาเพื่อให้ไปต่อสู้ชี้ขาดกับแสงสว่างที่เป็นแอดมนิสเทรเตอร์

            แต่ว่า...

            “ก็ยังแปลกอยู่ดี”

            อิงศรครุ่นคิดไปก็ออกวิ่งไปตามทางเดินระเบียงมุ่งหน้าไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปยังชั้นห้าที่พวกผู้หญิงพักอยู่เขารู้สึกเป็นห่วงตรงนั้นมากกว่าเพราะพลอยกับนิวที่ยังอ่อนหัดเรื่องต่อสู้ก็อยู่ที่นั่นไหนจะมีนาท่ป้องกันตัวเองไม่ค่อยจะได้อีก

            ระหว่างนั้นก็ทบทวนความคิดเสียใหม่

            การที่ซีลอร์ดฝากซีเซียมให้ถ่ายทอดนิทานเรื่องนี้จะต้องมีจุดประสงค์อะไรอยู่อย่างแน่นอน

            ก่อนหน้านี้เขาคิดมาซักพักแล้วว่า

            หากสรุปว่าแอดมินิสเทรเตอร์ทำสงครามกับยฮวฮในสมัยก่อนคือพงศาวเทวสุรสงครามแล้วล่ะก็ยังมีเรื่องไม่ถูกต้องอยู่หลายจุดเลย

            มนุษย์คนแรก ‘อดัม’ นั่นน่าจะเกิดขึ้นหลังจากเทวสุรสงคราม เพราะกำเนิดจาก ‘มังกร’ ที่ถูกจัดการลงทำให้สงครามสิ้นสุด

            แต่ตอนที่ ยฮวฮ หลุดออกมาจากอาคาชิกเรคคอร์ดมันน่าจะเป็นหลังจากนั้น เพราะในเหตุการณ์เฮเว่นฟอล นั่นซีลอร์ดพูดเหมือนกับว่ามนุษย์ดำรงอารยธรรมมาได้ซักระยะแล้วถึงไดมีความเชื่อที่กลายเป็นขุมพลังให้กับ ยฮวฮ ถ้าอย่างนั้นเทวสุรสงครามก็ไม่ใช่สงครามระหว่างแอดมินิสเทรเตอร์กับยฮวฮ แต่เป็นอย่างอื่น

            ยิ่งเอลิกอร์ที่เป็นปีศาจตั้งตัวเป็นศัตรูกับเทวทูตอย่างเมอร์คาบาห์ให้เห็นอีกทำให้ฟันธงได้ว่า เทวสุรสงครามน่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเฮเว่นฟอล อีกย่างทั้งสองเหตุการณ์ถูกพูดถึงโดยซีลอร์ดทั้งคู่แต่เรียกชื่อเหตุการณ์แยกกันนั่นเป็นเรื่องยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว

            ถ้าอย่างนั้น เทวสุรสงคราม เป็นสงครามระหว่างอะไรกันล่ะ

            เรื่องที่ยืนยันได้คือฝ่ายหนึ่งต้องเป็นแอดมินิสเทรเตอร์ที่สร้างเครื่องทำสวนอย่างแน่นอนแต่อีกฝ่ายล่ะ

            ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า ‘ความมืด’

            สร้าง ‘อสุรา’ ขึ้นมาเป็นอาวุธ

            ให้กำเนิดมนุษย์จาก ‘มังกร’

            “…”

            ตอนที่คิดอยู่นี่ก็เดินขึ้นมาถึงชั้นห้าพอดีแล้วก็มีเสียงต่อสู้ดังแว่วมาจากทางที่ห้องของพวกมีนาตั้งอยู่

            “ขวัญ! เดี๋ยวจะทำอะไรน่ะ”

            “อ๊ะ คุณมิ่งขวัญ

            ได้ยินพลอยกับมีนาตะโกนโหวกเหวกมาแบบนั้น

            “ขวัญงั้นเหรอ”

            อิงศรสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวแล้ววิ่งตรงไปตามทางที่มืดสนิทของระเบียง

            เขาวิ่งผ่านจุดที่มีแผงสวิตซ์ไฟโดยที่ทดลองกดสวิตซ์ทั้งหมดแล้ววิ่งผ่านมาเลย

            แต่ไฟไม่ติด

            ดูเหมือนว่าศัตรูจะเล่นงานระบบไฟฟ้าของอาคารด้วย

            “เฮ้! เป็นไงกันบ้าง”

            อิงศรตะโกนพร้อมเร่งฝีเท้าฝ่าความมืดจนมาถึงหน้าห้องพวกผู้หญิง

            ตรงฝั่งรั้วกั้นระเบียงที่มองออกไปเห็นหมู่ดาวระยิบระยับพร่างพราย

            มีนา

            พลอย

            นิว

            ทั้งสามอยู่ในชุดรบพร้อมอาวุธ ท่าทางเหมือนเพิ่งจะต่อสู้เสร็จมาหมาดๆ อยู่ที่นั่น


            มีนาที่นั่งแหมะอยู่บนพื้นพูด

            “คุณอิงศร...”

            แล้วใช้เคียวหยัดตัวลุกขึ้นยืน

            อิงศรถาม

            “เพิ่งสู้กับขวัญไปเหรอ”

            แต่มีนาทำหน้างุนงงแล้วส่ายหน้า

            “เปล่าค่ะที่พวกเราสู้ด้วยคือผู้หญิงแก่ๆ ที่ฉันเห็นในป่าเมื่อวันก่อนดูเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์ด้วยล่ะค่ะ”

            มีเสียงห้าวๆ ของผู้ชายดังมาจากด้านหลังของทั้งสาม

            “เจ้านั่นเป็นอสูรน่ะ”

            อิงศรมองไปทางนั้นแล้วพบว่ายังมีอีกคนนอกจากพวกพ้องอยู่ที่นี่อีกคน เป็นชายผิวคล้ำร่างกำยำสูงใหญ่มีเขายาวโง้งงอกจากหน้าผากและปีกค้างคาวบนหลังทำให้รู้ว่าหมอนี่ไม่ใช่มนุษย์

            หืม หมอนี่ใครน่ะ”

            อ๋อ เวตาลน่ะค่ะใช้ลีลีสสเตจเรียกออกมาค่ะ”

            มีนาพูดแล้วแกว่งเคียวในมือให้ดูเป็นนัยว่าชายแปลกหน้าออกมาจากแอพพลิเคชันที่ติดตั้งไว้ในเคียว

            อิงศรพูด

            ช่างเถอะแล้วตกลงเมื่อกี้เจอขวัญด้วยรึเปล่า”

            ค่ะ พวกฉันตั้งใจจะจับอสูรผนึกเป็นเดม่อนแอพแต่คุณมิ่งขวัญโผล่มาจากไหนไม่รู้แล้วก็อุ้มอสูรหนีลงไปที่สวนแล้วล่ะค่ะ

            พอได้ยินว่ามีนาจะจับอสูรผนึกเป็นแอพพลิเคชัน อิงศรก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

            เดี๋ยวนะอสูรมันทำเป็นเดม่อนแอพได้ด้วยเหรอ”

            แค่ทดลองดูน่ะค่ะแต่ก็อย่างที่บอกไปว่ายังไม่ทันเสร็จพิธีคุณมิ่งขวัญก็…”

            ช่างเถอะ แล้วขวัญไปทางไหนรีบตามไปก่อนจะคลาดกันดีกว่า”

            พอได้ฟังที่พูดไปมีนาก็หรี่ตาจ้องมองเขาเหมือนจะตำหนิผ่านสายตา

            คุณอิงศรคะ ยอ เอือ กอ เยือก ยอ เอ นอ เย็น ค่ะ”

            หล่อนพูดด้วยเสียงยานคาง

            หา?”

            ตอนนี้มันมีเรื่องที่สำคัญกว่าการตามคุณมิ่งขวัญไปทันทีอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”

            “…”

            มีนาถอนหายใจด้วยความเอือมระอา

            คุณอิงศรเนี่ยพอเป็นเรื่องของน้องชายแล้วก็หัวร้อนทุกทีเลยนะคะเมื่อเย็นก็ทีหนึ่งแล้วถ้าอยากจะทำตัวเป็นพระเอกฮาเร็มแบกตี้สาวน้อยบอบบางไปเจอศัตรูทั้งโขยงก็ตามใจค่ะยังไงก็คงทิ้งให้ไปคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว”

            มันก็จริงอย่างที่หล่อนพูด พอถูกดึงสติอิงศรก็นึกขึ้นได้ว่าหากไล่ตามไปตอนนี้

            มิ่งขวัญที่มีท่าทีแปลกๆ ช่วยเหลือศัตรูหนีไปมีความเป็นไปได้ที่จะถูกควบคุมหรือทำอะไรบางอย่างเข้า

            หากไล่ตามไปทั้งแบบนี้อาจจะถูกลวงเข้าไปในถิ่นศัตรูโดยที่มีแต่สมาชิกที่อ่อนแอก็จะกลายเป็นว่าเข้าไปเหยียบกับดักของศัตรูเอาง่ายๆ

            ทำไมเขาถึงนึกเรื่องพื้นฐานขนาดนี้ไม่ออกกันนะ

            เพราะขวัญสินะ

            ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อคืนเขาก็เป็นกังวลจนนอนไม่หลับ พอไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอบวกกับความกลัดกลุ้มอีกความสามารถในการตัดสินใจเลยตกลงถึงขนาดที่พวกพ้องสังเกตได้

            มีนาพูด

            แล้วอีกอย่างถ้าจะไล่ตามคุณมิ่งขวัญไปน่ะเราก็มีตัวช่วยอย่างระบบติดตามตัวของปาร์ตี้อยู่แล้วนี่คะ”

            เข้าใจล่ะ งั้นเราไปสมทบกับพวกกวินทร์ข้างล่างแล้วค่อยไล่ตามไป”

            พาพวกราชครูไปด้วยดีไหมคะพวกนั้นน่าจะช่วยเราได้เยอะ”

            พอมีนาพูดก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนจะขึ้นมาที่นี่นั้น...

            อย่าเพิ่งดีกว่าเมื่อกี้ตอนฉันสู้กับอสูรที่ห้องนอน เผลอทำเพดานถล่มไปชั้นล่างตกใส่หัวเจ้าซีเซียมซะสลบเหมือดขืนไปตอนนี้ได้เคลียกันยาวแหง”

            ได้ยินแบบนั้นมีนาก็ยกมือปิดปากพลางลั่นอุทานว่า

            อุหวาย แบบนั้นคงไม่ดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ

            ถ้างั้นก็รีบไปกันเถอะ

            อิงศรพูดตัดบทแล้วก้าวท้าวเตรียมจะวิ่งแต่ก็ถูกมีนาดึงแขนเอาไว้

            เดี๋ยวก่อนค่ะไหนๆ ก็แล้วเตรียมตัวให้พร้อมออกรบเลยดีกว่าไหมคะ

            เด็กสาวพูดแล้วชี้มาที่ตัวของเขา

            กว่าจะเข้าใจว่ามีนากำลังหมายถึงเสื้อก็ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง

            เข้าไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำในห้องของพวกฉันก็ได้ค่ะ

            อิงศรเดาะลิ้นด้วยความไม่พอใจ

            แต่มันก็จำเป็นจริงๆ นั่นแหละ เขาบอกกับตัวเองแบบนั้นแล้วเปิดหน้าจอคลังดึงเอาเครื่องแบบออกมาก่อนจะจ้ำเท้าเร็วๆ หายเข้าไปในห้องน้ำแล้วกลับออกมาในสิบวินาทีให้หลัง

            เร็วจังนะคะ

            ไม่มีเวลามาโอเอ้แล้วรีบเข้าเถอะ

            อิงศรพูดแล้วออกเดินนำไปทันที

            ใส่เสื้อกลับด้านนอกเข้าด้านในแล้วค่ะ

            พอถูกทักมาแบบนั้นทำให้เพิ่งสังเกตตัวเองว่าใส่กลับด้านจริงๆ นั่นแหละ

            แต่อิงศรไม่คิดจะมาเสียเวลาเข้าไปกลับด้านเสื้อในห้องน้ำอีกแล้ว เด็กหนุ่มปลดกระดุมเสื้อแล้วถอดมันออกโดยไม่หยุดฝีเท้า

            ได้ยินเสียงมีนาดังแว่วมาจากทางด้านหลัง

            อุ้ย

            เสียงฝีเท้าของอีกสองคนที่เหมือนจะหยุดกึกไปกลางคัน

            อิงศรเมินท่าทีเหล่าแล้วกลับด้านเสื้อใส่ใหม่โดยที่ไม่หยุดเดิน

            จากนั้นเสียงฝีเท้าไล่ตามก็เริ่มดังขึ้นมาอีก

            มีนาพูดไล่มาจากด้านหลังว่า

            คุณอิงศรเนี่ยไม่มีความละเอียดอ่อนเอาซะเลยนะคะ

            ดูเหมือนเขาจะถูกตัดสินว่าไม่มีความละเอียดอ่อนเพราะแค่เปลี่ยนเสื้อต่อหน้าผู้หญิง

            หนวกหูน่ะ

            เขาคำรามเบาๆ แล้วยิ่งจ้ำเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อหนีให้ห่าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น